- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดในทะเลทราย ดันเผลอสร้างเมืองระดับเฟิร์สคลาส
- บทที่ 690 - ต้นกล้าแรกที่ผลิใบ!
บทที่ 690 - ต้นกล้าแรกที่ผลิใบ!
บทที่ 690 - ต้นกล้าแรกที่ผลิใบ!
บทที่ 690 - ต้นกล้าแรกที่ผลิใบ!
ในห้องหนังสือ
อู๋ซวงเพิ่งเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา หลังจากที่ถงหยากลับไปพักผ่อนที่ห้องของเธอเรียบร้อยแล้ว
"ระบบ ช่วยติดต่ออู่ซานให้ฉันหน่อย!"
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง อู๋ซวงก็ส่งความคิดไปยังระบบ
แม้ว่าอู่ซานและอู่สวุ่ยจะอยู่ไกลถึงดาวแม่เทียนหลาน แต่หลังจากที่ถูกระบบรับมาเป็นลูกน้องแล้ว ก็สามารถติดต่อกันผ่านระบบได้ คล้ายกับการวิดีโอคอล
สำหรับอู่ซานและอู่สวุ่ยก็เช่นกัน
แถมคนภายนอกก็ไม่สามารถตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใดๆ ได้เลย เหมือนกับการสื่อสารผ่านเครือข่ายภายใน
ตู๊ดตู๊ด...
ทันทีที่ส่งความคิดออกไป ภาพวิดีโอก็ปรากฏขึ้นบนหน้าต่างระบบอย่างรวดเร็ว
ภาพที่เห็นคืออู่ซาน โดยมีพื้นหลังคล้ายกับอยู่ในห้องพัก
"อู่ซาน สะดวกคุยไหม?"
"เจ้านาย สะดวกครับ!"
ในวิดีโอ อู่ซานพยักหน้า
ถ้าไม่สะดวก เขาคงส่งข้อความผ่านระบบแทนที่จะรับสายโดยตรง
"เรื่องแฟนคลับของนายมันยังไงกันแน่?"
อู๋ซวงพยักหน้ารับและเข้าประเด็นทันที
เขาแค่อยากรู้ว่ายอดแฟนคลับของอู่ซานจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ไหม? ถ้าทำได้ อาณาจักรกู่หยวนก็จะเข้าสู่ช่วงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด
"เจ้านาย ช่วงนี้มีวัยรุ่นมาสมัครเป็นทหารน้อยลงเรื่อยๆ ทางสภาจึงต้องการวัยรุ่นจำนวนมากเพื่อออกค้นหาดาวบริวารดวงที่สิบสาม ก็เลยหาทางให้พวกผมออกสื่อบ่อยๆ..."
อู่ซานรีบตอบ
กิจกรรมที่พวกเขาทำช่วงนี้แทบไม่เกี่ยวข้องกับการทหารเลย วันๆ เอาแต่ถ่ายทำวิดีโอโปรโมตต่างๆ นาๆ
วันนี้เพิ่งจะปล่อยวิดีโอโปรโมตตัวแรกออกไป
ดูจากแผนงานของเบื้องบนแล้ว ต่อไปพวกเขายังต้องถ่ายซีรีส์ทหารสมจริง ภาพยนตร์ แล้วยังมีโปรโมตเกมที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์และซีรีส์อีกด้วย
โอกาสที่จะได้กลับไปขับยานเทียนหลานในเร็วๆ นี้แทบจะเป็นศูนย์
"อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง... หมายความว่ายอดแฟนคลับของนายกับอู่สวุ่ยจะยังเพิ่มขึ้นได้อีกใช่ไหม?"
อู๋ซวงขยับสีหน้าเล็กน้อย
นี่ถือเป็นข่าวดีทีเดียว
"ครับ ทางสภาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แฟนคลับน่าจะเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย"
อู่ซานพูดตามตรง
สภาดาวเทียนหลานมีอำนาจมาก ถ้าตั้งใจจะทำอะไรจริงๆ ก็มักจะเห็นผลเสมอ
ถึงพวกเขาจะเทียบชั้นซูเปอร์สตาร์ระดับท็อปไม่ได้ แต่รับรองว่าไม่น้อยหน้าดาราเบอร์รองแน่นอน
"ก็ดี! อ้อ จริงสิ... ทางดาวแม่เทียนหลานเกี่ยวกับดาวฮวงกู่นี่..."
หลังจากเข้าใจเรื่องนี้แล้ว อู๋ซวงก็ถามต่อ
"เจ้านาย ในช่วงห้าสิบปีนี้ดาวเทียนหลานจะไม่มีความเคลื่อนไหวหรือการเฝ้าระวังใดๆ ครับ ต้องรอให้ครบห้าสิบปีก่อนถึงจะส่งทูตพิเศษมา"
อู่ซานตอบอย่างหนักแน่น
เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไร ทางสภาได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว
"ห้าสิบปี? นานขนาดนั้นเลย? ทางดาวเทียนหลานไม่ได้ทิ้งดาวเทียมไว้เฝ้าระวังเลยเหรอ?"
อู๋ซวงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความสงสัย
"เจ้านาย ห้าสิบปีนี่ถือว่าสั้นมากแล้วนะครับ เมื่อก่อนดาวบริวารหลายดวงใช้เวลาเป็นสองสามร้อยปีกว่าทางนี้จะลงไปดูสักครั้ง ส่วนเรื่องดาวเทียม ดาวแม่เทียนหลานไม่จำเป็นต้องใช้หรอกครับ เว้นแต่เทคโนโลยีของดาวบริวารจะพัฒนาไปถึงระดับหนึ่งถึงจะมีการเฝ้าระวัง และก็ไม่ได้ใช้ดาวเทียมด้วย"
อู่ซานอธิบาย
เทคโนโลยีของดาวเทียนหลานก้าวล้ำไปไกลแล้ว การใช้ดาวเทียมเฝ้าระวังถือเป็นวิธีที่ล้าสมัยที่สุด พวกเขาไม่สนใจที่จะใช้หรอก ทางดาวแม่คิดอยากจะไปเมื่อไหร่ก็ไปได้เลย
ที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาไม่เชื่อว่าดาวเคราะห์รกร้างจะสามารถพัฒนาขึ้นมาได้ภายในเวลาไม่ถึงร้อยปี
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ดาวเคราะห์รกร้างต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองร้อยปีขึ้นไปถึงจะพัฒนามาถึงยุคเครื่องจักรไอน้ำได้ และนั่นคือในกรณีที่โชคดีด้วยนะ
บางครั้งโชคไม่ดี ดาวดวงนั้นอาจจะต้องส่งผู้บุกเบิกไปตั้งหลายระลอก
นี่แหละความยากลำบาก
"เข้าใจแล้ว!"
เมื่อได้ฟังอู่ซานพูด อู๋ซวงก็เข้าใจกระจ่างและตัดสินใจได้
ด้วยเหตุนี้ โครงการดาวเทียมของอาณาจักรกู่หยวนจึงสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที... เมื่อมีดาวเทียม อาณาจักรกู่หยวนก็สามารถควบคุมดาวฮวงกู่ทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
"เอาล่ะ นายไปพักผ่อนเถอะ!"
"รับทราบครับ เจ้านาย"
หลังจากสอบถามธุระเสร็จ อู๋ซวงก็ตัดการติดต่อ
แม้ทางนั้นจะบอกว่าปลอดภัย แต่ถ้าคุยกันนานเกินไปจนคนอื่นสังเกตเห็นความผิดปกติก็คงไม่ดี
...
"ห้าสิบปี น่าจะพอ!"
อู๋ซวงถอนหายใจยาวๆ แล้วยกถ้วยชาขึ้นมาจิบพลางพูดกับตัวเอง
ห้าสิบปี อาณาจักรกู่หยวนต้องพัฒนาไปถึงระดับอารยธรรมขั้นที่หนึ่งให้ได้ เพื่อที่จะได้มีกำลังต่อกรกับดาวเทียนหลาน ไม่อย่างนั้นก็คงเกิดหายนะอีกครั้ง
และเมื่อถึงตอนนั้น คงไม่ใช่แค่การกวาดต้อนผู้คนหรือการเจรจาต่อรองธรรมดาๆ
มันอาจจะกลายเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!
"หลังจากสร้างเครือข่ายดาวเทียมเสร็จแล้ว ต้องให้ระบบสร้างอะไรที่ช่วยยืดอายุขัยของมนุษย์ได้ ไม่อย่างนั้น... ห้าสิบปีก็คงไม่พออยู่ดี"
อู๋ซวงยกนาฬิกาขึ้นดูเวลา แล้วก็เปิดหน้าร้านค้าระบบขึ้นมาอีกครั้ง
ถึงเวลาต้องใช้เงินก้อนใหญ่อีกแล้ว
...
พระจันทร์ตก พระอาทิตย์ขึ้น
ดาวฮวงกู่คล้ายกับโลกมาก แค่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย มีดาวบริวารของตัวเองและโคจรรอบดาวฤกษ์ มีข้างขึ้นข้างแรมเช่นกัน ดังนั้นการเรียกชื่อเวลาจึงไม่เปลี่ยนแปลง
แปดโมงเช้า ขณะที่อู๋ซวงเพิ่งเดินออกจากเรือนสี่ประสานเพื่อเตรียมหาสถานที่ตั้งสถานีฐาน ซางหนานก็เดินเข้ามาหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"เจ้านาย!"
"มีอะไรเหรอ?"
"เจ้านาย เมื่อเช้านี้จางเสวี่ยผู้รับผิดชอบกระทรวงเกษตรแจ้งมาว่า เมล็ดข้าวสาลีชุดแรกที่เราปลูกไว้เริ่มงอกแล้วครับ"
น้ำเสียงของซางหนานตื่นเต้นจนเห็นได้ชัด
เมล็ดข้าวสาลีเหล่านี้ไม่ได้ซื้อมาจากระบบของอู๋ซวง แต่เป็นเสบียงทั่วไปที่ชาวดาวเทียนหลานแจกมาให้
เป็นเมล็ดพันธุ์ธรรมดาๆ
ตอนนี้มันงอกแล้ว แปลว่าการเพาะปลูกแบบพื้นเมืองของอาณาจักรกู่หยวนได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว ในอนาคตก็ค่อยๆ ลดการพึ่งพาระบบและสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างแท้จริง
"ไม่ได้ปลูกแบบไร้ดิน แต่ปลูกบนทะเลทรายเหรอ?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อู๋ซวงก็ตาเป็นประกาย
"ใช่ครับ กระทรวงเกษตรพยายามคิดหาวิธีต่างๆ ทั้งการผันน้ำ หมักปุ๋ยคอก เพื่อปรับสภาพดินทรายในพื้นที่รกร้าง"
ซางหนานพยักหน้ารัวๆ
การจะปลูกพืชไร่ในทะเลทรายได้สำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปีแรก ถ้าปีแรกสำเร็จ ปีต่อๆ ไปสภาพดินก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง
"เยี่ยมมาก การเพาะปลูกพันธุ์พืชท้องถิ่นต้องดำเนินต่อไป ห้ามย่อท้อเด็ดขาด แน่นอนว่า เมล็ดพันธุ์ที่เอาออกมาจากโกดังก่อนหน้านี้ก็ต้องรีบนำไปปลูกด้วยนะ"
อู๋ซวงลูบคาง
เมื่อเดือนที่แล้วเขาซื้อเมล็ดพันธุ์พืชมาจากระบบ ซึ่งรับประกันว่าปลูกแล้วขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีปัญหาใหญ่เหมือนกัน
ผลผลิตจากเมล็ดพันธุ์ในระบบสามารถเก็บเกี่ยวได้แค่ครั้งเดียว
หลังจากนั้นก็ต้องซื้อใหม่จากระบบอีก ไม่เหมือนพืชพื้นเมืองที่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในปีหน้าได้
ตอนนี้อาณาจักรกู่หยวนมีประชากรยังไม่เยอะ ทุนในระบบยังพอรับมือไหว แต่ถ้าประชากรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดล่ะ?
แค่ค่าซื้อเมล็ดพันธุ์อย่างเดียวในแต่ละปีก็อาจทำให้อู๋ซวงล้มละลายได้แล้ว
เพราะเหตุนี้ อู๋ซวงจึงยังไม่สั่งให้ปลูกเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาทันที แต่ให้พวกเขาพยายามเพาะปลูกแบบพื้นเมืองไปก่อนเพื่อลดการพึ่งพาระบบ
มาดูตอนนี้แล้ว ถือว่าเดินมาถูกทางทีเดียว