- หน้าแรก
- สำนักวิญญาณยุทธ์ไร้ขีดจำกัด
- ตอนที่ 23 ทำลายตัวเอง
ตอนที่ 23 ทำลายตัวเอง
ตอนที่ 23 ทำลายตัวเอง
ตอนที่ 23 ทำลายตัวเอง
เมื่อเส้นตายหนึ่งเดือนที่สำนักวิญญาณยุทธ์มอบให้สำนักเฮ่าเทียนใกล้เข้ามา ขุมกำลังทุกฝ่ายบนทวีปต่างก็สงบลง โลกวิญญาจารย์ทั้งมวลตกอยู่ในความเงียบงันอย่างน่าสะพรึงกลัว ทุกฝ่ายต่างเฝ้าสังเกตการณ์การเผชิญหน้าครั้งนี้อย่างลับๆ ระหว่างผู้นำของสามสำนักใหญ่ซึ่งเป็นสำนักอันดับหนึ่งของโลกกับสำนักวิญญาณยุทธ์
สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติ
หนิงเฟิงจื้อนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักและถอนหายใจ “สายลมบนภูเขากำลังพัดโหม บ่งบอกถึงพายุที่กำลังจะมาถึงจริงๆ ราชทินนามพรหมยุทธ์สิบคน นี่ยังไม่รวมเชียนเต้าหลิวและเซียนซวินจี๋ ต่อให้วิญญาณยุทธ์หอแก้วเจ็ดสมบัติของข้าสามารถสนับสนุนราชทินนามพรหมยุทธ์ฝั่งเรา ทำให้ราชทินนามพรหมยุทธ์หนึ่งคนนับเป็นสองคนได้ เมื่อรวมถังเฮ่าเข้าไปแล้ว พวกเราก็มีราชทินนามพรหมยุทธ์แค่สิบคนเท่านั้น...”
พรหมยุทธ์กระดูกกล่าวว่า “เฟิงจื้อ สำนักเฮ่าเทียนได้รวบรวมตระกูลในเครือทั้งหมดที่พวกเขาสามารถติดต่อได้มาแล้ว พวกเขาคิดจะต่อสู้กับสำนักวิญญาณยุทธ์จนตัวตายจริงๆ หรือ...”
“เว้นเสียแต่ว่าอดีตเจ้าสำนักถังเฉินที่หายตัวไปนาน ผู้ซึ่งมีความสามารถทัดเทียมกับเชียนเต้าหลิวจะกลับมา มิฉะนั้นการต่อสู้ครั้งนี้ก็มีแต่นำไปสู่การทำลายล้างสำนักเฮ่าเทียนของพวกมันเอง...”
ในความคิดของเขา หากถังเฉินไม่กลับมา หนิงเฟิงจื้อก็ไม่ต้องการให้สำนักเฮ่าเทียนถูกทำลายอย่างเด็ดขาด เดิมทีสามสำนักใหญ่ก็แทบจะไม่อาจคานอำนาจกับสำนักวิญญาณยุทธ์ได้อยู่แล้วแม้จะร่วมมือกัน หากสำนักเฮ่าเทียนถูกทำลาย และสามสำนักใหญ่ต้องสูญเสียไปหนึ่ง โดยเฉพาะสำนักเฮ่าเทียนที่ทรงพลังที่สุด สามสำนักใหญ่ก็คงไม่ต่างอะไรกับเรื่องตลกต่อหน้าสำนักวิญญาณยุทธ์ สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติคงทำได้เพียงปฏิบัติตามความต้องการของสำนักวิญญาณยุทธ์เท่านั้น
“พวกเราไปดูกันเถอะ หากอดีตเจ้าสำนักของสำนักเฮ่าเทียนไม่ปรากฏตัว เช่นนั้นถังเฮ่าก็ทำได้เพียงประกาศว่าเขาไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับจักรพรรดิหญ้าเงินครามแสนปีตัวนั้น เขายังต้องกำจัดจักรพรรดิหญ้าเงินครามแสนปีตัวนั้น เพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งระหว่างสำนักวิญญาณยุทธ์และสำนักเฮ่าเทียนจากการทรยศเผ่าพันธุ์ให้กลายเป็นการแย่งชิงสมบัติล้ำค่าแทน...”
ศาลาเยว่เซวียน ห้องเรียนดนตรี
ถังเยว่ฮวากำลังสอนเหล่านักเรียนของศาลาเยว่เซวียนตามปกติ ราวกับว่าพายุและความขัดแย้งของโลกภายนอกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับนาง
เบื้องหน้า นักเรียนแต่ละคนสวมชุดคลุมหรือชุดกระโปรงสีเงิน โดยมีพิณวางอยู่ตรงหน้า
ถังเยว่ฮวานั่งอย่างสง่างามบนเก้าอี้สตูลเตี้ยตัวโปรด มือเรียวยาวของนางเริ่มบรรเลงอย่างแผ่วเบา และเสียงอันสง่างาม บริสุทธิ์ ใสกังวานดั่งไข่มุกและหยก ชัดเจนราวกับน้ำค้างยามเช้า ก็หลั่งไหลออกมาจากพิณสีทองอันวิจิตรบรรจงนั้น
บทเพลงจบลง
ถังเยว่ฮวาค่อยๆ ยืนขึ้น ทุกท่วงท่าเป็นธรรมชาติและไร้ที่ติ “เอาล่ะ นักเรียนทุกคน ฝึกซ้อมตามสมุดบันทึกโน้ตดนตรีให้ดีนะ...”
กลุ่มนักเรียนชั้นสูงมองไปที่สมุดโน้ตบนตักและเริ่มบรรเลง ชั่วขณะหนึ่ง เสียงดนตรีหลากหลายท่วงทำนองก็ดังก้องไปทั่วห้องเรียนดนตรี ถังเยว่ฮวาเดินไปมาท่ามกลางเหล่านักเรียน คอยให้คำแนะนำเป็นระยะ
ในเวลานี้ เสียงฝีเท้าดังกึกก้องก็ดังขึ้น เสียงฝีเท้านั้นดังมากจนทะลุผ่านประตูเข้ามา เสียงดนตรีหลากหลายท่วงทำนองในห้องเรียนก็ไม่อาจกลบมันได้
“ปัง!”
ประตูถูกผลักออก อัศวินในชุดเกราะเต็มยศพร้อมหอกในมือกว่าสิบคนซึ่งแผ่ความผันผวนของพลังวิญญาณออกมาก็เดินเข้ามา
เหล่านักเรียนชั้นสูงต่างตกใจกลัว ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น
สีหน้าของถังเยว่ฮวาพลันเย็นชาขึ้น นางจดจำเครื่องแต่งกายของอัศวินเหล่านี้ได้ พวกเขาคืออัศวินผู้พิทักษ์แห่งวิหารวิญญาณยุทธ์ และว่ากันว่าทุกคนล้วนเป็นวิญญาจารย์ระดับราชาวิญญาณทั้งสิ้น
อัศวินผู้พิทักษ์จัดแถวเป็นสองหน้ากระดาน ชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาจากแถวนั้น ชายชราสวมชุดคลุมที่สะอาดสะอ้าน รูปร่างของเขาผอมแห้งและสูงโปร่ง ดวงตาค่อนข้างขุ่นมัว และมีท่าทีเหมือนคนกึ่งหลับกึ่งตื่น
หากพวกเขาอยู่บนถนน คนทั่วไปอาจคิดว่าชายชราผู้นี้ขาดสารอาหารและเซื่องซึม แต่นักเรียนชั้นสูงผู้มีความรู้หลายคนต่างตกใจจนรีบลุกขึ้นยืนทันทีที่เห็นเขา เพราะชายชราผู้นี้สวมมงกุฎทองคำขาวห้าแฉก
มงกุฎทองคำขาวห้าแฉกคือสัญลักษณ์ของสังฆราชทองคำขาวแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์ และในเมืองเทียนโต่ว มีเพียงคนเดียวที่สวมมงกุฎนี้ นั่นคือเจ้าวิหารวิญญาณยุทธ์สาขาเมืองเทียนโต่ว สังฆราชทองคำขาวซาลัส สถานะของเขานั้นเป็นรองเพียงจักรพรรดิเสวี่ยเยี่ย ซึ่งเป็นตัวตนที่ทัดเทียมกับเจ้าสำนักของสามสำนักใหญ่
ดวงตาง่วงงุนของซาลัสมองไปที่ถังเยว่ฮวา และเขากล่าวเบาๆ “เจ้าคือนายหญิงแห่งศาลาเยว่เซวียน นายหญิงเยว่สินะ...”
ถังเยว่ฮวากล่าวอย่างเย็นชา “สำนักวิญญาณยุทธ์ ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกเจ้า โปรดออกไปเสีย...”
ซาลัสยกมือขึ้นชี้ “คนของสำนักเฮ่าเทียน ผู้ทรยศต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ จับตัวนางไว้...”
อัศวินผู้พิทักษ์สองคนลงมือทันทีและลากตัวถังเยว่ฮวาขึ้นมา แม้ว่าถังเยว่ฮวาจะเป็นเพียงวิญญาจารย์ฝึกหัดระดับเก้า แต่นางก็ใช้ชีวิตอย่างหรูหรามาโดยตลอดและไม่เคยผ่านการฝึกฝนใดๆ ยิ่งไปกว่านั้น นางยังอายุเกินสามสิบแล้ว จะไปเป็นคู่มือของอัศวินผู้พิทักษ์ได้อย่างไร การขัดขืนนั้นเปล่าประโยชน์ และภาพลักษณ์อันสง่างามของนายหญิงเยว่ก็มลายหายไปจนสิ้น
ถังเยว่ฮวาตะโกนอย่างเย็นชา “ซาลัส เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร เบื้องหลังข้าไม่ได้มีเพียงสำนักเฮ่าเทียนเท่านั้น แต่ข้ายังมีเส้นสายชนชั้นสูงมากมายในจักรวรรดิเทียนโต่ว แม้ไม่ใช้พลังของสำนักเฮ่าเทียน ข้าก็สามารถติดต่อขุนนางของจักรวรรดิเทียนโต่วให้มาประหารชีวิตเจ้าได้...”
เหล่านักเรียนชั้นสูงต่างตกใจกันหมด พวกเขาเคยคิดว่านายหญิงเยว่เป็นพระสนมของจักรพรรดิเสวี่ยเยี่ย แต่ไม่คาดคิดเลยว่านางจะเป็นคนของสำนักเฮ่าเทียน
ซาลัสแค่นเสียงเย้ยหยัน “นังคนโง่เขลา เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าตำแหน่งนายหญิงแห่งศาลาเยว่เซวียนและเส้นสายชนชั้นสูงมากมายของเจ้าล้วนมาจากความพยายามและความสำเร็จของเจ้าเอง หากไม่ใช่เพราะพวกขุนนางเหล่านั้นเห็นแก่สำนักเฮ่าเทียนที่อยู่เบื้องหลังเจ้า เจ้าคงกลายเป็นนางโลมให้พวกขุนนางไปตั้งนานแล้ว...”
“พานางไป...”
ซาลัสโบกมือ
หลังจากจับมัดถังเยว่ฮวาและคุมขังนางไว้ในวิหารวิญญาณยุทธ์ ซาลัสก็รวบรวมวิญญาจารย์เกือบทั้งหมดของวิหารวิญญาณยุทธ์และมุ่งหน้าไปยังสำนักเฮ่าเทียน เพื่อเตรียมไปสมทบกับกองกำลังหลักของสำนักวิญญาณยุทธ์
ขณะมุ่งหน้าไปยังสำนักเฮ่าเทียน ซาลัสกลับรู้สึกสับสนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามหลักแล้ว เขาควรจะพบกับกองกำลังวิญญาจารย์ของสำนักวิญญาณยุทธ์ระหว่างทาง ท้ายที่สุด ในฐานะเจ้าวิหารวิญญาณยุทธ์สาขาเมืองเทียนโต่ว การเฝ้าสังเกตการณ์สามสำนักใหญ่คือภารกิจของเขา แน่นอนว่าเรื่องนี้รวมถึงภูมิประเทศของสามสำนักใหญ่ และเส้นทางการโจมตีที่ดีที่สุดด้วย... เขาจะต้องรายงานข้อมูลให้ผู้อาวุโสระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ของสำนักวิญญาณยุทธ์ทราบ จากนั้นเหล่าผู้อาวุโสก็จะสั่งการกองกำลังวิญญาจารย์ให้บุกโจมตีสำนักเฮ่าเทียน
เหตุใดเขาถึงไม่เห็นคนของสำนักวิญญาณยุทธ์เลยแม้แต่คนเดียวระหว่างทาง หรือว่าสำนักวิญญาณยุทธ์จะส่งแต่ยอดฝีมือระดับราชทินนามพรหมยุทธ์มากวาดล้างสำนักเฮ่าเทียนเท่านั้น หากเป็นเช่นนั้น ก็ย่อมมีปลาที่หลุดรอดแหไปมากมายที่ไม่อาจจัดการได้ หากต้องพึ่งพาวิญาณจารย์ของวิหารวิญญาณยุทธ์เพียงอย่างเดียว พวกเขาจะตามเก็บกวาดได้อย่างไร
ป่าอัสดง ธาราสองขั้ว
บ่อน้ำพุร้อนมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่กลับถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ภายในสระรูปวงรี มันถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งด้วยน้ำพุสีขาวนวลและสีแดงสด ซึ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่อาจล่วงล้ำกันได้ และมักจะรักษาสมดุลในฝั่งของตนเองอยู่เสมอ
รอบๆ สระน้ำ ผ่านหมอกหนาทึบสีแดงและสีขาว มีดอกไม้และพืชพรรณแปลกประหลาดมากมายเติบโตอยู่อย่างหนาแน่น ดอกแอปริคอทเพลิง หญ้าน้ำแข็งลึกลับแปดแฉก สมุนไพรอมตะดอกหทัยสลาย น้ำค้างสารทฤดูวั่งชวน ดอกเบญจมาศสวรรค์ประหลาด ดอกนาร์ซิสซัสกระดูกหยก กล้วยไม้แปดกลีบ ทานตะวันหงสาหงอนไก่ ทิวลิปฉีหลัว สมุนไพรเซียนไหมหอม...
บนพื้นดินของธาราสองขั้ว มีห้าคนยืนอยู่ ได้แก่ เชียนเต้าหลิว พรหมยุทธ์เบญจมาศ พรหมยุทธ์ผี ปี๋ปี่จู และเชียนเหรินเสวี่ย
สิ่งที่ซาลัสคิดนั้นมีทั้งส่วนที่ถูกและผิด สำนักวิญญาณยุทธ์ส่งเพียงราชทินนามพรหมยุทธ์มาก็จริง แต่พวกเขาสามารถกวาดล้างสำนักได้โดยไม่จำเป็นต้องลงมือเอง บังคับให้ศัตรูต้องยอมจำนนโดยไม่ต้องต่อสู้
พวกเขาถึงขั้นสามารถทำให้ตระกูลในเครือของสำนักเฮ่าเทียนหันกลับมาแทงข้างหลังตระกูลถังได้ ซึ่งเป็นการบรรลุความสำเร็จสูงสุดในการทำสงคราม นั่นคือ ให้พวกเจ้าทำลายตัวเอง
จบตอน