- หน้าแรก
- ข้าบรรลุเป็นเซียนทองคำแล้ว ไฉนเจ้าจึงเป็นเทพยุทธ์ไปได้เล่า
- บทที่ 1 แดนเทพไซอิ๋ว? หรือแดนเทพขุมนรก?
บทที่ 1 แดนเทพไซอิ๋ว? หรือแดนเทพขุมนรก?
บทที่ 1 แดนเทพไซอิ๋ว? หรือแดนเทพขุมนรก?
บทที่ 1 แดนเทพไซอิ๋ว? หรือแดนเทพขุมนรก?
"ได้ยินข่าวหรือยัง เมืองเกียวโตในประเทศซากุระถูกสิงโตยักษ์ผมเขียวเข้ายึดครองไปแล้ว เมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองตอนนี้กลายเป็นภูเขาหัวกะโหลกและป่ากระดูกไปเสียแล้ว..."
"ฉันเห็นคลิปในเว็บมืดมาแล้ว สิงโตยักษ์ตัวนั้นสูงตั้งพันเมตร แทะกินคนเป็น ๆ ทุกวัน แถมได้ยินมาว่านั่นเป็นแค่ร่างอวตารของจอมอสูรตนหนึ่งเท่านั้น ถ้าหากร่างจริงจุติลงมา มนุษยชาติคงสูญพันธุ์ไปแล้วแน่ ๆ!"
"เหตุการณ์สิ่งแปลกปลอมรั่วไหลจากแดนเทพไซอิ๋วเริ่มถี่ขึ้นเรื่อย ๆ พวกเรามนุษย์จะอยู่รอดไปได้อีกกี่ปีกันเชียว?"
"คงอีกไม่กี่ปีหรอก เงาของพวกอสุรกายพวกนี้มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ได้ยินมาว่าที่รัฐเท็กซัสในประเทศอเมริกา มีจอมอสูรโบราณตนหนึ่งชื่อประมาณว่าบรรพชนเปิ่นโบ มันยึดครองรัฐนั้นตั้งตนเป็นราชา แล้วบังคับให้ส่งเด็กชายหญิงเก้าคู่มาให้มันเขมือบทุกวัน...!"
"ซี้ด... แต่บรรพชนเปิ่นโบนี่ก็ถือว่าเพลา ๆ มือลงมากแล้วนะ ไม่เหมือนสิงโตยักษ์ผมเขียวที่อ้าปากคำเดียวก็กลืนกินคนเป็นพัน..."
"ที่แปลกกว่านั้นคือคนท้องถิ่นที่นั่นไม่มีความกลัวเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังแย่งกันส่งลูกหลานตัวน้อยของตัวเองไปให้ เพียงเพื่อแลกกับเศษรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ จากบรรพชนเปิ่นโบตนนั้น!"
"ไม่แปลกหรอก นั่นมันเป็นธรรมเนียมดั้งเดิมของพวกอเมริกันเขาอยู่แล้ว!"
...
"ชู่... เบา ๆ หน่อย อาจารย์หลี่มาแล้ว!"
ห้องเรียนที่เคยส่งเสียงจอแจพลันเงียบกริบลงทันตา
อาจารย์หลี่ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำชั้นปรากฏตัวขึ้นที่ประตูห้อง เธอเดินตรงไปยังแท่นหน้าชั้นเรียน ดันแว่นกรอบดำขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับมีสีหน้าเคร่งขรึม
"นักเรียนทุกคน ครูมีเรื่องสำคัญจะประกาศให้ทราบ!"
"เนื่องจากแดนเทพไซอิ๋วระดับเอสเอสเอสเกิดเหตุอสูรบุกโจมตีโลกแห่งความจริงอยู่บ่อยครั้ง และแดนเทพระดับต่ำที่พวกเรากำลังสำรวจอยู่ในปัจจุบันก็ไม่สามารถรับมือกับอสูรพวกนี้ได้เลย ดังนั้นในปีนี้ทางส่วนกลางจึงจะรับสมัครนักเรียนกลุ่มใหม่เพื่อเข้าไปสำรวจในแดนเทพไซอิ๋ว!"
สิ้นเสียงประกาศ ห้องเรียนก็สิ้นสุดความสงบและระเบิดความวุ่นวายขึ้นทันที!
"อะไรนะ? จะให้ใช้แดนเทพไซอิ๋วเป็นแดนเทพแห่งแรกเนี่ยนะ? มันต่างอะไรกับการฆ่าตัวตายล่ะ?"
"แดนเทพแห่งนั้นเต็มไปด้วยอสูรร้ายที่บำเพ็ญเพียรมาเป็นพันเป็นหมื่นปี มีพลังทำลายล้างประเทศได้ในพริบตา พวกเราคนธรรมดาไม่มีทางรอดหรอก มันคือทางตันชัด ๆ!"
"ทำไมไม่ส่งพวกนักโทษประหารไปสำรวจแดนเทพไซอิ๋วล่ะ?"
"บ้าหรือเปล่า? เกิดนักโทษประหารได้วาสนาในแดนเทพไซอิ๋วแล้วกลับมาที่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ ลองทายดูสิว่าใครจะเป็นรายต่อไปที่ต้องตาย?"
ความวิตกกังวลและความตื่นตระหนกแผ่ซ่านไปทั่วทั้งห้องเรียน!
อาจารย์หลี่พยายามช่วยให้นักเรียนสงบสติอารมณ์ลง
"ทุกคน ไม่ต้องตื่นตระหนกไป ทางการจะส่งผู้ฝึกสอนระดับมืออาชีพไปด้วย และหากใครสามารถกลับมาจากแดนเทพไซอิ๋วได้อย่างปลอดภัย ก็จะได้รับรางวัลอย่างงาม"
"มีใครจะลงชื่อไหม?"
ทุกคนต่างส่ายหน้าพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย บ้าไปแล้วหรืออย่างไร? ใครจะยอมไปแดนเทพขุมนรกแห่งนั้น? อยู่แบบมีชีวิตรอดต่อไปไม่ดีกว่าหรือ?
อาจารย์ถอนหายใจออกมายาวเหรอ
"ถ้าอย่างนั้นคงต้องใช้ใช้วิธีจับฉลาก แต่ละโรงเรียนจะต้องเลือกมาหนึ่งคน..."
"ผมสมัครครับ!"
เด็กหนุ่มคนหนึ่งเบียดตัวผ่านฝูงชนออกมาและมายืนต่อหน้าอาจารย์หลี่ ใบหน้าของเขาเรียบเฉย มีความสุขุมคัมภีร์ภาพและความสงบนิ่งที่ดูไม่สมกับอายุของตนเอง
ทุกคนในห้องเรียนต่างตกตะลึง
"นั่นมันหนิงเฉิน หัวหน้าห้องนี่นา!"
"ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนที่มีค่าสมรรถภาพทางกายและโครงสร้างกระดูกไม่ถึงสามสิบ จนไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้ท่องแดนเทพหรอกหรือ?"
"ดูเหมือนเขาจะยอมเสี่ยงโชคแบบหมดหน้าตักแล้วล่ะ ด้วยพรสวรรค์ระดับนั้น ต่อให้ไปแดนเทพแนวกำลังภายใน ก็คงไม่มีสำนักไหนรับเขาเป็นศิษย์หรอกมั้ง?"
"เขาบ้าไปแล้วจริง ๆ อยู่เป็นคนธรรมดาต่อไปไม่ดีกว่าหรือไง?"
ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองมายังเขาเหมือนคนบ้า เด็กหนุ่มก้าวเดินไปข้างหน้า เซ็นชื่อลงในใบสมัคร และประทับลายนิ้วมือเพื่อแสดงเจตนาว่าจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ!
โรงเรียนในโลกยุทธ์ระดับต่ำจะประเมินพรสวรรค์ของศิษย์ เนื่องจากค่าโครงสร้างกระดูกและสมรรถภาพทางกายของเขาไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน เขาจึงไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะเป็นผู้ท่องแดนเทพ
ทว่าการปรากฏขึ้นของแดนเทพไซอิ๋วกลับเป็นประตูหลังที่เปิดออกเพื่อนักเดินทางข้ามภพอย่างเขาโดยเฉพาะ!
ฟ้าย่อมรู้ดีว่าเขารอคอยวาสนานี้มาอย่างยากลำบากเพียงใด
เด็กหนุ่มคนนี้มีชื่อว่าหนิงเฉิน ในชาติก่อนเขาทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่น ระหว่างทางกลับบ้านตรงทางแยก ทันใดนั้นเขาก็เห็นไฟหน้าอันสว่างจ้าสองดวงพุ่งตรงมาหาเขา จากนั้นสติรับรู้ทั้งหมดก็ดับวูบไป...
การถูกรถบรรทุกชนจนมาเกิดใหม่ในโลกนี้ เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปสิบแปดปีแล้ว
หลังจากมาเกิดใหม่ในโลกใบนี้ พรสวรรค์ของเขาจัดอยู่ในระดับปานกลาง มีเพียงความสามารถในการทำความเข้าใจที่สูงส่งจนได้คะแนนเต็มในวิชาการ แต่เขากลับไม่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ท่องแดนเทพ
ทว่าในวันนี้ เขารู้ดีว่าวาสนาของเขามาถึงแล้ว!
โลกที่เขาข้ามภพมานี้มีชื่อว่าดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ช่วงประมาณปีคริสต์ศักราชสองพัน ห้วงมิติเอเลี่ยนที่เรียกว่าแดนเทพได้ปรากฏขึ้นบนโลก
ทุกคนสามารถเข้าไปในห้วงมิติเอเลี่ยนเหล่านี้เพื่อแสวงหาวาสนาอันเหนือธรรมชาติ ไม่นานนัก บางคนก็สำเร็จวิชาการต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวจากแดนเทพและกลับมาสู่โลกแห่งความจริง
บางคนสามารถซัดลมปราณแท้จริงเป็นรูปมังกรออกมาได้ด้วยมือเปล่า
บางคนสามารถปีนกำแพงทะยานขึ้นหลังคา กระโดดสูงได้หลายสิบเมตร!
บางคนสามารถใช้ลมปราณแท้จริงควบคุมกระบี่ บั่นศีรษะศัตรูได้จากระยะร้อยเมตร!
มนุษย์ผู้ได้รับพลังเหนือธรรมชาติเหล่านี้ถูกเรียกว่า ผู้ท่องแดนเทพ!
นับตั้งแต่นั้นมา การพิชิตแดนเทพจึงกลายเป็นเส้นทางที่ดีที่สุดสำหรับคนหนุ่มสาวในการก้าวหน้า
หากใครสามารถได้รับพลังเหนือธรรมชาติในแดนเทพและกลับมายังดาวเคราะห์สีน้ำเงินได้ พวกเขาจะได้รับงานที่รายได้สูง ได้รับความรักจากหญิงงาม และแม้กระทั่งมีอายุขัยที่ยืนยาว!
อย่างไรก็ตาม มีแดนเทพแห่งหนึ่งที่ยากเย็นแสนเข็ญเป็นอย่างยิ่ง มีทั้งหมดรวมแล้วกว่าแปดสิบระดับ ยกเว้นระดับแรกที่ค่อนข้างปลอดภัย ส่วนระดับอื่น ๆ นั้น ทันทีที่เข้าไปจะต้องเผชิญหน้ากับอสูรร้ายที่มีตบะบารมีสะเทือนฟ้าดิน แดนเทพแห่งนี้จึงถูกขนานนามอีกชื่อหนึ่งว่า แดนเทพขุมนรก!
ผู้ท่องแดนเทพที่เข้าไป ไม่ว่าจะมีฝั่งฝาเก่งกล้าเพียงใด แทบจะไม่มีใครได้กลับมาเลย พวกเขาล้วนลงเอยด้วยการเป็นอาหารของพวกอสูร
แม้แต่ยอดฝีมือที่บรรลุถึงขั้นปรมาจารย์ขั้นกำเนิดขั้นสูงสุด ก็ยังต้องพบกับคราวเคราะห์เมื่อไปยังแดนเทพไซอิ๋ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หนิงเฉินก็อดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าแปลก ๆ คนบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินพวกนี้บ้าไปแล้วหรืออย่างไร? มองข้ามโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรในไซอิ๋ว ไม่ยอมไปพิชิตมัน แต่กลับไปดิ้นรนอยู่ในโลกยุทธ์ระดับต่ำพวกนั้นน่ะหรือ?
สมองของพวกเขาพังไปหมดแล้วหรือไร?
จากนั้นเขาจึงตระหนักได้ว่า ในโลกใบนี้ไม่มีนิยายเรื่องไซอิ๋วอยู่เลย!
ในโลกยุทธ์ระดับต่ำ คนธรรมดาสามารถประสบความสำเร็จได้บ้างผ่านความพยายามและและความบากบั่นของตนเอง
ทว่าโลกไซอิ๋วนั้นแตกต่างออกไป ต่อให้คนธรรมดาจะบำเพ็ญเพียรจนถึงจุดสูงสุดของมนุษย์ อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดหรือขั้นเซียนยุทธ์ พวกเขาก็ไม่มีกำลังจะต่อต้านได้เลยเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าเซียน พระพุทธองค์ และอสูรร้าย!
ยกเว้นแต่หัววัวหน้าม้าแห่งยมโลก ในโลกไซอิ๋วหากเจ้าเรียกข้าว่า "เจ้าวัวน้อย" หรือ "เจ้าม้าน้อย" ข้าคงไม่ถือสาอะไร
แต่ในโลกอื่น ๆ เจ้าควรจะเรียกข้าว่าอย่างไร?
"มองตาข้า!"
"ตอบข้ามา!"
"ถ้าเจ้าไม่คุกเข่าลงแล้วตะโกนเรียก 'ท่านสาม' 'ท่านสี่' ข้าจะลากเจ้าลงยมโลกโดยตรง และทำให้เจ้าไม่ได้ไปผุดไปเกิดชั่วกัปชั่วกัลป์!"
ในโลกเหนือธรรมชาติ หัววัวหน้าม้าคือภูตผีและเทพเจ้าแห่งกฎเกณฑ์ระดับเอสเอสเอสที่ไม่สามารถแก้ไขได้
"หากเทพองค์นี้บัญชาให้เจ้าตายในยามสาม ใครจะบังอาจรั้งเจ้าไว้จนถึงยามสี่?"
ยังไม่ต้องพูดถึงไท่ซ่างเหลาจวินและหยวนสือเทียนจุน ซึ่งอยู่ในระดับอริยบุคคล ยอดบุรุษเหล่านี้เพียงแค่ขยับนิ้วเดียว โลกมนุษย์ทั้งใบก็ต้องสั่นสะเทือนแล้ว!
ทว่าในทางกลับกัน ยิ่งคลื่นลมแรงเท่าไหร่ ปลาก็ยิ่งมีราคาแพงเท่านั้น ขอเพียงเขา สามารถเรียนรู้อภินิหารได้เพียงเล็กน้อยในโลกไซอิ๋วแล้วกลับมายังดาวเคราะห์สีน้ำเงิน เขาก็จะไร้เทียมทานอย่างสิ้นเชิงไม่ใช่หรือ!
เมื่อคิดได้ดังนี้ หนิงเฉินก็ไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่ในใจอีกต่อไป เขายังคงตั้งตารอคอยการเดินทางสู่แดนเทพในวันพรุ่งนี้ด้วยซ้ำ
เท่าที่เขารู้ มีสถานที่แห่งหนึ่งในโลกไซอิ๋วที่จะช่วยให้เขามีชีวิตรอดได้อย่างปลอดภัยในช่วงแรก และสามารถเรียนรู้อภินิหารอันน่าทึ่งบางอย่างได้...
...
วันต่อมา ทางเข้าแดนเทพเปิดออกตามกำหนดเวลา เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการเปิดใช้งานอุปกรณ์ วังวนสีทองก็ปรากฏขึ้นตรงใจกลางสนามเด็กเล่น หนิงเฉินและเพื่อนร่วมชั้นจึงเดินเรียงแถวเข้าไป
เมื่อก้าวเข้าสู่วังวนสีทอง หนิงเฉินรู้สึกว่าร่างกายของเขาเบาหวิว และภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
รอบตัวของเขาไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่คุ้นเคยอีกต่อไป แต่เป็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวอันกว้างใหญ่ไพศาลจนสุดลูกหูลูกตา
ใต้เท้าของทุกคนคือหมู่เมฆและหมอกที่ตัดผ่าน และในระยะไกลมีเงาเลือนลางอันระยิบระยับของขุนเขาและสายน้ำ ราวกับเศษเสี้ยวของโลกนับไม่ถ้วนกำลังมารวมกันที่นี่
แม้ว่าพวกเขาจะเคยเห็นคำอธิบายของภาพนี้ในตำราเรียนมาบ้างแล้ว แต่ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าด้วยความอัศจรรย์ใจ
บางคนยื่นมือออกไปสัมผัสจุดแสงที่ลอยผ่านไป ขณะที่คนอื่น ๆ มองไปรอบ ๆ ด้วยความประหม่า เบื้องหน้าของพวกเขา ม้วนคัมภีร์ขนาดมหึมานับไม่ถ้วนกำลังค่อย ๆ คลี่ออกอย่างช้า ๆ!
สิ่งเหล่านี้คือทางเข้าสู่แดนเทพต่าง ๆ นั่นเอง!
"นักเรียนทุกคน ฟังข้อควรระวังจากครูหน่อย!"
ชายร่างบึกบึนโกนหัวสวมแว่นกันแดดและเสื้อแจ็กเก็ตหนังปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าทุกคน ร่างกายอันกำยำและหัวโล้นเลี่ยนของเขาที่สะท้อนกับแสงของแดนเทพด้านหลัง ทำให้เขาดูตัวใหญ่โตเป็นพิเศษ
"สวัสดีนักเรียนทุกคน ครูชื่อลั่วจ้านเทียน พวกเธอจะเรียกครูว่าอาจารย์ลั่วก็ได้ วันนี้ครูจะนำพวกเธอเดินทางสู่แดนเทพเป็นครั้งแรกในชีวิต"
บางคนเริ่มกระซิบกระซาบกัน
"นั่นคือเทพลั่วจากเมืองหลวง ปรมาจารย์ขั้นกำเนิดขั้นสูงสุดระดับเก้าเลยนะ!"
"ว่ากันว่าเทพลั่วได้ฝึกฝนกายาเพชรระยิบระยับจนสำเร็จแล้ว แม้แต่ในแดนเทพ เขาก็เป็นยอดฝีมือที่สามารถสยบได้ทั้งโลก!"
ชายร่างบึกบึนหัวโล้นถอดแว่นกันแดดออกแล้วชี้ไปที่ดวงอาทิตย์สีทองบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
"นั่นคือศูนย์กลางแดนเทพ หลังจากพวกเธอเข้าไปในแดนเทพแล้ว พวกเธอจะได้รับแผงคุณสมบัติ ซึ่งจะช่วยให้พวกเธอสามารถโต้ตอบ แลกเปลี่ยนข้อมูล เคล็ดวิชา อาวุธ และอื่น ๆ ผ่านศูนย์กลางแดนเทพได้..."
หนิงเฉินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ที่ซึ่งมีลูกบอลแสงสีทองเปล่งประกายอันมั่นคงและอ่อนโยนออกมา
ชายร่างบึกบึนหัวโล้นกล่าวด้วยเสียงอันดัง
"นักเรียนที่ลงชื่อสมัครแดนเทพไซอิ๋ว มาทางนี้ ครูมีข้อมูลลับบางอย่างจะบอกพวกเธอ เพื่อที่ว่าต่อให้พวกเธอจะไม่ได้รับวาสนาอันเหนือธรรมชาติ ก็จะไม่ต้องไปตายในแดนเทพ!"
เด็กหนุ่มเด็กสาวบางคนที่มีสีหน้าเคร่งเครียด ซึ่งลงชื่อสมัครแดนเทพไซอิ๋วด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน ได้ก้าวเดินออกมาจากฝูงชน
หนิงเฉินก็เดินตามไปด้วยเช่นกัน
เขาต้องการฟังว่าอาจารย์ลั่วคนนี้จะให้คำแนะนำประเภทไหน
การทำเช่นนี้จะช่วยให้เขาเข้าใจถึงระดับความรู้ของดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่มีต่อแดนเทพไซอิ๋วได้อีกด้วย