- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุคแปดศูนย์ ขอใช้ความรู้พลิกกระดานอำนาจ
- บทที่ 440 - ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน หากข้าไม่เอ่ยปาก แมลงตัวใดเล่าจะกล้าส่งเสียง?
บทที่ 440 - ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน หากข้าไม่เอ่ยปาก แมลงตัวใดเล่าจะกล้าส่งเสียง?
บทที่ 440 - ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน หากข้าไม่เอ่ยปาก แมลงตัวใดเล่าจะกล้าส่งเสียง?
บทที่ 440 - ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน หากข้าไม่เอ่ยปาก แมลงตัวใดเล่าจะกล้าส่งเสียง?
"เลขาฯ ฉู่ ผมเข้าใจแล้วครับ"
จ้าวจื้อไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาอะไรออกไป เขารู้ดีว่า ต่อให้พูดรับปากเป็นหมื่นคำในเวลานี้ ก็สู้ลงมือทำเพียงครั้งเดียวไม่ได้หรอก
"อืม คุณว่าต่อสิ"
ฉู่ซื่อจุนพยักหน้ารับ
เมื่อนึกถึงคำเตือนเมื่อครู่ จ้าวจื้อก็กัดฟันพูดขึ้นมาว่า "เลขาฯ ฉู่ ผมขอพูดตามตรงนะครับ หลังจากที่กู่วั่งเป่ยและพวกถูกจับตัวไป ท่านกู่ยวี่ไฉก็ติดต่อมาหาผม นอกจากนี้กู่ยวี่หนิงและคนอื่นๆ ก็โทรมาหาผมด้วยครับ"
"โทรมาขอร้อง หรือโทรมาขอให้คุณยื่นมือเข้าไปยุ่ง?"
ฉู่ซื่อจุนปรายตามองเขา
"มีทั้งสองอย่างครับ"
พูดจบ จ้าวจื้อก็รีบรับรอง "แต่โปรดวางใจได้ครับ ผมไม่ได้แสดงท่าทีตอบรับอะไรไปเลย"
"นอกจากนี้ หลังจากปฏิบัติการเมื่อคืน เช้าวันนี้ก็มีอดีตสหายที่เกษียณไปแล้วบางท่าน รวมถึงคนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว โทรมาหาผมด้วยครับ พวกเขาบอกว่าปฏิบัติการครั้งนี้มันเอิกเกริกเกินไปหรือเปล่า แล้วก็เป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการพัฒนาของมณฑลน่ะครับ"
พูดถึงตรงนี้ เขาก็ทำทีเป็นลังเล "ผมเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องปฏิบัติการเมื่อคืนเท่าไหร่ ก็เลยมาเรียนให้ท่านทราบครับ ด้านหนึ่งก็เพื่อจะบอกเล่าความคิดเห็นของสหายเหล่านั้น อีกด้านหนึ่งก็เผื่อว่าผมจะพอช่วยอะไรได้บ้างครับ"
ฉู่ซื่อจุนไม่ได้ตอบกลับในทันที เพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วสูดควันบุหรี่เข้าปอด
ไอ้ที่บอกว่าเป็นห่วงว่าจะกระทบต่อความมั่นคงและการพัฒนาน่ะ
คนฉลาดๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละว่ากำลังจะสื่ออะไร
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้นช้าๆ ว่า "รบกวนสหายจ้าวจื้อช่วยตอบกลับสหายเหล่านั้นให้ผมด้วยนะ ฝากขอบคุณพวกเขาที่เป็นห่วงเป็นใยเรื่องงานและสถานการณ์ของมณฑลเรา ขอให้พวกเขาวางใจได้เลย"
"แน่นอนว่า ถ้ามีสหายท่านไหนรู้อะไร หรือมีข้อมูลอะไรที่สามารถช่วยให้คดีคืบหน้าได้ล่ะก็ ผมก็ยินดีต้อนรับและสนับสนุนเต็มที่เลย"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จ้าวจื้อก็กระจ่างแจ้งแก่ใจในทันที ว่าฉู่ซื่อจุนตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว
ในเวลานี้ ภายในใจของเขาก็อดรู้สึกโชคดีไม่ได้ ที่ตนเองไม่ได้เข้าไปพัวพันลึกซึ้งนัก...
ไม่ลึกซึ้งนักงั้นหรือ?
เดี๋ยวก่อนสิ มีอยู่เรื่องหนึ่ง!
เมื่อนึกขึ้นได้ เขาก็รีบพูดขึ้นทันที "เลขาฯ ฉู่ ผมจะนำคำสั่งของท่านไปแจ้งให้สหายเหล่านั้นทราบครับ และในโอกาสนี้ ผมก็ขออนุญาตทบทวนความผิดของตัวเองต่อหน้าท่านและคณะกรรมการพรรคประจำมณฑลด้วยครับ"
"เมื่อเก้าปีก่อน ตอนที่ผมยังเป็นเลขาธิการพรรคประจำเมืองเทียนเหอ ตอนนั้นกู่วั่งเป่ย ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทหนานอวิ๋น ได้ติดต่อผมมา บอกว่าอยากจะลงทุนสร้างถนน ท่านเองก็น่าจะทราบดีว่าถนนเส้นนั้นมันตัดตรงจากชานเมืองเทียนเหอไปยังบ้านเก่าของตระกูลกู่พอดี ตอนนั้นผมก็หน้ามืดตามัวไปหน่อย เห็นว่ามีงบประมาณก่อสร้างเมืองอยู่เหลือเฟือ ประกอบกับเกรงใจท่านกู่ยวี่ไฉด้วย ก็เลยช่วยผลักดันโครงการนี้อย่างเต็มที่ครับ"
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสำนึกผิด ราวกับว่ารู้สึกผิดจากใจจริง
"หลายปีมานี้ เวลาที่ผมบังเอิญขับรถผ่านถนนเส้นนั้น ผมก็มักจะนึกเสียใจอยู่บ่อยๆ เพราะไม่ได้มีการวางผังเมืองอะไรเพิ่มเติมในบริเวณนั้นเลย ถนนโล่งๆ เส้นนั้นก็เลยกลายเป็นถนนส่วนบุคคลของใครบางคนไป สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับรัฐบาลเลยครับ"
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นยืน แล้วโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
"ผมขอทบทวนตัวเองอย่างสุดซึ้งต่อหน้าท่านเลยครับ ผมได้ยินมาว่าสหายทงกู่จากคณะกรรมการตรวจสอบวินัยกำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ เดี๋ยวผมจะไปคุยรายละเอียดเกี่ยวกับถนนเส้นนี้กับเขาเองครับ"
ฉู่ซื่อจุนมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ยินดียินร้ายใดๆ ออกมา ยกมือกดลงเบาๆ "สหายจ้าวจื้อ นั่งลงเถอะ"
"เรื่องนี้ คุณทำไม่ถูกจริงๆ แหละ บอกตามตรงนะ ผมก็กำลังรอให้คุณแสดงจุดยืนอยู่นี่แหละ"
"ผมเองก็รู้ดีว่า หลายๆ ครั้ง หลายๆ เรื่อง มันมีปัจจัยกระทบมากมาย แต่การยอมจำนนชั่วคราว การก้มหัวชั่วครั้งชั่วคราว การเลือกเพื่อความก้าวหน้าในบางจังหวะ มันไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการตัดสินใจไปตลอดชีวิตได้หรอกนะ"
"สำหรับเรื่องนี้ ก็เอาตามที่คุณว่าก็แล้วกัน เดี๋ยวค่อยไปคุยกับสหายทงกู่ แล้วเล่าความจริงให้เขาฟังให้หมดนะ"
จ้าวจื้อถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างที่คิดไว้เลย ท่านไม่ได้ตั้งใจจะเอาผิดอะไรมากมาย
ถ้าอีกฝ่ายคิดจะเอาผิดจริงๆ เขาก็คงจนปัญญา
เพราะถึงแม้ตอนนั้นเขาจะเลือกทำไปเพราะถูกบีบบังคับ แต่มันก็เป็นการประนีประนอมเพื่อความก้าวหน้าของตัวเองด้วยไม่ใช่หรือไง?
ไม่ได้โกงกิน ไม่ได้ยักยอก แต่สุดท้ายถนนเส้นนั้นก็ตกเป็นของคนเพียงครอบครัวเดียว
ถ้าฉู่ซื่อจุนคิดจะเอาเรื่องนี้มาเล่นงานเขาจริงๆ เรื่องเล็กก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เลยนะ
โชคดีที่เขาชิงออกตัวก่อน
'ก๊อกๆ'
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้น เย่เหวินเทาเดินถือเอกสารเข้ามา
"เลขาฯ ฉู่ ท่านผู้ว่าการจ้าว"
เขาเดินเข้ามาใกล้
"เลขาฯ ฉู่ครับ หนังสือแจ้งจากเบื้องบนครับ"
"จากหน่วยงานไหน?"
ฉู่ซื่อจุนยื่นมือไปรับ พลางเอ่ยถาม
"จากสำนักงานคณะกรรมการการทหารครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวจื้อก็ลุกขึ้นยืนทันที "เลขาฯ ฉู่ ถ้าอย่างนั้นเชิญท่านตามสบาย..."
"เดี๋ยวก่อน"
ฉู่ซื่อจุนส่งสัญญาณไม่ให้เขารีบร้อน หลังจากเปิดเอกสารออกดู ก็หันไปสั่งเย่เหวินเทา "แจ้งไปยังทหารเขตใต้ให้เตรียมตัวประชุมช่วงบ่ายนี้ด้วย"
"สหายจ้าวจื้อ คุณจะลองดูด้วยก็ได้นะ"
เขายื่นเอกสารในมือให้จ้าวจื้อ
พูดตามตรงนะ พอจ้าวจื้อได้ยินคำว่า ทหารเขตใต้ เขาก็ไม่อยากดู และไม่กล้าดูเลยจริงๆ
เขาไม่ใช่คนโง่นะ เรื่องพวกนี้เขาไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวแม้แต่นิดเดียว
แต่ทำไงได้ล่ะ เมื่อเจอสายตาที่เด็ดขาดของฉู่ซื่อจุน ประกอบกับเอกสารที่ยื่นมาจ่อตรงหน้า เขาจึงจำใจต้องยื่นมือไปรับ
พอกวาดสายตาดูคร่าวๆ เขาก็เข้าใจทันทีว่าทำไมฉู่ซื่อจุนถึงให้เขาดู
"ตามระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง... ให้ย้ายสหายกู่เจิ้นหนาน, กู่..., เซี่ย..., หู... ไปประจำการที่เขตการทหารเจ๋อเอ่อเกิน, อาหลู่, อาอวี้ ฯลฯ..."
หน่วยงานผู้ออกหนังสือ: สำนักงานคณะกรรมการการทหาร
ผู้ลงนาม: คุณอาของฉู่ซื่อจุน
จ้าวจื้อส่งเอกสารคืนกลับไปด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ปากก็พูดไม่ออกสักคำ
โหดเหี้ยมจริงๆ!
จับคนเข้าคุกปุ๊บ
ก็ริบอำนาจทางทหารปั๊บ
อาหลานร่วมมือกันทำงานช่างราบรื่นจริงๆ
"เอาล่ะ สหายจ้าวจื้อ คุณไปทำงานเถอะ"
ฉู่ซื่อจุนไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อ เขาเชื่อว่าตอนนี้จ้าวจื้อคงเข้าใจสถานการณ์แจ่มแจ้งแล้ว
"อ้อ จริงสิ ผมได้ยินมาว่าสหายต๋ากงลางานใช่ไหม ฝากบอกเขาด้วยนะว่าอย่ามัวแต่วิ่งวุ่นไปทั่ว ให้เอาเวลามาโฟกัสเรื่องงานจะดีกว่า"
"ได้ครับ เลขาฯ ฉู่"
จ้าวจื้อพยักหน้ารับ
หลังจากเดินออกจากห้องทำงาน เขาก็เดินออกจากตึกไปอย่างเงียบๆ
จนกระทั่งแสงแดดอันอบอุ่นสาดส่องลงมากระทบตัว เขาถึงได้รู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่แผ่นหลัง ที่แท้แผ่นหลังของเขาก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เขาเงยหน้าขึ้น หรี่ตามองแสงอาทิตย์ จู่ๆ ก็มีบทกวีผุดขึ้นมาในหัว: ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน หากข้าไม่เอ่ยปาก แมลงตัวใดเล่าจะกล้าส่งเสียง?
หลังจากถอนหายใจยาว เขาก็ก้าวเดินไปยังตึกของคณะกรรมการตรวจสอบวินัยที่อยู่ข้างๆ
...
ในเวลาเดียวกัน
จ้าวต๋ากงที่ถูกฉู่ซื่อจุนเอ่ยถึง กำลังเดินตามชายวัยกลางคนคนหนึ่งเข้าไปในลานบ้านสไตล์โบราณแห่งหนึ่ง
ทั้งสองคนเดินทะลุไปยังสวนหลังบ้านอย่างเงียบเชียบ ริมกำแพงเรียงรายไปด้วยกระถางต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์
ตรงกลางสวน มีเก้าอี้เอนหลังวางอยู่หนึ่งตัว
บนเก้าอี้ มีชายคนหนึ่งในชุดลำลองนอนอาบแดดอยู่ บนโต๊ะข้างๆ มีหนังสือวางคว่ำหน้าอยู่เล่มหนึ่ง
จ้าวต๋ากงหยุดยืนรออยู่กับที่ ชายวัยกลางคนเดินเข้าไปกระซิบกระซาบที่ข้างหูสองสามประโยค
จากนั้นก็เดินกลับมา พยักหน้าให้จ้าวต๋ากง แล้วเดินออกจากสวนหลังบ้านไป
"สหายต๋ากง ลมอะไรหอบมาถึงนี่ล่ะ?"
คนที่นอนอยู่บนเก้าอี้เอ่ยปากพูดช้าๆ เตรียมจะลุกขึ้น
จ้าวต๋ากงรีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปช่วยประคอง "ท่านอดีตเลขาฯ เซี่ย ขออภัยที่มารบกวนกะทันหันครับ"
"หึๆ กะทันหันจริงๆ นั่นแหละ"
เซี่ยชิวเซิงปรายตามองเขา พูดจาไม่เกรงใจเลยสักนิด
"เอาล่ะ นั่งลงเถอะ ฉันยังไม่แก่ขนาดที่ลุกเองไม่ไหวหรอกนะ"
"เห็นท่านสุขภาพแข็งแรง ผมก็สบายใจแล้วครับ"
จ้าวต๋ากงยังคงมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ไม่แสดงอาการไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย
(จบแล้ว)