- หน้าแรก
- ทะลุมิติเบิกวิถีเซียน ข้ามภพสยบมรรคา
- ตอนที่ 326 ป้ายคำสั่งอมตะสัมฤทธิ์ (2)
ตอนที่ 326 ป้ายคำสั่งอมตะสัมฤทธิ์ (2)
ตอนที่ 326 ป้ายคำสั่งอมตะสัมฤทธิ์ (2)
อัจฉริยะเหนือพิภพงั้นหรือ? หากนำร่างหลักหลอมปราณไปวางไว้ในพิภพเซียนเหิงหยาง ก็ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าจริงๆ หากเทียบกันด้วยความแข็งแกร่ง คาดว่าน่าจะติดอันดับหนึ่งในสิบของขอบเขตตำหนักม่วงและขอบเขตปฐพีสมุทรได้เลยทีเดียว
"เอาล่ะ"
"กว่าจะกลับถึงฐานที่มั่นสมรภูมิก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายวัน ในช่วงเวลานี้" อู๋หยวนแย้มยิ้ม "หากผู้ใดที่บำเพ็ญวิถีปฐพี สามารถมาขอคำชี้แนะจากข้าได้คนละหนึ่งครั้ง"
ด้วยความเข้าใจแห่งมรรคาของอู๋หยวนที่ทัดเทียมได้กับเซียนปฐพี การชี้แนะผู้บำเพ็ญตำหนักม่วงบางคนน่ะหรือ?
ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใดเลย
"ชี้แนะหรือ? นี่คือวาสนาที่ท่านผู้บัญชาการประทานให้เชียวนะ" เผยเหอกล่าวเสียงขรึม "ยังไม่รีบขอบคุณอีก?"
"ขอบคุณท่านผู้บัญชาการ" นัยน์ตาของทหารขอบเขตตำหนักม่วงที่บำเพ็ญวิถีปฐพีต่างก็เป็นประกายขึ้นมาพลัน
ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนบำเพ็ญเพียรอย่างโดดเดี่ยว
การจะขอคำชี้แนะจากนักพรตหลอมสุญญตาสักครั้งนั้นยากเย็นแสนเข็ญ
ในสายตาของพวกเขา การที่อู๋หยวนสามารถระเบิดความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัวออกมาได้ทั้งที่ยังอยู่ในขอบเขตตำหนักม่วง ความเข้าใจแห่งมรรคาของเขาย่อมต้องสูงส่งจนน่าตระหนกเป็นแน่
...
ในขณะที่เรือรบสมบัติวิญญาณของอู๋หยวนกำลังแล่นฝ่าห้วงดาราด้วยความเร็วสูง
สำหรับความแข็งแกร่งอันน่าทึ่งที่เขาระเบิดออกมาในศึกที่ปะทะกับเฟิงเซิ่งนั้น
ทั้งสองขุมอำนาจใหญ่อย่างแดนเร้นลับวูชางเฟิงและวิหารเทวะเหลยอวี่ ล้วนระดมกองกำลังข่าวกรองออกตรวจสอบโดยพลัน
ณ แดนเร้นลับวูชางเฟิง ซึ่งเป็นมิติพิเศษที่ถูกสร้างขึ้น
ภายในตำหนักอันโอ่อ่าตระการตา
"ท่านเทพดารา" เซียนสวรรค์และวูสวรรค์ทั้งสี่ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ทั้งสี่คนนี้คือผู้รับผิดชอบดูแลตรวจสอบสมรภูมิวูเซียนหมายเลขสามสิบหก
ในยามนี้ ภายในใจของพวกเขาล้วนเคลือบแคลงสงสัย
มีเรื่องอันใดกัน?
ถึงขนาดทำให้ท่านเทพดาราต้องเรียกพบอย่างกะทันหันเช่นนี้?
"ข้อมูลเกี่ยวกับ 'หมิงเจี้ยนแห่งพิภพเซียนเหิงหยาง' ที่พวกเจ้าส่งมาคราวก่อน มีผลตอบกลับมาแล้ว ข้าจึงมาแจ้งให้พวกเจ้าทราบ" บนบัลลังก์อันโอ่อ่า มีร่างเงาสายหนึ่งถูกปกคลุมไปด้วยหมอกดำอันไร้ที่สิ้นสุด
เซียนสวรรค์และวูสวรรค์ทั้งสี่ต่างก็ชะงักงัน
ผลตอบกลับงั้นหรือ?
เจ้าหนูขอบเขตตำหนักม่วงเพียงคนเดียว ต่อให้จะโดดเด่นไปบ้าง ก็เป็นแค่อัจฉริยะของพิภพเซียนเหิงหยางเท่านั้น มีเหตุผลอันใดที่ท่านเทพดาราต้องลงมาแจ้งผลตอบกลับด้วยตนเอง?
ในฐานะเซียนสวรรค์และวูสวรรค์ วิสัยทัศน์และประสบการณ์ของพวกเขาย่อมสูงล้ำ พวกเขาจึงเข้าใจได้ในบัดดลว่า หมิงเจี้ยนผู้นี้ เกรงว่าคงเกี่ยวพันกับเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่เป็นแน่
"ประการแรก พวกเจ้าจงตั้งคำสาบานปฐมวูเสียก่อน ว่าจะไม่แพร่งพรายข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่เกี่ยวกับหมิงเจี้ยนออกไป" ร่างเงาในม่านหมอกดำกล่าวเสียงต่ำ
เซียนสวรรค์และวูสวรรค์ทั้งสี่ยิ่งตื่นตระหนก
ทว่าต่างก็เริ่มตั้งคำสาบานกันอย่างพร้อมเพรียง
แดนเร้นลับวูชางเฟิงนั้นมหัศจรรย์ยิ่ง แม้จะดูเหมือนเป็นดินแดนเทวะมายา ทว่าในหลายๆ ด้านก็ใกล้เคียงกับความจริงอย่างยิ่งยวด แม้แต่คำสาบานปฐมวูก็สามารถตั้งขึ้นที่นี่ได้ และยังคงอยู่ภายใต้พันธนาการแห่งโชคชะตาจากลิขิตสวรรค์เบื้องหลังเช่นเดียวกัน
"ไม่ว่าจะเป็นภาพบันทึกการต่อสู้ การคาดเดาตัวตน หรือการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่เกี่ยวกับหมิงเจี้ยน ล้วนไม่อนุญาตให้แพร่งพรายออกไป" ร่างเงาในม่านหมอกดำกล่าวเสียงเรียบ "จงปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษ และไม่ต้องตีตัวออกห่าง"
"ขอรับ" เซียนสวรรค์และวูสวรรค์ทั้งสี่รับคำอย่างนอบน้อม
"ท่านเทพดารา" วูสวรรค์ในชุดเกราะสีม่วงอดมิได้ที่จะเอ่ยถาม "พวกเราไม่แพร่งพรายได้ ทว่าวิหารเทวะเหลยอวี่เล่า? พวกเขาก็คงจะสืบหาตัวตนของหมิงเจี้ยนเช่นเดียวกัน"
"นั่นเป็นเรื่องของวิหารเทวะเหลยอวี่"
ร่างเงาในม่านหมอกดำกล่าวเสียงเรียบ "จดจำเอาไว้ ไม่ว่าหมิงเจี้ยนจะก่อคลื่นลมใหญ่โตเพียงใด ก็จงมองเขาเป็นเพียงอัจฉริยะผู้หนึ่งของอาณาจักรเซียนเหิงหยางเท่านั้น ไม่ต้องเผยแพร่เรื่องราวของเขา และไม่ต้องจงใจปกปิดเช่นเดียวกัน"
"เข้าใจหรือไม่"
"ขอรับ" เซียนสวรรค์และวูสวรรค์ทั้งสี่เริ่มจะเข้าใจอะไรบางอย่างลางๆ แล้ว
"ถอยไปได้แล้ว"
...
ณ 'มหาทวีปชางเฟิง' อันเป็นใจกลางของพิภพปฐมวูที่สี่อันแสนห่างไกล โลกแห่งนั้นเป็นดินแดนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้สัตว์อสูรพิเศษนับไม่ถ้วนได้อยู่อาศัย
บนที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาล
สัตว์อสูรนับไม่ถ้วนกำลังใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบาย
"ท่านราชันวู มีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ 'อู๋หยวน' ศิษย์ของท่านส่งตรงมาจากสมรภูมิวูเซียน" ร่างเงาหมอกดำอันลางเลือนปรากฏขึ้น "ข้าได้สั่งการลงไปแล้ว ให้ควบคุมข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด จะไม่มีการรั่วไหลอย่างแน่นอน"
"อู๋หยวนงั้นหรือ?"
ราชันวูคว่าฉื้อที่นั่งขัดสมาธิเงียบๆ อยู่บนที่ราบเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะรับรู้ข้อมูลที่อีกฝ่ายส่งมาให้ทันควัน
"ตกลง ข้ารู้แล้ว"
ราชันวูคว่าฉื้อกล่าวเสียงเรียบ "อีกอย่าง ทำตามธรรมเนียม ส่งข้อมูลข่าวสารนี้ไปยังพิภพเซียนเหิงหยาง แล้วถอยไปซะ"
ครืน!
ร่างเงาหมอกดำสลายหายไป
"ความเร็วในการพัฒนานับว่าไม่เลวเลยทีเดียว วิถีแห่งอายุวัฒนะ ดูเหมือนจะก้าวถึงระดับเขตแดนขั้นเจ็ดหรือแปดแล้วกระมัง" ราชันวูคว่าฉื้อพึมพำกับตนเอง
จากนั้นเขาก็ไม่คิดอันใดอีก
ความเร็วในการพัฒนาของอู๋หยวน เรียกได้ว่าเหนือความคาดหมายของเขาไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ยังไม่ถึงขั้นโดดเด่นสะดุดตา
สำหรับราชันวูคว่าฉื้อแล้ว
เว้นเสียแต่อู๋หยวนจะก้าวเดินบนวิถีอันแสนพิเศษเส้นนั้น หรือสามารถบรรลุวิถีแห่งดาราได้อย่างถ่องแท้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่หมื่นปี
มิเช่นนั้นแล้ว เขาก็ไม่ได้แตกต่างจากศิษย์คนอื่นๆ ที่เคยรับมามากนัก
...
พิภพเซียนเหิงหยาง ภายในมิติพิเศษที่ถูกสร้างขึ้น ที่นี่มีผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนมากเดินขวักไขว่ไปมา
บนหอคอยเจ็ดชั้นที่ตั้งตระหง่านสูงสุด ชั้นที่สามนั้นกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก ภายในโถงตำหนักแห่งหนึ่ง
"หมิงเจี้ยน?"
"ระเบิดความแข็งแกร่งทัดเทียมราชันออกมาในสมรภูมิวูเซียน"
"โดดเด่นถึงเพียงนี้ ร้ายกาจถึงเพียงนี้ ที่สำคัญที่สุด คาดว่าน่าจะครอบครองกระบี่บินผูกชะตาถึงเก้าเล่ม หากนับเฉพาะรากฐานแล้ว ในบรรดาอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั่วทั้งแดนเซียน เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดเทียบชั้นได้"
"เขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มแกนหลักของพิภพเซียนเหิงหยางเรา"
"ตามข้อมูลที่เราสืบมาได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนของกระบี่บินผูกชะตา วิถีที่เขาบำเพ็ญ และองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมาย... ผู้ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ก็คือ 'หลีเซี่ย' อัจฉริยะแห่งอาณาจักรเซียนไป๋ชาง ทว่าอายุและความแข็งแกร่งกลับไม่สอดคล้องกัน"
"ตามข้อมูล หลีเซี่ยในยามนี้ยังเป็นเพียงผู้บำเพ็ญแก่นทองคำ... ยิ่งไปกว่านั้น หากประเมินจากความเร็วในการพัฒนาของหลีเซี่ยก่อนหน้านี้ ความเข้าใจแห่งมรรคาของเขาไม่น่าจะสูงส่งถึงเพียงนี้ ไม่น่าจะไปถึงระดับนั้นได้" เซียนสวรรค์ทั้งหกกำลังจับกลุ่มสนทนากัน
พวกเขาล้วนเป็นเซียนสวรรค์ที่รับผิดชอบดูแลด้านข่าวกรองของพิภพเซียนเหิงหยาง
ทันใดนั้น
"หน่วยข่าวกรองที่เก้าสิบสาม แห่งกองตรวจสอบที่หก รับราชโองการ" เสียงอันเย็นชาและไร้อารมณ์ดังก้องขึ้นกลางโถงตำหนักอย่างฉับพลัน
ในชั่วพริบตา
"รับทราบ" เซียนสวรรค์ทั้งหกประสานเสียงรับคำอย่างนอบน้อมที่สุด
พวกเขาประสานมือคารวะไปยังบัลลังก์ที่ตั้งตระหง่านอยู่สุดโถงตำหนัก
"หมิงเจี้ยน ก็คือหลีเซี่ยแห่งอาณาจักรเซียนไป๋ชาง เขาคืออัจฉริยะเหนือพิภพที่ถือกำเนิดขึ้นในหมู่คนรุ่นเยาว์ของพิภพเซียนเหิงหยางเรา ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเขา ให้จัดอยู่ใน 'ความลับระดับสอง' ห้ามเผยแพร่ ห้ามสืบค้นโดยเด็ดขาด" เสียงอันเย็นชากล่าวสั่งการ
"รับทราบ" เซียนสวรรค์ทั้งหกตื่นตระหนกในใจ
พวกเขาทั้งหกเพิ่งจะรวบรวมข้อมูลข่าวสารมาอย่างมหาศาล ย่อมต้องรู้แก่ใจดี
อัจฉริยะที่โดดเด่นเจิดจรัสเช่นหลีเซี่ยหรือหมิงเจี้ยน ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมาของทั่วทั้งมหาพิภพนั้นมีปรากฏให้เห็นไม่กี่คนเท่านั้น
ทว่ายามนี้ พวกเขากลับได้ยินการยืนยันจากบุคคลระดับสูง จึงยิ่งทำให้รู้สึกตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม
เพราะนั่นหมายความว่า 'หลีเซี่ย' อัจฉริยะแห่งอาณาจักรเซียนไป๋ชางผู้นี้ ได้กลายเป็นผู้ไร้เทียมทานที่สามารถบุกตะลุยไปทั่วสมรภูมิเซียนวูได้โดยแท้แล้ว
ในอดีต หลีเซี่ยเป็นเพียงแค่อัจฉริยะชั้นยอดในยุคสมัยหนึ่งของแดนเซียนเท่านั้น
ทว่าในยามนี้ จากผลงานที่แสดงให้เห็นในสมรภูมิวูเซียน หลีเซี่ยอย่างน้อยๆ ก็น่าจะสามารถทะลวงผ่านหอคอยหนึ่งดาราชั้นที่เจ็ดสิบห้า หรืออาจจะสูงกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ
แล้วหลีเซี่ยอายุเท่าใดกันเล่า? เพิ่งจะหกสิบสี่ปีเท่านั้น (ก่อนหน้านี้ทางสำนักได้ปกปิดอายุให้มากกว่าความเป็นจริงสองปี)
ความเร็วในการพัฒนาที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
ช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว เขามีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมที่จะทะลวงผ่านหอคอยหนึ่งดาราชั้นที่แปดสิบได้ภายในเวลาไม่ถึงร้อยปี
หากมองย้อนกลับไปในช่วงหลายล้านปีที่ผ่านมาของพิภพเซียนเหิงหยาง อัจฉริยะที่ผิดมนุษย์มนาถึงเพียงนี้ ก็มีให้เห็นเพียงหยิบมือเท่านั้น
เมื่อนำไปเทียบกับกลุ่มอัจฉริยะที่ผิดปกติที่สุดในประวัติศาสตร์ ช่องว่างระหว่างพวกเขาก็เรียกได้ว่าเล็กน้อยมากจนแทบจะไร้รอยต่อแล้ว
...
"นึกไม่ถึงเลยว่า พรสวรรค์ของศิษย์ข้าผู้นี้จะสูงส่งถึงเพียงนี้"
"หากเทียบกับลั่วกูแล้ว ในช่วงสามสี่ปีมานี้ ความเร็วในการพัฒนาของเขาดูเหมือนจะยังรวดเร็วกว่าเสียอีก" ภายในสำนักเซียนหลงซิง
เซียนกระบี่ตงหยางยืนอยู่บนยอดเขาอันสูงตระหง่าน ทอดสายตามองข้อมูลข่าวสารในมือด้วยความรู้สึกที่แทบไม่อยากจะเชื่อ
มันเกินจริงไปมากแล้ว
เพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตตำหนักม่วงมาได้เพียงสี่ปี ก็สามารถบุกตะลุยไปทั่วสมรภูมิวูเซียนจนไร้คู่ต่อสู้แล้วงั้นหรือ?
"เป็นเพราะท่านราชันวูสั่งสอนมาดี หรือว่าพรสวรรค์ที่แท้จริงของเขามันสูงส่งถึงเพียงนี้กันแน่?" เซียนกระบี่ตงหยางลอบพึมพำ
แต่แล้วไม่นานนัก
เขาก็ตัดสินใจได้โดยพลัน ว่านี่เป็นเพราะพรสวรรค์โดยกำเนิดของอู๋หยวนต่างหากที่สูงล้ำ
"ด้วยความเร็วในการพัฒนาเช่นนี้ บางที ในภายภาคหน้าศิษย์ของข้าผู้นี้ อาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าข้าเสียอีก" เซียนกระบี่ตงหยางแย้มยิ้ม
การจัดการข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบแดนเซียน เป็นสิ่งที่เขาไหว้วานให้ 'เทพดาราฮว่อชาง' เป็นผู้จัดการ
คุณลักษณะหลายอย่างของอู๋หยวนนั้นชัดเจนเกินไป ตราบใดที่ขุมอำนาจระดับสูงสุดฝ่ายต่างๆ ลงมือตรวจสอบ เพียงไม่นานย่อมต้องเกิดข้อสงสัยอย่างแน่นอน
หมิงเจี้ยน มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะเป็นหลีเซี่ย
ดังนั้น พิภพเซียนเหิงหยางจึงไม่จำเป็นต้องปฏิเสธเรื่องนี้กับภายนอกอย่างสิ้นเชิง
"ไม่ปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นหมิงเจี้ยนหรือหลีเซี่ย โอกาสที่วิหารเทวะเหลยอวี่จะคาดเดาว่าพวกเขาคือศิษย์แกนหลักของอาณาจักรเซียนเราย่อมมีสูงมาก พวกเขาไม่มีทางนำทั้งสองคนไปเชื่อมโยงกับอู๋หยวนอย่างแน่นอน" เซียนกระบี่ตงหยางคิดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
"หากเอาแต่จงใจปกปิด รังแต่จะก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยมากยิ่งขึ้น"
...
วิหารเทวะเหลยอวี่ ในฐานะขุมอำนาจระดับสูงสุดของมหาพิภพ การที่สามารถทำสงครามกับแดนวูมาได้ยาวนานนับอสงไขย แถมยังชิงความได้เปรียบมาได้เล็กน้อย ศักยภาพด้านข่าวกรองของพวกเขาย่อมไม่ต้องสงสัยเลย
เพียงสองวันผ่านไป
"หมิงเจี้ยน ไม่พบข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องในหมู่อัจฉริยะของดินแดนฮว่อชางและพิภพเซียนเหิงหยาง"
"จากการวิเคราะห์ข้อมูลอัจฉริยะของพิภพเซียนเหิงหยางที่รวบรวมมาได้ ผู้ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับหมิงเจี้ยนมากที่สุด คือ 'หลีเซี่ย' จากอาณาจักรเซียนไป๋ชาง ทว่าระดับพรสวรรค์ของทั้งสองฝ่ายกลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน"
"ทางฝั่งพิภพเซียนเหิงหยางกำลังทำการปกปิด ในยามนี้ จึงยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าหลีเซี่ยยังคงอยู่ในอาณาจักรเซียนไป๋ชางหรือไม่"
"อ้างอิงจากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน"
"มีความเป็นไปได้เจ็ดส่วนที่หมิงเจี้ยนจะเป็นอัจฉริยะเหนือพิภพที่อาณาจักรเซียนเหิงหยางซ่อนเร้นเอาไว้ในอดีต ได้รับการฟูมฟักมาอย่างพิถีพิถัน และมีพรสวรรค์สูงล้ำยิ่งนัก"
"มีความเป็นไปได้สามส่วนที่หมิงเจี้ยนก็คือหลีเซี่ย หากเป็นเช่นนั้น เมื่อประเมินจากอายุของหลีเซี่ยแล้ว เขาจะต้องเป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่พิภพเซียนเหิงหยางให้ความสำคัญมากที่สุดในยามนี้อย่างแน่นอน ความสำคัญของเขานั้นมากพอที่จะทัดเทียมกับ 'สิบอันดับแรกในรายชื่อสังหารของแดนวู' เลยทีเดียว"
"ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ไม่ต้องไปตอแยเขา!"
"ตราบใดที่หมิงเจี้ยนไม่เปิดฉากการประลองทัดเทียมราชัน หรือจงใจไล่สังหารอัจฉริยะฝ่ายตำหนักเซียนของเรา ก็จงอย่าพุ่งเป้าไปที่เขาอีก" คำสั่งจากบุคคลระดับสูงของวิหารเทวะเหลยอวี่ ถูกถ่ายทอดลงสู่สมรภูมิวูเซียนอย่างรวดเร็ว
ไม่ต้องพุ่งเป้าโจมตี
สำหรับวิหารเทวะเหลยอวี่แล้ว หากอัจฉริยะระดับสุดยอดจากขุมอำนาจใหญ่อื่นๆ ภายนอกแดนวูเข้ามาบุกเบิกขัดเกลาในสมรภูมิวูเซียน?
ตราบใดที่ไม่ได้กระทำการอย่างบ้าคลั่งจนเกินไป พวกเขาก็จะไม่จงใจพุ่งเป้าโจมตีแต่อย่างใด
นั่นเป็นเพราะ อัจฉริยะเหนือพิภพเช่นนี้ล้วนถือกำเนิดมาได้ยากยิ่ง หากถูกสังหารไป ก็อาจก่อให้เกิดความไม่พอใจจากบุคคลระดับสูงของขุมอำนาจใหญ่อื่นๆ ที่มีต่อวิหารเทวะเหลยอวี่ได้ง่าย
แน่นอน
หากหมิงเจี้ยนจงใจออกไล่ล่าอัจฉริยะของตำหนักเซียนโดยเฉพาะ หรือทำลายฐานที่มั่นสงครามอยู่หลายครั้ง วิหารเทวะเหลยอวี่ก็ไม่รังเกียจที่จะทุ่มเทสรรพกำลังเข้าสังหารเช่นเดียวกัน!
หรือในอีกกรณีหนึ่ง หากหมิงเจี้ยนกระทำการอย่างบ้าคลั่งจนเกินขอบเขต สังหารผู้คนมากเกินไป จนถูกผู้บำเพ็ญเซียนนับหมื่นนับพันรุมล้อมจนตัวตาย เช่นนั้นก็โทษผู้ใดไม่ได้เช่นกัน
นี่คือความเข้าใจที่ตรงกันของขุมอำนาจระดับสูงสุดฝ่ายต่างๆ
และตลอดเวลาที่ผ่านมา
ทางฝั่งวิหารเทวะเหลยอวี่ ก็ไม่ได้นำหมิงเจี้ยน หลีเซี่ย และ 'อู๋หยวน' ผู้ซึ่งอยู่ใน 'อันดับที่เจ็ดร้อยหกสิบสี่ในรายชื่อสังหาร' ของแดนวูมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเลยแม้แต่น้อย
หลังจากศึกประลองฟ้าดินแห่งพิภพปฐมวูที่ห้าในครั้งก่อน อันดับของอู๋หยวนในรายชื่อสังหารของวิหารเทวะเหลยอวี่ก็ขยับสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
...
ส่วนเรื่องความวุ่นวายในโลกภายนอก อู๋หยวนที่ยังคงอยู่ท่ามกลางสมรภูมิย่อมไม่มีทางล่วงรู้
หลายวันต่อมา
อู๋หยวนก็นำทหารแห่งกองทัพฮว่อชางกว่าสองร้อยนาย กลับมาถึงหน้าฐานที่มั่นสมรภูมิที่ไม่ได้กลับมาเยือนนานถึงสองปีเต็ม
ณ ห้วงสุญญตาที่อยู่ห่างจากฐานที่มั่นสมรภูมิออกไปราวสิบล้านลี้
"เผยเหอ โหรวสุ่ย" อู๋หยวนแย้มยิ้มบาง "รวมถึงสหายทุกท่าน หากเข้าไปในฐานที่มั่นสงครามแล้ว ผู้คนพลุกพล่านหูตามากมาย เราคงต้องแยกย้ายกันตรงนี้ หากวันหน้ามีวาสนา คงได้พบกันใหม่"
"น้อมส่งท่านผู้บัญชาการ" เผยเหอกล่าวอย่างหนักแน่น
"น้อมส่งท่านผู้บัญชาการ" นัยน์ตาของปิงโหรวสุ่ยรื้นไปด้วยม่านหมอกจางๆ
"น้อมส่งท่านผู้บัญชาการ" ทหารแห่งกองทัพฮว่อชางกว่าสองร้อยนายล้วนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม แววตาของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
แม้จะร่วมเป็นร่วมตายกันมาเพียงสองปี
ทว่าในยามนี้ ความเคารพและเลื่อมใสที่พวกเขามีต่ออู๋หยวน ล้วนออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจโดยแท้!
"ฮ่าฮ่า" อู๋หยวนหัวเราะร่วน ไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใดอีก เขาตรงดิ่งเข้าสู่เรือรบสมบัติวิญญาณ ก่อนที่เรือรบจะขับเคลื่อนและพุ่งทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว