- หน้าแรก
- ผมก็แค่เซียนกระบี่สุดแกร่ง ที่รับจ้างทำงานจิปาถะไปวันๆ
- บทที่ 150 - หลี่เหยาและวิกตอเรีย
บทที่ 150 - หลี่เหยาและวิกตอเรีย
บทที่ 150 - หลี่เหยาและวิกตอเรีย
บทที่ 150 - หลี่เหยาและวิกตอเรีย
กงล้อทองคำดับมอดลง
เงากระบี่สลายหายไป
ภายในพระราชวังเหลือเพียงฝ่ามือปราณกระบี่ขนาดยักษ์ที่สว่างวาบสลับมืดมิดพร้อมส่งเสียงดังเปรี๊ยะปะ กดข่มร่างของชายผู้หนึ่งซึ่งพลังเทพแตกซ่านและซูบผอมราวกับซากศพแห้งกรังเอาไว้
เมื่อครู่นี้มีอยู่แวบหนึ่ง หยินเยว่และชุนวาชิวฉานต่างคิดว่าหลี่เหยาแทบจะต้านทานเอาไว้ไม่ไหวแล้ว
ท้ายที่สุด นี่ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเธอได้เห็นปราณกระบี่ของหลี่เหยาถูกทะลวงการป้องกันอย่างต่อเนื่อง
ผลปรากฏว่า เพียงหลี่เหยาพลิกฝ่ามือใช้พลังกดข่ม เขาก็สามารถสะกดพลังของเทพเอาไว้ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย
นั่นแสดงให้เห็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่เคยเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้คนใดที่ทำให้เขาต้องเอาจริงเลยสักคน...
เบื้องหน้าวอก หลี่เหยาล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาดูเวลาโดยสัญชาตญาณ
เพิ่งจะผ่านไปแค่สามนาที...ยังห่างไกลจากเป้าหมายการต่อสู้ห้านาทีที่ตั้งไว้อยู่มาก
เขาอุตส่าห์เน้นตั้งรับแล้วสวนกลับ ยืนหันหลังให้ศัตรูตลอดทั้งการต่อสู้ ซ้ำยังไม่ได้ชักกระบี่ออกมาด้วยซ้ำ แต่ผลลัพธ์ของการต่อสู้ก็ยังจบลงอย่างรวดเร็วและสั้นกุด ยากที่จะยืดเยื้อให้ยาวนานไปกว่านี้ได้
เขาแค่ยกระดับพลังจากขั้นหลอมรวมลมปราณขึ้นมาเป็นขั้นสร้างรากฐานโดยคร่าวๆ เท่านั้น ทำไมศัตรูถึงหมอบกระแตไปเร็วขนาดนี้?
หรือว่าฉันจะแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ?
ดูเหมือนว่าความอึดถึกทนจะเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง เขายังมีเรื่องให้ต้องเรียนรู้อีกมาก
ท่าทางการก้มดูโทรศัพท์มือถือของหลี่เหยา แท้จริงแล้วเขาจงใจเปิดช่องโหว่เพื่อเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายหลบหนี
วอกที่คืนร่างกลับเป็นมนุษย์ก็ไม่ได้โง่เขลา เขาย่อขนาดร่างกายให้เล็กลงอีกครั้ง ก่อนจะเอี้ยวตัวม้วนพับมิติอวกาศเข้าหากัน
เมื่อหลี่เหยาเงยหน้าขึ้น ฝ่ามือยักษ์ก็กดลงบนความว่างเปล่า ศัตรูได้ม้วนเสื่อเผ่นหนีไปตั้งนานแล้ว
“ยังคิดจะหนีอีกงั้นหรือ?”
หลี่เหยาแสร้งทำเป็นมั่นใจเต็มเปี่ยม เขายกฝ่ามือปราณกระบี่ยักษ์ล้วงเข้าไปในความว่างเปล่า และสามารถคว้าตัววอกเอาไว้ได้จริงๆ
ก่อนจะออกแรงกระชากอย่างแรง
ดึงเอาขาลิงที่แห้งเหี่ยวกลับมาได้หนึ่งข้าง
“สมแล้วที่มีพลังเทพ วิ่งหนีได้เร็วไม่เบา”
หลี่เหยาบ่นอุบอิบ
นอกจากการกระชากขาลิงกลับมาได้หนึ่งข้างแล้ว ยังมีเสียงอันแปลกประหลาดดังสะท้อนกลับมาจากส่วนลึกของจักรวาล ราวกับดังก้องอยู่ในก้นบึ้งหัวใจของเขาอย่างไม่ขาดสาย
“เคยคิดถึงชาติกำเนิดของตัวเองบ้างไหม? แกน่ะใกล้เคียงกับลิงมากกว่าฉันเสียอีก!”
หลี่เหยาคิดในใจ ‘ก็แหงสิ ข้าคือคนโลกมนุษย์ขนานแท้ พวกไก่กาปลายแถวยุคหลังจะมาเทียบชั้นได้ยังไง?’
ภายนอกชั้นบรรยากาศดาวจักรพรรดิ
หวังเชาอู้ยืนแขนเสื้อปลิวไสวอยู่เพียงข้างเดียว ใบหน้าของเขาแข็งค้าง เบิกตากว้างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงกับภาพที่เห็น
เขาแค่แวะมาดูงิ้วสนุกๆ ไม่นึกเลยว่าจะมีบางอย่างที่เขาดูไม่ออก
พลังดั้งเดิมของวานรมารนั้นไม่ได้สูงส่งอะไร ยังด้อยกว่าครึ่งเทพปลาหมึกเสียด้วยซ้ำ ทว่ามันสามารถดูดซับพลังทุกรูปแบบ คัดลอกเคล็ดวิชา และดึงพลังเทพออกมาใช้จนเกิดอาการคลุ้มคลั่งได้อย่างรวดเร็ว... หากปล่อยให้มันมีเวลาพัฒนาฝีมือมากพอ มันจะไม่อยู่ยงคงกระพันหรอกหรือ?
แต่หลี่เหยานั้นทำเรื่องเกินจริงยิ่งกว่า
ในสายตาของเขา พลังของหลี่เหยาที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างกะทันหัน แท้จริงแล้วก็แค่การยกระดับจากขั้นหลอมรวมลมปราณขึ้นมาเป็นขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น
การยกระดับในแง่ของพละกำลังก็มีเพียงเท่านี้
ทว่าวิชาขั้นสูงที่เขาใช้ดึงเอากฎแห่งฟ้าดินมาสอดประสานกับสวรรค์และโลก กลับสามารถใช้แรงกดดันวิญญาณของขั้นสร้างรากฐานไปสะกดข่มพลังเทพของวานรมารเอาไว้ได้อย่างแข็งกร้าว!
ก่อนหน้านี้ ตอนที่หลี่อู๋เสียพูดถึงเรื่องดาวอี้ไห่และรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เขายังนึกว่าอีกฝ่ายแค่ถ่อมตัว...
แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าที่หลี่อู๋เสียพ่ายแพ้นั้นไม่แปลกเลย
ทักษะวิถีกระบี่ที่บรรลุถึงจุดสูงสุดเยี่ยงนี้ เขาเคยเห็นแค่ในตัวของเต้าเสวียนจื่อผู้เป็นอาจารย์ของหลี่อู๋เสียเท่านั้น...
นั่นคือเซียนกระบี่ที่หลงเหลือรอดชีวิตมาตั้งแต่ยุคบำเพ็ญเพียร!
ทว่าหลี่เหยาที่อยู่ตรงหน้านี้กลับดูเหมือนนักตกปลาธรรมดาๆ คนหนึ่ง
หลี่เหยาคนนี้ แท้จริงแล้วเป็นผู้ยิ่งใหญ่มาจากไหนกันแน่?
จู่ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่าสายตาของพระสนมหมี่เยี่ยนนั้นช่างเฉียบแหลมหาใครเปรียบ
ท้ายที่สุดแล้ว ดาวจื้อจื่อก็มีขุมกำลังระดับสุดยอดถึงสองคนอย่างเขาและหลี่อู๋เสียคอยประจำการอยู่ แต่พระสนมหมี่เยี่ยนกลับไม่ได้แจ้งให้พวกเขาทราบ ซ้ำยังต้อนรับศัตรูที่บุกโจมตีดาวแห่งการทดลองเยี่ยงแขกผู้มีเกียรติ...
ที่แท้ พระนางก็มองทะลุปรุโปร่งไปถึงแก่นแท้ของทุกสรรพสิ่งมาตั้งแต่แรกแล้ว
แน่นอนว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าพระนางแค่มีนิสัยชอบหว่านเสน่ห์ พอเห็นผู้ชายหล่อๆ ก็ก้าวขาไม่ออก
วินาทีนี้
หวังเชาอู้ไม่มีเวลาไปมัวขบคิดเรื่องพวกนี้
วานรมารเพิ่งจะโดนหลี่เหยาอัดซะน่วม แม้จะหนีรอดไปได้อย่างหวุดหวิดแต่พลังก็อ่อนโทรมลงมาก นี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการไล่ล่า
เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างของหวังเชาอู้ก็กะพริบวูบ ก้าวเท้าข้างหนึ่งลงสู่ห้วงลึกแห่งความว่างเปล่า
พระราชวัง
หลี่เหยาหิ้วขาลิงที่ไหม้เกรียมเอาไว้ในมือ เขาพบว่ามีเจ้าอ้วนแขนเดียวคนหนึ่งที่แอบดูงิ้วอยู่ได้เดินทางออกไปจากดาวจักรพรรดิแล้ว
กวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นมีบุคคลภายนอกหลงเหลืออยู่
เขาจึงแอบส่งอีเมลไปหาจวี๋เฟิงอย่างลับๆ พร้อมกับแนบรูปถ่ายขาลิงและข้อความสั้นๆ สองคำว่า—
“โอนเงินมา”
ผ่านไปครู่หนึ่ง จวี๋เฟิงก็โอนเงินเข้าบัญชีของเขาในนามส่วนตัวจริงๆ...
ตัวเลขที่ระบุคือ: ห้าร้อยล้าน
หลี่เหยานับจำนวนเลขศูนย์อย่างละเอียด มันคือห้าร้อยล้านจริงๆ
กองทัพปฏิวัติชักจะรู้ธรรมเนียมปฏิบัติมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ!
เดิมทีหลี่เหยามีเงินอยู่สองพันสามร้อยล้าน ได้กำไรจากองค์หญิงวิกตอเรียมาอีกหนึ่งร้อยล้าน และยังได้กำไรจากกองทัพปฏิวัติทั้งก่อนและหลังรวมเป็นหนึ่งพันล้าน ตอนนี้เงินในบัญชีจึงพุ่งพรวดเป็นสามพันสี่ร้อยล้านแล้ว
ถึงแม้จะไม่ถือว่ารวยล้นฟ้า แต่เขาใช้เวลาแค่สองเดือนก็หาเงินได้มากมายขนาดนี้ แถมกระบวนการหาเงินยังค่อนข้างชิลล์ ซ้ำยังมีเวลาไปจีบภรรยาเพิ่มได้อีกตั้งหลายคน
ภรรยาต่างหากที่เป็นสมบัติอันล้ำค่าหาใดเปรียบ!
ชุนวาชิวฉานรีบขยับเข้ามาใกล้ เมื่อเห็นขาลิงแห้งเหี่ยวในมือของหลี่เหยา พวกเธอก็รู้สึกขยะแขยงขึ้นมาทันที
“ท่านหิ้วขาลิงกลับไปกินหรือเจ้าคะ?”
“น่าขยะแขยงจัง!”
หลี่เหยายัดขาลิงเก็บไว้ที่เอวของเขา—ซึ่งเป็นมิติเก็บของขนาดเล็กที่เขาใช้ปราณกระบี่สร้างขึ้นมาเอง
“นี่เป็นตัวอย่างทางชีวภาพที่สำคัญ ต้องเอาไปทำการศึกษาวิจัยต่างหาก”
ขณะที่พูด เขาก็เหลือบมองแววตาของหยินเยว่
ดวงตากลมโตคู่สวยของหยินเยว่กำลังจับจ้องมาที่เขา รูม่านตาที่แข็งค้างนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าเธออยากจะจับเขามาผ่าตัดศึกษาวิจัย...
แรงกดดันวิญญาณอันแปลกประหลาดที่ปกคลุมดาวจักรพรรดิจางหายไปจนหมดสิ้น
สัญญาณเตือนภัยทางอากาศที่ดังต่อเนื่องกันก็เงียบสงบลงอย่างกะทันหัน
สำหรับเมืองหลวงอันเป็นที่ตั้งของพระราชวัง มหันตภัยในครั้งนี้กินเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น
การจุติของวานรมาร เสาสีดำที่พุ่งทะยานขึ้นฟ้า ปราณกระบี่ที่พุ่งเสียดฟ้าจนเต็มเมือง และท้ายที่สุดคือฝ่ามือขนาดยักษ์บนท้องฟ้า...
แม้ว่าวานรมารจะน่าเกรงขามเพียงใด แต่พอมองดูผลลัพธ์ในท้ายที่สุด มันกลับไม่ได้สร้างความสูญเสียอะไรมากมายนัก
หากจะบอกว่าสิ่งใดสร้างความเสียหายได้มากที่สุด กลับกลายเป็นปราณกระบี่ที่พุ่งเสียดฟ้านั่นต่างหาก
แม้ปราณกระบี่ของหลี่เหยาจะจงใจหลบเลี่ยงสิ่งมีชีวิต แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไปทำลายบ้านเรือนเสียหายไปไม่น้อย
โชคดีที่ประชาชนในเมืองหลวงไม่ได้มองว่ามันเป็นความสูญเสีย กลับมีคนถ่ายรูปโพสต์ลงอินเทอร์เน็ตพร้อมอ้างว่านี่คือบ้านที่มีลายเซ็นประทับของเซียนกระบี่ ต้องขึ้นราคา!
ภายนอกพระราชวัง
สื่อมวลชนที่แห่กันมาทำข่าวถูกหน่วยพิทักษ์ราชสำนักสกัดกั้นเอาไว้ที่นอกเขตป่า
องค์หญิงเฉินอวี๋ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ศัตรูที่บุกโจมตีพระราชวังถูกกำจัดไปเรียบร้อยแล้ว ขอให้ประชาชนพักผ่อนกันอย่างสบายใจ
พระนางจะจัดงานแถลงข่าวในเช้าวันพรุ่งนี้เวลาเก้าโมงตรง เพื่ออธิบายรายละเอียดต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมด
จากนั้น เฉินอวี๋ก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในพระราชวัง
เธอไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการต่อสู้นัก แต่เมื่อดูจากท่าทางสงบนิ่งของครอบครัวหลี่เหยา เธอก็รู้ได้ทันทีว่าหลี่เหยาจะต้องเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน
สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจก็คือ นอกจากรอยยุบขนาดใหญ่บนสนามหญ้าแล้ว ภายในพระราชวังกลับไม่มีร่องรอยความเสียหายใดๆ เลยแม้แต่น้อย
เสวี่ยเหลียนที่อยู่ข้างๆ ก็มีข้อกังขาเช่นเดียวกัน
“ทำไมต่อสู้กันตั้งนาน แต่พระราชวังกลับไม่ได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อยล่ะเพคะ?”
เฉินอวี๋กวาดสายตามองไปรอบๆ พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แสดงว่าเขาแข็งแกร่งกว่าที่แสดงออกมา บางทีเรื่องที่สามารถจัดการได้ภายในดาบเดียว เขาจงใจถ่วงเวลา”
เสวี่ยเหลียนไม่เข้าใจ
“แล้วจะถ่วงเวลาไปทำไมเพคะ?”
เฉินอวี๋ถอนหายใจพลางกล่าว
“อาจจะเกี่ยวข้องกับกองทัพปฏิวัติล่ะมั้ง”
เสวี่ยเหลียนถึงกับเลือดขึ้นหน้าในทันที
“ไอ้สารเลวนี่ คิดจะเป็นราชบุตรเขยของจักรวรรดิแท้ๆ แต่กลับยังแอบมีเยื่อใยกับพวกกบฏอยู่อีกหรือ?”
“เสวี่ยเหลียน เจ้าต้องเข้าใจให้กระจ่างนะ ว่าศัตรูของเราไม่เคยกองทัพปฏิวัติ หลังจากเรื่องนี้ผ่านพ้นไป กองบัญชาการทหารจะต้องส่งเก้าดาวจรัสฟ้ามาประจำการที่ดาวจักรพรรดิเพิ่มอีกหนึ่งคนอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นสถานการณ์ของเราจะยิ่งยากลำบากมากขึ้นไปอีก”
เฉินอวี๋วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันอย่างใจเย็น
“ปัญหาตรงหน้าในตอนนี้คือ ต้องรีบหาไส้ศึกของกองทัพปฏิวัติให้พบโดยเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้น วันดีคืนดีเฉินหลงอาจจะจำแลงกายแฝงตัวเข้ามาในดาวจักรพรรดิเมื่อไหร่ก็ไม่รู้”
เสวี่ยเหลียนสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“พระองค์อย่าหลอกให้หม่อมฉันกลัวสิเพคะ...”
ไม่นานเฉินอวี๋ก็ได้พบกับครอบครัวของหลี่เหยา เธอสัมผัสได้ถึงความสุขของการได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันของพวกเขา
น่าเสียดายที่ความสุขตามประสาครอบครัวเช่นนี้ เธอยังไม่มีบุญพอที่จะได้รับมัน
“พวกคุณไม่เป็นไรใช่ไหม?”
หลี่เหยามองดูเฉินอวี๋ที่ยังคงสวมชุดล่าสัตว์อยู่ เธอแทบจะไม่มีเวลาแม้แต่จะเปลี่ยนเสื้อผ้า ดูจะยุ่งเสียยิ่งกว่าตอนที่เขาต่อสู้เสียอีก
“ก็พอไหว”
เฉินอวี๋รู้ความดี เธอจึงไม่เอ่ยถามถึงร่องรอยของวอก เพียงแต่กล่าวว่า
“เมื่อครู่นี้เสด็จพี่วิกตอเรียเพิ่งจะโทรศัพท์มาสอบถามสถานการณ์ภายในวัง อีกประมาณครึ่งชั่วโมง พระนางก็จะเสด็จกลับถึงดาวเกราะเงินแล้ว”
อีกครึ่งชั่วโมงงั้นหรือ?
เดิมทีหลี่เหยายังคิดอยากจะแวะไปดูที่ตำหนักบรรทมของเฉินอวี๋เสียหน่อย
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ต้องออกเดินทางแล้วล่ะ”
เฉินอวี๋พยักหน้า
“ฝากทักทายเสด็จพี่แทนฉันด้วยนะ”
ในตอนนั้นเอง เธอก็นึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้
“จริงสิ พรุ่งนี้ฉันจะจัดการแถลงข่าวที่อาคารเทศบาลเมือง คุณมีอะไรอยากจะพูดไหม?”
หลี่เหยาเข้าใจความหมายของเธอดี น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับระดับการปรากฏตัวของเขาในข่าว
“คุณเป็นตัวแทนของผมได้เลย อยากจะพูดอะไรก็พูด อยากจะปิดบังเรื่องไหนก็ปิดบังไปเถอะ”
จู่ๆ เฉินอวี๋ก็จับมือของเขาเอาไว้
“ขอบคุณนะ”
หลี่เหยาลูบไล้มืออันเรียบเนียนและเย็นเฉียบของเฉินอวี๋ เขาอยากจะหอมแก้มเธอเพื่อเป็นการตอบแทนสักฟอด แต่พอนึกขึ้นได้ว่าหยินเยว่ยืนอยู่ข้างๆ จึงต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป
การเดินทางมายังพระราชวังจบลงอย่างกะทันหัน
หลี่เหยาหันหลังเดินขึ้นยาน เขาพาภรรยาและลูกๆ เดินทางออกจากดาวจักรพรรดิ มุ่งหน้าไปยังดาวเกราะเงินด้วยความเร็วเต็มพิกัด
ตลอดเส้นทาง กองบัญชาการทหารได้ตั้งจุดสกัดกั้นไว้มากมาย พวกเขากำลังไล่ล่าพวกกบฏ ดูครึกครื้นไม่เบาทีเดียว
หลังจากที่ไฮสแมนรายงานเรื่องนี้ไปยังศูนย์บัญชาการ ตามคำสั่งของเก้าดาวจรัสฟ้า เดิมทีจะต้องเชิญตัวหลี่เหยามาให้ความร่วมมือในการสืบสวน
ทว่า เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่เปล่าประโยชน์ ไฮสแมนกลับขัดคำสั่งของกองบัญชาการทหาร โดยออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเปิดทางให้ทันทีเมื่อพบเห็นยานม้าทะยานของหลี่เหยา
ด้วยเหตุนี้ หลี่เหยาจึงผ่านทางมาได้อย่างราบรื่นตลอดเส้นทางจนถึงดาวเกราะเงิน
น่าเสียดายที่ภายในระบบดาวต้นไม้สีเงินไม่สามารถทำการวาร์ปได้ เขาจึงต้องใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงจึงจะเดินทางมาถึงดาวเกราะเงิน
ดาวเกราะเงินเป็นฐานที่ตั้งของกองทัพที่แปดสิบเก้าแห่งจักรวรรดิ ในทางทฤษฎีแล้วมีหน้าที่รับผิดชอบในการปกป้องความปลอดภัยของระบบดาวต้นไม้สีเงิน
ทว่า สิ่งสำคัญที่สุดอย่างเช่น ทรงกลมไดสัน ม่านพลังมิติ และค่ายกลพิทักษ์ดวงดาวของดาวจักรพรรดิ...
ล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของดาวสรรพาวุธทั้งสิ้น
และกองทัพที่แปดสิบเก้าของวิกตอเรีย หากเทียบในเรื่องของการจัดสรรยุทโธปกรณ์แล้ว ก็เห็นได้ชัดว่าดูซอมซ่อกว่ากองทัพอื่นๆ อยู่มาก
ทว่า ในสายตาของหลี่เหยา ดาวเกราะเงินก็ยังคงงดงามอยู่ดี
ที่นี่ไม่มีตึกรามบ้านช่องสูงระฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวกหลักๆ ล้วนถูกสร้างไว้ใต้ดิน
บนพื้นดินประกอบไปด้วยเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่แยกตัวกัน ไม่เห็นเมืองใหญ่โตอะไรนัก
ทว่าระดับเทคโนโลยีกลับไม่ได้ต่ำต้อยเลยแม้แต่น้อย สามารถพบเห็นหุ่นรบและชุดเกราะบินว่อนไปมา หรือแม้แต่ฝูงโดรนที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ได้ทั่วทุกหนแห่ง
หลี่เหยาลงจอดที่ขั้วโลกเหนือของดาวเกราะเงิน
ที่นี่คือศูนย์บัญชาการใหญ่ของกองทัพที่แปดสิบเก้า
เป็นตึกระฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์จนเต็มไปหมด
แท้จริงแล้วสถานที่แห่งนี้คือคฤหาสน์ส่วนตัวขององค์หญิงวิกตอเรีย ส่วนศูนย์บัญชาการของจริงนั้นถูกย้ายไปตั้งอยู่ใต้ดิน
ผู้ที่รับหน้าที่ต้อนรับคณะของหลี่เหยาก็คือรองผู้บัญชาการแห่งกองทัพที่แปดสิบเก้า พลโทกงซวิน
หญิงชราผู้หนึ่งที่หากไม่พูดจาจะดูเคร่งขรึม ทว่าเมื่อเอ่ยปากพูดกลับดูใจดีและมีเมตตา
“นับเป็นโชคดีของจักรวรรดิที่วันนี้มีเซียนกระบี่หลี่คอยประจำการอยู่ที่ดาวจักรพรรดิ”
หลังจากการแนะนำตัวและกล่าวทักทายกันพอเป็นพิธี พลโทกงซวินก็สั่งให้คนจัดเตรียมโต๊ะเก้าอี้ไว้ที่หน้าอาคารศูนย์บัญชาการ พร้อมกับยกน้ำชา ขนม และเมล็ดแตงโมมาต้อนรับ
“องค์หญิงน่าจะเสด็จมาถึงในอีกไม่กี่นาที พวกเรานั่งรออยู่ข้างนอกนี่แหละ”
หลี่เหยานั่งลงจิบชา
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณใจกลางลานกว้างมีศิลาจารึกขนาดสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ด้านบนสลักรายชื่อทหารกล้าแห่งกองทัพที่แปดสิบเก้าที่พลีชีพเพื่อชาติเอาไว้จนเต็มพื้นที่ มันเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมาในยามค่ำคืน
ด้านล่างถูกล้อมรอบด้วยพุ่มดอกไห่ถังที่บานสะพรั่งเป็นสีชมพูระเรื่อดูงดงามจับตา
ดาวจักรพรรดินั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยดอกไห่ถัง
ถึงขั้นมีการนำดอกไห่ถังไปหมักบ่มเป็นสุราอีกด้วย
ทว่าไวน์ไห่ถังหงก็มีดีแค่ชื่อเสียงโด่งดัง รสสัมผัสของมันนั้นมาจากกรรมวิธีการบ่มอันยอดเยี่ยมเป็นหลัก ส่วนตัวดอกไห่ถังเองก็เป็นเพียงแค่ตัวช่วยชูโรงกลิ่นหอมของสุราเท่านั้น
จู่ๆ หลี่เหยาก็นึกถึงบทกวีของเฉินอวี๋ขึ้นมาได้—
[ป่าไห่ถังแห่งดาวจักรพรรดิได้เบ่งบานแล้ว มวลมนุษยชาติจะได้พานพบกันในท้ายที่สุด]
“การที่ดาวจักรพรรดิปลูกดอกไห่ถังเอาไว้มากมายขนาดนี้ มันมีความหมายพิเศษอะไรแฝงอยู่หรือเปล่าครับ? ท้ายที่สุด ผมคิดว่าดาวจักรพรรดิน่าจะปลูกดอกไม้ที่สูงค่าและหายากมากกว่านี้เสียอีก”
หลี่เหยาเอ่ยปากถามพลโทกงซวิน
หญิงชราในชุดทหารอันสง่างามหัวเราะพลางกล่าวว่า
“เซียนกระบี่หลี่เห็นว่าฉันแก่แล้วก็เลยถามอย่างนั้นหรือ? ศาสตราจารย์หยินเยว่น่าจะอายุมากกว่าฉันเสียอีกนะ”
หยินเยว่คิดว่านี่เป็นเรื่องความรู้รอบตัวพื้นฐาน ไม่นึกเลยว่าหลี่เหยาจะไม่รู้เรื่องนี้
“ดอกไห่ถังคือสายพันธุ์ดอกไม้เพียงชนิดเดียวของมนุษยชาติที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคโลกมนุษย์จนถึงปัจจุบัน และก้าวข้ามผ่านยุคแห่งการบำเพ็ญเพียรมาได้โดยที่ไม่มีการกลายพันธุ์เลยแม้แต่น้อย”
หลี่เหยาลองนึกทบทวนดู ดอกไม้ที่เขาพบเจอหลังจากทะลุมิติมากับดอกไม้ที่มีชื่อเดียวกันในชาติก่อน ล้วนมีความแตกต่างกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
โดยปกติแล้วพวกมันจะงดงามกว่า หอมกรุ่นกว่า และดูดซับปราณวิญญาณได้ดีกว่า
ดอกไห่ถังกลับดูคล้ายคลึงกับในชาติก่อนมาก เป็นเพราะในแปลงดอกไม้ที่โรงเรียนมัธยมปลายของเขาก็มีดอกไห่ถังสีชมพูปลูกเอาไว้ ดูแล้วไม่ต่างกันมากนัก กลิ่นก็คล้ายคลึงกัน
“แล้วดอกไห่ถังมีความพิเศษตรงไหนหรือ?”
เขาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หยินเยว่ตอบว่า
“ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรอก เป็นแค่สายพันธุ์ป่าที่จักรวรรดิบังเอิญไปค้นพบเข้า จากนั้นก็นำมาเพาะพันธุ์และอนุรักษ์เอาไว้ มันคงเป็นตัวแทนของความมุ่งมั่นตั้งแต่เริ่มแรกของจักรวรรดิที่ไม่ยอมจำนนต่อปราณวิญญาณ เป็นสัญลักษณ์ของความโหยหาอดีต ดอกไห่ถังพันธุ์นี้จะมีปลูกเยอะหน่อยก็แค่ที่ระบบดาวต้นไม้สีเงินเท่านั้นแหละ ส่วนดอกไห่ถังในที่อื่นๆ กลายพันธุ์ไปตั้งนานแล้ว”
หลี่เหยาครุ่นคิด
ป่าไห่ถังแห่งดาวจักรพรรดิได้เบ่งบานแล้ว...
หรือว่าอยากจะย้อนยุค?
หมายความว่าเวลาที่เหมาะสมมาถึงแล้วงั้นหรือ?
จู่ๆ หลี่เหยาก็รู้สึกว่าตัวเองช่างมีความคล้ายคลึงกับดอกไห่ถังนี้อยู่บ้าง ล้วนเป็นสายพันธุ์โลกมนุษย์บริสุทธิ์เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนที่ไม่เคยผ่านการกลายพันธุ์มาเลย
มวลมนุษยชาติจะได้พานพบกันในท้ายที่สุด?
ใครกับใครจะได้พานพบกัน?
ไอ้พวกชอบทำตัวลึกลับน่ารำคาญเอ๊ย!
หลี่เหยาคิดในใจว่า หากวันไหนจับได้ว่าบทกวีของเฉินอวี๋เป็นแค่การเขียนมั่วๆ ขึ้นมา เขาจะต้องขยี้เธอให้แหลกคามือจนลงจากยานไม่ได้เลยคอยดู
ขณะที่คนทั้งสองกำลังคุยกันอย่างออกรส วิกตอเรียก็กลับมาถึง
ยานขนส่งลำหนึ่งที่บรรทุกหุ่นรบแบบพับเก็บได้เอาไว้ เปิดไฟสัญญาณเตือนขอบร่างสีฟ้าเย็นชา กะพริบวิบวับขณะค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
เมื่อเข้าสู่วงโคจรระดับต่ำ หุ่นรบสีเงินที่พับเก็บไว้ก็คลายตัวออก เปลี่ยนเป็นระบบเครื่องยนต์เจ็ท ค่อยๆ ร่อนลงจอดบนลานกว้างของศูนย์บัญชาการพร้อมกับเอฟเฟกต์ขนนกปลิวว่อน
หลี่เหยาเงยหน้าขึ้นมอง
หุ่นรบยักษ์สีเงินที่สูงเกือบร้อยเมตร อาบย้อมไปด้วยเลือดและแสงจันทร์ในยามค่ำคืน
หุ่นรบยืนตะหง่านค้ำกระบี่อย่างสง่างาม บนตัวของมันมีรอยระเบิดจนเป็นหลุมเป็นบ่อ เผยให้เห็นโครงกระดูกโลหะผสมที่บริเวณหน้าท้อง ขนนกที่ร่วงหล่นลงมาจากเหนือศีรษะดูพลิ้วไหวราวกับเกล็ดหิมะ
หลี่เหยาเคยได้ยินมานานแล้วว่าองค์หญิงวิกตอเรียรักหุ่นรบราวกับชีวิตของเธอเอง พระนางมักจะเพิ่มเครื่องประดับตกแต่งที่ดูโอเวอร์วังอลังการเข้าไปในหุ่นรบมากมาย...
วันนี้ได้เห็นกับตา สมคำร่ำลือจริงๆ
หลี่เหยาสังเกตอย่างละเอียด พบว่าบนตัวหุ่นรบยังมีขีปนาวุธบางลูกที่ยังไม่ระเบิดตกค้างอยู่
มันช่างเหมือนกับขีปนาวุธขนาดเล็กที่โจมตีเฉินอวี๋บนดาวอี้ไห่ไม่มีผิดเพี้ยน!
เป็นฝีมือของซิงหลานอีกแล้วงั้นหรือ?
กองทัพปฏิวัติถึงกับยอมลงทุนจ้างไพ่สังหารมาช่วยทำแผนล่อเสือออกจากถ้ำเชียวหรือ?
นี่มันการเมืองเรื่องเงินตราหรือไง?
เมื่อได้พบกับหลี่เหยาและหยินเยว่เป็นครั้งแรก วิกตอเรียก็ไม่กล่าวทักทายให้มากความ เธอพูดโพล่งขึ้นมาทันที
“พลตรีหลัวอวิ๋นเคยเสนอให้ฉันเชิญศาสตราจารย์หยินเยว่มาที่จักรวรรดิ แต่ตอนนี้พลตรีหลัวอวิ๋นกลับแปรพักตร์ไปเข้าร่วมกับกองทัพปฏิวัติเสียแล้ว ซ้ำเซียนกระบี่หลี่ยังไปสมรู้ร่วมคิดกับกองทัพปฏิวัติชิงตัววอกไปอีก เรื่องพวกนี้มันช่างทำให้ยากที่จะไม่สงสัยว่า ทั้งหมดนี้เป็นแผนการของกองทัพปฏิวัติ”
เสียงที่ดังออกมาจากหุ่นรบของวิกตอเรีย เป็นเสียงสังเคราะห์จากเครื่องจักรที่ถูกตั้งค่าเอาไว้
น้ำเสียงของเธอก็เย็นชาและตรงไปตรงมาเหมือนกับเครื่องจักรไม่มีผิด
หลี่เหยาเบ้ปาก ตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจว่า
“อาจจะเป็นแผนการ หรืออาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ มันสำคัญตรงไหนหรือ?”
วิกตอเรียถูกตอกกลับด้วยประโยคเดียว เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า
“ดูเหมือนจะเป็นเรื่องบังเอิญสินะ ด้วยความแข็งแกร่งของเซียนกระบี่หลี่ คงไม่จำเป็นต้องพึ่งแผนการสกปรกอะไรแล้วล่ะ”
จากนั้นเธอจึงหันมากล่าวทักทายหลี่เหยาและหยินเยว่
“ทั้งสองท่านล้วนเป็นยอดฝีมือในสาขาของตนเอง ไม่นึกเลยว่ารูปร่างหน้าตาของพวกท่านก็ดูโดดเด่นเหนือคนธรรมดา งดงามหาตัวจับยาก ฉันคือจอมพลแห่งกองทัพที่แปดสิบเก้าของจักรวรรดิ วิกตอเรีย ฮิลวาส... ยินดีที่ได้รู้จักเป็นครั้งแรก”
หลี่เหยาคิดในใจ นี่มันการแนะนำตัวบ้าบออะไรกัน กะจะอวดหุ่นรบให้พวกเราดูชัดๆ เลยนี่หว่า?
แม้เขาจะมองเห็นองค์หญิงในสภาพเปลือยเปล่าที่ถูกเสียบสายยางไว้เต็มตัวตั้งแต่แวบแรก แต่เขาก็ยังอยากจะทำความรู้จักกับเธอแบบเป็นทางการสักหน่อย
“องค์หญิงเล่นใช้หุ่นรบมาแนะนำตัวแบบนี้ ครั้งหน้าถ้าบังเอิญเจอกันตอนองค์หญิงไม่ได้ขับหุ่นรบ ผมจะจำองค์หญิงได้ยังไงล่ะ?”
วิกตอเรียอึ้งไปเล็กน้อย ตัวเองอุตส่าห์เผยด้านที่งดงามที่สุดให้เห็นแล้วแท้ๆ แต่ตานี่กลับไม่เห็นค่าเอาเสียเลย
“ฉันขอตัวไปอาบน้ำก่อน เชิญเข้าไปนั่งรอในบ้านเถอะ”
[จบแล้ว]