เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 225 - ผู้กล้าโดดเดี่ยว ชื่อนี้มันจะเห่ยเกินไปแล้ว

บทที่ 225 - ผู้กล้าโดดเดี่ยว ชื่อนี้มันจะเห่ยเกินไปแล้ว

บทที่ 225 - ผู้กล้าโดดเดี่ยว ชื่อนี้มันจะเห่ยเกินไปแล้ว


บทที่ 225 - ผู้กล้าโดดเดี่ยว ชื่อนี้มันจะเห่ยเกินไปแล้ว

เหล็กแท้เพลิงคราม

นี่คือหนึ่งในวัตถุดิบตีเหล็กระดับสูงสุดในหอคอยเทพเจ้า

แน่นอนว่าหากเทียบกับมูลค่าของตัวมันเองแล้ว ความหมายที่มันสื่อถึงต่างหากที่มีค่ามากที่สุด

นี่คือเหล็กเทพระดับสูงชิ้นแรกที่ปรมาจารย์เก๋อไหลสร้างขึ้นหลังจากเลื่อนขั้นเป็นช่างตีเหล็กระดับเทพ

ปรมาจารย์เก๋อไหลยกให้มันเป็นสมบัติประจำตระกูลเก๋อไหล

หลังจากที่ปรมาจารย์เก๋อไหลล่วงลับไป สมบัติประจำตระกูลชิ้นนี้ก็ถูกใช้เป็นเครื่องหมายของเจ้าเมือง

นั่นหมายความว่า มีเพียงผู้เล่นที่ครอบครอง เหล็กแท้เพลิงคราม เท่านั้นที่จะสามารถเป็นเจ้าของเมืองแห่งนี้ได้อย่างแท้จริง

ทว่าน่าเสียดายที่เหล็กวิเศษชิ้นนี้ ได้สูญหายไประหว่างการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นของเหล่าทายาทมานานแล้ว

เป็นเวลากว่าร้อยปีแล้วที่ไม่มีใครได้พบเห็นมันอีกเลย

แต่ซูไป๋กลับเอ่ยเต็มปากเต็มคำว่าจะสามารถช่วยเธอตามหา เหล็กแท้เพลิงคราม กลับมาได้

ตึง

ซ่ายลาวางค้อนเหล็กขนาดใหญ่ในมือลง ร้องไห้กระซิกๆ ออกมา

"ฉันอุตส่าห์หนีมาไกลขนาดนี้ พวกนายยังต้องการอะไรอีก หรือจะให้ฉันย้ายออกจากเมืองนี้ไปจริงๆ"

น้ำตาไหลอาบแก้มเล็กๆ ของเธอ ชั่วขณะนั้น ภูตสาวตัวน้อยที่แสนสวยตรงหน้า ก็ร้องไห้จนดูเหมือนตุ๊กตาที่กำลังเสียใจอย่างหนัก

เห็นแล้วน่าสงสารจับใจ

ซูไป๋ยืนอึ้งอยู่กับที่ ลูบหลังศีรษะตัวเอง ไม่เข้าใจว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป

ทำไมจู่ๆ ถึงร้องไห้ขึ้นมาล่ะ

ซ่ายลาร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาหยดแหมะๆ พร้อมกับเอ่ยว่า

"นาย นายกลับไปบอกเค่อหลัวฟูสือเลยนะ ว่าฉันจะไม่ไปแย่งตำแหน่งเจ้าเมืองบ้าบออะไรนั่นกับเขา ขอแค่ให้ฉันมีร้านเล็กๆ ห่างไกลผู้คนในเมืองเก๋อไหลก็พอแล้ว"

"ถ้าไม่ยอม ฉันไม่ตีเหล็กแล้วก็ได้ ไปขายซาลาเปาแทนก็ได้ พอใจหรือยัง"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูไป๋ก็ถึงบางอ้อ

ที่แท้ก็คิดว่าเขาเป็นลูกน้องของผู้รักษาการเจ้าเมือง เค่อหลัวฟูสือ สินะ

ซูไป๋ทำหน้าไม่พอใจและเอ่ยว่า

"คนทรยศอาจารย์แบบนั้น มีค่าพอจะคุยกับฉันด้วยงั้นหรือ"

น้ำตาของซ่ายลาหยุดไหลทันที เธอสูดน้ำมูกแล้วมองเขา "เอ๊ะ นายไม่ใช่คนของเขาหรือ"

"น่าจะบอกให้เร็วกว่านี้ ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกล่ะ"

คราวนี้ตาซูไป๋เบิกกว้างบ้าง เขาเพิ่งเคยเห็นการแสดงระดับออสการ์ก็วันนี้แหละ

เมื่อวินาทีก่อน ซ่ายลายังร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่าอยูเลย วินาทีต่อมาเธอก็กลับมามีสีหน้าเหมือนเดิมแล้ว

นอกจากขอบตาที่แดงเรื่อเล็กน้อย ก็ดูไม่ออกเลยว่ามีอะไรผิดปกติ

เขาแทบอยากจะปรบมือให้เธอตรงนั้นเลย การแสดงสมจริงขนาดนี้ จะมาเป็นช่างตีเหล็กทำไม ไปเป็นนักแสดงไม่ดีกว่าหรือ

ซ่ายลาเหมือนจะมองเห็นความขบขันบนใบหน้าของซูไป๋ แต่เธอก็เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ใส่ใจและเอ่ยว่า "มองอะไร ไม่เคยเห็นคนสวยหรือไง"

แม้ว่าเธอจะยังคงความเย่อหยิ่งเอาไว้ แต่ซูไป๋ก็มองเห็นความปวดร้าวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความหยิ่งผยองนั้น

สายเลือดตระกูลเก๋อไหลที่สูงส่งขนาดนี้ กลับต้องตกต่ำจนต้องมาเล่นละครตบตากับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก นั่นก็แสดงให้เห็นว่าชีวิตของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบจริงๆ

ในฐานะทายาทของตระกูลเก๋อไหล ซ่ายลามีฝีมือยอดเยี่ยมมาก

แต่หากเทียบกับเผ่าคนแคระอันกว้างใหญ่แล้ว ก็ยังถือว่าอ่อนด้อยอยู่มาก

ตั้งแต่สมัยปู่ของเธอ ความเข้มข้นของสายเลือดคนแคระในตัวก็เจือจางลงมากแล้ว

และในตอนนั้นเอง ที่เผ่าคนแคระได้ส่งช่างตีเหล็กระดับมหากาพย์มาเป็นผู้รักษาการเจ้าเมือง

เดิมทีคุณปู่หวังจะใช้ความพยายามในการเป็น พ่อพันธุ์ เพื่อผลิตลูกหลานที่มีสายเลือดคนแคระเข้มข้นให้กับตระกูลเก๋อไหล แต่ลูกที่เกิดมาไม่ตายก่อนวัยอันควร ก็มีสายเลือดเผ่าภูตเข้มข้นกว่าสายเลือดคนแคระ

มาถึงรุ่นพ่อแม่ของเธอ เนื่องจากไม่มีใครหน้าตาเหมือนคนแคระเลย พวกเขาจึงถูกขับไล่ออกจากจวนเจ้าเมืองจนหมด

จนถึงตอนนี้ ทายาทตระกูลเก๋อไหลที่ยังคงอยู่ในเมืองเก๋อไหล ก็เหลือแค่เธอคนเดียวแล้ว

ส่วนเหตุผลน่ะหรือ

นั่นก็เป็นเพราะตอนอายุสิบสาม เธอสามารถเลื่อนขั้นเป็นช่างตีเหล็กระดับตำนานได้สำเร็จ

บวกกับสายเลือดเก๋อไหลในตัว ทำให้พวกผู้บริหารในจวนเจ้าเมืองหาข้ออ้างไล่เธอออกไปไม่ได้

แม้จะขับไล่ไม่ได้ แต่การกลั่นแกล้งกันในเมืองที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของคนอื่น ย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ร้านตีเหล็กของเธอจึงได้รับอนุญาตให้ทำการตีโลหะเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ตีอาวุธให้กับผู้อื่น

อีกทั้งทำเลที่ตั้งของร้านยังอยู่ห่างไกลความเจริญ แทบจะไม่มีลูกค้าแวะเวียนมาตีเหล็กที่นี่เลย

ยกเว้นซูไป๋

"ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายไปเอาข้อมูลพวกนี้มาจากไหน แต่ฉันขอเตือนด้วยความหวังดีว่า นายอย่าเข้าไปยุ่งเรื่องนี้เลย มันไม่มีประโยชน์อะไรกับนายหรอก"

ซ่ายลาเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง "เรื่องนี้มันซับซ้อนเกินกว่าที่นายจะจินตนาการได้"

ซูไป๋ขี้เกียจพูดให้มากความ เขาหยิบเศษเหล็กสองชิ้นออกมาจากกระเป๋าแล้วโยนลงบนโต๊ะ

ซ่ายลาร้อง โอ้โห อีกครั้ง รีบพุ่งเข้าไปหาพร้อมกับร้องอุทานว่า

"นี่มันเศษชิ้นส่วนของเหล็กแท้เพลิงครามนี่"

ในฐานะทายาทตระกูลเก๋อไหล เธอย่อมต้องจำ เหล็กแท้เพลิงคราม ได้อยู่แล้ว

ซูไป๋ยิ้ม ชิ้นส่วนสองชิ้นนี้เป็นรางวัลจากบอสโลก

ถ้าไม่ใช่เพราะชิ้นส่วนสองชิ้นนี้ เขาคงไม่มาหาซ่ายลาเร็วขนาดนี้ และนี่ก็คือหนึ่งในไพ่ตายที่เขาใช้ดึงตัวเธอเข้ามาเป็นพวก

หลังจากหายตกใจ ซ่ายลาก็ทำหน้าลังเลอีกครั้ง

ตอนนี้เธอไม่สงสัยความสามารถของซูไป๋ในการตามหา เหล็กแท้เพลิงคราม อีกต่อไปแล้ว แต่แค่มีสิ่งนี้มันยังไม่พอนี่สิ

ซูไป๋ก็ดูออกว่าเธอกังวลอะไร จึงไม่พูดอะไรมาก และโชว์ฉายา ผู้กล้า ให้เธอดู

ซ่ายลายืนอึ้งอยู่กับที่ สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง

ต่อให้เธอจะโง่แค่ไหน เธอก็เข้าใจความหมายของคำว่า ผู้กล้า ในทวีปไร้สิ้นสุดดี

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสายเลือดที่สืบทอดมาในตัวเธอ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมรดกที่ล้ำค่าที่สุดในทวีปไร้สิ้นสุด

ความเข้าใจที่เธอมีต่อผู้กล้า อาจจะมากกว่าราชวงศ์ของเผ่าพันธุ์ระดับสูงบางเผ่าเสียอีก

หลังจากความตกใจผ่านพ้นไป ซ่ายลาก็มีสีหน้าตื่นเต้นยินดี

เธอกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะตีเหล็ก เหยียบแร่เหล็กที่วางอยู่บนนั้นจนปลิวว่อนไปทั่ว

ซ่ายลาถูมือดำปิ๊ดปี๋ของเธออย่างไม่ใส่ใจ พร้อมกับหัวเราะหึๆ

"แบบนี้สิถึงจะสนุก"

สายตาที่เธอมองซูไป๋ในตอนนี้ ไม่เหมือนกับสายตาที่เคยมองไอ้ขี้แพ้ก่อนหน้านี้อีกต่อไป แต่เหมือนกำลังมองแร่เหล็กชั้นยอดอยู่ต่างหาก

ซูไป๋รู้สึกอึดอัดกับสายตาเร่าร้อนของเธอ จึงซ่อนฉายาบนหัวกลับไปเหมือนเดิม

"เป็นไง สนใจขึ้นมาแล้วล่ะสิ"

"สนใจสิ สนใจมากๆ"

พูดจบ ใบหน้าของซ่ายลาก็ปรากฏรอยแดงจางๆ ด้วยความเขินอาย จากนั้นก็เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า

"นายควรจะเปิดเผยตัวตนให้เร็วกว่านี้นะ ถ้ารู้ว่านายคือท่านผู้นั้น ฉันคงไม่ต้องเสียน้ำตาไปเยอะขนาดนั้นหรอก"

ต่อให้เป็นผู้เล่นอัจฉริยะที่มีศักยภาพแค่ไหน ก็ไม่อาจสั่นคลอนเผ่าคนแคระผู้ยิ่งใหญ่ได้

แต่ผู้กล้านั้นต่างจากผู้เล่นอัจฉริยะทั่วไป เพราะเป็นตัวตนที่อยู่เหนือสามัญสำนึก

ขอเพียงแค่เติบโตขึ้นมาได้ ก็จะเป็นตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของทั้งทวีปได้ด้วยตัวคนเดียว

ถ้าหากร่วมมือกับท่านผู้กล้า การทวง เมืองเก๋อไหล คืนมาก็คงไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป

"หึ งั้นก็มาคุยเรื่อง ผู้กล้าโดดเดี่ยว กันเถอะ"

ซูไป๋หัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้น

ซ่ายลาพยักหน้า เอียงคอแล้วเอ่ยว่า

"ผู้กล้าโดดเดี่ยว นายหมายถึงอาวุธชิ้นนี้น่ะหรือ"

"ใครเป็นคนตั้งชื่อเนี่ย ชื่อมันจะเห่ยเกินไปแล้ว"

ซูไป๋พูดไม่ออกเลยทีเดียว

ฉันควรจะบอกไหมว่าเธอเป็นคนตั้งชื่อนี้เอง

ซ่ายลาไม่ได้ซักไซ้เรื่อง เหล็กแท้เพลิงคราม ต่อ ซูไป๋ก็ไม่ได้พูดอะไร

เธอหยิบ ผู้กล้าโดดเดี่ยว ขึ้นมาและเริ่มวิจารณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ

คำพูดทั้งหมดสรุปได้เพียงประโยคเดียว

"อาวุธที่สร้างขึ้นมาอย่างลวกๆ"

ซ่ายลายักไหล่แล้วเอ่ยว่า

"จะโทษพวกนายก็ไม่ได้หรอก เผ่าพันธุ์ของพวกนายเพิ่งจะรู้จักหอคอยเทพเจ้ามาแค่สิบปี การมีช่างตีเหล็กระดับสมบูรณ์แบบได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว"

"แต่แค่ มาตรฐาน ระดับสมบูรณ์แบบนั้น มันยังไม่พอหรอกนะ"

"นายต้องรู้ไว้ว่ามาตรฐานการตัดสินของระบบนั้นเป็นเพียงแค่มาตรฐานขั้นต่ำ สิ่งที่ปรมาจารย์ตัวจริงทำได้ มันไม่ใช่แค่การ ผ่านเกณฑ์ เท่านั้นหรอกนะ"

ซ่ายลาก็ยังคงเป็นซ่ายลา เธอมองเห็นข้อบกพร่องมากมายของ ผู้กล้าโดดเดี่ยว ได้ในปราดเดียว แถมยังมองเห็นจุดบกพร่องของปรมาจารย์โอวหยาง ช่างตีเหล็กอันดับหนึ่งของดาวบลูสตาร์อีกด้วย

"แค่ผ่านเกณฑ์ระดับสมบูรณ์แบบ เด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมของเผ่าคนแคระก็ทำได้แล้ว"

เธอพูดแบบนั้นจริงๆ

จบบทที่ บทที่ 225 - ผู้กล้าโดดเดี่ยว ชื่อนี้มันจะเห่ยเกินไปแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว