- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- ฟรี บทที่ 620 ไปกลับสารพัดเรื่องพิสดาร ลอยล่องในทะเลจักรวาล
ฟรี บทที่ 620 ไปกลับสารพัดเรื่องพิสดาร ลอยล่องในทะเลจักรวาล
ฟรี บทที่ 620 ไปกลับสารพัดเรื่องพิสดาร ลอยล่องในทะเลจักรวาล
บทที่ 620 ไปกลับสารพัดเรื่องพิสดาร ลอยล่องในทะเลจักรวาล
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เรือเทพเบิกมิติจัดว่าเป็นเรือขนาดเล็กตามมาตรฐานทั่วไป
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เดิมทีมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจัดสรรให้กับผู้บำเพ็ญเพียรระดับหัวกะทิของหน่วยเซียนศึกเสวียนหวง เชี่ยวชาญการลอบเข้าไปทำลายแนวหลังของศัตรู หรือใช้กลยุทธ์แบบกองโจร รูปลักษณ์เล็กจึงมีความเร็วสูง ทั้งยังสามารถทะลวงกำแพงโลก ไปมาได้อย่างอิสระ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ดังนั้นการบรรทุกผู้คนสิบกว่าคนในตอนนี้จึงนับว่าถึงขีดจำกัดแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หากมากกว่านี้ เกรงว่าคงกลายเป็นสภาพคนเบียดเสียดกันตาย มันก็แค่ใหญ่กว่าเรือสำปั้นน้อยสามเท่าเท่านั้นเอง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ขณะนั้นเอง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อหวังอี้ร่ายวิชา ทุกคนต่างสัมผัสได้ว่ามิติรอบด้านกำลังแปรเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง เริ่มแรกคือการทะลวงผ่านด้วยวิธีปกติ เข้าสู่ชั้นมิติเบื้องหลังของโลก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀และโลกซานไห่ก็ไม่มีความโกลาหลดำรงอยู่นานแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มันได้บรรลุถึงขีดจำกัดการเติบโตตามปกติของโลกใบหนึ่งแล้ว ด้วยเหตุนี้ หลังจากเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่ห้วงมิติ เรือเทพก็เปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดผ้าม่าน มันถึงกับกรีดรอยแยกอันเจิดจรัสขึ้นท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้ระเบียบและกลับตาลปัตรไปหมด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นี่... ก็คือภาพฉากยามที่กำแพงโลกถูกทะลวงเปิดออก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“นั่งให้มั่นล่ะ ทุกท่าน!”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้หัวเราะเบาๆ แม้จะเป็นการทดลองทำครั้งแรก ทว่าท่าทางกลับดูเหมือนพวกมือเก๋าไม่มีผิด เมื่อเรือเทพเร่งความเร็วขึ้น ทุกคนก็รีบใช้พลังเวทยึดเกาะกับดาดฟ้าเรือในทันที
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ภายนอกม่านพลังคุ้มกันของเรือเทพ กลายเป็นเส้นทางที่ทอแสงหลากสีสันเจิดจรัส งดงามราวกับหลิวหลีไปเสียแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ชิงชิงกระตุกแขนเสื้อของหวังอี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“สหายเว่ย พันปีที่ท่านไม่อยู่ในโลกซานไห่ ท่านใช้เรือเทพลำนี้ออกท่องเที่ยวยังโลกใกล้เคียงงั้นหรือ?”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หากเป็นเช่นนั้น ที่มาของวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่เหนือมาตรฐานรวมถึงสมบัติวิญญาณเหล่านั้นของเขาก็พอจะฟังขึ้นมาบ้าง หากไม่ได้รวบรวมวาสนาโชคลาภจากหลายๆ โลก คนเราจะสามารถแข็งแกร่งได้ถึงระดับนี้เชียวหรือ?
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀โดยเฉพาะเมื่อดูจากท่าทางผ่อนคลายราวกับคุ้นชินเส้นทางเป็นอย่างดีของเขา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“อะแฮ่มๆ...”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้แสร้งกระอมกระไอสองสามที ทำทีเป็นส่งสัญญาณให้ชิงชิงอย่าได้ถามหัวข้อที่อ่อนไหวเช่นนี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เพราะยังไงรอบข้างก็ยังมีคนอยู่ตั้งเยอะตั้งแยะ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เป็นไปตามคาด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀บรรดาผู้โดยสารต่างเผยสีหน้าตระหนักรู้ ที่แท้เจ้าแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ก็เพราะเคยออกเดินทางไปยังโลกขนาดเล็กมาหลายแห่งนี่เอง หารู้ไม่ว่านี่เป็นเพียงอีกหนึ่งแผนการทำให้ตัวตนของเขาดูสมจริงยิ่งขึ้นที่หวังอี้จงใจสร้างขึ้นมา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀อาศัยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และอิทธิพลที่ค่อยๆ ซึมซับเข้าไปทีละนิด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทำให้คนเหล่านี้จินตนาการเติมแต่งกันไปเอง จนถึงขั้นเชื่อสนิทใจโดยไม่ระแวงสงสัย และหากวันหน้าได้พบกันอีก เขาก็ไม่จำเป็นต้องหาวิธีมาเสแสร้งแกล้งทำ คนเหล่านี้นี่แหละที่จะเป็นกระบอกเสียงชั้นดีที่สุดให้กับเขา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ความเร็วในการทะลวงผ่านกำแพงโลกนั้นรวดเร็วมาก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀อันที่จริงก็แค่ช่วงเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ เมื่อภาพฟ้าดินในสายตาแปรเปลี่ยนไป ทุกคนก็พากันสูดลมหายใจดัง ‘ซี๊ด’ ต่อให้เป็นผู้ที่รอบรู้กว้างขวางอย่างหลานเฟิงหรือไป๋เฉิงเฟิงพุทธบุตรเทียนหลง ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงพวกเก่งแต่ทฤษฎีเท่านั้นแหละ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทะเลจักรวาลที่แท้จริง นี่เพิ่งจะได้เคยเห็นเป็นครั้งแรก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้เองก็จมดิ่งอยู่กับการพินิจพิจารณาดินแดนอันแสนประหลาดล้ำแห่งนี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ความประทับใจแรก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นอกจากความงดงามตระการตาแล้วก็คือความงดงามตระการตา ทะเลจักรวาลช่างดูคล้ายคลึงกับอวกาศที่เขาเคยเห็นในความทรงจำชาติก่อนเป็นอย่างมาก ที่นี่ไม่มีทั้งอากาศและปราณวิญญาณ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มีเพียงพลังงานแปลกปลอมอันบ้าคลั่งนานาชนิดเท่านั้น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ราวกับผืนผ้าใบสีดำอันไร้ขอบเขตที่ถูกประดับประดาไปด้วยดวงดาราที่ส่องแสงระยิบระยับ และกลุ่มเมฆหมอกประหลาดตารูปแบบต่างๆ มองเผินๆ แล้วช่างเหมือนกับอวกาศในชาติก่อนจริงๆ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀อย่างเช่นเขตแดนเซียนชางหมั่งนี้ ก็คือดาราจักรหรือกระจุกดาวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ปรากฏการณ์อันงดงามตระการตานับหมื่นพันก่อเกิดเป็นสีสันอันน่าอัศจรรย์ ชวนให้ผู้คนตื่นตาตื่นใจ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อดวงดาราที่ส่องแสงระยิบระยับค่อยๆ ถอยห่างออกไปราวกับประภาคารที่คอยนำทางลูกแกะหลงทาง หวังอี้กระตุ้นระบบการเดินเรือด้วยตัวมันเองของเรือเทพ ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นี่คือฉากมหากาพย์อันน่าอัศจรรย์ที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยวิชาเนตรคืนจันทร์
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀โฉมหน้าของโลก!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“เหมือนกับไข่ไก่เลย”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลานเฟิงจู่ๆ ก็เดินมาที่ท้ายเรือ ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับหวังอี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เขาชี้ไปยังโลกซานไห่พลางกล่าว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“สิ่งที่เคยเห็นเคยรู้สึกจากในตำราเมื่อก่อน เทียบไม่ได้กับความตื่นตาตื่นใจที่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเองเลย นี่สินะกุยซวี... นี่สินะทะเลจักรวาล พวกเราก็เหมือนกับเรือบดลำน้อยบนท้องทะเลที่ลอยล่องไปตามยถากรรม ไม่รู้เลยว่าเมื่อใดถึงจะสิ้นสุด”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลานเฟิงดูเหมือนจะกล่าวออกมาจากความรู้สึก แต่ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกำลังหยิบยกเอาความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ปรากฏการณ์อันงดงามตระการตาของทะเลจักรวาล มาเปรียบเปรยกับเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของตนเอง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ภายนอกดูเหมือนจะปูลาดไปด้วยกลีบกุหลาบ แต่แท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยอันตรายที่พร้อมจะแผดเผา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀การแข่งขันภายในของสายเวทมังกรอสูรนั้นมีความรุนแรงไม่น้อย การรั้งอยู่ในโลกซานไห่ต่ออีกสักสองสามปีก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแย่ หลังจากที่ได้เห็น ‘ภูเขาดำมรณะเงียบงัน’ ที่วิชาศักดิ์สิทธิ์ของหวังอี้ทิ้งร่องรอยเอาไว้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เขาก็เพิ่งจะตระหนักได้ว่า ตนเองกำลังอยู่ในสภาวะที่หยิ่งผยองและหลงระเริงจนเกินไป
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ด้วยเหตุนี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เขาจึงพยายามผูกมิตรและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหวังอี้ วันหน้าจะต้องมีโอกาสได้พึ่งพาอาศัยกันเป็นแน่ เขตแดนเซียนชางหมั่งอันกว้างใหญ่ไพศาล มีเหล่ายอดอัจฉริยะปรากฏตัวขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย แม้แต่เซียนก็ยังห่างไกลจากคำว่าไร้เทียมทานนัก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แล้วเขาจะรับประกันได้อย่างไร ว่าตนเองจะไม่ต้องการพันธมิตรหรือสหายเลยตลอดไป? ข้อมูลข่าวสารเล็กๆ น้อยๆ จึงเป็นก้าวแรกในการสานสัมพันธ์ของเขา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อเรือเทพเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ทิวทัศน์รอบด้านก็ยิ่งถอยร่นไปรวดเร็วขึ้นตามไปด้วย เรือเทพแล่นขนานไปตามเส้นทางของช่องทางเหาะเหินแห่งโลกซานไห่
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากที่ทุกอย่างเริ่มนิ่งสงบ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทุกคนก็เริ่มจับกลุ่มพูดคุยสัพเพเหระ พากันชี้ชวนดูความมหัศจรรย์ต่างๆ ในทะเลจักรวาลพลางอุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจอย่างไม่ขาดปาก หรือบางครั้งเมื่อได้เห็นรอยแยกของมหาเต๋าเข้า ก็แทบอยากจะพุ่งเข้าไปพินิจพิจารณาใกล้ๆ ให้รู้แล้วรู้รอด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀น่าเสียดายที่วาสนาโชคลาภในทะเลจักรวาลนั้น อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมสุญญตาถึงจะมีคุณสมบัติไปคว้ามาครองได้ สำหรับพวกเขานั้นแค่ได้มองดูอยู่ไกลๆ ก็นับว่าดีถมเถแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“เร็วเข้า ดูนั่นสิ นั่นคือ [วิญญาณอสนีเขย่าธง]!”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ไม่นานนัก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀สายตาของทุกคนก็ถูกดึงดูดด้วยฉากอันน่าอัศจรรย์แห่งหนึ่ง หวังอี้เองก็ทอดสายตามองด้วยความใคร่รู้ เมื่อหลานเฟิงสังเกตเห็นก็อธิบายว่า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“วิญญาณอสนีคือภาพสะท้อนจากหน้าประวัติศาสตร์ในอดีตกาล เล่าขานกันว่าพวกมันคือข้ารับใช้ที่ถูกสร้างขึ้นโดยเทพดาราแต่กำเนิด ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากดาวเทียนเฉวียน หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘ดาวอสนี’”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“หลังจากที่เทพดาราอสนีบาตร่วงหล่น สรรพสิ่งล้วนโศกเศร้า สวรรค์หลั่งโลหิต ข้ารับใช้อย่างวิญญาณอสนีของพระองค์ยิ่งคอยแกว่งธงเรียกวิญญาณอยู่ทุกวี่ทุกวัน หวังจะเรียกเศษเสี้ยววิญญาณของเทพดาราให้กลับมา เพื่อชุบชีวิตนายเหนือหัวของพวกมัน”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ผนวกกับความรู้สึกและปณิธานอันแรงกล้า จึงไปกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ที่สายธารแห่งกาลเวลาให้ความสนใจ จนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในจุดหักเหสำคัญของประวัติศาสตร์ และถูกบันทึกเอาไว้”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“มันจะสุ่มปรากฏฉาก [วิญญาณอสนีเขย่าธง] ขึ้นมาในทะเลจักรวาล เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึง เล่าขานกันว่าภายในนั้นยังมีความลับอื่นๆ ซุกซ่อนอยู่อีก แต่เรื่องนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะล่วงรู้ได้หรอก”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้ได้ยินแล้วก็เลิกคิ้วขึ้น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เทพดาราอีกแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เขาเคยเห็นภาพสะท้อนแห่งกาลเวลาที่คล้ายคลึงกันนี้บนดวงจันทร์มาก่อน ครั้งนั้นเขาได้รับเศษเสี้ยวของ [คัมภีร์วิเศษไท่หยินหลอมรูปลักษณ์] มา และอาศัยคุณสมบัติอันไร้เหตุผลของ [ช่องจัดวาง] ทำให้เขาสามารถฝึกฝนจนเข้าสู่วิถีได้อย่างฝืนๆ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ฉากทัศน์ที่เกิดจากการเชื่อมโยงกับสายธารแห่งกาลเวลาเช่นนี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เขาย่อมมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แก่นแท้แล้วมันคือกฎเกณฑ์แห่งอสนีบาตที่เทพดาราอสนีบาตหยั่งรู้มาตั้งแต่กำเนิด มันคือร่องรอยบางอย่างที่หลงเหลือจากการเชื่อมโยงกับมหาเต๋า หากดำดิ่งลงไปในนั้น บางทีอาจจะมีการสืบทอดของเทพดาราซ่อนอยู่ก็เป็นได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทว่า เมฆอสนีสีดำทมิฬที่ก่อตัวจากอสนีบาตนับหมื่นที่ม้วนตัวไปมานั่น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เห็นได้ชัดว่ายังไม่ใช่สถานที่ ที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทวะตัวเล็กๆ จะสามารถเข้าไปได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀‘พลังตบะยังไม่มากพอสินะ...’
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ความรู้สึกราวกับได้เข้าไปในภูเขาสมบัติแต่กลับต้องเดินออกมามือเปล่าเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจอย่างแท้จริง แต่หวังอี้ก็ไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมา ยังคงพูดคุยสัพเพเหระกับหลานเฟิงต่อไป
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ตลอดการเดินทางในครั้งนี้ ทุกคนต่างก็ได้เปิดหูเปิดตา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀โลกขนาดเล็กหรือโลกขนาดกลางที่บังเอิญผ่านไปพบเข้า ขอเพียงมีชื่อเสียง หลานเฟิงก็ล้วนรู้จักหมด ราวกับเป็น ‘ผู้รอบรู้แห่งทะเลจักรวาล’ เลยก็ว่าได้ เขามีความรู้เชิงทฤษฎีที่แตกฉานเป็นอย่างมาก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀และนอกจากฉากอันน่าอัศจรรย์อย่างวิญญาณอสนีเขย่าธงแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทุกคนยังได้พบเจอกับภยันตรายที่มักพบเห็นได้ทั่วไปอีกสองอย่าง นั่นก็คือ [เนตรบิดเบี้ยว] และ [พายุความว่างเปล่า] อย่างแรกนั้นเปรียบเสมือนหลุมดำที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง ส่วนอย่างหลังก็เป็นพายุที่พัดกระหน่ำจนสามารถเป่าดับชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งโลกได้เลยทีเดียว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ฉากทัศน์อันน่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเช่นนี้ โดยพื้นฐานแล้ววังเซียนจะไม่เข้าไปแทรกแซง เว้นเสียแต่ว่ามันกำลังจะคุกคามโลกที่มีสิ่งมีชีวิตภายใต้สังกัดของวังเซียน ถึงจะส่งผู้ยิ่งใหญ่ไปทำการเคลื่อนย้ายมัน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการโยนไอ้ของพรรค์นี้ออกไปนอกเขตแดนเซียนชางหมั่ง เพื่อไม่ให้มันมาทำลายโลกที่มีสิ่งมีชีวิตอันล้ำค่า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀และนอกจากพื้นที่อันตรายแล้ว ทุกคนยังได้พบกับฝูงอสูรคุนกุยซวีฝูงเล็กๆ ตัวใหญ่เจ็ดตัวและตัวเล็กอีกสามตัวแหวกว่ายอยู่ในทะเลจักรวาล ดำรงชีวิตด้วยการกลืนกินพลังประหลาดอันบ้าคลั่งและเศษซากอุกกาบาต ขนาดตัวของพวกมันใหญ่โตจนน่าสะพรึงกลัว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทั้งพวกมันยังมีความคุ้นเคยกับพลังแห่งมิติมาแต่กำเนิด เมื่อโตเต็มวัยก็สามารถหยั่งรู้กฎเกณฑ์เต๋ามิติได้ในระดับเบื้องต้น ความแข็งแกร่งของมันสูงกว่าระดับมาตรฐานของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมสุญญตาถึงห้าเท่าโดยประมาณ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มันมีวิชาศักดิ์สิทธิ์แต่กำเนิดอย่างฟ้าดินในกระเพาะ ถุงกระเพาะของพวกมัน นับว่าเป็นวัตถุดิบวิญญาณระดับสุดยอดสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมสุญญตาในการบุกเบิกมิติถ้ำสวรรค์ หวังอี้และคนอื่นๆ สู้มันไม่ได้ จึงทำได้เพียงทอดถอนใจ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หากบังเอิญไปเจอตัวที่หลงฝูง เขาคงอาจจะลองดูสักตั้ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทว่า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀การเดินทางในครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักคือการไปให้ถึงแดนวิญญาณแท้จริงอย่างราบรื่น อีกทั้งยังเป็นการเดินเรือครั้งแรก อนาคตย่อมมีโอกาส ครั้งแรกควรจะระมัดระวังตัวเอาไว้ก่อนจะดีกว่า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ดังนี้แล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ตลอดทางพวกเขาได้เปิดหูเปิดตาอย่างมหาศาล ความรู้ความเข้าใจที่มีต่อโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้ก็ยิ่งละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น และในที่สุด!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากที่ต้องเผชิญกับการเดินเรืออย่างไม่หยุดพักมานานนับเดือน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา ช่องทางเหาะเหินหลากหลายรูปแบบดูคล้ายกับเส้นไหมที่ตัวหนอนไหมคายออกมา ตกลงสู่ทุกหย่อมหญ้าบนทรงกลมอันงดงามใบนี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ราวกับใยแมงมุมที่มัดมันเอาไว้ตรงกลางอย่างแน่นหนา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แต่หวังอี้รู้ดีว่า นี่เป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจากการคิดไปเองก่อน ช่องทางเหาะเหินเหล่านั้นไม่รู้ว่าเชื่อมต่อกับโลกมากมายเพียงใด ล้วนแต่เป็นมาตรการที่จำเป็นของวังเซียนในการรวบอำนาจการปกครอง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทุกคนยืนอยู่บนเรือเทพเบิกมิติ แหงนหน้ามองโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลใบนี้ ราวกับธุลีดินที่ยืนอยู่ใต้ทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ รู้สึกได้ถึงความต่ำต้อยของตนเองอย่างลึกซึ้ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ถึงแล้ว”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“การเดินทางครั้งนี้ราบรื่นดีจริงๆ สมกับที่เป็นเรือเทพเบิกมิติที่เลื่องชื่อไปทั่วทุกโลก ปลอดภัยกว่าวิธีอื่นตั้งเยอะ ค่าตั๋วเรือนี้คุ้มค่าจริงๆ!”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อเห็นทุกคนพากันทอดถอนใจ หวังอี้ก็ทำเพียงแค่ส่งยิ้ม
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แต่ไม่ได้พูดแทรกแต่อย่างใด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ความยากง่ายในการข้ามผ่านกำแพงโลกนั้นแตกต่างจากโลกระดับเล็ก กำแพงของเก้าโลกเบื้องบนอันเป็นจุดสูงสุดของเขตแดนเซียนชางหมั่ง ได้รับการปรับปรุงแก้ไขโดยบรรดาเซียนแท้จริง มันกระทั่งสามารถดึงดูดผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ที่เข้าใกล้ให้เข้าไปได้เองโดยธรรมชาติ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀โดยไม่จำเป็นต้องไปขบคิดถึงปัญหาเรื่องการต่อต้านของกำแพงโลกเลย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทั้งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับความอยู่รอดของพวก ‘ผู้ลักลอบหนีเข้าเมือง’ และยังเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากแก่นแท้ของวังเซียน เผ่ามนุษย์นั้นตกอยู่ในสภาวะที่กระหายใคร่ได้คนเก่งอยู่ตลอดเวลา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀สำหรับผู้ที่พอใจในสิ่งที่ตนมี ก็แค่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀สำหรับผู้ที่กล้าคิดกล้าทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง วังเซียนก็จะยอมรับโดยปริยาย กระทั่งมองว่าผู้บำเพ็ญเพียรประเภทนี้มีวาสนาโชคลาภมากกว่า ดังนั้นจึงสามารถเริ่มจากทหารสวรรค์ของวังเซียนได้โดยตรง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀โดยไม่ต้องไปดิ้นรนหาทางรอดในแนวหน้าชางหมั่ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทั้งให้ความสำคัญกับผู้ที่กล้าทำกล้าเสี่ยง และดูแคลนผู้ที่ทำตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ขณะที่ตัววังเซียนเองก็กลับให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์อย่างยิ่งยวด สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝ่าฝืนกฎสวรรค์บัญญัติเซียน ส่วนใหญ่ก็ต้องขึ้น ‘ลานประหารเซียน’ กันทั้งนั้น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ดูเหมือนจะเป็นแนวคิดการพัฒนาที่ขัดแย้งกัน แต่แท้จริงแล้วกลับส่งเสริมซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี และด้วยความแตกต่างของระบบการบ่มเพาะของเก้าโลก ทำให้มันได้รับการสืบทอดอย่างสมบูรณ์แบบ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นานวันเข้า ก็ก่อให้เกิดเป็นสถานการณ์ดั่งเช่นทุกวันนี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แน่นอนว่า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นี่เป็นเพียงความรู้สึกของผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างอย่างเขาเท่านั้น ส่วนวิถีชีวิตจริงๆ จะเป็นอย่างไร ก็คงต้องเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจอย่างถ่องแท้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้หยุดเรือเทพเบิกมิติไว้ที่ริมขอบแดนวิญญาณแท้จริง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลานเฟิงจู่ๆ ก็เอ่ยถามขึ้น “สหายเต๋าเว่ย มิสู้ตามพวกเราเข้าไปด้วยกันเลยล่ะ สภาพแวดล้อมการบำเพ็ญเพียรในโลกเบื้องล่างนั้นยังถือว่าย่ำแย่กว่าโลกเบื้องบนมากนัก ได้ยินมาว่าในบรรดาเก้าโลกนั้นไม่มีมนุษย์ธรรมดาอยู่เลย ความยิ่งใหญ่เช่นนั้นจะปล่อยให้หลานผู้นี้เชยชมเพียงผู้เดียวได้อย่างไร?”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ฮ่าฮ่าฮ่า สหายเต๋าหลานเฟิงล้อเล่นแล้ว เว่ยผู้นี้ยังมีธุระที่จัดการไม่เสร็จ รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าย่อมเหาะเหินขึ้นสู่โลกเบื้องบน เพื่อเสาะหาทิวทัศน์ที่สูงขึ้นไปอีกขั้นบนเส้นทางแห่งเต๋า”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“จริงด้วยๆ!”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“พี่หลานคงจะลืมไปแล้วกระมังว่า พี่เว่ยมีเรือเทพลำนี้อยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นโลกแห่งใดในเขตแดนเซียนชางหมั่ง ก็ล้วนไปมาได้อย่างอิสระ พวกเราล่วงหน้าไปก่อนจะเป็นไรไป”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ยังไม่ทันที่หลานเฟิงจะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง บรรดาผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็พากันพูดแทรกขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาแทบจะรอเข้าไปในแดนวิญญาณแท้จริงไม่ไหวแล้ว หากดูจาก ‘ความครึกครื้น’ ในการจัดอันดับของช่องทางซานไห่
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ถ้าพวกเขาไม่คิดหาวิธี ก็คงจะไม่มีวันถึงคิวของตัวเองเป็นแน่
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“เอาเถอะ...”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ก่อนไป ไป๋เฉิงเฟิงพุทธบุตรเทียนหลงก็พูดคุยกับหวังอี้อยู่นานพักหนึ่ง หลังจากเอ่ยขอบคุณสำหรับความช่วยเหลืออีกครั้ง เขาก็กระโดดพุ่งตัวออกจากม่านพลังคุ้มกันของเรือเทพไป
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทันทีที่สัมผัสกับกำแพงโลกของแดนวิญญาณแท้จริง เขาก็ถูกดูดกลืนเข้าไป ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งเค่อ บนเรือเทพก็เหลือเพียงหวังอี้กับชิงชิงสองคนเท่านั้น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้ยืนไพล่หลัง ยืนสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เขามีปณิธานและรูปแบบการกระทำเป็นของตัวเอง เดิมทีเวลาในการบำเพ็ญเพียรของเขาก็สั้นอยู่แล้ว เพิ่งจะผ่านไปได้แค่ห้าร้อยกว่าปี บนร่างของเขายังมีอะไรอีกตั้งมากมายที่ยังบำเพ็ญเพียรได้ไม่ถึงขั้นสมบูรณ์
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ความแข็งแกร่งก็ยังอยู่ในช่วงที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อไม่มีแรงกดดันจากโลกคุกน้ำแข็งแล้ว หากเขาไม่บำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นที่ไม่สามารถก้าวหน้าไปได้อีก เขาก็ไม่มีทางเหาะเหินขึ้นไปอย่างแน่นอน สงวนท่าทีมาได้ค่อนชีวิต คงไม่มาตบะแตกเอาตอนท้ายหรอก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀“ไปเถอะ พวกเรากลับกันได้แล้ว”
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ชิงชิงเห็นเขามีสีหน้าเรียบเฉย ก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปทางแดนวิญญาณแท้จริง นี่คือสถานที่ที่นางปรารถนามานับพันปี และเป็นสถานที่แรกที่นางได้เห็นกับตาอย่างแท้จริง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หากไม่ได้ตอบรับคำขอฝึกบำเพ็ญคู่ของหวังอี้ นางก็คงจะตามผู้โดยสารกลุ่มนี้ไปตั้งนานแล้ว ทว่า... ไม่เสียทีที่เป็นฮั่นป๋าที่บำเพ็ญเพียรมานานปี
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อครู่ตอนที่หลานเฟิงให้ความรู้รอบตัวเกี่ยวกับเก้าโลก นางก็สังเกตเห็นว่าภายในใจของหวังอี้เกิดความสั่นคลอนขึ้นมา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀และในตอนนั้นเหตุผลที่หวังอี้ใช้ปฏิเสธนาง ก็คือการอ้างว่าญาติมิตรและสหายล้วนอยู่ในแดนวิญญาณแท้จริง ไม่อาจตัดใจจากไปเพียงลำพังได้ ทว่าด้วยสถานการณ์ของตระกูลเว่ยเช่นนั้น ก่อนที่หวังอี้จะปรากฏตัว มีผู้ที่เหาะเหินขึ้นไปแล้วสักกี่คนกันเชียว?
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ดังนั้นนี่ก็เป็นเพียงแค่ข้ออ้าง ต่อให้มี ก็ควรจะเป็นสหายที่รู้จักมักคุ้นกันตามโลกต่างๆ ในช่วงพันปีที่ผ่านมา ต่อให้หวังอี้เข้าสู่โลกผู้บำเพ็ญมาร วันหน้าก็ใช่ว่าจะไม่ได้พบกันอีก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แน่นอนว่า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ข้อแม้ก็คือต้องสามารถเข่นฆ่าฝ่าฟันออกมาจากจุดต่ำสุดให้ได้ โลกผู้บำเพ็ญมารนั้นให้ความเท่าเทียมกันหมด นอกเหนือจากยอดอัจฉริยะของสายเวทที่จะได้รับสิทธิพิเศษเล็กน้อยแล้ว ผู้ใดก็ตามที่เหาะเหินเข้าสู่โลกผู้บำเพ็ญมาร ล้วนเป็นเมล็ดพันธุ์มารในอนาคตทั้งสิ้น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เรื่องนี้กับข้อมูลที่หลานเฟิงกล่าวออกมา มันก็เป็นคนละเรื่องกันเลย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ต่อให้ในบรรดาเก้าโลกทั้งหมด วิถีมารจะเป็นวิธีการบ่มเพาะที่พิเศษที่สุด ซึ่งน้อยนักที่จะยอมรับการคงอยู่ของผู้บำเพ็ญที่ไม่ใช่สายมาร
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ส่วนปัญหาเรื่องฉายาของผู้แข็งแกร่งน่ะหรือ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ตอนที่อยู่โลกเบื้องล่าง เจ้าคือมาร เขาคือเต๋าจวิน แล้วก็ยังมีท่านจุนเจ่อนั่น ท่านเทวะนี่... พอไปถึงโลกเบื้องบน ทุกอย่างก็จะถูก ‘ลดขั้น’ ลงไปอยู่ระดับล่างสุดทั้งหมด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หากไม่สามารถสร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้ การใช้ฉายาผู้แข็งแกร่งอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ย่อมทำให้กลายเป็นตัวตลกที่ถูกผู้คนหัวเราะเยาะและเหยียดหยามได้โดยง่าย ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนตั้งอยู่บนรากฐานของความแข็งแกร่งทั้งสิ้น!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ระหว่างทางกลับโลกซานไห่
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ชิงชิงครุ่นคิดอยู่ในใจ บางที [คัมภีร์บทกวีมังกรพยัคฆ์มหาหฤหรรษ์หยินหยางอุดฟ้า] ที่บังเอิญได้มาในก่อนหน้านี้ นางอาจจะสามารถตั้งใจศึกษาให้ลึกซึ้งสักหน่อย ก็อย่างที่หวังอี้บอก การบำเพ็ญคู่... มันคือความสุขของคนสองคน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หาใช่การที่คนผู้เดียวจะกอบโกยผลประโยชน์ไปจนหมด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หากสามารถทำให้หวังอี้ไปยังโลกผู้บำเพ็ญมารได้ ด้วยความแข็งแกร่งของเขา ย่อมต้องได้รับความสำคัญจากสายเวทระดับแนวหน้าอย่างแน่นอน กระทั่งการได้เข้าร่วมกับ [มหาฟ้ามาร] กลายเป็นศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของเซียนแท้จริงวิถีมารผู้นั้น ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀‘เจ้าก้อนน้ำแข็งเช่นเจ้ากับร่างฮั่นป๋าของแม่นางอย่างข้า ช่างเหมาะสมกันจริงๆ... อีกทั้งจิตวิญญาณแรกกำเนิดที่เข้าใกล้กับมหาเต๋าไท่หยินนั่น นับว่าเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับสหายคู่บำเพ็ญจริงๆ’
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ในใจปรากฏความคิดมากมายหลากหลายนับไม่ถ้วน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แต่ทว่าหวังอี้ที่อยู่เบื้องหน้ากลับหันขวับกลับมา เมื่อเห็นสายตาของนางปีศาจตนนี้ที่ทำท่าราวกับจะกลืนกินเขาเข้าไป ชั่วขณะหนึ่งก็ถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลาย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ปราชญ์กล่าวไว้ว่า: เรื่องกินและเรื่องกาม... ล้วนเป็นสัญชาตญาณ!