- หน้าแรก
- ระบบแข็งแกร่งระดับเทพ ยิ่งอยากลาออก ยิ่งได้เลื่อนขั้น
- บทที่ 211 ครอบครัวจอมระราน
บทที่ 211 ครอบครัวจอมระราน
บทที่ 211 ครอบครัวจอมระราน
“เจ้าอ้วน แกไม่กลัวว่าจะไปกระตุ้นฝ่ายนั้นหรือไง?”
“ถ้าทางนั้นลงมือฆ่าตัวประกันขึ้นมาจริง ๆ จะทำยังไง?”
หวางเสี่ยวปินเดินเข้าไปสะกิดซุนผิงอันพลางเอ่ยถามด้วยความหวาดหวั่น หลังจากที่ซุนผิงอันปล่อยปุ่มกดสื่อสารบนวิทยุสื่อสารแล้ว
ซุนผิงอันเหลือบมองไปข้างหลัง เห็นได้ชัดว่าคนที่สงสัยเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่หวางเสี่ยวปินคนเดียว
จิ่งเสียนและเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่น ๆ ต่างก็ไม่เข้าใจการกระทำที่แข็งกร้าวของซุนผิงอันเมื่อครู่นี้เช่นกัน
ต้องรู้ก่อนว่าในมือของคนร้ายมีตัวประกันถึง 25 คน ต่อให้ฆ่าทิ้งไปครึ่งหนึ่ง ก็ยังเหลืออีกตั้ง 12-13 คน!
ฝ่ายนั้นน่าจะมีจำนวนคนไม่มากนัก การควบคุมตัวประกันคนละ 2 คนก็น่าจะเหลือเฟือแล้ว
การทำแบบนี้ไม่ใช่การเพิ่มโอกาสให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องบาดเจ็บล้มตายหรอกหรือ?
ซุนผิงอันส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “ผู้กำกับหวาง คนร้ายฆ่าตำรวจ ฆ่ารปภ. จับตัวประกัน แล้วยังวางระเบิด คุณรู้ไหมว่าทำไมพวกเขาถึงทำแบบนี้?”
“ไม่รู้สิ” หวางเสี่ยวปินส่ายหน้า
ซุนผิงอันพยักหน้าแล้วกล่าวต่อ “นั่นแหละครับ! ในเมื่อพวกเขายังไม่บอกจุดประสงค์ คุณคิดว่าเขาจะสุ่มสี่สุ่มห้าฆ่าตัวประกันเหรอ?”
“อีกอย่าง ผมได้บอกผลลัพธ์ของการฆ่าตัวประกันให้พวกเขารู้แล้ว พวกเขาจะยิ่งไม่กล้าฆ่าตัวประกันง่าย ๆ”
“ในเวลาแบบนี้ พวกเราจะยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบไม่ได้เด็ดขาด”
“มิฉะนั้น พวกเราจะถูกอีกฝ่ายจูงจมูก และต้องตกเป็นเบี้ยล่างในทุกเรื่อง”
“เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมทำคือการทำลายความลำพองของอีกฝ่าย เพื่อไม่ให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าจนไม่เกรงกลัวอะไร”
“ถ้าฆ่าตัวประกัน เราก็บุกโจมตี ต่อให้พวกเขาเก่งแค่ไหน จะเก่งกว่าหน่วยคอมมานโดเชียวหรือ?”
“และจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขา เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่แค่การฆ่าตัวประกันง่าย ๆ ในเมื่อจุดประสงค์ยังไม่บรรลุ...”
“ไม่สิ ต้องบอกว่า ตราบใดที่พวกเขายังไม่ได้บอกความต้องการออกมา พวกเขาก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือหรอก”
ทุกคนต่างเข้าใจกระจ่างแจ้งในทันที
“ผู้กำกับหวาง สั่งสลายฝูงชนได้เลยครับ ในเมื่ออีกฝ่ายใช้ระเบิดไปแล้วสองครั้ง ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าในมือพวกเขาจะมีระเบิดมากกว่านี้อีกไหม”
“ถ้าเป็นแบบรีโมทคอนโทรล แล้วพวกเขาแอบเอามาซ่อนไว้แถวนี้สักสองสามจุด พอถึงเวลา...”
ซุนผิงอันไม่ได้พูดต่อ แต่ทุกคนต่างเข้าใจความหมายของเขาได้ทันที
คราวนี้ไม่ต้องรอให้ตำรวจมาไล่ นอกจากหัวหน้าคนงานก่อสร้างเพียงคนเดียวแล้ว คนอื่น ๆ ต่างพากันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง
พวกเขาหนีออกไปไกลอย่างน้อยร้อยเมตร จนถึงระยะที่คิดว่าปลอดภัยแล้วจึงหยุดลง และคอยสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ
ซุนผิงอันกดปุ่มสื่อสารบนวิทยุ
“บอกชื่อและจุดประสงค์ของคุณมา”
ซุนผิงอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่มีความเกรี้ยวกราดเหมือนเมื่อครู่นี้อีกต่อไป
“ฉันชื่อเฉียวไป๋ พ่อฉันชื่อเฉียวต้าฟู่ แม่ฉันชื่อหลี่ชุ่ยเฟิน”
น้ำเสียงของอีกฝ่ายเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“เมื่อครึ่งปีก่อน พวกแกที่เป็นสุนัขรับใช้บริษัทอสังหาริมทรัพย์หน้าเลือด ภายใต้คำสั่งของไอ้สารเลวเกาปิ่งเสียง ได้จับตัวพ่อแม่ฉันไป แล้วก็สั่งรื้อถอนบ้านของฉันอย่างทารุณ”
“นั่นคือบ้านหลังใหญ่ห้าห้องที่พ่อแม่ฉันตรากตรำทำงานหนักค่อนชีวิตกว่าจะสร้างมันขึ้นมาได้ การตกแต่งข้างในก็เป็นของใหม่ทั้งหมด”
“พวกแกเห็นพ่อแม่ฉันเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีอำนาจวาสนา ไม่มีเส้นสาย ก็เลยทำลายน้ำพักน้ำแรงของพวกเขาพังพินาศในชั่วข้ามคืน”
“ถ้าตอนนั้นฉันไม่ได้ติดคุกอยู่ พวกแกที่เป็นพวกสมรู้ร่วมคิด รังแกคนไม่มีทางสู้ จะต้องตายกันหมด!”
“ข้อเรียกร้องของฉันคือ ปล่อยตัวพ่อแม่ฉันทันที และต้องจ่ายค่าชดเชยที่ทำให้พวกเขาพอใจ”
“แล้วก็ไปเรียกเกาปิ่งเสียง ผู้อำนวยการสำนักงานตำรวจเมืองของพวกแกมา เขาต้องมาขอโทษฉันต่อหน้า...”
“ไม่สิ เขาต้องคุกเข่าโขกหัวขอโทษ!”
“ตราบใดที่พวกแกทำตามนี้ได้ ฉันจะปล่อยตัวประกันทุกคน และยอมให้จับกุมแต่โดยดี”
“มิฉะนั้น ฉันได้ฝังระเบิดจำนวนมากไว้ในเขตก่อสร้างระแวกนี้ 4 แห่ง แค่ฉันกดรีโมท พวกเราก็ตายไปพร้อมกันให้หมด!”
“ฉันให้เวลาพวกแกครึ่งชั่วโมง พอครบกำหนด ฉันจะลากพวกแก รวมถึงคนในเขตก่อสร้างทั้ง 4 แห่งไปตายพร้อมกัน”
“ไม่ต้องเอาเรื่องบุกโจมตีมาขู่ฉัน ฉันไม่ใช่เด็กที่จะมาขู่กันได้ง่าย ๆ”
ซุนผิงอันขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเฉียวไป๋คนนี้เลย
หวางเสี่ยวปินหยิบวิทยุสื่อสารของตำรวจติดต่อกลับไปยังศูนย์บัญชาการ ไม่นานนัก ข้อมูลส่วนตัวของเฉียวไป๋ก็ถูกส่งกลับมา
เฉียวไป๋ อายุ 34 ปี มีผลการเรียนดีเยี่ยม จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในประเทศ คณะวิศวกรรมโยธา สาขาวิชาการระเบิด และมีใบอนุญาตเจ้าหน้าที่ระเบิดระดับสูง
หลังจากจบการศึกษา เขาได้เข้าทำงานในกรมทางหลวงและสะพาน
เมื่อ 2 ปีก่อน เนื่องจากความประมาทเลินเล่อ เขาได้ไปสัมผัสปุ่มจุดระเบิดโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ยังถอนตัวไปยังระยะปลอดภัยไม่ทันต้องบาดเจ็บและเสียชีวิต
เขาถูกตัดสินจำคุก 15 ปี
นี่ถือเป็นการลงโทษขั้นสูงสุดสำหรับความผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน
เมื่อ 2 เดือนก่อน เขาได้ใช้ระเบิดที่ประดิษฐ์ขึ้นเองแหกคุกอย่างอุกอาจ และกัวเผิงเทาก็คือเพื่อนร่วมห้องขังของเขา
ส่วนเรื่องการรื้อถอนบ้านนั้น ตอนนั้นซุนผิงอันอยู่ในช่วงพักร้อนและไม่ได้อยู่ที่เมืองหานเฉิง จึงไม่ค่อยทราบรายละเอียดนัก
หวางเสี่ยวปินจึงอธิบายสถานการณ์ให้ซุนผิงอันฟังโดยละเอียด
ซุนผิงอันเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
“เฉียวไป๋ คุณมีผลการเรียนดีเยี่ยมมาตั้งแต่เด็ก ใช้ความพยายามของตัวเองสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าคุณน่าจะเป็นคนที่คุยด้วยเหตุผลได้”
“ผมมีข่าวบางอย่างเกี่ยวกับพ่อแม่ของคุณ ไม่ทราบว่าคุณอยากจะฟังไหม?”
“พูดมา” เสียงของเฉียวไป๋ดังมาจากวิทยุสื่อสาร
“เฉียวต้าฟู่ เป็นคนนิสัยดุดัน ชอบใช้กำลังและสร้างปัญหา ในหมู่บ้านถือเป็นบุคคลที่ไม่มีใครกล้ายุ่งด้วย”
“หลี่ชุ่ยเฟิน เป็นคนปากร้าย เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งก็สามารถไปยืนด่าหน้าบ้านคนอื่นได้ถึงสามวันสามคืน”
“ผมพูดผิดไปไหม?” ซุนผิงอันถาม
เฉียวไป๋เอ่ยอย่างไม่แยแส “ในชนบท ถ้าไม่มีพี่น้องคอยช่วย ไม่มีแบคกราวน์หนุนหลัง ถ้าพ่อฉันไม่แข็งกร้าว ถ้าแม่ฉันไม่ปากร้าย ครอบครัวฉันไม่รู้จะถูกรังแกจนเป็นยังไงบ้าง!”
“พวกคนเมืองอย่างพวกแกจะไปรู้อะไร ลองไปสืบดูในชนบทสิ แล้วจะรู้ว่าที่ฉันพูดมันจริงหรือเปล่า”
ซุนผิงอันกล่าวต่อ “การรื้อถอนในย่านนี้เป็นโครงการสำคัญในการปรับปรุงเมือง ผู้นำเมืองให้ความสำคัญมาก”
“ดังนั้น หลังจากมีประกาศรื้อถอน ค่าชดเชยในพื้นที่นี้จึงเป็นไปตามมาตรฐานของรัฐทุกประการ หรืออาจจะสูงกว่ามาตรฐานด้วยซ้ำ”
“เฉียวไป๋ พื้นที่โฉนดบ้านของคุณมีขนาดเท่าไหร่ คุณคงไม่ได้ไม่รู้หรอกนะ?”
“ถ้าคุณไม่รู้ ผมจะบอกให้”
“จากข้อมูลของกรมที่ดิน บ้านของคุณมีพื้นที่รวมทั้งหมด 178 ตารางเมตร”
“ประกอบด้วยบ้านชั้นเดียว 3 ห้อง และพื้นที่ลานบ้าน”
“แต่บ้านของคุณกลับมีห้องแถวเพิ่มมาอีก 5 ห้อง ห้องครัว 1 ห้อง ห้องน้ำ 1 ห้อง คอกวัว 1 หลัง ลานบ้านหน้าบ้านพื้นที่ 100 ตารางเมตร และที่ดินหลังบ้านสำหรับเพาะปลูกอีกครึ่งหมู่”
“จากการตรวจสอบและสอบถามข้อมูล พบว่าบ้านและที่ดินที่เกินมานั้น พ่อแม่ของคุณได้มาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยใช้การข่มขู่ คุกคาม และการระรานโวยวายเพื่อให้ได้มา”
“ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่ของคุณจึงเคยถูกคุมขังมาแล้วถึง 4 ครั้ง”
“แต่พอถูกปล่อยตัวออกมา พ่อแม่ของคุณก็ยิ่งทำหนักกว่าเดิม”
“เพื่อนบ้านจึงต้องยอมทนและหลีกทางให้เพราะเกรงกลัวอิทธิพลของพ่อแม่คุณ”
“นั่นจึงเป็นที่มาของขนาดบ้านและที่ดินที่ครอบครัวคุณมีอยู่ในตอนนี้”
“คุณยอมรับไหม?” ซุนผิงอันถาม
ทางฝั่งเฉียวไป๋เงียบกริบ ไม่มีการตอบสนอง
“ตอนที่มีการชดเชยค่ารื้อถอน พ่อแม่ของคุณก่อเรื่องมาแล้ว 3 ครั้ง และเป็นบ้านหลังเดียวในหมู่บ้านที่ไม่ยอมย้ายออก”
“เจ้าหน้าที่ของเราพยายามทำเพื่อให้การรื้อถอนดำเนินไปอย่างราบรื่น จึงได้คำนวณพื้นที่ชดเชยให้ครอบครัวคุณถึง 200 ตารางเมตร”
“นอกจากนี้ เงินชดเชยยังได้รับในอัตราสูงสุด และเพิ่มให้อีก 20%”
“ในสัญญาการรื้อถอนยังระบุอีกว่า ทางเราจะจัดหาบ้านเช่าให้ตามความต้องการของพ่อแม่คุณ และได้จ่ายค่าเช่าล่วงหน้าไปแล้วครึ่งปีตามข้อตกลง”
“เรื่องเฟอร์นิเจอร์เราก็เป็นคนขนย้ายให้ สัตว์เลี้ยง สัตว์ปีก รวมถึงผักที่ปลูกไว้ เราก็รับซื้อทั้งหมดในราคาขายปลีกตามท้องตลาด”
“ตอนนั้นพ่อแม่ของคุณพอใจมาก และได้เซ็นชื่อลงในหนังสือยินยอมการรื้อถอนแล้ว”
“พวกเราทำมาถึงขนาดนี้แล้ว ถือว่ามีเมตตาที่สุดแล้วใช่ไหม?”
เมื่อเผชิญกับคำถามของซุนผิงอัน เฉียวไป๋ก็เลือกที่จะเงียบ
“แต่ในวันที่จะดำเนินการรื้อถอน พ่อแม่ของคุณกลับไปรวบรวมญาติพี่น้องมาขัดขวางการทำงานโดยเจตนา และเรียกร้องค่าชดเชยเพิ่มอีก 50%”
“คุณบอกผมหน่อยสิ ว่าเจอคนพาลหน้าไม่อายแบบนี้ ควรจะทำยังไง?”
“ทีมก่อสร้าง 2 ทีมพร้อมแล้ว กำลังคนก็ครบถ้วน งานรื้อถอนต้องเสร็จสิ้นภายใน 2 วัน”
“ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็อยู่ในเหตุการณ์”
“ใครจะกล้าตกลงรับข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุผลของพ่อแม่คุณ?”
“ถ้าไม่จับตัวพ่อแม่คุณไว้ จะปล่อยให้พวกเขาทำตัวรบกวนคนอื่นต่อไปงั้นเหรอ?”
คราวนี้เฉียวไป๋มีการตอบสนองกลับมาในที่สุด
“พ่อแม่ฉันก็แค่พยายามรักษาสิทธิของตัวเอง พวกเขาผิดตรงไหน?”
ซุนผิงอันสวนกลับไปทันทีอย่างไม่ลังเล “พ่อแม่คุณเซ็นชื่อในสัญญาการรื้อถอนไปแล้ว!”
“นั่นเป็นเพราะพวกเขาถูกพวกแกใช้คำพูดหวานหูหลอกล่อ พวกเขาถูกพวกแกต้มจนเปื่อย แล้วจะไม่อนุญาตให้เขากลับคำหรือไง!”
จบบท