- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 95 บังเอิญพบจ้าวเสี่ยวหง
บทที่ 95 บังเอิญพบจ้าวเสี่ยวหง
บทที่ 95 บังเอิญพบจ้าวเสี่ยวหง
บทที่ 95 บังเอิญพบจ้าวเสี่ยวหง
เมื่อคิดได้ดังนี้ เฉินเซียวก็กดพิมพ์ข้อความส่งไปหาซูถังทันที
[เตรียมจัดตั้งแผนกการลงทุนได้เลยนะ ขั้นตอนต่อไป เราจะเริ่มมองหาบริษัทที่มีศักยภาพในประเทศเพื่อเข้าร่วมลงทุน]
ซูถังถือโทรศัพท์มือถือยืนอึ้งอยู่นาน กว่าจะตั้งสติได้ เธอก็รีบพิมพ์ตอบกลับไปด้วยความตื่นเต้น
[รับทราบค่ะ]
ดูเหมือนว่าเจ้านายจะเตรียมขยายธุรกิจเข้าสู่วงการใหม่แล้วสินะ
วงการที่เป็นรูปธรรมและมั่นคงกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นตั้งเยอะ
เมื่อมองทอดสายตาไปยังทะเลสาบเฉียนหูอันกว้างใหญ่ไพศาล ภายในใจของซูถังก็เกิดระลอกคลื่นแห่งความหวังขึ้นมา
บางทีความฝันที่อยากจะก้าวขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดของโลก อาจจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ อีกต่อไป......
......
รถมาจอดเทียบที่หน้าห้างสรรพสินค้าจีเต๋อ เฉินเซียวกับเซี่ยอวี่เตี๋ยก้าวลงมาจากรถ
แต่บังเอิญเหลือเกิน ที่สิงเหยียนชิ่งกับจ้าวเสี่ยวหงก็เดินมาจากทางด้านข้างพอดี ทำให้พวกเขาต้องมาเผชิญหน้ากันอย่างจัง
เมื่อเห็นเฉินเซียว ความโกรธของจ้าวเสี่ยวหงก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
ผู้ชายคนนี้พรากความบริสุทธิ์ของเธอไป แต่กลับไม่ยอมจ่ายเงินให้เธอแม้แต่สามพันหยวน!
แต่พอเห็นว่าเฉินเซียวไม่ได้มีร่องรอยบาดเจ็บอะไรเลย เธอก็ชะงักไป
ไหนสิงเหยียนชิ่งบอกว่าไปกระทืบจี๋หรงเจิงซะจนน่วมไปแล้วไง? นี่มันก็ยังปกติดีทุกอย่างเลยนี่นา?
หึ! พวกผู้ชายมันก็ไว้ใจไม่ได้เหมือนกันหมดแหละ!
วันนี้เธอตั้งใจจะลากสิงเหยียนชิ่งมาถลุงเงินซื้อของให้กระจุยไปเลย จ้าวเสี่ยวหงจึงไม่ได้เอ่ยปากซักถามอะไร
แต่เธอกลับเลือกที่จะเปิดศึกปะทะคารมแทน
“หึ! เช่ารถมาหลอกสาว ๆ อีกล่ะสิ? แถมคราวนี้ยังเช่ารถโฟล์กสวาเกนซอมซ่อมาอีกต่างหาก สงสัยจะถังแตกจนต้องลดเกรดลงแล้วล่ะสิเนี่ย”
เฉินเซียวเห็นสิงเหยียนชิ่งกับจ้าวเสี่ยวหง ก็แอบขำอยู่ในใจ
ไอ้หมาบ้าคู่นี้ ไปไหนก็เจอจริง ๆ แฮะ
แต่พอลองคิดดู เขาก็ยิ่งรู้สึกสะใจ สิงเหยียนชิ่งไอ้ลูกหมาเอ๊ย เมียน้อยของแกทั้งสองคน แกยังไม่ได้แอ้มสักคน แต่ฉันเนี่ยแหละที่ฟาดเรียบไปหมดแล้ว......
คำพูดของจ้าวเสี่ยวหงไปสะกิดต่อมโมโหของเซี่ยอวี่เตี๋ยเข้าอย่างจัง
“นี่ป้า ป้าเป็นใครเนี่ย? ถ้าพูดจาดี ๆ ไม่เป็น ก็หุบปากไปเลยนะ”
จ้าวเสี่ยวหงชะงักไป “โอ้โห นี่ฉันอุตส่าห์หวังดีจะมาแฉธาตุแท้ของไอ้สิบแปดมงกุฎนี่ให้เธอฟังนะยะ!”
“ใครเป็นสิบแปดมงกุฎไม่ทราบ? ป้านั่นแหละที่เป็นสิบแปดมงกุฎ! ครอบครัวป้าก็เป็นสิบแปดมงกุฎกันหมดนั่นแหละ!” เซี่ยอวี่เตี๋ยด่าสวนกลับไปเป็นชุด
จ้าวเสี่ยวหงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ชี้หน้าเซี่ยอวี่เตี๋ยอยู่นานแต่ก็เถียงไม่ออก
“โอเค เก่งนักใช่ไหม? เธอก็หลงเชื่อมันต่อไปเถอะ คบกับมันต่อไปเลยนะ ขอให้มันหลอกเงินเธอจนหมดตัวไปเลย นังเด็กโง่เอ๊ย!”
เซี่ยอวี่เตี๋ยกำลังจะด่ากลับ แต่เฉินเซียวก็รีบยกมือห้ามไว้ก่อน
“พี่สิง สบายดีไหมครับ?”
สิงเหยียนชิ่งทำหน้าเจื่อน ทุกครั้งที่เขาแอบพากิ๊กมาเที่ยว ก็ต้องมาโดนเฉินเซียวจับได้ทุกทีเลยสิเนี่ย?
“อะแฮ่ม... ก็... ก็สบายดีครับน้องชาย”
“สบายดีก็ดีแล้วครับ งั้นก็ช่วยดูแลแฟนพี่ให้ดี ๆ ด้วยนะครับ ผมขอตัวก่อนล่ะ”
“อ้อ ได้ครับ ๆ เดินทางปลอดภัยนะครับ”
พูดจบ เฉินเซียวก็จูงมือเซี่ยอวี่เตี๋ยเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้า
จ้าวเสี่ยวหงจ้องมองสิงเหยียนชิ่งด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย
นี่เห็นชัด ๆ เลยว่าสองคนนี้มันรู้จักกัน แถมยังมาหลอกว่าไปกระทืบจี๋หรงเจิงซะจนปางตายอีก แม่งเอ๊ย โกหกเก่งชะมัด!
สิงเหยียนชิ่งไหนเลยจะรู้ถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ เขาแค่เคยฟังจ้าวเสี่ยวหงเล่าให้ฟังว่า มีนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยจินหนิงที่ชื่อจี๋หรงเจิงมาหาเรื่องเธอ เขาก็เลยรับปากว่าจะไปจัดการให้
การที่เขาถูกจับได้ว่าแอบพากิ๊กมาเที่ยวอีกแล้ว สิงเหยียนชิ่งก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ จึงรีบพูดตัดบทว่า “อะแฮ่ม... เลิกมองได้แล้วน่า ไปเถอะ ไม่ใช่ว่าอยากจะได้กระเป๋าใบใหม่หรอกเหรอ?”
พอได้ยินคำว่ากระเป๋า จ้าวเสี่ยวหงก็ยอมสงบศึกแต่โดยดี
“ได้ค่ะ ไปซื้อกระเป๋ากัน”
พูดจบ เธอก็แอบเพิ่มงบประมาณซื้อกระเป๋าในใจขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
......
เมื่อเข้ามาในห้างสรรพสินค้า เซี่ยอวี่เตี๋ยก็ยังคงอารมณ์เสียอยู่
เฉินเซียวเห็นเธอยืนทำปากยื่นปากยาวอย่างน่ารักน่าหยิก ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เอาล่ะน่า จะไปเก็บเอาคำพูดของคนแบบนั้นมาใส่ใจทำไมกัน”
“ฮึ! ว่านายก็ไม่ได้ ฉันอารมณ์เสียแล้วเนี่ย ฉันจะกลับไปด่ามันอีกรอบ!”
เฉินเซียว “......”
“อย่าเลยน่า เราไปซื้อกระเป๋ากันดีกว่า”
เฉินเซียวชี้ไปที่ร้านหลุยส์ วิตตอง ที่อยู่ข้าง ๆ แล้วพูดขึ้น
เซี่ยอวี่เตี๋ยมองตาม ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เอาหรอก กระเป๋าแบรนด์นี้มันแพงจะตายไป”
เฉินเซียวดึงมือเธอแล้วลากไปที่ร้านนั้นทันที พร้อมกับพูดว่า “ฉันก็ชอบของแพง ๆ นี่แหละ ป่ะ เข้าไปดูกัน”
แล้วก็ไม่สนว่าเซี่ยอวี่เตี๋ยจะขัดขืนยังไง เขาก็ลากเธอไปต่อแถวรอคิวจนได้
ร้านขายของแบรนด์เนมแบบนี้ ไม่ได้เปิดให้คนเข้าออกได้อย่างอิสระเหมือนร้านทั่วไปอย่างที่ในนิยายชอบเขียนกันหรอกนะ
แต่ลูกค้าจะต้องยืนต่อคิวรอ แล้วทางร้านก็จะจัดพนักงานมาประกบดูแลแบบตัวต่อตัว พอลูกค้ากลุ่มแรกเดินออกไป ถึงจะให้ลูกค้ากลุ่มต่อไปเดินเข้ามาได้
ถึงแม้คนในร้านจะดูบางตา แต่คิวที่รออยู่ข้างนอกกลับยาวเหยียดเลยทีเดียว
เหตุผลที่ต้องทำแบบนี้ก็มีอยู่หลายข้อ
ข้อแรกคือ เพื่อมอบประสบการณ์การชอปปิงที่เหนือระดับให้กับลูกค้า ป้องกันไม่ให้คนแห่กันเข้าไปมุงจนร้านดูวุ่นวาย
สมมติว่าในร้านมีพนักงาน 7 คน ก็จะรับลูกค้าได้แค่ 7 กลุ่มเท่านั้น ร้านก็จะดูไม่แออัดจนเกินไป
ข้อสองคือ เป็นการกระตุ้นยอดขาย เมื่อได้รับการบริการแบบตัวต่อตัว คนส่วนใหญ่ก็มักจะรู้สึกเกรงใจที่จะเดินออกจากร้านไปเฉย ๆ โดยไม่ได้ซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับไปเลย
ข้อสามคือ สินค้าแต่ละชิ้นมีราคาแพงมาก การจำกัดจำนวนคนก็ช่วยป้องกันความวุ่นวายที่อาจจะทำให้สินค้าเกิดความเสียหายได้
ส่วนจะมีเหตุผลอื่น ๆ อีกไหม เฉินเซียวก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน รู้แค่ว่าร้านแบรนด์เนมส่วนใหญ่เขาก็ทำกันแบบนี้แหละ
เซี่ยอวี่เตี๋ยเกาะแขนเฉินเซียวไว้แน่น พลางบ่นอุบอิบ “เรามาทำอะไรที่นี่เนี่ย ฉันอยากไปเล่นเกมที่เกมเซ็นเตอร์มากกว่านะ......”
เฉินเซียวตอบกลับไปว่า “ซื้อเสร็จเดี๋ยวค่อยไป วัน ๆ เอาแต่ห่วงเล่นนะเรา”
พูดจบ เขาก็เอื้อมมือไปบีบจมูกรั้น ๆ ของเธอด้วยความเอ็นดู โดยไม่สนเสียงบ่นกระปอดกระแปดของเธอเลยสักนิด
“งื้อ~~ ร้ายกาจนักนะ! โดนบีบจนดั้งแหมบหมดแล้วเนี่ย!”
เฉินเซียวหัวเราะร่วน “ไม่แหมบหรอกน่า ตอนนี้กำลังสวยเลย แถมเขาว่ากันว่ายิ่งบีบก็จะยิ่งโด่งขึ้นด้วยนะ”
เซี่ยอวี่เตี๋ยชะงักไปครู่หนึ่ง พอตั้งสติได้ ใบหน้าของเธอก็แดงซ่านขึ้นมาทันที “ถุย! ไอ้คนลามก ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายพูดถึงเรื่องอะไร......”
เฉินเซียว “......”
......
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน บังเอิญเหลือเกินที่จ้าวเสี่ยวหงก็ลากสิงเหยียนชิ่งที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ มาต่อแถวที่ด้านหลังของพวกเขาพอดี
เซี่ยอวี่เตี๋ยรีบหุบยิ้มทันที แล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น
แม้ว่าจ้าวเสี่ยวหงจะพยายามสงบสติอารมณ์ลงบ้างแล้วเมื่อมาถึงหน้าร้านแบรนด์เนม แต่เธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะบ่นกระปอดกระแปดออกมาเบา ๆ
“หึ! เช่ารถมาหลอกผู้หญิง แล้วยังจะมีหน้ามาเดินดูของแบรนด์เนมอีกนะ? มารอคิวให้เสียเวลาชาวบ้านเขาทำไมก็ไม่รู้”
สิงเหยียนชิ่งรู้ดีว่าเฉินเซียวมีฐานะร่ำรวยแค่ไหน เขาจึงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผู้หญิงบ้าคนนี้ถึงได้ไปผูกใจเจ็บกับเฉินเซียวนักหนา
“เธอเลิกพูดได้แล้วน่า เข้าแถวไปเงียบ ๆ เถอะ”
จ้าวเสี่ยวหงแค่นเสียงฮึดฮัด แล้วก็ยอมเงียบไปในที่สุด
เฉินเซียวแอบหัวเราะอยู่ในใจ “สำหรับผมแล้ว ของพวกนี้มันไม่ใช่ของแบรนด์เนมหรอกครับ มันก็แค่ของใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปเท่านั้นเอง”
จ้าวเสี่ยวหงแอบกลอกตาบน ขนาดเงินสามพันหยวนยังไม่มีปัญญาจ่าย จะมาบอกว่าใช้ของแบรนด์เนมเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันเนี่ยนะ? หลอกเด็กอนุบาลยังไม่เชื่อเลย!
แต่เมื่ออยู่หน้าร้านแบรนด์เนม เธอต้องการแสดงให้เห็นถึงความมีระดับและมารยาทของตัวเอง จึงเลือกที่จะไม่ต่อปากต่อคำกับเฉินเซียว
ทำได้เพียงยืนอยู่ข้างหลังเขา แล้วแอบกรอกตาบนใส่เขาเป็นร้อย ๆ รอบ
เฉินเซียวถอนหายใจยาว ๆ
ในยุคนี้ จ้าวเสี่ยวหงยังคงเป็นแค่ไก่อ่อนที่ไร้ประสบการณ์ ไม่เหมือนในอดีตชาติ ที่เธอสามารถเก็บซ่อนความรู้สึกและอารมณ์ได้อย่างแนบเนียน จนเขาไม่สามารถดูออกเลยว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นคนแบบไหน
คิวขยับไปข้างหน้าช้ามาก คนที่มาซื้อของแบรนด์เนมส่วนใหญ่ก็เป็นพวกที่มีทั้งเงินและเวลา พวกเขาจึงใช้เวลาเดินเลือกของในร้านกันอย่างอ้อยอิ่ง
ในขณะที่เฉินเซียวเริ่มจะหมดความอดทน จู่ ๆ ก็มีชายสองคนที่เดินผ่านไปแล้ว เดินย้อนกลับมาหาเขา
“เฮ้ย น้องชาย ทำไมนายมาต่อคิวอยู่ตรงนี้ล่ะเนี่ย?”
เฉินเซียวหันไปมอง ก็พบว่าเป็นถังเส้าเฟยนั่นเอง
“อ้อ ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดีผมพาสาวมาซื้อกระเป๋านิดหน่อยน่ะครับ”
ถังเส้าเฟยหันไปมองเซี่ยอวี่เตี๋ยด้วยความตื่นตะลึงในความงามของเธอ ก่อนจะส่งสายตารู้กันให้กับเฉินเซียว แล้วพูดขึ้นว่า “ไป ไปกับพี่เลย จะมายืนต่อคิวให้เสียเวลาทำไมกัน เดี๋ยวพี่จัดบัตรวีไอพีให้ แล้วเราเข้าไปทางประตูหลังกันเลยดีกว่า”
“โอเคครับ ขอบคุณมากครับพี่ถัง”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า ไปกันเถอะ”
เฉินเซียวเดินตามถังเส้าเฟยออกไปจากแถว
จ้าวเสี่ยวหงรู้สึกอึดอัดจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว
“เห็นไหมล่ะ สร้างภาพเก่งจริง ๆ เหมือนคราวก่อนเป๊ะเลย แถมยังมีหน้าม้ามาช่วยเล่นละครตบตาอีกนะ มิน่าล่ะถึงได้หลอกเอาครั้งแรกของฉันไปได้......”
“หืม? เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะเสี่ยวหง?” สิงเหยียนชิ่งที่ฟังไม่ถนัดเอ่ยถามขึ้น
“หา? อะแฮ่ม... ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันก็แค่จะบอกว่า พอหมอนั่นเดินออกไปแล้ว เราก็จะได้ขยับคิวเร็วขึ้นไงคะ”
จ้าวเสี่ยวหงไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้มากนัก เพราะเธอยังรู้สึกผิดที่แอบไปมีความสัมพันธ์กับเฉินเซียวอยู่
สิงเหยียนชิ่งเองก็เช่นกัน เขากลัวว่าเรื่องที่ตัวเองแอบนอกใจจะไปถึงหูของซุนอิ๋ง เขาจึงพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเฉินเซียวให้มากที่สุด
ดังนั้น ทั้งสองคนจึงต่างฝ่ายต่างก็เก็บความลับของตัวเองไว้ และไม่ได้มีโอกาสปรับความเข้าใจกันถึงความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นระหว่างเฉินเซียวกับจี๋หรงเจิงเลย......