- หน้าแรก
- เกิดใหม่ปีสองพันแปด ผมคือเทพวงการแพทย์
- บทที่ 45 อ่านเกมซ้อนเกม
บทที่ 45 อ่านเกมซ้อนเกม
บทที่ 45 อ่านเกมซ้อนเกม
บทที่ 45 อ่านเกมซ้อนเกม
ห้องฉุกเฉิน ผู้คนพลุกพล่าน
สวี่จวนที่เคยปฏิเสธการตรวจสุขภาพในชาติก่อน ตอนนี้เส้นทางโชคชะตาของเธอในชาตินี้ในที่สุดก็กลับเข้าสู่ร่องที่ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว
ในใจของเจียงเหอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
เซิ่นยวี่ยืนอยู่ข้างๆ เธอกำลังจับสายกระเป๋าผ้าแน่น เพราะไม่กล้าลงน้ำหนักที่ข้อเท้าเต็มแรง ตัวเธอจึงเอียงไปข้างหนึ่งเล็กน้อย
"คุณหมอเจียง" เซิ่นยวี่ถามด้วยความกังวล "สวี่จวนเธอ... จะไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?"
เจียงเหอปลอบใจว่า "ไม่มีปัญหาครับ ตรวจพบได้เร็ว ไตได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย แค่รักษาด้วยสเตียรอยด์ก็ควบคุมอาการได้ และสามารถรักษาให้หายขาดได้ครับ"
เมื่อได้ยินเจียงเหอพูดแบบนี้ เซิ่นยวี่ก็ลอบถอนหายใจยาวพลางพยักหน้า "ดีจัง ค่อยโล่งใจหน่อย... วันนี้ต้องขอบคุณจริงๆ ค่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณแกล้งไปพนันกับเธอไว้ เธอคงไม่มีทางยอมมาโรงพยาบาลแน่ๆ"
เจียงเหอมองนาฬิกาแล้วพูดว่า "ไปเถอะ วุ่นวายมาทั้งวันแล้ว พวกเราไปหาอะไรกินกันหน่อยดีกว่า"
เซิ่นยวี่หันไปมองทางลิฟต์ด้วยความลังเล "แต่สวี่จวนเธอ..."
"เธอไม่เป็นไรแล้วครับ ตอนนี้ขั้นตอนการรับเข้าโรงพยาบาลก็เสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว สิ่งที่เธอต้องทำตอนนี้คือพักผ่อน และมีคุณพ่อของเธอเฝ้าอยู่ตรงนั้น พวกเราอย่าอยู่ให้วุ่นวายเพิ่มเลยครับ"
เซิ่นยวี่คิดไปคิดมา รู้สึกว่าเจียงเหอพูดมีเหตุผล "อืม ก็จริงค่ะ"
ทั้งสองเดินออกจากประตูโรงพยาบาลเซียแฮ แล้วหาร้านข้างทางในตรอก สั่งโจ๊กมาชามหนึ่งให้เซิ่นยวี่กิน
ไม่นานนัก ลู่เสี่ยวหลินก็มาถึง
"รุ่นน้อง! นายมันแน่จริงๆ! นายไม่รู้หรอกว่าตอนบ่ายวันนี้ผลออกมาระเบิดระเบ้อขนาดไหน แผนกตรวจวิเคราะห์แทบแตก! พวกหัวหน้าแผนกพอเห็นค่าดัชนี IgG4 นะ หน้าตาแต่ละคนนี่ดูไม่ได้เลย!"
ลู่เสี่ยวหลินหันไปเห็นสาวสวยคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงข้าม
เขาชะงักไปเล็กน้อยและลังเล "คนนี้คือ..."
เจียงเหอแนะนำ "คนนี้คือเซิ่นยวี่จากมหาวิทยาลัยครุศาสตร์ปักกิ่ง เป็นเพื่อนของผมเองครับ"
พูดจบ เขาชี้ไปทางลู่เสี่ยวหลิน "ส่วนนี่รุ่นพี่ลู่เสี่ยวหลิน รุ่นพี่ที่คณะครับ"
เซิ่นยวี่พยักหน้าทักทายอย่างสุภาพ "รุ่นพี่ลู่ สวัสดีค่ะ"
"สวัสดีครับอาจารย์เซิ่น" ลู่เสี่ยวหลินรีบตอบรับพัลวัน
หลังจากทักทายกันเสร็จ ในใจของลู่เสี่ยวหลินก็กระจ่างแจ้งราวกับกระจกใส
เพื่อนงั้นหรือ?
สวยระดับนี้เนี่ยนะ?
ชัดเจนว่าเป็นผู้หญิงที่เจียงเหอกำลังตามจีบอยู่แน่ๆ!
เมื่อเป็นเช่นนั้น ลู่เสี่ยวหลินก็รู้สึกว่าในฐานะรุ่นพี่ จำเป็นต้องออกโรงช่วยรุ่นน้องทำคะแนนเสียหน่อย
เรื่องช่วยดันแบบนี้ต้องจัดการให้เรียบร้อย
ลู่เสี่ยวหลินมองเซิ่นยวี่แล้วพูดว่า "อาจารย์เซิ่น คุณอาจจะยังไม่รู้ใช่ไหมครับว่าวันนี้เจียงเหอเจ๋งขนาดไหน!"
เซิ่นยวี่สงสัย "เจ๋งขนาดไหนหรือคะ?"
ลู่เสี่ยวหลินอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุดว่า
"ก็คือพวกหัวหน้าแผนกกับรองผู้อำนวยการระดับมือหนึ่งของโรงพยาบาลเซียแฮทั้งหมดมารวมตัวประชุมกัน ทุกคนที่ดูฟิล์มต่างก็คิดว่าเป็นมะเร็งตับอ่อน แผนการรักษาก็เคาะออกมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการผ่าตัด (Whipple) เนี่ย ถือเป็นศัลยกรรมที่ใหญ่ที่สุดในแผนกศัลยศาสตร์ทั่วไปแล้ว คนที่ต้องขึ้นเตียงผ่าตัดอย่าว่าแต่เจ็บตัวปางตายเลย หลังจากนั้นยังมีภาวะแทรกซ้อนตามมาให้ทรมานอีกเพียบ"
"แต่ผลลัพธ์คืออะไรล่ะ? รุ่นน้องของผมคนนี้ ยืนกรานต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญเต็มห้องประชุมว่าพวกคุณวินิจฉัยผิดหมด! เขาบอกว่านั่นไม่ใช่มะเร็ง แต่เป็นภาวะตับอ่อนอักเสบจากภูมิคุ้มกันตนเอง (AIP) ที่พบได้ยาก"
"แล้วพอเมื่อบ่ายนี้ ผลตรวจด่วนออกมา ปรากฏว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาพูดเป๊ะ! ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดอะไรทั้งนั้น แค่กินยาสเตียรอยด์ราคาสิบกว่าหยวนสักสองสัปดาห์ ก้อนเนื้อนั่นก็สลายไปเองแล้วครับ! เขาพูดประโยคเดียว ดึงคนกลับมาจากประตูนรก ดึงลงมาจากมีดผ่าตัดได้เลยนะคุณ!"
เซิ่นยวี่นั่งอยู่ตรงนั้น ฟังแล้วรู้สึกตื่นตะลึงในใจ
เธอหันไปมองเจียงเหอที่นั่งอยู่ข้างๆ
วันนี้เกิดเรื่องขึ้นถึงสองเรื่อง
เรื่องแรกคือการที่เขาตรวจวินิจฉัยโรคไตที่ซ่อนอยู่ลึกของสวี่จวนได้อย่างแม่นยำ
เรื่องที่สองคือการล้มล้างผลวินิจฉัยที่ผิดพลาดของผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ ช่วยชีวิตคนให้รอดพ้นจากเคราะห์ร้ายมาได้
"เก่งมากเลยค่ะ... คุณหมอเจียง" เซิ่นยวี่เอ่ยชมเสียงเบา
แม้ในใจจะเปี่ยมด้วยความเลื่อมใส ทว่ากลับมีความรู้สึกต่ำต้อยแวบเข้ามาดื้อๆ
—— เขาเก่งกาจถึงเพียงนี้ ส่วนฉันกลับธรรมดาสามัญเหลือเกิน แล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร...?
เจียงเหอจับกระแสน้ำเสียงของเธอแล้วรับรู้ถึงความน้อยเนื้อต่ำใจนั้นได้อย่างเฉียบคม
ความคุ้นเคยที่สั่งสมมานานนับแรมปีในชาติก่อน ทำให้เขามองทะลุความคิดของเซิ่นยวี่ได้ในทันที
ภรรยาตัวน้อยของเขา คงรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างเรามันกว้างเกินไป จนเริ่มขาดความมั่นใจในตัวเองเข้าให้แล้ว
เจียงเหอลอบถอนหายใจ ก่อนจะแกล้งทำสีหน้าขยาดหวาดกลัว “เก่งแล้วมีประโยชน์อะไรล่ะครับ สุดท้ายก็ยังเอาตัวไม่รอดอยู่ดี”
เซิ่นยวี่เงยหน้าขึ้นมองอย่างงงงวย “คะ?”
เจียงเหอเล่าต่อ “เมื่อคืนผมลองค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตดู เขาบอกว่าพวกกาต้มน้ำโรงแรมสกปรกมาก ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์เซิ่นเตือนไว้ ผมก็คงไม่รู้ตัวว่าดื่มน้ำอะไรเข้าไปบ้าง!”
เซิ่นยวี่นึกถึงภาพที่เจียงเหอถือแก้วน้ำเตรียมจะดื่ม แต่กลับถูกเธอดุเข้าให้ชุดใหญ่ จนสุดท้ายเขาก็ยอมวางแก้วลงอย่างว่าง่ายเหมือนเด็กที่ทำความผิด
“คิก——”
เธอหลุดขำออกมาเสียงดังอย่างกลั้นไม่อยู่
เจียงเหอยกแก้วชาขึ้นขยับไปชนกับแก้วของเซิ่นยวี่เบาๆ “เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน คงยังต้องพึ่งอาจารย์เซิ่นคอยตักเตือนและชี้แนะอีกเยอะครับ”
เซิ่นยวี่ขำจนนัยน์ตาเป็นประกายระยิบระยับ “อ้อ ที่แท้คุณก็เป็นพวกเก่งแต่ทฤษฎีสินะคะ”
เจียงเหอผสมโรง “เพราะฉะนั้นเลยหวังว่าอาจารย์เซิ่นจะเมตตาช่วยสั่งสอนครับ”
เซิ่นยวี่หัวเราะเบาๆ “ขอฉันเก็บไปพิจารณาก่อนละกันนะ~”
ลู่เสี่ยวหลินรู้สึกอิ่มทิพย์ขึ้นมาทันตา
เขากำลังนั่งซดโจ๊กไปได้เพียงคำเดียว ทำไมจู่ๆ ถึงรู้สึกแน่นจนกินต่อไม่ไหวแล้วล่ะ?
รุ่นน้องคนนี้ เรื่องรักษาคนช่วยชีวิตคนก็ว่าขั้นเทพแล้ว ทำไมวิชาจีบสาวยังแพรวพราวขนาดนี้อีก?
โถ่เอ๊ย เมื่อกี้เขายังนึกอยากจะช่วยทำคะแนนให้ซะเต็มประดา ดูทรงแล้วไม่ต้องสอดมือเข้าไปยุ่งเลยสักนิด!
ในตอนนั้นเอง เซิ่นยวี่จู่ๆ ก็ฉุกนึกถึงคำพูดของซวีเหวินเผ่ยขึ้นมาได้ เธอขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “เดี๋ยวนะ แบบนี้ไม่ได้นะ ทางโรงพยาบาลจะมาฮุบผลงานของคุณไปดื้อๆ แบบนี้ได้ยังไง?”
ลู่เสี่ยวหลินถามแทรก “ฮุบอะไรเหรอครับ?”
เซิ่นยวี่บอกว่า “ก็เมื่อกี้ตอนอยู่ที่โรงพยาบาล คุณลุงซวีเล่าว่า ทางโรงพยาบาลไปคุยกับญาติคนไข้แล้วตีกินเอาความดีความชอบทั้งหมดไปเป็นของตัวเอง ไม่มีการเอ่ยถึงชื่อของคุณหมอเจียงเลยสักคำ! เครดิตทั้งหมดถูกพวกเขาฮุบไปหมดเลย”
เธอพูดยิ่งโกรธ มือทั้งสองข้างกำแน่นโดยไม่รู้ตัว “มันเกินไปจริงๆ! จะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉยๆ ได้ยังไงกัน?”
ลู่เสี่ยวหลินฟังจบกลับหัวเราะร่าออกมาแทน
เขาโบกมือปรามเพื่อบอกให้เซิ่นยวี่ใจเย็นลง “อาจารย์เซิ่น อย่าเพิ่งตื่นเต้นไปครับ นี่แหละคือความเหนือชั้นอีกอย่างของรุ่นน้องผม”
เซิ่นยวี่ฉงนใจ “หมายความว่ายังไงคะ?”
ลู่เสี่ยวหลินถอนหายใจยาว “ตอนที่รุ่นน้องสั่งให้ผมไปจัดการเรื่องนั้น ในใจผมยังนึกแปลกใจอยู่เลยว่าทำไมต้องทำถึงขนาดนั้นด้วย? แต่พอมาลองคิดย้อนดูในตอนนี้ วิสัยทัศน์ของรุ่นน้องผมยาวไกลจริงๆ”
“ไปจัดการ... เรื่องอะไรเหรอคะ?” เซิ่นยวี่ถามย้ำ
ลู่เสี่ยวหลินเฉลย “บอกล่วงหน้าไว้ก่อนครับ”
“รุ่นน้องสั่งให้ผมไปกำชับกับทางญาติของเจ้าของเหมืองไว้ก่อนแล้ว ว่ามีคุณหมอชื่อเจียงเหอแนะนำมาเป็นพิเศษ ว่าก่อนจะเริ่มผ่าตัด (Whipple) จะต้องตรวจเช็กค่าดัชนีตัวนี้ให้ละเอียด หากค่าดัชนีพุ่งสูงเกินไป ห้ามลงมีดผ่าตัดเด็ดขาด”
"ญาติของเขาก็รู้เรื่อง ตอนนั้นก็โร่ไปสืบหาข้อมูลมาเหมือนกัน"
"นอกจากนี้ รุ่นน้องยังสั่งให้ผมบอกแผนการรักษาในอนาคตกับทางญาติไว้ล่วงหน้าด้วย"
"เพราะฉะนั้น รองผู้อำนวยการคิดจะมาชุบมือเปิบงั้นเหรอ? เขาจะฮุบไปได้จริงน่ะหรือ? ในใจญาติคนไข้รู้ดีที่สุด ตอนนี้คุณคิดว่าพวกเขาจะวิ่งไปหาท่านรองผู้อำนวยการที่เอาแต่พูดจาโยกโย้เป็นทางการ หรือจะมาหาคนที่ชี้เป้าสาเหตุของโรคได้ถูกต้องแม่นยำกันแน่?"
เซิ่นยวี่ฟังจบถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง
เธอหันไปมองเจียงเหออีกครั้ง
เขาอ่านเกมขาดและดักทางไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว!
ลู่เสี่ยวหลินเองก็มองเจียงเหอด้วยสีหน้าซับซ้อน ก่อนจะเอ่ยชมจากใจจริง "ถามจริงเถอะรุ่นน้อง นายเพิ่งอยู่ปีสามจริงปะเนี่ย? ทำไมรู้สึกเหมือนนายผ่านโลกมาอย่างโชกโชนเลยล่ะ? ความคิดความอ่านลึกซึ้งขนาดนี้ ฉันล่ะสงสัยจริงๆ ว่านายแอบปลอมตัวเป็นคนอายุสามสิบกว่าหรือเปล่า"
เจียงเหอยกแก้วชาขึ้นจิบเงียบๆ
การใช้ชีวิตในสังคมจริงๆ มันโหดร้ายกว่าที่คิดไว้มากนัก
นี่เป็นเพียงกลไกการป้องกันตัวตามสัญชาตญาณที่ติดตัวเขามาจากการเกิดใหม่ก็เท่านั้น
ในตอนนั้นเอง สายตาของลู่เสี่ยวหลินก็เหลือบไปเห็นใครบางคนกำลังเดินข้ามถนนมา
เขาวางถ้วยโจ๊กลงแล้วลุกขึ้นยืน พลางยกมือโบกไปทางหัวมุมถนน "ทางนี้ครับ!"
เซิ่นยวี่มองตามสายตาของลู่เสี่ยวหลินไปทันที
เธอเห็นรถเบนซ์สีดำสนิทคันหนึ่งจอดอยู่ตรงหัวมุมถนน
ประตูรถถูกเปิดออก หญิงวัยประมาณห้าสิบกว่าปีคนหนึ่งสาวเท้าเดินตรงมาทางนี้อย่างเร่งรีบ
แม้เธอจะแต่งกายอย่างประณีตภูมิฐาน ทว่าบนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ
"ใครเหรอคะ?" เซิ่นยวี่กระซิบถามเสียงเบา
ลู่เสี่ยวหลินก้มลงมากระซิบตอบเซิ่นยวี่
"เจ้านายใหญ่มาเองเลยล่ะ"