เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 322 นามแห่งหมิงเจี้ยน (2)

ตอนที่ 322 นามแห่งหมิงเจี้ยน (2)

ตอนที่ 322 นามแห่งหมิงเจี้ยน (2)


ทว่าอาศัยเพียงรากฐานอันแข็งแกร่งของค่ายกลรบตำหนักม่วงบวกกับความเข้าใจในมรรคาอันสูงส่ง ก็ทำให้อู๋หยวนสามารถระเบิดพลังรบอันน่าสะพรึงกลัวออกมาได้แล้ว

ขอบเขตหลอมสุญญตาหรือ ขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์หรือ

ตราบใดที่ยังไม่หยั่งรู้เขตแดนมรรคา อู๋หยวนก็สามารถเอาชนะได้ทั้งหมด

กระทั่งสังหารทิ้งเสียด้วยซ้ำ!

แน่นอนว่าบางครั้งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขอบเขตหลอมสุญญตาและขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์สองสามคนที่ร่วมมือกัน พวกมันต่างผลัดกันหลบหนี ย่อมมีเล็ดลอดสายตาหนีรอดไปได้สักคนสองคนเสมอ

ยังมีขอบเขตหลอมสุญญตาและขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์บางคนที่หยั่งรู้วิถีวายุ หากพวกมันตั้งใจหลบหนีสุดชีวิต อู๋หยวนก็ยากจะไล่ตามสังหาร ได้แต่มองดูอีกฝ่ายหลบหนีไปต่อหน้าต่อตา

หลังสิ้นสุดการต่อสู้ทุกครั้ง

อู๋หยวนจะนำกองกำลังถอนตัวอย่างรวดเร็ว รอจนกระทั่งฟื้นฟูพลังเวทและจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้จนเต็มเปี่ยม จึงจะนำกองกำลังออกค้นหาศัตรูอีกครั้ง หรือไม่ก็ล่อลวงให้ศัตรูเข้ามาลอบโจมตี

วันเวลาล่วงเลยผ่านไป

ผู้บำเพ็ญขอบเขตตำหนักม่วงและขอบเขตปฐพีสมุทรในสมรภูมิระดับล่าง หากใช้เวลาน้อยก็บุกตะลุยอยู่หลายปีจนถึงสิบกว่าปี หากใช้เวลามากก็อาจยาวนานนับร้อยปีหรือสองถึงสามร้อยปี

สำหรับอู๋หยวน พริบตาเดียวเขาก็บุกตะลุยอยู่ในสมรภูมิแห่งนี้มาเกือบสองปีแล้ว

ตลอดระยะเวลาสองปีนี้

เขาผ่านการต่อสู้ทั้งเล็กใหญ่มากว่าร้อยครั้ง

กล่าวสั้นๆ คือการกวาดล้างทุกสรรพสิ่งในเส้นทาง! ทุกการต่อสู้มีเพียงคำว่า ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!

แตกต่างกันเพียงแค่จะสังหารได้มากหรือน้อยเท่านั้น

ยอดฝีมือขอบเขตหลอมสุญญตาและขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ตกตายด้วยน้ำมือของเขามีมากกว่ายี่สิบคน ส่วนผู้บำเพ็ญขอบเขตตำหนักม่วงและขอบเขตปฐพีสมุทรที่สิ้นชีพนั้นยิ่งมีจำนวนนับไม่ถ้วน

กล่าวได้ว่าอู๋หยวนคือราชันแห่งสมรภูมินี้อย่างแท้จริง!!

ต้องรู้ก่อนว่า

ยอดฝีมือชั้นยอดจำนวนมากของค่ายศาลสวรรค์ที่บุกตะลุยมาอย่างยาวนาน ล้วนมีเส้นสายและวิธีการสื่อสารระหว่างกัน

ประกอบกับยอดฝีมือชั้นยอดบางส่วนที่หนีรอดจากเงื้อมมือของอู๋หยวนไปได้

ย่อมนำข่าวคราวไปแพร่กระจาย

ชื่อเสียงของอู๋หยวนจึงขจรขจายไปทั่วสมรภูมิที่ขึ้นตรงกับฐานที่มั่นสงครามกลางดาราหมายเลข 1294 อย่างรวดเร็ว

"เป็นอัจฉริยะเหนือพิภพที่เร้นกายอยู่"

"หยั่งรู้วิถีดารา อีกทั้งยังบรรลุถึงระดับเจตจำนงแท้จริงแล้ว น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ต้องเป็นอัจฉริยะเหนือพิภพชั้นยอดอย่างแน่นอน"

"ถึงกับหน้าไม่อายนำผู้บำเพ็ญขอบเขตตำหนักม่วงธรรมดาจำนวนมากมาแสร้งทำเป็นอ่อนแอ"

"แข็งแกร่งจนน่าหวาดหวั่น"

"สู้ไม่ได้เลย ข้ากับพี่ชายสองคน ซึ่งเป็นขอบเขตหลอมสุญญตาขั้นหนึ่งสองคนและขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสองหนึ่งคน กลับถูกเขาสังหารจนพ่ายแพ้ย่อยยับ พี่ชายทั้งสองของข้าล้วนตกตายไปสิ้น" ยอดฝีมือศาลสวรรค์ที่เคลื่อนไหวอยู่ในสมรภูมิแห่งนี้มาอย่างยาวนานล้วนล่วงรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของอู๋หยวน

"หลีกเลี่ยงพื้นที่บริเวณนั้นซะ"

"หลีกเลี่ยงเส้นทางนั้น อย่าไปยั่วยุเขา" ยอดฝีมือศาลสวรรค์เหล่านี้ค่อยๆ บรรลุข้อตกลงร่วมกันและไม่อยากไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนอีก

ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการสังหารของกองกำลังที่อู๋หยวนบัญชาการลดลงอย่างฮวบฮาบ

อีกด้านหนึ่ง

ทางฝั่งค่ายศาลวู ยอดฝีมือแห่งฐานที่มั่นสงครามกลางดาราหมายเลข 1294 ก็ได้ล่วงรู้นามของอู๋หยวนผ่านทำเนียบระดับนักรบเช่นเดียวกัน

"หมิงเจี้ยน!"

"ไม่ถึงสองปีก็พุ่งพรวดจากนักรบขั้นหนึ่งกลายเป็นนักรบขั้นเก้า! ต้องเป็นหนึ่งในอัจฉริยะเหนือพิภพที่หยั่งรู้เขตแดนมรรคาอย่างแน่นอน"

"กลายเป็นนักรบขั้นเก้าเร็วถึงเพียงนี้ ด้วยความแข็งแกร่งของเขา ย่อมมีความหวังที่จะทะยานขึ้นสู่ระดับตำนานเป็นแน่"

"หมิงเจี้ยน" ผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนนับไม่ถ้วนของค่ายศาลวูในสมรภูมิแห่งนี้ ล้วนจดจำนามของหมิงเจี้ยนได้ขึ้นใจ

นักรบระดับตำนานทุกคนล้วนเป็นตำนานอย่างแน่แท้

แค่นักรบขั้นเก้าก็น่าสะพรึงกลัวมากพอแล้ว มันเป็นตัวแทนของอัจฉริยะเหนือพิภพที่แทบจะไร้เทียมทานในขอบเขตตำหนักม่วงและขอบเขตปฐพีสมุทร

ทว่า

สิ่งที่ทำให้นามหมิงเจี้ยนสั่นสะเทือนผู้บำเพ็ญเซียนนับไม่ถ้วนในสมรภูมิแห่งนี้โดยแท้ คือการกระทำอันบ้าคลั่งในเวลาต่อมาของเขา

"ฆ่า!"

"ในเมื่อผู้บำเพ็ญเซียนของศาลสวรรค์ไม่ยอมสัญจรผ่านพื้นที่ของพวกเราและเอาแต่เดินอ้อมไปใช่หรือไม่" อู๋หยวนออกคำสั่งกับกองกำลัง "เช่นนั้นก็บุกเข้าไปในสิ่งที่เรียกว่าดินแดนมรณะเสียเลย"

"บุกทะลวงเข้าไปจนถึงระยะร้อยล้านลี้หน้าฐานที่มั่นสงครามของพวกมัน"

ร้อยล้านลี้

นี่มันแทบจะไปดักสังหารอยู่หน้าประตูบ้านของอีกฝ่ายชัดๆ เพียงสองวัน อู๋หยวนก็นำกองกำลังเข้าปะทะมากกว่าห้าสิบครั้ง

สังหารยอดฝีมือขอบเขตหลอมสุญญตาและขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ไปสามคน และผู้บำเพ็ญเซียนขอบเขตตำหนักม่วงและขอบเขตปฐพีสมุทรอีกนับพันคน

ก่อให้เกิดคลื่นพายุลูกใหญ่โหมกระหน่ำ

จากนั้น

อู๋หยวนดูเหมือนจะรู้ตัวว่าการกระทำเช่นนี้จะไปยั่วยุให้ฝั่งตำหนักเซียนโกรธแค้นจนถึงขีดสุด จึงนำกองกำลังถอนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว

พวกเขาถอยร่นรวดเดียวไกลกว่าพันล้านลี้ถึงได้หยุดพัก

...

ภายในเรือรบ

"ท่านผู้บัญชาการ จะพักผ่อนกันสักระยะหรือไม่" ปิงโหรวสุ่ย หญิงงามที่อดีตเคยมีท่าทีเย็นชาราวกับภูเขาน้ำแข็ง บัดนี้กลับเผยรอยยิ้มเมื่ออยู่ต่อหน้าอู๋หยวน

แน่นอนว่า

เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น รวมถึงเผยเหอที่ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมสุญญตาแล้ว นางก็ยังคงทำตัวเย็นชาราวกับภูเขาน้ำแข็งเช่นเดิม

"อืม"

อู๋หยวนพยักหน้า สายตากวาดมองคนทั้งห้าเบื้องหน้า "สองปีมานี้พวกเราเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากมาย ทว่าความสูญเสียก็มากมายเช่นกัน"

"หลังจากนี้จงพักผ่อนสักระยะและทบทวนสิ่งที่ผ่านมาให้ดี"

"โหรวสุ่ย เจ้าทะลวงถึงเจตจำนงแท้จริงขั้นเจ็ดแล้ว หากต้องการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมสุญญตาก็สามารถทำได้เลย" อู๋หยวนสั่งการ

"ขอรับ ท่านผู้บัญชาการ" ปิงโหรวสุ่ยตอบรับอย่างนอบน้อม

อู๋หยวนพยักหน้าก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องบำเพ็ญของเรือรบ

ทิ้งให้เผยเหอ ปิงโหรวสุ่ย และคนอื่นๆ อีกสามคนรั้งอยู่ด้านนอก

"นี่สหายปิง เจ้ามีความรู้สึกดีๆ ให้กับท่านผู้บัญชาการใช่หรือไม่ อยากจะผูกวาสนาเป็นคู่บำเพ็ญกับท่านผู้บัญชาการหรือเปล่า" เลี่ยสือเอ๋อร์ ชายหนุ่มหัวโล้นฉีกยิ้มหยอกล้อ

"หุบปากไปเลย หากเจ้าไม่พูดก็ไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้หรอก" ปิงโหรวสุ่ยกล่าวเสียงเย็นชาจับขั้วหัวใจ "ข้าก็แค่เลื่อมใสท่านผู้บัญชาการเท่านั้น"

"ท่านผู้บัญชาการยอดเยี่ยมมากจริงๆ" เผยเหอทอดถอนใจ

"อืม"

"แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ ข้าจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่าผู้บำเพ็ญขอบเขตตำหนักม่วงและขอบเขตปฐพีสมุทรจะสามารถแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ" อวี๋จัวและสือจี๋ต่างอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก

ตลอดสองปีที่ผ่านมา

การลงมืออันน่าสยดสยองครั้งแล้วครั้งเล่าของอู๋หยวน ทำให้พวกเขารู้สึกเคารพบูชาและเลื่อมใสจากก้นบึ้งของหัวใจ!

"น่าเสียดายที่จางซานก็ตายไปแล้ว" จู่ๆ สือจี๋ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ

ตลอดสองปีมานี้

ผ่านการศึกร่วมเป็นตายมานับร้อยครา แม้อู๋หยวนจะมีความแข็งแกร่งที่น่าทึ่งและคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ ทว่าคู่ต่อสู้ที่พบเจอกลับแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กองกำลังทั้งหมดยังคงต้องพบกับความสูญเสียไม่น้อย

ท้ายที่สุดแล้ว การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายก่อนตายของยอดฝีมือขอบเขตหลอมสุญญตาและขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์บางคนนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

ทหารกองทัพฮว่อชางสามร้อยคนในตอนแรก

บัดนี้เหลือเพียงสองร้อยห้าสิบสองคน แม้แต่จางซานซึ่งอยู่ขอบเขตปฐพีสมุทรขั้นเก้าก็ยังต้องมาตกตายในการต่อสู้อันน่าหวาดหวั่นครั้งหนึ่ง

"ผู้ที่ตายไปแล้วก็ปล่อยให้ตายไปเถิด พวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่ทำได้ก็คือต้องพยายามทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น" เผยเหอกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "พอกลับไป ค่อยไปดูแลคนในตระกูลของเขา"

"อืม"

"ต้องไม่ให้ใครมารังแกคนในตระกูลของเขาได้" หัวหน้าหน่วยคนอื่นๆ ต่างพากันพยักหน้า นี่คือข้อตกลงที่พวกเขาให้คำมั่นกันไว้ตั้งแต่แรกแล้ว

ชีวิตในกองทัพนับร้อยปี

ผนวกกับการผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ความผูกพันของพวกเขาลึกซึ้งยิ่งนัก

"ข้าจะไปทะลวงระดับก่อน หากสำเร็จข้าจะสามารถทำประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น" ปิงโหรวสุ่ยเดินเข้าไปในห้องพักห้องหนึ่ง

ท่ามกลางการต่อสู้อันเอาชีวิตเข้าแลกเช่นนี้ เป็นการบีบคั้นขีดจำกัดของตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า

โอกาสที่ผู้บำเพ็ญขอบเขตตำหนักม่วงและขอบเขตปฐพีสมุทรจะทะลวงระดับได้จึงยังคงสูงมากทีเดียว

...

ภายในห้องบำเพ็ญที่มีความกว้างความยาวและความสูงด้านละสิบจั้ง

อู๋หยวนกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหยก

"การศึกเป็นตายครั้งแล้วครั้งเล่า"

"หลังจบการต่อสู้ทุกครั้งล้วนทบทวนข้อบกพร่องของตนเอง"

"ทำให้ประสิทธิภาพในการหยั่งรู้มรรคาของข้าเพิ่มสูงขึ้นจริงๆ" อู๋หยวนทอดถอนใจเงียบๆ "เพียงสองปีก็สามารถอนุมานวิถีแห่งอายุวัฒนะไปถึงเขตแดนขั้นเจ็ดได้แล้ว"

"ห่างจากเขตแดนขั้นแปดอีกไม่ไกลแล้ว"

"วิถีดาราก็ก้าวหน้าขึ้นเช่นกัน"

ถูกต้องแล้ว

จากการขัดเกลาผ่านความเป็นความตาย ผนวกกับการเสริมพลังจากแรงศรัทธา ทำให้อู๋หยวนก้าวข้ามคอขวดจากเขตแดนขั้นหกไปสู่ขั้นเจ็ดในด้านวิถีแห่งอายุวัฒนะโดยไม่รู้ตัว

อู๋หยวนเชื่อมั่นว่า

อย่างมากที่สุดสิบปีเขาก็จะสามารถอนุมานวิถีแห่งอายุวัฒนะไปถึงระดับเขตแดนขั้นเก้าได้ หากกล่าวถึงเพียงความเร็วในการก้าวหน้า มันก็ไม่ได้ช้าไปกว่าวิถีดารามากนัก

หากความเร็วระดับนี้แพร่งพรายออกไป ย่อมต้องสร้างความตื่นตะลึงอย่างแน่นอน

ทว่าอู๋หยวนยังคงเก็บงำประกายเอาไว้ตลอดมา

ตลอดสองปีที่ผ่านมา นอกจากการต่อสู้ขัดเกลาตนเองในสมรภูมิเซียนวูแล้ว ไม่ว่าจะเป็นร่างหลักหลอมปราณหรือร่างหลักหลอมกายาล้วนไม่มีการเคลื่อนไหวใดที่น่าตกใจเลย

"เก็บตัวเงียบและพัฒนาตนเอง"

นี่คืออุดมการณ์ที่อู๋หยวนยึดถือในปัจจุบัน แม้ว่าความก้าวหน้าในวิถีดาราและวิถีแห่งอายุวัฒนะของเขาจะพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วก็ตาม

ทว่าการที่ร่างหลักหลอมกายาค้นคว้าอักขระลับแห่งมิติบนลูกแก้วแสงสีเงินกลับมีความก้าวหน้าที่เชื่องช้ายิ่งนัก

ถึงขั้นกล่าวได้ว่า

ไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อย!

"หากเป็นวิถีแห่งมิติเพียงอย่างเดียว หากมีเวลามากพอข้าอาจจะพอทำความเข้าใจได้บ้าง" อู๋หยวนส่ายหน้าเล็กน้อย

ทว่าอักขระลับพิเศษบนผิวนอกของลูกแก้วแสงสีเงินนั้นก่อตัวขึ้นจากการผสานรวมมรรคากลากหลายแขนงเข้าด้วยกัน เช่นวิถีดารา วิถีแห่งอายุวัฒนะ และวิถีแห่งมิติ

ยิ่งทำความเข้าใจ อู๋หยวนก็ยิ่งตระหนักได้ว่าเหตุใดศิษย์พี่ศิษย์น้องของตนที่ล้วนเป็นอัจฉริยะเหนือสามัญถึงยากจะเดินไปบนเส้นทางสายนี้

มันลึกล้ำเกินไปจริงๆ

"ทว่า"

"ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากการต่อสู้เสี่ยงตายในสมรภูมิเซียนวูยาวนานถึงสองปีหาใช่การหยั่งรู้มรรคาไม่ แต่เป็นหมอกโลหิตที่ในที่สุดก็สะสมจนถึงขีดจำกัดที่หอคอยทมิฬจะรองรับได้แล้ว" อู๋หยวนหลับตาลงอย่างแผ่วเบา

ต้นกำเนิดจิตวิญญาณของเขายังคงสถิตอยู่ภายในวังตันเถียนบน

การเข่นฆ่าสังหารเพื่อสะสมหมอกโลหิต

นี่คือเป้าหมายอันดับแรกของอู๋หยวนในการมาเยือนสมรภูมิเซียนวู ทว่าไม่ทราบว่าเป็นเพราะมีร่างหลักทั้งสองหรือเพราะได้ทะลวงเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้น

ในช่วงเวลาเกือบสองปี

ผลึกต้นกำเนิดบำเหน็จที่อู๋หยวนสะสมไว้มีมากกว่าหนึ่งร้อยล้านก้อนแล้ว เขาได้รับฉายานักรบขั้นเก้ามาครอบครอง ย่อมจินตนาการได้ว่าเขาทำการสังหารไปมากมายเพียงใด

กว่าที่หมอกโลหิตในหอคอยทมิฬจะถึงขีดจำกัดสูงสุด

ขณะนี้

ภายในวังตันเถียนบน

หมอกโลหิตอันหนาแน่นจนน่าเหลือเชื่อกำลังไหลเวียนอย่างบ้าคลั่ง

ทว่าประตูที่ฐานของหอคอยทมิฬกลับไม่ได้เปิดออกอย่างที่อู๋หยวนคาดคิดไว้

กลับกลายเป็นเสาหินบนยอดหอคอยที่กำลังเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าและดูแปลกประหลาดออกมา

หึ่ง~ หมอกโลหิตจำนวนมหาศาลกำลังแปรสภาพเป็นสายลมพวยพุ่งเข้าสู่เสาหินอย่างไม่ขาดสาย ทำให้พื้นผิวของเสาหินปรากฏสีแดงฉานขึ้นมารำไร

"นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"

"หมอกโลหิตถึงขีดจำกัดที่รองรับได้แล้วแต่หอคอยทมิฬกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ กลายเป็นเสาหินที่เริ่มกลืนกินหมอกโลหิตแทน" ต้นกำเนิดจิตวิญญาณของอู๋หยวนเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ

เขาไม่กล้าผลีผลามทำสิ่งใด

ประการแรกอู๋หยวนรู้ดีว่าเสาหินก็เป็นของวิเศษชิ้นหนึ่งเช่นกัน โดยเฉพาะความโดดเด่นด้านการป้องกันจิตวิญญาณ ยามนี้เขาไม่ทราบเหตุผลที่มันดูดซับหมอกโลหิตเลยแม้แต่น้อย

ประการที่สองอู๋หยวนไม่แน่ใจว่าเสาหินบนยอดกับตัวหอคอยทมิฬนั้นเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่ จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าใช่หอคอยทมิฬหรือไม่ที่กำลังดูดซับหมอกโลหิต

เพียงแต่

เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของหอคอยทมิฬในตอนที่อยู่กับร่างหลักหลอมกายาแล้ว

ความเร็วในการดูดซับหมอกโลหิตของเสาหินในเวลานี้ช่างเชื่องช้ายิ่งนัก

เหตุใดอู๋หยวนจึงยอมถอยทัพหลังจากต่อสู้อย่างดุเดือดนอกฐานที่มั่นสงครามศาลสวรรค์เพียงไม่กี่วัน

นอกเหนือจากการไม่อยากยั่วยุศาลสวรรค์จนเกินขอบเขตแล้ว สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือหมอกโลหิตบรรลุถึงขีดจำกัดและเสาหินหอคอยทมิฬเกิดการเปลี่ยนแปลง อู๋หยวนไม่ต้องการให้จิตใจวอกแวก

"รอจนกว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดจะสิ้นสุดลงและทำความเข้าใจความเร้นลับของเสาหินให้ถ่องแท้เสียก่อน จากนั้นค่อยไปไล่ล่าสังหารก็ยังไม่สาย" อู๋หยวนเฝ้ารออย่างสงบ

"ด้วยความเร็วระดับนี้ยังต้องใช้เวลาอีกหกวันจึงจะกลืนกินจนหมดสิ้น"

การต่อสู้โชกเลือดตลอดสองปี หมอกโลหิตที่อู๋หยวนสะสมไว้ในวังตันเถียนบนนั้นมีปริมาณมหาศาลจนแทบประเมินไม่ได้

หากใช้เพื่อชำระล้างแรงศรัทธาเพียงอย่างเดียว

ด้วยอัตราการใช้ในปัจจุบันก็เพียงพอให้ใช้ไปได้อีกนับหมื่นปี!

...

ขณะที่อู๋หยวนนำกองกำลังซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังอุกกาบาตที่ไม่สะดุดตาซึ่งแทรกอยู่ระหว่างพื้นที่อันตรายและพื้นที่ทั่วไปเพื่อบำเพ็ญเพียรอย่างเงียบๆ

ค่ายศาลสวรรค์ ภายในฐานที่มั่นสงครามกลางดาราหมายเลข 1294

ดวงดาวสงครามทั้งดวงถูกแบ่งออกเป็นหลายชั้น ชั้นแรกคือสถานที่ประจำการของทหารศาลสวรรค์ ชั้นที่สองคือสถานที่ที่ยอดฝีมือขอบเขตหลอมสุญญตาและขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นจึงจะสามารถเข้าสู่ได้

ชั้นที่สามซึ่งมีขนาดกว้างใหญ่ที่สุด คือสถานที่รวมตัวของผู้บำเพ็ญขอบเขตตำหนักม่วงและขอบเขตปฐพีสมุทร

ขณะนี้ ณ ด้านนอกค่ายกลเคลื่อนย้ายขนาดยักษ์ในชั้นที่สอง ยอดฝีมือขอบเขตหลอมสุญญตาและขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์หกคนกำลังรวมตัวกัน แต่ละคนล้วนมีกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดา

พวกเขาต่างรอคอยอย่างเงียบสงบ

ทันใดนั้น

ฟุ่บ! แสงสว่างจ้าสาดส่องลงมา ร่างในชุดเกราะสีดำก้าวออกมาจากค่ายกลเคลื่อนย้าย เขาอยู่ในขอบเขตปฐพีสมุทรเท่านั้น

ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายอันทรงอำนาจออกมารำไร

"คารวะองค์ชายเฟิงเซิ่ง"

"คารวะองค์ชายเฟิงเซิ่ง" ยอดฝีมือขอบเขตหลอมสุญญตาและขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหกทำความเคารพร่างในชุดเกราะสีดำพร้อมกันด้วยความนอบน้อมยิ่ง

"ไม่ต้องมากพิธี"

ชายหนุ่มชุดเกราะดำมีแววตาเย็นชา เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ข้าได้รับบัญชาจากตำหนักเซียน ให้มาสังหารนักรบขั้นเก้านามว่าหมิงเจี้ยนแห่งค่ายศาลวู"

"ตอนนี้เขาอยู่ที่ใด"

จบบทที่ ตอนที่ 322 นามแห่งหมิงเจี้ยน (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว