- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 63 ช่วยชีวิต หรือว่าผูกคอตาย?
บทที่ 63 ช่วยชีวิต หรือว่าผูกคอตาย?
บทที่ 63 ช่วยชีวิต หรือว่าผูกคอตาย?
บทที่ 63 ช่วยชีวิต หรือว่าผูกคอตาย?
คนที่เมามาย มักจะมีความรู้สึกตอบสนองช้าลง แต่อารมณ์ความรู้สึกกลับพรั่งพรูออกมาได้อย่างง่ายดาย
เปรียบเสมือนคนที่เมาแล้ว มักจะร้องไห้ง่าย หัวเราะง่าย และชอบทำตัวบ้าบอคอแตกนั่นแหละ
ถึงจะขับรถเร็วแค่ไหนก็ไม่รู้สึกว่าเร็ว เสียงจะดังแค่ไหนก็ไม่รู้สึกว่าดัง
พวกเขาจะเปิดเผยความรู้สึกออกมาอย่างหมดเปลือก ไร้ซึ่งการปิดบังใด ๆ
ทำเอาแม้แต่เฉินเซียวก็แทบจะรับมือไม่ไหว
เพื่อนสาวสองคนที่นอนอยู่ในห้องพักแขก แม้จะหลับไปแล้ว แต่กลับต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงร้องของอวี๋เมิ่งฉี
ทั้งคู่หน้าแดงก่ำแล้วหันมาสบตากัน
“จะ... จะเอาไงดี เรากลับไปนอนที่หอพักดีไหม”
“ไม่เอาหรอก ข้างนอกมันมืดแล้วนะ แถม...... เสียงของเมิ่งฉีก็... เพราะดีออก......”
เหมิงเหมิง “......”
เจียวเจียว “หรือว่า... เราไปแอบฟังที่หน้าประตูกันดีไหม?”
“ไม่เอาหรอก เธอไปคนเดียวเถอะ น่าอายจะตายไป”
ไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งสองคนก็ประคองกันเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนใหญ่ ราวกับกำลังหลุดเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง......
เฉินเซียวที่ปกติอึดทนได้เป็นชั่วโมง คราวนี้กลับเสร็จกิจภายในเวลาแค่ 40 นาที
อวี๋เมิ่งฉีที่หมดเรี่ยวหมดแรง พลิกตัวกลับไปด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ ก่อนจะจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา
เฉินเซียวเหงื่อท่วมตัว ตั้งใจจะออกไปหาน้ำดื่มที่ห้องนั่งเล่น
แต่พอเปิดประตูออกไป ก็ต้องผงะเมื่อสบตากับสาวน้อยทั้งสองคนเข้าอย่างจัง......
สายตาของทั้งคู่เลื่อนต่ำลง ริมฝีปากเผยอ้าออกด้วยความตกตะลึง
“อะแฮ่ม......”
เฉินเซียวแกล้งกระแอมไอ ก่อนจะปิดประตูเดินกลับเข้าไปในห้องราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากสวมกางเกงเรียบร้อยแล้วเดินออกมาอีกครั้ง สองสาวก็หายวับกลับเข้าไปในห้องพักแขกเรียบร้อยแล้ว
เฉินเซียวส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ความอยากรู้อยากเห็นนี่มันช่างมีอานุภาพรุนแรงจริง ๆ......
แถมเมื่อกี้เสียงของอวี๋เมิ่งฉีก็ดังซะขนาดนั้น อย่าว่าแต่ในห้องพักแขกเลย เผลอ ๆ ชั้นล่างยังได้ยินด้วยซ้ำ มัวแต่มาแอบฟังอยู่ที่หน้าประตูทำไมเนี่ย?
หลังจากดื่มน้ำดับกระหายเสร็จ เฉินเซียวก็สังเกตเห็นว่าประตูห้องพักแขกยังเปิดแง้มอยู่ จึงเดินเข้าไปดู
ภายในห้อง สองสาวกำลังนอนกอดกันกลม ซุกหน้าอยู่ใต้หมอน แถมผ้าห่มก็ยังไม่ได้ห่ม
เฉินเซียวจึงหยิบผ้าห่มขึ้นมาห่มให้พวกเธอ ก่อนจะเดินออกจากห้องและปิดประตูให้เรียบร้อย
เขานั่งสูบบุหรี่อยู่ที่โซฟาในห้องนั่งเล่น
นึกถึงเรื่องเมื่อกี้แล้วก็อดขำไม่ได้
ความอยากรู้อยากเห็นนี่มันร้ายกาจจริง ๆ......
ทันใดนั้น เฉินเซียวก็ได้ยินเสียง “ซ่า” ดังขึ้น ตามมาด้วยเงาดำทะมึนของบางสิ่งบางอย่างที่ร่วงหล่นลงมาจากนอกหน้าต่าง
“เชี่ยเอ๊ย!”
แวบแรกในความคิดของเฉินเซียวคือมีคนกระโดดตึกฆ่าตัวตาย
เขารีบวิ่งไปดูที่ระเบียงทันที
ภาพที่เห็นคือผู้ชายคนหนึ่ง มีเชือกผูกอยู่ที่เอวและลำคอ ห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ ร่างกายดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าเขียวคล้ำ ตาเหลือกทะลึง ใกล้จะขาดใจตายเต็มทีแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นยังไง การช่วยชีวิตคนต้องมาก่อน
เฉินเซียวคว้าเชือกไว้แน่น พยายามดึงร่างของชายคนนั้นให้เข้ามาชิดกำแพงมากที่สุด
แต่ชายคนนั้นตื่นตระหนกจนขาดสติ สองมือสองเท้าแกว่งไปมาไร้ทิศทาง ไม่สามารถหาจุดยึดเหนี่ยวได้เลย
เฉินเซียวตะโกนลั่น “จับลูกกรงเหล็กดัดไว้!”
ชายคนนั้นถึงเพิ่งจะได้สติ เขารีบคว้าลูกกรงเหล็กดัดไว้แน่น ช่วยลดแรงกดทับที่ลำคอไปได้บ้าง อย่างน้อยก็ทำให้หลอดลมพอมีช่องว่างให้หายใจได้
เฉินเซียวประเมินสถานการณ์แล้ว เชือกที่พันรอบคอของชายคนนั้น หากดึงรั้งขึ้นมา มีหวังได้รัดคอจนขาดใจตายแน่ ๆ
เขาจึงตัดสินใจกระชากผ้าม่านลงมา มัดเป็นเกลียวให้แน่นหนา ก่อนจะโยนลงไปให้ “จับไว้ให้แน่นนะ เดี๋ยวฉันจะใช้ไอ้นี่ดึงนายขึ้นมา”
ชายคนนั้นพยักหน้ารับด้วยความหวาดกลัว รีบเอาผ้าม่านมามัดรอบเอวตัวเองอย่างรวดเร็ว
พอเห็นว่ามัดแน่นหนาดีแล้ว เฉินเซียวก็สั่งการ “นายต้องออกแรงปีนขึ้นมาด้วยนะ อย่ามองลงไปข้างล่างล่ะ”
“ดะ... ได้ครับ ได้......”
หลังจากหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดจนเต็มปอด ชายคนนั้นก็เริ่มมีแรงพูดโต้ตอบ และพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
เฉินเซียวขยับแขนเตรียมพร้อม ก่อนจะออกแรงดึงผ้าม่านอย่างสุดกำลัง
ชายที่ห้อยต่องแต่งอยู่ข้างนอกก็พยายามตั้งสติ ข่มความกลัวความสูง ออกแรงปีนป่ายขึ้นมาอย่างสุดความสามารถ โดยอาศัยทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถยึดเกาะได้
ใช้เวลาปลุกปล้ำกันอยู่เจ็ดแปดนาที ในที่สุดก็สามารถลากตัวชายคนนั้นจากนอกหน้าต่างเข้ามาในห้องได้สำเร็จ
เฉินเซียวกับชายแปลกหน้าทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจแฮ่ก ๆ อยู่บนพื้น ร่างกายแทบจะไร้เรี่ยวแรง
“แม่งเอ๊ย! แกมีเรื่องอะไรให้คิดสั้นนักหนาวะ ถึงต้องมาผูกคอตายแบบนี้?”
“พะ... พี่ชาย ผมไม่ได้ฆ่าตัวตายนะคร้าบ...... ผมพลาดตกลงมาต่างหากล่ะ”
เฉินเซียว “!???”
“นายเป็นช่างซ่อมแอร์เหรอ?”
ชายแปลกหน้าส่ายหัวปฏิเสธ “ผะ... ผมเป็นนักข่าว......”
“หา? นักข่าว?” เฉินเซียวทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก “เป็นนักข่าวแล้วทำไมต้องมาโดดตึกด้วยล่ะ?”
หลังจากนั่งหอบหายใจอยู่บนพื้นพักใหญ่ ทั้งคู่ก็พยุงตัวลุกขึ้นไปนั่งบนโซฟา เฉินเซียวจุดบุหรี่ให้ชายแปลกหน้ามวนหนึ่ง เขาจึงเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง
“เฮ้อ! ผมเป็นปาปารัสซี่น่ะสิ คืนนี้มีดาราคนนึงแอบมาเช่าห้องอยู่กับนักศึกษาหญิงของมหาวิทยาลัยจินหนิงที่ตึกฝั่งตรงข้ามนู่น”
“ตึกนี้เป็นมุมเดียวที่จะถ่ายภาพได้ชัดเจนที่สุด แต่ตรงระเบียงทางเดินดันไม่มีหน้าต่างที่มองเห็นตึกนั้นเลย ผมก็เลยต้องใช้เชือกผูกตัวแล้วโรยตัวลงมาจากดาดฟ้า”
“ตอนแรกทุกอย่างก็ราบรื่นดี แต่ตอนที่กำลังถ่ายภาพเพลิน ๆ ดันไม่ทันสังเกตว่าเชือกมันพันคออยู่ตั้งสามรอบ พอเท้าลื่นปุ๊บ ก็เลยกลายเป็นผูกคอตายกลางอากาศไปซะงั้น”
เฉินเซียว “......”
แม่งเอ๊ย พรสวรรค์ล้วน ๆ เลยนี่หว่า!
เสียงโวยวายในห้องนั่งเล่น ไม่ได้ทำให้สามสาวที่กำลังหลับสนิทอยู่ในห้องตื่นขึ้นมาเลย พวกเธอยังคงหลับลึกอยู่ในห้วงนิทรา
“พี่ชาย พี่ชื่ออะไรเหรอ?”
ชายแปลกหน้าสูบบุหรี่จนหมดมวน แต่มือก็ยังคงสั่นเทาไม่หาย
“น้องชาย พี่ชื่ออันจง วันนี้น้องช่วยชีวิตพี่ไว้แท้ ๆ ถ้าวันหน้ามีเรื่องอะไรให้พี่ช่วย ขอให้น้องเอ่ยปากมาคำเดียว ไม่ว่าจะบุกน้ำลุยไฟ พี่ก็พร้อมลุยเต็มที่เลย”
เฉินเซียวชะงักไปเล็กน้อย ผู้ชายคนนี้ก็เป็นคนตรงไปตรงมาดีเหมือนกันนะ
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ ใครเห็นก็ต้องยื่นมือเข้าช่วยอยู่แล้ว”
“โธ่เอ๊ย! น้องชายอย่าพูดแบบนี้สิ ถึงพี่จะไม่ใช่นักข่าวสายสังคม แต่ก็พอจะรู้เรื่องราวความเป็นไปในสังคมอยู่บ้างนะ คนที่เห็นคนกำลังจะตายแล้วเอาแต่มองดูน่ะ มีถมเถไป”
“แต่ไม่ว่าจะยังไง บุญคุณที่ช่วยชีวิตพี่ไว้ในวันนี้ พี่จะไม่มีวันลืมเลย”
เฉินเซียวพูดเตือนสติ “ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่วันหลังก็อย่าไปทำอะไรเสี่ยงอันตรายแบบนี้อีกเลยนะครับ”
อันจงถอนหายใจยาว “เฮ้อ! ไม่ทำแล้วเว้ย ไอ้บ้าเอ๊ย เงินที่หามาได้ ยังไม่พอเป็นค่าอุปกรณ์กับค่ารักษาพยาบาลเลยเนี่ย”
“เมื่อก่อนพี่เคยแบกถังออกซิเจนไปซุ่มอยู่ในสระว่ายน้ำตั้งสี่ชั่วโมงเต็ม กว่าจะได้ข่าวเด็ดมา แต่กลายเป็นว่ากล้องถ่ายรูปดันโดนน้ำเข้า พังพินาศไปเลย สูญเงินไปเป็นหมื่นเลยนะนั่น”
เฉินเซียว “......”
“ไปซุ่มอยู่ในสระว่ายน้ำตั้งนาน ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยเหรอครับ?”
“โธ่เอ๊ย! พี่มีผ้าคลุมพรางตัวน่ะสิ พอไปซุ่มอยู่ตรงมุมสระ สีมันก็กลืนไปกับสีกระเบื้องเลย โผล่มาแค่เลนส์กล้องแค่นั้นแหละ”
เฉินเซียว “......”
“นายแน่มาก”
“แถมยังมีอีกครั้งนะ พี่ไปซุ่มอยู่ในท่อระบายน้ำตั้งเจ็ดวัน เกือบจะโดนกลิ่นเหม็นรมควันตายซะแล้ว อีกครั้งนึงก็ไปซ่อนตัวอยู่ในถังขยะ เกือบจะโดนรถขนขยะเททิ้งไปซะแล้ว......”
เฉินเซียวถึงกับอ้าปากค้าง นี่แก...... จะทุ่มเทอะไรขนาดนั้นวะเนี่ย
“โอ้โห! การทำงานของพวกพี่ ต้องเสี่ยงอันตรายขนาดนี้ทุกงานเลยเหรอครับ?”
อันจงรีบโบกมือปฏิเสธ “โอ๊ย ไม่ใช่หรอก เฉพาะงานใหญ่ ๆ ที่คุ้มค่าเหนื่อยเท่านั้นแหละ ถึงจะลงมือเอง งานทั่วไปก็ปล่อยให้สายสืบจัดการไป ไม่ได้โม้นะ เฉพาะในมหาลัยจินหนิงเนี่ย พี่มีสายสืบอยู่เป็นสิบคนเลยล่ะ”
ยิ่งฟัง เฉินเซียวก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น “ทำงานแบบนี้ ได้เงินเยอะไหมครับเนี่ย?”
“ได้เยอะกับผีสิ! ข่าวเด็ด ๆ ส่วนใหญ่ก็ถูกพวกดาราซื้อกลับไปปิดข่าวหมดแหละ พวกเราก็ได้รับส่วนแบ่งมาแค่นิด ๆ หน่อย ๆ เดือนนึงหาเงินได้ไม่ถึงหมื่นหรอก แถมยังต้องคอยแบ่งให้พวกสายสืบอีกนะ”
เฉินเซียวแอบคิดในใจ ในอนาคตเขาคงจะต้องสร้างเครือข่ายสายสืบเป็นของตัวเองแน่ ๆ เพราะเส้นทางธุรกิจของเขาจะยิ่งแผ่ขยายกว้างขวางมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้องไปพัวพันกับพวกมีอิทธิพลอีกมากมาย
ไม่ใช่แค่ทีมงานสายสืบเท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมพร้อมจัดตั้งทีมรักษาความปลอดภัย และทีมทนายความด้วย
ไม่อย่างนั้น ขืนปล่อยให้พวกกุ๊ยข้างถนนอย่างสิงเหยียนชิ่ง บุกเข้ามาหาเรื่องถึงในห้องทำงานได้ง่าย ๆ แบบนี้ มันคงอันตรายเกินไปแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินเซียวก็เอ่ยชวน “พี่อันจง เราไปหาอะไรดื่มกันข้างนอกดีกว่าไหมครับ ถือซะว่าเป็นการเรียกขวัญกำลังใจให้พี่ด้วย”