เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 เขารู้ได้ยังไง?

บทที่ 15 เขารู้ได้ยังไง?

บทที่ 15 เขารู้ได้ยังไง?


บทที่ 15 เขารู้ได้ยังไง?

หากหุ้นร่วงลงวันละ 5 จุด ก็ใช้เวลาเพียงแค่สองวัน หากร่วงลงวันละ 3 จุด ก็ใช้เวลาเพียงแค่สามวัน พอร์ตก็จะโดนล้างอยู่ดี

มันดูปลอดภัยตรงไหนเนี่ย?

เมื่อมองดูหุ้นของหยาม่ายจูที่ร่วงลงไปจนติดฟลอร์แล้ว ซูถังก็รู้สึกว่า ในวันพรุ่งนี้พอร์ตของเฉินเซียวจะต้องโดนล้างอย่างแน่นอน ไม่มีทางที่จะยืดเยื้อไปจนถึงวันที่สองหรือสามหรอก......

“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ ฉันไม่ได้หมายความว่า......”

เมื่อเฉินเซียวเห็นว่าหยาม่ายจูร่วงจนติดฟลอร์แล้ว เขาก็รู้ว่ามันถึงเวลาที่เหมาะสมที่สุด จึงรีบพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “รีบซื้อตามที่ผมบอกเดี๋ยวนี้ ผมสามารถรับความเสี่ยงนี้ได้”

ซูถังได้แต่นั่งมองหน้าเขาอย่างเหม่อลอย ในที่สุดเธอก็ยอมพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้

“ตกลงค่ะ เอาตามที่คุณต้องการเลย”

เพียงแต่น้ำเสียงของเธอ ไม่ได้อ่อนโยนเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

เธอรัวแป้นพิมพ์จัดการทำรายการอย่างรวดเร็ว “เรียบร้อยแล้วค่ะ เงินทุน 1 แสน เพิ่มเลเวอเรจ 10 เท่า รวมเป็นเงินทุน 1 ล้านหยวน ซื้อเข้า 90% ของพอร์ต ใช้เงินไป 9 แสนหยวน”

“คุณเฉินคะ ฉันขอเตือนคุณอย่างจริงจังอีกครั้งนะคะว่า หากหุ้นตัวนี้ทำให้คุณขาดทุนถึง 5 หมื่นหยวน ทางบริษัทจะเริ่มทำการบังคับขายทันที และหากคุณขาดทุนถึง 1 แสนหยวน คุณก็จะโดนล้างพอร์ตอย่างสมบูรณ์ค่ะ”

เฉินเซียวพยักหน้ารับแล้วพูดว่า “อืม ผมเข้าใจดีแล้ว”

เมื่อเห็นว่าเขาเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว ซูถังก็ไม่ได้พูดอะไรให้มากความอีก เธอปิดคอมพิวเตอร์แล้วลุกขึ้นพูดว่า

“คุณเฉินคะ ตลาดหุ้นในประเทศใช้กฎ t+1 เพราะฉะนั้นวันนี้คุณก็ไม่ต้องทำการซื้อขายอะไรอีกแล้วใช่ไหมคะ?”

“ใช่ครับ” เฉินเซียวกล่าว

“ดีค่ะ งั้นพรุ่งนี้เช้าเวลา 9 โมง ฉันจะมารอคุณอยู่ที่นี่ที่เดิมนะคะ”

“ตกลงครับ ลาก่อนนะ”

“ลาก่อนค่ะ!”

ซูถังพูดจบ ก็หิ้วกระเป๋าคอมพิวเตอร์แล้วเดินจากไปทันที

หลังจากขึ้นรถแล้ว เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

เธอยกมือขึ้นกุมแก้มด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

“หรือว่า ฉันจะมองคนผิดไป? ทุกสิ่งที่เขาแสดงออกมามันเป็นแค่การเสแสร้งงั้นเหรอ?”

การซื้อขายหุ้นของเฉินเซียวในสายตาของเธอ มันก็ไม่ต่างอะไรกับพวกแมงเม่าที่ไม่ประสีประสาเรื่องหุ้นเลยสักนิด เผลอ ๆ อาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ

“แต่ว่า...... นักศึกษาคนหนึ่ง มีเงินทุนตั้ง 1 แสนหยวน แถมยังคว้าหุ้นที่พุ่งชนซิลลิ่งได้อีก... ทั้งหมดนี่มันเป็นเพราะโชคช่วยจริง ๆ งั้นเหรอ?”

เมื่อนำเอาปัจจัยทั้งสองอย่างนี้มาหักล้างกัน มันก็ดูจะขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

“อ๊าย!!!”

ซูถังขยี้ผมยาวของตัวเอง ก่อนจะสตาร์ทรถ แล้วเหยียบคันเร่งพุ่งออกไป

......

หลังจากเฉินเซียวจัดการทุกอย่างเสร็จ เขาก็หยิบชุดอาหารที่ยังไม่ได้กินมานั่งกินอย่างช้า ๆ ในขณะเดียวกัน ภายในหัวก็กำลังครุ่นคิดไปด้วย

หากวันนี้ราคาหุ้นดิ่งลงจนติดฟลอร์ไปจนถึงตอนปิดตลาด พรุ่งนี้เขาคงได้กำไรอย่างมากก็แค่แปดเก้าจุดเท่านั้น

แต่ถ้าหากว่าก่อนจะปิดตลาดในวันนี้ ราคาหุ้นกลับมาอยู่ที่ราคาเปิดตลาด แล้วในวันพรุ่งนี้มีอัตราการเติบโตขึ้นไปอีก 8.91 นั่นก็หมายความว่าเขาจะได้กำไรถึง 18.91%

แล้วถ้าก่อนปิดตลาดวันนี้ หุ้นพุ่งไปชนซิลลิ่ง พรุ่งนี้ก็ชนซิลลิ่งอีก แบบนั้นเขาจะได้กำไรถึง 28.91% เลยนะ!

“เวรเอ๊ย มิน่าล่ะ ถึงมีคนยอมใช้เลเวอเรจกันเยอะแยะขนาดนี้ ของพรรค์นี้มันน่าตื่นเต้นจริง ๆ ว่ะ!” เฉินเซียวรำพึงออกมา

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่สถานการณ์ในอุดมคติเท่านั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะขายได้ในจุดที่สูงที่สุด แต่ก็คงจะไม่ต่ำไปกว่านั้นมากนัก

หลังจากที่ได้นั่งวาดฝันถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ นานาอย่างมีความสุข เฉินเซียวก็โยนอาหารทิ้ง

“ถุย! โคตรจะไม่อร่อยเลย”

จากนั้นเขาก็เดินออกจากร้านอาหารไป

วันนี้แตกต่างไปจากเดิม เฉินเซียวคอยติดตามสถานการณ์ของบริษัทหยาม่ายจูอยู่เป็นระยะ ๆ เพราะครั้งนี้เขาเล่นใหญ่เกินไปจริง ๆ

เมื่อเทียบกับเฉินเซียวที่เต็มไปด้วยความคาดหวังแล้ว ซูถังกลับมีท่าทีที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน สองมือเท้าคาง ดวงตาจ้องมองไปที่หุ้นของบริษัทหยาม่ายจูที่กำลังดิ่งลงจนติดฟลอร์โดยไม่กะพริบตา

“เฮ้อ อุตส่าห์หลงคิดว่าได้เจอกับผู้มีอิทธิพลที่ซ่อนตัวอยู่ซะอีก......”

“ถ้าพรุ่งนี้บริษัทหยาม่ายจูมีปัญหาเรื่องกระแสเงินสดหลุดออกมาแม้แต่นิดเดียวล่ะก็ พอร์ตของเขาจะต้องโดนล้างอย่างแน่นอน”

“น่าเสียดายเงิน 1 แสนหยวนนั่นจริง ๆ กว่าเขาจะเก็บได้คงใช้เวลานานน่าดูเลยใช่ไหม?”

......

“ซูถัง เธอมานั่งเหม่ออะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย? ไปสิ ตอนเที่ยงไปกินข้าวด้วยกันไหม?” เกาเจินปิน เพื่อนร่วมงานของเธอเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม

เขาอยู่แผนกการลงทุน มีหน้าที่ดูแลกองทุนหนึ่ง วันนี้เขาทำผลงานในตลาดหุ้นได้เป็นอย่างดี บนใบหน้าจึงมีรอยยิ้มที่ปิดไม่มิดปรากฏอยู่ตลอดเวลา

ซูถังนั่งนิ่งไม่ไหวติง เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรง “ฉันกำลังลดความอ้วนอยู่ ไม่กินหรอก”

เกาเจินปินชะโงกหน้าไปมองดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ของซูถัง

“เธอซื้อหุ้นตัวนี้ไว้เหรอ?”

ซูถังชะงักไป เธอเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเขาอยู่แผนกการลงทุน จึงรีบลุกพรวดขึ้นมาถาม

“ใช่ค่ะ คุณลองดูสิคะว่ายังมีหวังอยู่ไหม?”

เกาเจินปินส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจ “ซูถัง ฉันบอกเธอตั้งหลายครั้งแล้วนะ ว่าก่อนจะเล่นหุ้นให้มาถามฉันก่อน เธอจะได้ไม่ต้องไปเหยียบกับระเบิดเข้า”

“คุณหมายความว่า...... บริษัทหยาม่ายจูคือกับระเบิดงั้นเหรอคะ?”

เกาเจินปินพยักหน้า “จากข้อมูลการสืบสวนที่เชื่อถือได้ระบุว่า กระแสเงินสดของบริษัทพวกเขาหมดลงไปตั้งนานแล้ว ก็แค่รอเวลาที่จะระเบิดออกมาเท่านั้นแหละ ไม่อย่างนั้นทำไมถึงร่วงลงไปติดฟลอร์ตั้งแต่เปิดตลาดเลยล่ะ”

ซูถังตกใจกับข่าวนี้จนมีอาการเหม่อลอยไปชั่วขณะ หากเป็นเช่นนั้นล่ะก็... เกรงว่าเธอคงจะไม่ได้เห็นบุคลิกที่เต็มไปด้วยความมั่นใจจากเด็กหนุ่มคนนั้นอีกแล้ว

“ระ แล้วมันจะไม่มีความหวังเหลืออยู่เลยเหรอคะ?”

“บริษัทแบบนี้ ยังจะมีความหวังอะไรหลงเหลืออยู่อีกล่ะ? หากสถานการณ์ยังเลวร้ายลงไปกว่านี้ ก็อาจจะเสี่ยงถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์เลยด้วยซ้ำ ต่อจากนี้ก็เตรียมตัวรับมือกับหุ้นที่ตกติดฟลอร์ต่อเนื่องได้เลย หนีไม่พ้นหรอก” เกาเจินปินพูดอย่างฟันธง

“แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกนะ เดี๋ยววันหลังฉันจะแนะนำหุ้นคุณภาพดี ๆ ให้เธอสักสองสามตัว เอาไว้ชดเชยส่วนที่ขาดทุนไป ตอนนี้ไปกินข้าวเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ?”

ซูถังไม่มีกะจิตกะใจจะไปไหนเลยสักนิด

“คุณไปคนเดียวเถอะค่ะ ฉันยังไม่หิว”

“เอ่อ นี่มัน......”

เกาเจินปินรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย ตัวเขาในบริษัทนี้ก็ถือว่าเป็นถึงผู้จัดการกองทุนระดับสูงเชียวนะ แต่ซูถังที่เป็นเพียงพนักงานขายตัวเล็ก ๆ กลับไม่เคยไว้หน้าเขาเลยสักครั้ง

ถ้าไม่เห็นแก่ที่เธอมีหน้าตาสะสวยงดงามราวกับนางในวรรณคดีล่ะก็ ต่อให้มาเช็ดรองเท้าให้ฉัน เธอก็ยังไม่คู่ควรเลย!

“เอาเถอะ งั้นเธอก็อยู่คนเดียวไปก็แล้วกัน”

พูดจบ เกาเจินปินก็เชิดหน้าเดินจากไป

พนักงานสาวสวยหลายคนที่คอยหาจังหวะอยู่ไกล ๆ เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนั้น ต่างก็รีบเข้าไปประจบประแจงทันที

“ผู้จัดการเกา จะไปกินข้าวเหรอคะ? ไปด้วยกันไหมคะ?”

ไม่นานนัก เมื่อใกล้จะถึงเวลา 11:30 น. ของช่วงเที่ยง ซูถังก็ถอนหายใจออกมา เธอตั้งใจจะปิดคอมพิวเตอร์ เพื่อเตรียมตัวลางานกลับไปพักผ่อนที่บ้านในช่วงบ่าย

แต่ทว่าตัวเลขที่ขยับขึ้นลงบนหน้าจอ กลับทำให้เธอต้องหยุดชะงัก

บริษัทหยาม่ายจู...... มีความเคลื่อนไหวแล้ว!

ซูถังรีบเบิกตากว้างขึ้นทันที แล้วจ้องเขม็งไปยังแนวโน้มราคาหุ้น

-9.37%

ตัวเลขหยุดนิ่งในที่สุด

ซูถังชะงัก ตลาดภาคเช้าปิดทำการแล้ว

แต่หุ้นของบริษัทหยาม่ายจูกลับสามารถทำลายสถิติที่ถูกตรึงไว้จนติดฟลอร์ได้ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ภายในใจของซูถังเริ่มมีความหวังจุดประกายขึ้นมาเล็กน้อย เธอจึงกลับไปนั่งลงที่เดิมอีกครั้ง

ไม่นานนัก ก็มีกลุ่มคนวิ่งกรูกันเข้ามาจากด้านนอกด้วยเสียงดังสนั่น โดยมีเกาเจินปินวิ่งนำหน้ามาเป็นคนแรก

ตัวยังไม่ทันถึงห้องทำงาน เขาก็เริ่มแจกแจงงานแล้ว

“เร็วเข้า! เร่งรวบรวมข้อมูลของกลุ่มบริษัทที่มาลงทุนในหยาม่ายจูมาให้หมด!”

“ฉันอยากรู้แผนการในขั้นต่อไปของพวกเขา!”

“ระดมเงินทุนมาซะ พอเปิดตลาดช่วงบ่ายเมื่อไหร่ พวกนายต้องทุ่มซื้อหุ้นหยาม่ายจูให้หมด!”

......

เกาเจินปินพูดสั่งการอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็วิ่งกลับเข้าไปในห้องทำงานราวกับคนบ้า

ซูถังเผยอริมฝีปากเล็กน้อย สายตาของเธอคอยกวาดมองตามกลุ่มคนเหล่านั้น

เธอตกตะลึงไปถึงห้านาที กว่าจะได้สติกลับมา เธอรีบตบหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในโหมดสลีปให้สว่างขึ้น แล้วค้นหาข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับบริษัทหยาม่ายจูในทันที

แต่น่าเสียดาย ที่ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลใด ๆ เปิดเผยอยู่บนอินเทอร์เน็ตเลย

แต่เมื่อดูจากปฏิกิริยาของทีมงานเกาเจินปินแล้วล่ะก็ ธุรกิจเจ้านี้ คงกำลังจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอย่างแน่นอน!

ซูถังได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นดังตึกตักอย่างชัดเจน

รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเยือกเย็นของเฉินเซียว ปรากฏขึ้นในหัวของเธออย่างกะทันหัน

ราวกับกำลังเยาะเย้ยว่าเธอเป็นพวกที่มีวิสัยทัศน์คับแคบ

“เขา...... รู้เรื่องนี้ได้ยังไงกันนะ?”

จบบทที่ บทที่ 15 เขารู้ได้ยังไง?

คัดลอกลิงก์แล้ว