- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 15 เขารู้ได้ยังไง?
บทที่ 15 เขารู้ได้ยังไง?
บทที่ 15 เขารู้ได้ยังไง?
บทที่ 15 เขารู้ได้ยังไง?
หากหุ้นร่วงลงวันละ 5 จุด ก็ใช้เวลาเพียงแค่สองวัน หากร่วงลงวันละ 3 จุด ก็ใช้เวลาเพียงแค่สามวัน พอร์ตก็จะโดนล้างอยู่ดี
มันดูปลอดภัยตรงไหนเนี่ย?
เมื่อมองดูหุ้นของหยาม่ายจูที่ร่วงลงไปจนติดฟลอร์แล้ว ซูถังก็รู้สึกว่า ในวันพรุ่งนี้พอร์ตของเฉินเซียวจะต้องโดนล้างอย่างแน่นอน ไม่มีทางที่จะยืดเยื้อไปจนถึงวันที่สองหรือสามหรอก......
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ ฉันไม่ได้หมายความว่า......”
เมื่อเฉินเซียวเห็นว่าหยาม่ายจูร่วงจนติดฟลอร์แล้ว เขาก็รู้ว่ามันถึงเวลาที่เหมาะสมที่สุด จึงรีบพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “รีบซื้อตามที่ผมบอกเดี๋ยวนี้ ผมสามารถรับความเสี่ยงนี้ได้”
ซูถังได้แต่นั่งมองหน้าเขาอย่างเหม่อลอย ในที่สุดเธอก็ยอมพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้
“ตกลงค่ะ เอาตามที่คุณต้องการเลย”
เพียงแต่น้ำเสียงของเธอ ไม่ได้อ่อนโยนเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
เธอรัวแป้นพิมพ์จัดการทำรายการอย่างรวดเร็ว “เรียบร้อยแล้วค่ะ เงินทุน 1 แสน เพิ่มเลเวอเรจ 10 เท่า รวมเป็นเงินทุน 1 ล้านหยวน ซื้อเข้า 90% ของพอร์ต ใช้เงินไป 9 แสนหยวน”
“คุณเฉินคะ ฉันขอเตือนคุณอย่างจริงจังอีกครั้งนะคะว่า หากหุ้นตัวนี้ทำให้คุณขาดทุนถึง 5 หมื่นหยวน ทางบริษัทจะเริ่มทำการบังคับขายทันที และหากคุณขาดทุนถึง 1 แสนหยวน คุณก็จะโดนล้างพอร์ตอย่างสมบูรณ์ค่ะ”
เฉินเซียวพยักหน้ารับแล้วพูดว่า “อืม ผมเข้าใจดีแล้ว”
เมื่อเห็นว่าเขาเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว ซูถังก็ไม่ได้พูดอะไรให้มากความอีก เธอปิดคอมพิวเตอร์แล้วลุกขึ้นพูดว่า
“คุณเฉินคะ ตลาดหุ้นในประเทศใช้กฎ t+1 เพราะฉะนั้นวันนี้คุณก็ไม่ต้องทำการซื้อขายอะไรอีกแล้วใช่ไหมคะ?”
“ใช่ครับ” เฉินเซียวกล่าว
“ดีค่ะ งั้นพรุ่งนี้เช้าเวลา 9 โมง ฉันจะมารอคุณอยู่ที่นี่ที่เดิมนะคะ”
“ตกลงครับ ลาก่อนนะ”
“ลาก่อนค่ะ!”
ซูถังพูดจบ ก็หิ้วกระเป๋าคอมพิวเตอร์แล้วเดินจากไปทันที
หลังจากขึ้นรถแล้ว เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เธอยกมือขึ้นกุมแก้มด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
“หรือว่า ฉันจะมองคนผิดไป? ทุกสิ่งที่เขาแสดงออกมามันเป็นแค่การเสแสร้งงั้นเหรอ?”
การซื้อขายหุ้นของเฉินเซียวในสายตาของเธอ มันก็ไม่ต่างอะไรกับพวกแมงเม่าที่ไม่ประสีประสาเรื่องหุ้นเลยสักนิด เผลอ ๆ อาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ
“แต่ว่า...... นักศึกษาคนหนึ่ง มีเงินทุนตั้ง 1 แสนหยวน แถมยังคว้าหุ้นที่พุ่งชนซิลลิ่งได้อีก... ทั้งหมดนี่มันเป็นเพราะโชคช่วยจริง ๆ งั้นเหรอ?”
เมื่อนำเอาปัจจัยทั้งสองอย่างนี้มาหักล้างกัน มันก็ดูจะขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง
“อ๊าย!!!”
ซูถังขยี้ผมยาวของตัวเอง ก่อนจะสตาร์ทรถ แล้วเหยียบคันเร่งพุ่งออกไป
......
หลังจากเฉินเซียวจัดการทุกอย่างเสร็จ เขาก็หยิบชุดอาหารที่ยังไม่ได้กินมานั่งกินอย่างช้า ๆ ในขณะเดียวกัน ภายในหัวก็กำลังครุ่นคิดไปด้วย
หากวันนี้ราคาหุ้นดิ่งลงจนติดฟลอร์ไปจนถึงตอนปิดตลาด พรุ่งนี้เขาคงได้กำไรอย่างมากก็แค่แปดเก้าจุดเท่านั้น
แต่ถ้าหากว่าก่อนจะปิดตลาดในวันนี้ ราคาหุ้นกลับมาอยู่ที่ราคาเปิดตลาด แล้วในวันพรุ่งนี้มีอัตราการเติบโตขึ้นไปอีก 8.91 นั่นก็หมายความว่าเขาจะได้กำไรถึง 18.91%
แล้วถ้าก่อนปิดตลาดวันนี้ หุ้นพุ่งไปชนซิลลิ่ง พรุ่งนี้ก็ชนซิลลิ่งอีก แบบนั้นเขาจะได้กำไรถึง 28.91% เลยนะ!
“เวรเอ๊ย มิน่าล่ะ ถึงมีคนยอมใช้เลเวอเรจกันเยอะแยะขนาดนี้ ของพรรค์นี้มันน่าตื่นเต้นจริง ๆ ว่ะ!” เฉินเซียวรำพึงออกมา
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่สถานการณ์ในอุดมคติเท่านั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะขายได้ในจุดที่สูงที่สุด แต่ก็คงจะไม่ต่ำไปกว่านั้นมากนัก
หลังจากที่ได้นั่งวาดฝันถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ นานาอย่างมีความสุข เฉินเซียวก็โยนอาหารทิ้ง
“ถุย! โคตรจะไม่อร่อยเลย”
จากนั้นเขาก็เดินออกจากร้านอาหารไป
วันนี้แตกต่างไปจากเดิม เฉินเซียวคอยติดตามสถานการณ์ของบริษัทหยาม่ายจูอยู่เป็นระยะ ๆ เพราะครั้งนี้เขาเล่นใหญ่เกินไปจริง ๆ
เมื่อเทียบกับเฉินเซียวที่เต็มไปด้วยความคาดหวังแล้ว ซูถังกลับมีท่าทีที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน สองมือเท้าคาง ดวงตาจ้องมองไปที่หุ้นของบริษัทหยาม่ายจูที่กำลังดิ่งลงจนติดฟลอร์โดยไม่กะพริบตา
“เฮ้อ อุตส่าห์หลงคิดว่าได้เจอกับผู้มีอิทธิพลที่ซ่อนตัวอยู่ซะอีก......”
“ถ้าพรุ่งนี้บริษัทหยาม่ายจูมีปัญหาเรื่องกระแสเงินสดหลุดออกมาแม้แต่นิดเดียวล่ะก็ พอร์ตของเขาจะต้องโดนล้างอย่างแน่นอน”
“น่าเสียดายเงิน 1 แสนหยวนนั่นจริง ๆ กว่าเขาจะเก็บได้คงใช้เวลานานน่าดูเลยใช่ไหม?”
......
“ซูถัง เธอมานั่งเหม่ออะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย? ไปสิ ตอนเที่ยงไปกินข้าวด้วยกันไหม?” เกาเจินปิน เพื่อนร่วมงานของเธอเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม
เขาอยู่แผนกการลงทุน มีหน้าที่ดูแลกองทุนหนึ่ง วันนี้เขาทำผลงานในตลาดหุ้นได้เป็นอย่างดี บนใบหน้าจึงมีรอยยิ้มที่ปิดไม่มิดปรากฏอยู่ตลอดเวลา
ซูถังนั่งนิ่งไม่ไหวติง เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรง “ฉันกำลังลดความอ้วนอยู่ ไม่กินหรอก”
เกาเจินปินชะโงกหน้าไปมองดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ของซูถัง
“เธอซื้อหุ้นตัวนี้ไว้เหรอ?”
ซูถังชะงักไป เธอเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเขาอยู่แผนกการลงทุน จึงรีบลุกพรวดขึ้นมาถาม
“ใช่ค่ะ คุณลองดูสิคะว่ายังมีหวังอยู่ไหม?”
เกาเจินปินส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจ “ซูถัง ฉันบอกเธอตั้งหลายครั้งแล้วนะ ว่าก่อนจะเล่นหุ้นให้มาถามฉันก่อน เธอจะได้ไม่ต้องไปเหยียบกับระเบิดเข้า”
“คุณหมายความว่า...... บริษัทหยาม่ายจูคือกับระเบิดงั้นเหรอคะ?”
เกาเจินปินพยักหน้า “จากข้อมูลการสืบสวนที่เชื่อถือได้ระบุว่า กระแสเงินสดของบริษัทพวกเขาหมดลงไปตั้งนานแล้ว ก็แค่รอเวลาที่จะระเบิดออกมาเท่านั้นแหละ ไม่อย่างนั้นทำไมถึงร่วงลงไปติดฟลอร์ตั้งแต่เปิดตลาดเลยล่ะ”
ซูถังตกใจกับข่าวนี้จนมีอาการเหม่อลอยไปชั่วขณะ หากเป็นเช่นนั้นล่ะก็... เกรงว่าเธอคงจะไม่ได้เห็นบุคลิกที่เต็มไปด้วยความมั่นใจจากเด็กหนุ่มคนนั้นอีกแล้ว
“ระ แล้วมันจะไม่มีความหวังเหลืออยู่เลยเหรอคะ?”
“บริษัทแบบนี้ ยังจะมีความหวังอะไรหลงเหลืออยู่อีกล่ะ? หากสถานการณ์ยังเลวร้ายลงไปกว่านี้ ก็อาจจะเสี่ยงถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์เลยด้วยซ้ำ ต่อจากนี้ก็เตรียมตัวรับมือกับหุ้นที่ตกติดฟลอร์ต่อเนื่องได้เลย หนีไม่พ้นหรอก” เกาเจินปินพูดอย่างฟันธง
“แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกนะ เดี๋ยววันหลังฉันจะแนะนำหุ้นคุณภาพดี ๆ ให้เธอสักสองสามตัว เอาไว้ชดเชยส่วนที่ขาดทุนไป ตอนนี้ไปกินข้าวเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ?”
ซูถังไม่มีกะจิตกะใจจะไปไหนเลยสักนิด
“คุณไปคนเดียวเถอะค่ะ ฉันยังไม่หิว”
“เอ่อ นี่มัน......”
เกาเจินปินรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย ตัวเขาในบริษัทนี้ก็ถือว่าเป็นถึงผู้จัดการกองทุนระดับสูงเชียวนะ แต่ซูถังที่เป็นเพียงพนักงานขายตัวเล็ก ๆ กลับไม่เคยไว้หน้าเขาเลยสักครั้ง
ถ้าไม่เห็นแก่ที่เธอมีหน้าตาสะสวยงดงามราวกับนางในวรรณคดีล่ะก็ ต่อให้มาเช็ดรองเท้าให้ฉัน เธอก็ยังไม่คู่ควรเลย!
“เอาเถอะ งั้นเธอก็อยู่คนเดียวไปก็แล้วกัน”
พูดจบ เกาเจินปินก็เชิดหน้าเดินจากไป
พนักงานสาวสวยหลายคนที่คอยหาจังหวะอยู่ไกล ๆ เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนั้น ต่างก็รีบเข้าไปประจบประแจงทันที
“ผู้จัดการเกา จะไปกินข้าวเหรอคะ? ไปด้วยกันไหมคะ?”
ไม่นานนัก เมื่อใกล้จะถึงเวลา 11:30 น. ของช่วงเที่ยง ซูถังก็ถอนหายใจออกมา เธอตั้งใจจะปิดคอมพิวเตอร์ เพื่อเตรียมตัวลางานกลับไปพักผ่อนที่บ้านในช่วงบ่าย
แต่ทว่าตัวเลขที่ขยับขึ้นลงบนหน้าจอ กลับทำให้เธอต้องหยุดชะงัก
บริษัทหยาม่ายจู...... มีความเคลื่อนไหวแล้ว!
ซูถังรีบเบิกตากว้างขึ้นทันที แล้วจ้องเขม็งไปยังแนวโน้มราคาหุ้น
-9.37%
ตัวเลขหยุดนิ่งในที่สุด
ซูถังชะงัก ตลาดภาคเช้าปิดทำการแล้ว
แต่หุ้นของบริษัทหยาม่ายจูกลับสามารถทำลายสถิติที่ถูกตรึงไว้จนติดฟลอร์ได้ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ภายในใจของซูถังเริ่มมีความหวังจุดประกายขึ้นมาเล็กน้อย เธอจึงกลับไปนั่งลงที่เดิมอีกครั้ง
ไม่นานนัก ก็มีกลุ่มคนวิ่งกรูกันเข้ามาจากด้านนอกด้วยเสียงดังสนั่น โดยมีเกาเจินปินวิ่งนำหน้ามาเป็นคนแรก
ตัวยังไม่ทันถึงห้องทำงาน เขาก็เริ่มแจกแจงงานแล้ว
“เร็วเข้า! เร่งรวบรวมข้อมูลของกลุ่มบริษัทที่มาลงทุนในหยาม่ายจูมาให้หมด!”
“ฉันอยากรู้แผนการในขั้นต่อไปของพวกเขา!”
“ระดมเงินทุนมาซะ พอเปิดตลาดช่วงบ่ายเมื่อไหร่ พวกนายต้องทุ่มซื้อหุ้นหยาม่ายจูให้หมด!”
......
เกาเจินปินพูดสั่งการอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็วิ่งกลับเข้าไปในห้องทำงานราวกับคนบ้า
ซูถังเผยอริมฝีปากเล็กน้อย สายตาของเธอคอยกวาดมองตามกลุ่มคนเหล่านั้น
เธอตกตะลึงไปถึงห้านาที กว่าจะได้สติกลับมา เธอรีบตบหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในโหมดสลีปให้สว่างขึ้น แล้วค้นหาข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับบริษัทหยาม่ายจูในทันที
แต่น่าเสียดาย ที่ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลใด ๆ เปิดเผยอยู่บนอินเทอร์เน็ตเลย
แต่เมื่อดูจากปฏิกิริยาของทีมงานเกาเจินปินแล้วล่ะก็ ธุรกิจเจ้านี้ คงกำลังจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอย่างแน่นอน!
ซูถังได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นดังตึกตักอย่างชัดเจน
รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเยือกเย็นของเฉินเซียว ปรากฏขึ้นในหัวของเธออย่างกะทันหัน
ราวกับกำลังเยาะเย้ยว่าเธอเป็นพวกที่มีวิสัยทัศน์คับแคบ
“เขา...... รู้เรื่องนี้ได้ยังไงกันนะ?”