- หน้าแรก
- อยากตายใจจะขาด แต่สวรรค์ดันให้ข้าเป็นจักรพรรดิเซียน
- บทที่ 29 - คลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัว
บทที่ 29 - คลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัว
บทที่ 29 - คลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัว
บทที่ 29 - คลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัว
เขาคือเจียงหมิง?
ล้อเล่นกันหรือไง!
ชายผมแดงไม่เคยเห็นหน้าศิษย์คนที่เจ็ดของสำนักเต๋าสวรรค์ในอดีตมาก่อนก็จริง แต่ในสำนักวิหคโลหิต เรื่องราวของเขาก็ถูกเล่าขานกันไปอย่างกว้างขวาง
ต่อให้ศิษย์คนที่เจ็ดผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องบรรลุเป็นเซียนไปยังมิติเบื้องบนแล้ว ถ้าไม่เช่นนั้น ก็ต้องตายไปตามกาลเวลาอันยาวนาน
จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะยังมีชีวิตรอดอยู่ในทวีปนภาครามอย่างปลอดภัย?
"ไอ้หนู เจ้ากล้าเล่นลิ้นกับข้างั้นหรือ!"
กลิ่นอายของชายผมแดงพุ่งสูงขึ้น
ครั้งนี้ เขาคลุ้มคลั่งอย่างแท้จริงแล้ว!
ไม่เพียงแค่เขา แต่บรรดาพวกเจิ้งเยาหมิงที่แอบดูอยู่ด้านหลัง ก็มีประกายความเย็นเยียบพาดผ่านดวงตาเช่นกัน
"ลุยพร้อมกัน!"
เจิ้งเยาหมิงกำหมัดแน่น
พลังที่เจียงหมิงแสดงออกมานั้นทำให้พวกเขาทึ่งมาก แต่ศัตรูที่แข็งแกร่งแค่ไหนก็ต้องมีจุดอ่อน
แม้พลังของพวกเขาจะไม่เทียบเท่าอดีตเจ้าสำนัก แต่พวกเขาก็เป็นถึงยอดฝีมือระดับผสานกายาขั้นสูงสุด ประกอบกับเขายังพายอดฝีมือระดับแปลงวิญญาณมาด้วยตั้งมากมาย ทำไมจะสู้เด็กหนุ่มแค่คนเดียวไม่ได้!
เมื่อพูดถึงตรงนี้
แววตาของพวกโม่ฟางก็มีประกายความอำมหิตพาดผ่านเช่นกัน
นี่คือโอกาสเดียวของพวกเขา ในเมื่อเป็นศัตรูกับสำนักเต๋าสวรรค์ชนิดผีไม่เผาเงาไม่เหยียบแล้ว สำนักวิหคโลหิตก็คือความหวังเดียวของพวกเขา!
จะมายอมแพ้ให้เด็กหนุ่มคนเดียวได้ยังไง!
ชั่วพริบตา พวกโม่ฟางและผู้อาวุโสทุกคนของสำนักวิหคโลหิต ก็พุ่งเข้ามารุมล้อมอย่างบ้าคลั่งในวินาทีนี้!
เมื่อเห็นฉากนี้ พวกหลินเทียนอี้ก็รู้สึกระแวดระวังขึ้นมาทันที!
เดิมทีคิดว่าแค่สู้กันแบบซึ่งๆ หน้า พวกเขาก็ไม่ได้กังวลอะไร แต่พวกเจิ้งเยาหมิงกลับไร้สัจจะ หน้าด้านหน้าทนลอบโจมตีเจียงหมิงเสียได้!
นี่มัน...
ยังไม่ทันที่หลินเทียนอี้จะอ้าปากพูด เจียงหมิงที่อยู่นอกค่ายกลก็ถอนหายใจ ส่ายหน้าพลางกล่าว "การรังแกเด็กไม่ใช่สิ่งที่ข้าปรารถนา ทำไมถึงต้องทำแบบนี้ด้วยนะ?"
ว่าแล้ว เขาก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้น
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวรอบๆ ตัวมลายหายไปในพริบตา กลับกลายเป็นแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แฝงอยู่ในฟ้าดิน กดทับศัตรูในรัศมีสิบกว่าจั้งรอบตัวให้ล้มลงไปกองกับพื้นในพริบตา!
วินาทีนี้ กลิ่นอายบนตัวคนของสำนักวิหคโลหิตก็มลายหายไปจนสิ้น
รวมถึงชายผมแดงที่เป็นยอดฝีมือระดับมหายาน เวลานี้ก็มีรูม่านตาที่เหม่อลอยจ้องมองไปข้างหน้า
ตั้งแต่ทะลวงขึ้นสู่ระดับมหายาน เขาก็ยกย่องตัวเองว่าในใต้หล้านี้หาคู่ปรับยาก ไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า จะมีวันที่ถูกตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ กดทับจนแทบหายใจไม่ออก
ในใจเขาเริ่มเกิดความหวั่นไหวขึ้นมาลึกๆ
หรือว่าเขาจะเป็นศิษย์คนที่เจ็ดในตำนานของสำนักเต๋าสวรรค์จริงๆ?
ถ้าไม่ใช่ ท่ามกลางฟ้าดินแห่งนี้ จะมีใครที่มีพลังน่ากลัวขนาดนี้อยู่อีก!
เวลานี้ เจียงหมิงเอามือไพล่หลัง ล่องลอยไปตามสายลมอย่างแผ่วเบาจนมาหยุดอยู่ตรงหน้าชายผมแดง เขาคว้าหมับ ดาบผีแดงก็ตกมาอยู่ในมือของเขา
"เจ้า!"
ชายผมแดงตาเหลือก พยายามดิ้นรนสุดชีวิต
แต่ยิ่งเขาดิ้นรน แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่กดทับอยู่บนตัวเขา ก็ยิ่งราวกับจะบดขยี้กระดูกของเขาให้แหลกละเอียด เจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส!
"น่าสนใจจริงๆ ข้าแค่ปิดด่านไปห้าพันปี พรรคมารในอดีตก็เริ่มก่อหวอดอีกแล้วหรือ?" เจียงหมิงมองดาบผีแดงในมือ พูดอย่างขำขัน
เวลานี้ หลินเทียนอี้ก็มาถึงที่นี่
เขามองคนที่ล้มลงไปกองกับพื้นขยับเขยื้อนไม่ได้ด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง
เพราะตอนที่เขามาถึงที่นี่ เขากลับไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ บนร่างกายเลย เห็นได้ชัดว่าวิถีของเจียงหมิงนั้นลึกล้ำเพียงใด
"อาจารย์อา พรรคมารที่ท่านพูดถึงหมายความว่ายังไงหรือ?" หลินเทียนอี้ถาม
"เจ้าลองถามเขาดูก็รู้แล้ว" เจียงหมิงตอบเรียบๆ
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายผมแดงก็ใจสั่นสะท้าน รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
"เจ้าพูดเรื่องอะไร? ข้าฟังไม่รู้เรื่องเลยสักนิด!" ชายผมแดงกัดฟันพูด
"ฟังไม่รู้เรื่องหรือ? งั้นข้าจะอธิบายให้ฟังเอง" เจียงหมิงลูบคมดาบผีแดง พลางเอ่ยเรียบๆ
"ดาบเล่มนี้มีชื่อว่าดาบผีแดง สร้างขึ้นจากซากศพนับไม่ถ้วน ดูดซับกลิ่นอายแห่งความเน่าเปื่อยและความตาย ตอนตีขึ้นรูปก็ใช้น้ำเลือดของมนุษย์สาดรดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเมื่อตีดาบสำเร็จ ผู้สร้างก็จะสละชีวิตตัวเองหลอมรวมเข้ากับดาบ กลายเป็นหนึ่งในดาบผีที่ดุร้ายที่สุดในใต้หล้า!"
"สำนักที่มีวิชาการตีอาวุธแบบนี้ได้ ก็มีเพียงสำนักโลหิตมารที่รุ่งเรืองที่สุดในหมู่พรรคมารเท่านั้น"
"และการที่เจ้าสามารถเผาผลาญหยดเลือดแก่นแท้ เพื่อเพิ่มพลังให้ตัวเองได้ ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นวิชาลับของสำนักโลหิตมาร"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ในดวงตาของชายผมแดงก็ปรากฏร่องรอยของความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
เขาคือยอดคนผู้นั้นในตำนานจริงๆ!
แถมยังล่วงรู้ความลับมากมายขนาดนี้!
"ยังไม่ยอมพูดอีกหรือ? ดูเหมือนพรรคมารสมัยนี้ จะปิดปากเงียบกันเก่งจริงๆ นะ" เจียงหมิงถอนหายใจ
สิ้นคำพูด
แรงกดดันรอบด้านก็ทวีความรุนแรงขึ้นในพริบตา!
คนที่ถูกกดทับอยู่บนพื้นต่างก็ร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด กระทั่งได้ยินเสียงกระดูกแตกหักดังกรอบแกรบ
เมื่อเห็นฉากนี้ หลินเทียนอี้กลับรู้สึกถึงแรงกดดันแทน
นี่คือพลังที่แท้จริงของผู้แข็งแกร่งงั้นหรือ?
พลังที่สามารถบดขยี้ทุกสิ่ง แม้แต่ยอดฝีมือระดับมหายานก็ยังหมดหนทางสู้!
"ข้าพูด ข้าจะพูด!!"
ทันใดนั้น ชายผมแดงที่หมอบอยู่บนพื้นก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ร้องไห้น้ำตาไหลพราก พลางพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ทำแบบนี้ตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง?" เจียงหมิงยิ้มบางๆ
เมื่อเห็นรอยยิ้มของเจียงหมิง ในสายตาของชายผมแดง มันก็ไม่ต่างอะไรกับปีศาจร้าย!
ใบหน้าของชายผมแดงซีดเซียวไร้สีเลือด เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง หันไปมองเจียงหมิงแล้วพูดว่า "แต่...แต่ท่านอยากจะให้ข้าพูดเรื่องอะไรล่ะ?"
เมื่อได้ยินคำถามนี้ เจียงหมิงก็หันไปมองหลินเทียนอี้ด้วยความสงสัย
หลินเทียนอี้ก็มองเจียงหมิงด้วยความแปลกใจเช่นกัน
"ข้ายังไม่ได้ถามหรือ?" เจียงหมิงถาม
"ข้าเพิ่งมา ไม่รู้สิ" หลินเทียนอี้ตอบ
"..."
นี่เขาลืมถามหรือเนี่ย?
"อะแฮ่ม"
เจียงหมิงกระแอมเบาๆ ปรับสีหน้าให้จริงจัง "นี่ต้องให้ข้าถามอีกหรือ? บอกมาตามตรง เจ้ามีความเกี่ยวข้องอะไรกับสำนักโลหิตมาร แล้วดาบผีแดงนี่ได้มาจากไหน"
ชายผมแดงตัวสั่นเทา สารภาพออกมาตามตรง
"เมื่อสี่พันปีก่อน ข้าออกไปทำธุระข้างนอก และในการเดินทางครั้งนั้น ข้าก็ถูกผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะสองสามคนขัดขวาง ในจังหวะความเป็นความตาย ก็มียอดฝีมือคนหนึ่งโผล่มาช่วยข้าไว้ พร้อมกับมอบคัมภีร์วิชาลับกับดาบผีแดงเล่มนี้ให้ข้า"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชายผมแดงก็ไม่ได้เล่าต่อ
เพราะหลังจากฝึกฝนวิชาลับและได้ดาบผีแดงมา เขาก็ก้าวขึ้นเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าของทวีปนภาครามในทันที สังหารผู้คนฝ่ายธรรมะไปนับไม่ถ้วน
ขืนพูดเรื่องนี้ออกไป เกรงว่าคงต้องตายคาที่แน่ๆ
เวลานี้ เจียงหมิงขมวดคิ้ว "แค่นี้?"
ชายผมแดงพยักหน้า "ข้ากับยอดฝีมือผู้นั้นมีความเกี่ยวข้องกันแค่นี้จริงๆ ถ้าท่านไม่บอก ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นคนของสำนักโลหิตมาร ขอท่านเซียนโปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด ชาตินี้ข้าจะไม่ก้าวเข้ามาในสำนักเต๋าสวรรค์อีกแล้ว!"
เมื่อเห็นสีหน้าของชายผมแดง เจียงหมิงก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก
หรือว่าคนของสำนักโลหิตมารเดี๋ยวนี้จะใจกว้าง เจอคนพรรคมารด้วยกันก็แจกคัมภีร์วิชาลับของสำนักตัวเอง แถมยังแจกอาวุธเซียนชั้นยอดให้อีก?
พูดไปหมายังไม่เชื่อเลย
"เงยหน้าขึ้นมาให้ข้าดูหน่อย" เจียงหมิงดึงตัวชายผมแดงขึ้นมาพูด
ชายผมแดงเงยหน้าขึ้นอย่างว่าง่าย
ตอนนั้นเอง ดวงตาของเจียงหมิงก็สาดประกายแสงสีทอง ราวกับทะลวงเข้าไปในร่างกายของอีกฝ่ายโดยตรง จากนั้นเขาก็หลับตาลง
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง คนของสำนักโลหิตมาร ช่างไร้ยางอายจริงๆ" เจียงหมิงแค่นหัวเราะ
จากนั้น ชายผมแดงที่อยู่ในมือของเขาก็กลายเป็นกลุ่มก้อนความว่างเปล่าไปในพริบตา
คนเป็นๆ ทั้งคน ในมือของเจียงหมิง กลับไม่เหลือแม้แต่ซากศพ!