- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 20 โรงแรมระดับห้าดาว
บทที่ 20 โรงแรมระดับห้าดาว
บทที่ 20 โรงแรมระดับห้าดาว
บทที่ 20 โรงแรมระดับห้าดาว
“เฉินเซียว นายจะซื้อของให้ฉันจริง ๆ เหรอเนี่ย?”
“ก็ต้องจริงสิ ไม่งั้นฉันจะมายืนรอเธอตั้งชั่วโมงหนึ่งทำไมล่ะ?”
เหมิงฮุ่ยลี่เบ้ปาก “นายเพิ่งจะไปนอนเสวยสุขมาตั้งชั่วโมงหนึ่งต่างหาก!”
“นั่นก็เพื่อรอเธอไงล่ะ ไม่งั้นฉันจะไปนวดหาพระแสงอะไรล่ะ?”
“โอเค......”
......
เฉินเซียวได้สัมผัสกับความน่าสะพรึงกลัวของการเดินชอปปิงกับผู้หญิงอีกครั้ง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
“นี่ ฉันถามหน่อยเถอะ เธอถูกใจอะไรบ้างหรือยังเนี่ย?”
เหมิงฮุ่ยลี่กำลังตื่นเต้นสุดขีด เธอจับมือเฉินเซียวแล้วพูดว่า “ไปเถอะน่า ไปดูร้านของขวัญข้างหน้ากันเถอะ”
เฉินเซียวแทบจะพูดไม่ออก ของในร้านของขวัญนั่น ชิ้นที่แพงที่สุดคงราคาไม่ถึงพันหยวนด้วยซ้ำ
“จะไปร้านของขวัญหาพระแสงอะไรเล่า ตามฉันมา!”
พูดจบ เขาก็พาเธอเดินลงไปที่ชั้นหนึ่ง
และเลือกร้านเครื่องสำอางที่ตกแต่งอย่างหรูหราแห่งหนึ่ง
“เธอเลือกชุดบำรุงผิวจากที่นี่มาสักชุดก็แล้วกัน”
เหมิงฮุ่ยลี่จับแขนเฉินเซียวไว้แน่น แล้วกระซิบว่า “ทะ ที่นี่ดูแพงมากเลยนะ......”
เฉินเซียวกลอกตาบน ก่อนจะหันไปสั่งพนักงาน “นี่ คุณคนสวย รบกวนมาทางนี้หน่อยสิ ช่วยจัดชุดบำรุงผิวที่เหมาะกับเธอให้ผมสักชุดสิ”
“ได้เลยค่ะคุณลูกค้า”
พอได้ยินแบบนั้น พนักงานก็รีบดึงตัวเหมิงฮุ่ยลี่ไปแนะนำสินค้าอย่างกระตือรือร้นทันที
สิบกว่านาทีต่อมา เหมิงฮุ่ยลี่ก็หิ้วเครื่องสำอางมูลค่ากว่าพันหยวน เดินตามหลังเฉินเซียวออกมาด้วยสีหน้างุนงง
ในยุคสมัยนี้ เครื่องสำอางราคาพันกว่าหยวน สำหรับเธอแล้วถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยเลยทีเดียว เพราะมันเทียบเท่ากับค่าครองชีพทั้งเดือนของเธอเลยนะ
เฉินเซียวเดินเลี้ยวเข้าไปในร้านแบรนด์อุปกรณ์กีฬาอีกแห่ง เขาเลือกชุดกีฬาให้ตัวเองและเหมิงฮุ่ยลี่คนละสองชุด รวมทั้งรองเท้าด้วย
หลังจากนั้น เขาถึงได้ยุติการชอปปิงด้วยความพึงพอใจ
“เฮ้อ ยุคสมัยนี้ ข้าวของราคาถูกจริง ๆ แฮะ” เฉินเซียวรำพึงรำพัน
ซื้อของมาตั้งเยอะแยะ เพิ่งจะหมดเงินไปแค่ห้าพันหยวนเอง
ในยุคอนาคต แค่รองเท้าผ้าใบที่เป็นการคอลแล็บกันรุ่นเดียว ราคาก็ปาเข้าไปขนาดนี้แล้ว
เฉินเซียวเอามือซุกกระเป๋ากางเกง สวมชุดกีฬาตัวใหม่เอี่ยมเดินนำหน้า
ส่วนเหมิงฮุ่ยลี่ก็เดินตามหลังมาต้อย ๆ พร้อมกับหิ้วถุงพะรุงพะรังด้วยสีหน้าอมทุกข์
แนวคิดการใช้จ่ายเงินของเฉินเซียวทำให้เธอตกใจมากจริง ๆ
คนที่มีค่าครองชีพแค่เดือนละพันหยวน แต่กลับใช้เงินห้าพันกว่าหยวนไปอย่างง่ายดายภายในเวลาแค่ชั่วโมงกว่า ๆ
นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?
เขาคงไม่ได้เอาเงินค่าเทอมมาใช้หรอกนะ?
แต่พอดูสีหน้าตอนจ่ายเงินของเขา มันก็ไม่ได้ดูตึงเครียดอะไรเลยนี่นา
การใช้เงินกับฉัน 50 หยวน มันก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้เงินกับฉัน 5 หยวนเลย......
เฉินเซียวไม่มีทีท่าว่าจะช่วยถือของเลยสักนิด ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครก็ตาม
ในชาติก่อนเขาเป็นฝ่ายถือกระเป๋ามาตลอดสิบปี แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการถูกหักหลัง ในชาตินี้เขาจะไม่มีทางยอมเป็นแบบนั้นอีกแล้ว
“เดินให้มันเร็ว ๆ หน่อยสิ ไปร้านต่อไปกัน”
ท่าทางการพูดของเฉินเซียว ราวกับว่าถ้าไม่รีบใช้เงินให้หมด เงินมันก็จะหมดอายุอย่างนั้นแหละ
“ฉะ เฉินเซียว ฉันหิวแล้ว เราไปกินข้าวกันก่อนดีไหม?”
เฉินเซียวดูเวลา “อ้อ ก็จริงนะ พอดีเลย ตรงนั้นมีร้านอาหารส่วนตัวอยู่ร้านหนึ่ง ไปกันเถอะ”
เหมิงฮุ่ยลี่รู้สึกชาชินไปหมดแล้ว เธอรวบรวมความกล้า แล้วเดินตามเฉินเซียวเข้าไปในร้านอาหารที่แค่ดูจากการตกแต่งก็รู้แล้วว่าต้องแพงหูฉี่แน่ ๆ
“สองที่ครับ แล้วก็ช่วยฝากของพวกนี้ไว้ด้วยนะ”
“ได้เลยค่ะคุณลูกค้า เชิญด้านในเลยค่ะ”
พนักงานต้อนรับรีบรับถุงกระดาษใบใหญ่ใบเล็กจากมือของเหมิงฮุ่ยลี่อย่างกระตือรือร้น นำไปวางไว้ที่เคาน์เตอร์ด้านหน้า ก่อนจะเดินนำทั้งสองคนไปยังห้องส่วนตัว
ห้องส่วนตัวของร้านอาหารแห่งนี้ มีความเป็นส่วนตัวสูงมาก แม้กระทั่งระบบเก็บเสียงก็ยังทำได้ดีเยี่ยม
เหมิงฮุ่ยลี่อาศัยจังหวะที่พนักงานเดินออกไป กระซิบถามว่า “ของตั้งเยอะแยะวางไว้ข้างนอกนั่น จะปลอดภัยเหรอ?”
เฉินเซียว “......”
“กินข้าวของเธอไปเถอะน่า”
“อ้อ”
เหมิงฮุ่ยลี่ทำตัวเรียบร้อยกว่าตอนอยู่มหาลัยเยอะเลย พอมาอยู่ในสถานที่ที่เป็นส่วนตัวแบบนี้ เธอกลับทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัวสุด ๆ
เฉินเซียวแอบขำอยู่ในใจ ไม่รู้ว่าจะทำตัวเรียบร้อยไปได้สักกี่น้ำ
ถ้าต่อไปเริ่มชินกับการเข้าออกสถานที่แบบนี้แล้ว ก็คงจะไม่เป็นแบบนี้แล้วล่ะมั้ง
ทั้งสองคนสั่งกับข้าวมาสามอย่าง น้ำผลไม้หนึ่งเหยือก และข้าวสวยสองถ้วย
เฉินเซียวไม่ใช่คนชอบกินทิ้งกินขว้าง
ของจะแพงแค่ไหนก็ได้ แต่ห้ามกินทิ้งกินขว้างเด็ดขาด
เหมิงฮุ่ยลี่ยังคงตกตะลึงกับราคาผัดผักจานละ 28 หยวนอยู่เลย
ถ้าเป็นที่มหาลัย จานนี้อย่างมากก็แค่ 6 หยวนเท่านั้น......
“คืนนี้จะกลับไหม?” เฉินเซียวเอ่ยถาม
ถ้าเป็นปกติ เหมิงฮุ่ยลี่คงจะรุกกลับไปแล้ว แต่หลังจากเจอสถานการณ์รัว ๆ แบบนี้เข้าไป เธอก็เกิดอาการเขินอายขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“ดะ ได้หมดแหละ แล้วแต่นายเลย”
เฉินเซียวพยักหน้ารับ “พอดีเลย ข้าง ๆ มีโรงแรมระดับห้าดาวอยู่ คืนนี้ก็พักที่นั่นแหละ”
“อ้อ ได้สิ”
“หา? หะ ห้าดาว......”
เฉินเซียวนั่งมองดูสีหน้าเด๋อด๋าของเหมิงฮุ่ยลี่ด้วยความสนใจ ถ้าเธอโตเป็นผู้ใหญ่กว่านี้ ก็คงจะไม่ได้เห็นสีหน้าแบบนี้แล้วล่ะ
“อืม ที่นั่นมีคอมพิวเตอร์ด้วย ตอนบ่ายฉันมีงานต้องเคลียร์นิดหน่อยน่ะ”
“อ้อ”
หลังจากกินข้าวเสร็จ ทั้งสองคนก็ไปที่โรงแรม ก่อนจะเปิดห้อง เฉินเซียวก็ตั้งใจจองห้องที่มีคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ
เมื่อมองดูห้องพักที่มีราคาต่อคืนแพงกว่าค่าครองชีพทั้งเดือนของเธอ เหมิงฮุ่ยลี่ก็เพิ่งจะได้เปิดหูเปิดตาเป็นครั้งแรก ว่าเงินน่ะมันสามารถเอามาใช้แบบนี้ได้ด้วยเหรอ?
พอเข้ามาในห้อง เหมิงฮุ่ยลี่ก็วางของลง แล้วเริ่มเดินสำรวจการตกแต่งห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเงินตรา
ส่วนเฉินเซียวก็โทรหาซูถัง
“ฮัลโหล? เรียบร้อยหรือยังครับ?”
“เรียบร้อยแล้วค่ะคุณเฉิน เอกสารทั้งหมดอยู่ที่ฉันแล้ว คุณจะให้ฉันเอาไปให้ตอนไหนคะ?”
“เอามาให้ตอนนี้เลยครับ ที่โรงแรมจวินอี๋กั๋วจี้ ห้อง 803 นะครับ”
“ได้ค่ะ จะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
......
“มะ มีคนจะมาเหรอ?” เหมิงฮุ่ยลี่เอ่ยถาม
“อืม วางใจเถอะ ไม่ใช่คนในมหาลัยหรอก”
“อ้อ ๆ” เหมิงฮุ่ยลี่รู้จังหวะจึงไม่ได้ถามอะไรต่อ
สิ่งที่เฉินเซียวแสดงออกในวันนี้ มันแตกต่างจากตอนอยู่มหาลัยอย่างสิ้นเชิง
ในตัวของเขา จะต้องมีความลับที่เธอไม่เคยรู้อยู่อีกมากมายแน่ ๆ
ไม่นานนัก เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น
เฉินเซียวพูดขึ้นว่า “ไปเปิดประตูสิ”
“อ้อ” เหมิงฮุ่ยลี่ขานรับอย่างว่าง่าย
แต่พอเธอเปิดประตูออกไป แล้วพบว่าคนที่มาคือสาวสวยระดับนางฟ้า เธอก็ถึงกับอึ้งไปเลย
เมื่อซูถังเห็นว่าคนเปิดประตูเป็นหญิงสาวหน้าตาดี เธอก็เผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ เพราะคิดว่าตัวเองมาผิดห้อง
แต่ที่นี่มันก็คือโรงแรมจวินอี๋กั๋วจี้ ห้อง 803 ชัด ๆ เลยนี่นา
“เอ่อ ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณเฉินอยู่ไหมคะ?”
เหมิงฮุ่ยลี่ “หา? คุณเฉิน...... อ้อ เฉินเซียวอยู่ที่นี่แหละ”
พูดจบ เธอก็เบี่ยงตัวหลบให้ซูถังเดินเข้ามา
ซูถังมองลอดผ่านโถงทางเดินเข้าไป เห็นเฉินเซียวนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เธอถึงได้แน่ใจ
เธอพยักหน้าให้เหมิงฮุ่ยลี่ แล้วรีบเดินเข้าไปในห้อง
“คุณเฉินคะ เอกสารของคุณทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้วค่ะ”
“โอเคครับ ลำบากคุณแล้ว ช่วยผูกบัญชีให้ผมหน่อยสิครับ”
“ได้ค่ะ”
หลังจากซูถังจัดการให้เสร็จสรรพ เฉินเซียวก็มีบัญชีมาร์จิ้นเป็นของตัวเองแล้ว
ข้อความลึกลับของวันนี้คือ
[วันที่ 1 มิถุนายน หุ้นของบริษัทฉิงเทียนกางไฉเพิ่มขึ้นสูงสุด 6.87%]
เมื่อเฉินเซียวค้นหาหุ้นตัวนี้ เขาก็พบว่าผลประกอบการในวันนี้ดูเรียบ ๆ
อัตราการเติบโตน้อยแค่นี้เองเหรอ?
เฉินเซียวแอบบ่น แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
เงินของซุนอิ๋ง เขาคงยังไม่เอาไปคืนตอนนี้ เฉินเซียวเพิ่งจะซื้อโทรศัพท์มือถือไปสองเครื่องหมดเงินไปหนึ่งหมื่นหยวน แล้วยังพาเหมิงฮุ่ยลี่ไปซื้อของรวมกับของตัวเองอีกหกพันหยวน
และก่อนที่จะกู้เงินมาร์จิ้น เขาก็ยังมีเงินสดเหลือติดตัวอยู่อีกหลายพันหยวน
เฉินเซียวนำเงิน 1.4 แสนหยวน ไปรวมกับเงินในบัญชีมาร์จิ้นอีก 2 แสนหยวน รวมเป็น 3.4 แสนหยวน จากนั้นเขาก็นำเงิน 3 แสนหยวนไปใช้เลเวอเรจ 10 เท่า เพื่อทุ่มซื้อหุ้นบริษัทฉิงเทียนกางไฉจนเต็มพอร์ต
ส่วนเงินที่เหลือก็เก็บไว้เป็นเงินประกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาหุ้นร่วงลงในช่วงนี้จนทำให้พอร์ตถูกล้าง
การซื้อขายครั้งนี้ของเฉินเซียว เท่ากับว่าเขาได้ซื้อหุ้นบริษัทฉิงเทียนกางไฉไปถึง 3 ล้านหยวน
ในวันพรุ่งนี้ แม้ว่าจะได้กำไรแค่หกจุดกว่า ๆ เขาก็ยังสามารถทำเงินได้กว่า 1.8 แสนหยวนอยู่ดี