เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 คุณป่วยหรือเปล่า?

บทที่ 42 คุณป่วยหรือเปล่า?

บทที่ 42 คุณป่วยหรือเปล่า?


บทที่ 42 คุณป่วยหรือเปล่า?

ในช่วงวันหยุดยาวสัปดาห์ทองวันชาติปีนี้ สวี่จวนอารมณ์เสียมาก

เดิมทีที่บ้านตกลงกันไว้นานแล้วว่า ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกจะไปเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีที่เซียงซานในช่วงวันหยุด และจะค้างคืนที่นั่นสักสองคืน

แต่เมื่อเช้านี้ โทรศัพท์ของซวีเหวินเผ่ยผู้เป็นพ่อกลับดังขึ้นอีกครั้ง

ปลายสายแจ้งว่ามีคนไข้ VIP จากจินเฉิง หัวหน้าแผนกหลายๆ แผนกและรองผู้อำนวยการทุกคนกำลังรอเขาไปประชุมร่วมกันเพื่อหารือเคสนี้ ต้องรีบออกไปทันที

สวี่จวนโกรธจนควันออกหูในตอนนั้น

ทำงานล่วงเวลาอีกแล้ว!

ประชุมอีกแล้ว!

ตั้งแต่เธอจำความได้ ขอแค่โรงพยาบาลโทรมา ไม่ว่าพ่อจะนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในคืนวันสิ้นปีหรือเวลาไหน เขาก็พร้อมจะทิ้งทุกอย่างแล้ววิ่งออกไปทันที

สำหรับบ้านหลังนี้ พ่อที่เป็นหมอไม่เคยมีอยู่จริง

แทนที่จะนั่งเบื่ออยู่บ้าน สู้เธอกลับมหาลัยมาหาเซิ่นยวี่ยังดีกว่า!

ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องเมื่อคืนนี้เซิ่นยวี่ก็ทำให้เธอตกใจแทบแย่

รู้จักกันแค่วันเดียวก็ไปเปิดห้อง? วันนี้ยังต้องลากขาเป๋ๆ หอบข้าวหอบปลาไปส่งให้เขาอีก?

สวี่จวนคิดในใจว่า ยัยเด็กนี่ต้องเจอเสือเฒ่าเจ้าเล่ห์เข้าให้แล้วแน่ๆ โดนเขาหลอกขายแล้วยังจะไปช่วยเขานับเงินอีก!

เธอต้องมาดูให้เห็นกับตาว่าใครกันแน่ที่ทำให้ยวี่เอ๋อร์หลงหัวปักหัวปำจนสมองกลายเป็นศูนย์แบบนี้

หกโมงเย็น หน้าร้านอาหารกวางตุ้ง

สวี่จวนมองเห็นเซิ่นยวี่มาแต่ไกล ความหงุดหงิดระคนเป็นห่วงก็พลุ่งขึ้นมา เธอรีบเดินเข้าไปหาแล้วบีบแก้มเซิ่นยวี่ทันที

“ยวี่เอ๋อร์ วันนี้แต่งตัวสวยเชียวนะ โอ้โห! นี่เราอยู่หอพักด้วยกันมาตั้งเป็นปี ทำไมฉันไม่เคยเห็นเธอสวมกระโปรงเลยฮะ? ฉันนึกว่าในตู้เสื้อผ้าของเธอจะมีแค่กางเกงยีนส์กับกางเกงกีฬาซะอีก ที่แท้เธอก็มีชุดกระโปรงกับเขาด้วยเหรอ?”

เซิ่นยวี่รู้สึกผิดจนหน้าถอดสี เธอเอามือดึงชายกระโปรงเบาๆ พลางบ่นอุบอิบ “อ๊ะ... วันนี้เห็นอากาศดี ก็เลยใส่มาเฉยๆ...”

“ใส่มาเฉยๆ? แล้วนี่ยังแต่งหน้าอีกเหรอ?”

เซิ่นยวี่รีบแก้ตัว “แต่งนิดเดียวเอง แค่ทารองพื้นบางๆ...”

“แต่งหน้าแบบนี้ก็ไม่ต่างจากไม่แต่งหรอก จางขนาดนี้ใครจะไปมองเห็น?”

“อ้าว ก็ฉันไม่มีประสบการณ์นี่นา”

พูดจบ เซิ่นยวี่ก็ขยับเข้าไปกอดสวี่จวนแล้วพูดว่า จวนจื่อ ขอบคุณนะ วันหยุดยาวแท้ๆ ยังต้องอุตส่าห์รีบกลับมาเพราะเรื่องของฉัน ขอบคุณมากๆ เลยนะ”

สวี่จวนย่นจมูกดมฟุดฟิด ทั้งอยากจะขำทั้งอยากจะดุ “เอาล่ะ อย่าเพิ่งรีบมาประจบฉันเลย ยวี่เอ๋อร์ ทำไมถึงฉีดน้ำหอมด้วยฮะ?”

เธอพูดไปพลาง มือก็เอื้อมไปดึงกระเป๋าผ้าที่สะพายอยู่บนไหล่ของเซิ่นยวี่

“มา ส่งกระเป๋ามาให้ฉันดูหน่อย”

เซิ่นยวี่รีบกอดกระเป๋าปกป้องไว้ “ทำไมต้องมาตรวจกระเป๋าฉันด้วยเนี่ย!”

“ฉันจะดูว่าเธอพกบัตรประชาชนมาไหม!” สวี่จวนจ้องเขม็ง “คืนนี้เธอไม่ได้คิดจะไม่กลับหอใช่ไหม? ฉันบอกไว้เลยนะ วันนี้มีฉันอยู่ด้วย เธออย่าหวังว่าจะได้ทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด!”

“โธ่ ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอกน่า!” เซิ่นยวี่ทั้งฉุนทั้งขำ รีบรับรองเป็นมั่นเหมาะ “ฉันไม่ไปค้างคืนข้างนอกแน่นอน วางใจได้เลย กินข้าวเสร็จแล้วฉันจะกลับหอพักทันที”

สวี่จวนยังคงแสดงสีหน้าคลางแคลงใจอย่างหนัก

เธอขยับเข้าไปใกล้เซิ่นยวี่ แล้วกระซิบถามเสียงเบา “เธอไม่ได้โดนข่มขู่ใช่ไหม? ถ้าเธอโดนเขาจับจุดอ่อนอะไรได้ หรือโดนแบล็กเมล์ละก็ ให้กระพริบตาส่งสัญญาณมานะ”

เซิ่นยวี่เบิกตากว้าง พยายามเบิ่งตาค้างไว้ไม่ยอมกระพริบ “ไม่มีจริงๆ!”

ถึงตอนนี้ สวี่จวนก็เริ่มอยากรู้ขึ้นมาจริงๆ แล้ว

“ไปๆ รีบนำทางเลย ฉันอยากจะเห็นนักว่าเขาเป็นผู้ชายแบบไหน ถึงทำให้ยวี่เอ๋อร์ของเราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้”

เซิ่นยวี่เดินนำไปข้างหน้า แต่เพราะข้อเท้ายังพันผ้าพันแผลอยู่ จึงทำได้เพียงก้าวเดินสั้นๆ อย่างระมัดระวัง

เธอเดินไปพลางเอ่ยเสริมไปพลาง “จริงๆ เขาเป็นคนดีมากเลยนะ อาจจะเพราะเขาเป็นหมอด้วยแหละ ฉันก็เลยมีความรู้สึกดีๆ ให้กับพวกคุณหมอ รู้สึกว่าผู้ชายที่เรียนหมอน่าจะพึ่งพาได้และมีความรับผิดชอบสูง”

เมื่อได้ยินคำว่าหมอ สวี่จวนก็ขมวดคิ้วฉับ พลันนึกถึงผู้เป็นพ่อที่เพิ่งรีบเร่งออกจากบ้านไปเมื่อเช้านี้...

“หยุดความคิดนั้นเลยนะ! ห้ามคบกับคนเป็นหมอเด็ดขาด! เรียนจบไปนะจะยุ่งจนหัวหมุน เข้าเวรดึกทุกวัน พอเข้าห้องผ่าตัดทีก็ยิงยาวสิบกว่าชั่วโมงไม่ได้พัก เขาจะไม่มีเวลาให้เธอเลย ถึงตอนนั้นเรื่องทุกอย่างในบ้านเธอต้องแบกรับอยู่คนเดียว แล้วครอบครัวจะมีความสุขได้ยังไง?”

เซิ่นยวี่หน้าแดงซ่าน รีบละล่ำละลักประท้วง “เธอพูดไปถึงไหนเนี่ย? พวกเราเพิ่งจะรู้จักกันเองนะ ยังไม่ได้คบกันสักหน่อย!”

สวี่จวนไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด พอเห็นว่าถึงหน้าร้านแล้วเธอจึงผลักประตูห้องส่วนตัวเข้าไป

ประตูเปิดออก

เจียงเหอซึ่งนั่งจิบชาอยู่ก่อนแล้วลุกขึ้นยืนต้อนรับ

สายตาของเขาละผ่านเซิ่นยวี่ไปตกอยู่ที่สวี่จวน

ความทรงจำในหนหลังพรั่งพรูเข้ามาในหัวทันที

สวี่จวน ลูกสาวคนเดียวของซวีเหวินเผ่ย ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมทั่วไปของโรงพยาบาลเซียแฮ และเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเซิ่นยวี่

ในชาติก่อน ก็เคยมีโต๊ะอาหารของพวกเขาสามคนแบบนี้

ตอนนั้นสวี่จวนเพื่อปกป้องเซิ่นยวี่ ถึงกับดวลเหล้าขาวไปครึ่งขวด แถมยังขู่กำชับเขาที่โต๊ะอาหารว่า ถ้ากล้าทำเซิ่นยวี่เสียใจเมื่อไหร่ เธอจะหาคนมาหักขาเขาซะ

เธอเป็นคนดี เนื้อแท้ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามาก

น่าเสียดายที่ความฝังใจเรื่องงานของพ่อ ทำให้เธอพาลเกลียดโรงพยาบาลและไม่ชอบไปตรวจโรคเลย แม้แต่การตรวจสุขภาพประจำปีที่หน่วยงานจัดให้เธอก็ยังโดด สุดท้ายแล้วถึงได้...

ทว่าเมื่อสวี่จวนเห็นเจียงเหอเป็นครั้งแรก หัวใจเธอกลับกระตุกวูบ

ความประทับใจแรกคือ หล่อมาก หน้าตาดีไม่เบาเลยทีเดียว

รูปร่างสูงโปร่ง ยืนหลังตรง สง่าผ่าเผย มีออร่าของความสุขุมและมั่นคง

แต่สวี่จวนคิดว่านี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยสักนิด!

หล่อขนาดนี้ แววตายังดูมั่นใจขนาดนั้น ขนาดแฟนพาเพื่อนสนิทมาเปิดตัวแท้ๆ กลับไม่มีท่าทีประหม่าเลยสักหน่อย?

จิตวิทยาแบบนี้ ท่าทางนิ่งๆ แบบนี้ ต้องผ่านสมรภูมิความรักมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเสือผู้หญิงตัวฉกาจ

จบกัน ยัยยวี่เอ๋อร์โดนพ่อหนุ่มคนนี้หลอกจนสมองฝ่อไปแล้วแน่ๆ

แม้ในใจจะตราหน้าเจียงเหอไปเรียบร้อยแล้ว แต่ภายนอกสวี่จวนยังคงต้องรักษาอาการสงบนิ่งเอาไว้

เธอเดินนําไปข้างหน้าพร้อมส่งยิ้มตามมารยาท

“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อสวี่จวน เป็นรูมเมทของเซิ่นยวี่ค่ะ”

เจียงเหอพยักหน้ารับ “สวัสดีครับ ผมเจียงเหอครับ”

เขาช่วยเลื่อนเก้าอี้สองตัวข้างๆ ออก พลางผายมือเชิญให้พวกเธอนั่ง

นอกจากนี้เขายังเลื่อนแก้วน้ำอุ่นที่เทเตรียมไว้มาตรงหน้าเซิ่นยวี่ และช่วยรินชาอุ่นๆ ให้สวี่จวนด้วย

ทั้งสามคนนั่งลงประจำที่

ทว่าท่าทีของแต่ละคนกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เซิ่นยวี่นั่งอยู่ตรงกลางโต๊ะ เธอคอยกุมแก้วน้ำเอาไว้แต่แอบมือสั่นด้วยความประหม่า

เจียงเหอเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางผ่อนคลายสบายๆ เขาเลื่อนเมนูส่งให้สวี่จวน“ลองดูครับว่าอยากทานอะไร สั่งได้เต็มที่เลยนะไม่ต้องเกรงใจ”

สวี่จวนไม่ได้รับเมนูมาดู เธอวางมือประสานกันบนโต๊ะ ส่งยิ้มพิมพ์ใจแล้วยิงคำถามแรกใส่ทันที

“เจียงเหอ หน้าตาดีขนาดนี้ อยู่ที่คณะคงมีสาวๆ ชอบตรึมเลยสินะคะ? ผ่านความรักมาเยอะไหมเนี่ย? ไหนลองเล่าหน่อยสิคะ แฟนเก่าแต่ละคนต้องสวยระดับดาวคณะแน่ๆ เลยใช่ไหม?”

เซิ่นยวี่หูผึ่งและตั้งใจฟังคำตอบอย่างเงียบๆ ทันที

เจียงเหอส่ายหน้า “ผมไม่เคยมีแฟนครับ”

สวี่จวนเลิกคิ้วสูง “จริงเหรอคะ? หน้าตาหล่อเหลาขนาดนี้แต่ไม่เคยมีแฟนเนี่ยนะ?”

เจียงเหอยืนยัน “ไม่เคยจริงๆ ครับ ช่วงไม่กี่ปีมานี้ยุ่งอยู่กับงานวิจัยน่ะครับ เลยไม่มีเวลา และยังไม่เจอคนที่ใช่ด้วยครับ”

เซิ่นยวี่ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ได้ยินคำตอบนั้นแล้ว มุมปากก็กลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่

เธอรีบเงยหน้าขึ้นช่วยพูดเสริมทันที “ใช่ๆๆ จวนจื่อ คุณหมอเจียงเขาเก่งมากเลยนะ! เมื่อสองวันก่อนเพิ่งจะคว้าอันดับหนึ่งในการแข่งขันแนวคิดทางพยาธิวิทยาคลินิกของมหาวิทยาลัยมา แถมยังได้คะแนนเต็มอีกต่างหาก!”

สวี่จวนหันไปยิ้มให้พลางส่งสายตากดดันไปทางเซิ่นยวี่

—— ยวี่เอ๋อร์ ยัยเพื่อนคนนี้เธออยู่ข้างใครกันแน่?

เซิ่นยวี่ที่เจอสายตาน่ากลัวของเพื่อนสนิทรีบหุบปากฉับ ไม่กล้าเอ่ยปากอีก

สวี่จวนหันกลับมามองเจียงเหออีกครั้ง เธอยังไม่ยอมแพ้และรุกต่อทันที “เอาล่ะค่ะ ในเมื่อยังไม่เคยมีแฟน งั้นคุณต้องมีสเปกที่ชอบอยู่แล้วใช่ไหมคะ? ชอบผู้หญิงแบบไหนเหรอ?”

เจียงเหอหมุนแก้วชาในมือเล่นเบาๆ

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ คงต้องดูตามความรู้สึก”

“แต่... น่าจะชอบคนที่ยิ้มเก่ง จิตใจดี ชอบคนที่ไม่ค่อยแต่งหน้าแต่งตัวเท่าไหร่ แต่บางครั้งก็ยอมใส่กระโปรงบ้าง และถ้าจะให้ดีที่สุด... คงเป็นผู้หญิงที่อยากเป็นครูครับ”

สวี่จวนถึงกับพูดไม่ออก

—— พ่อคุณ นายกล้าเรียกว่าดูตามความรู้สึกอีกเหรอ?

—— นี่มันแทบจะบอกหมายเลขบัตรประชาชนของยวี่เอ๋อร์แล้วนะ! นายเจาะจงบรรยายสรรพคุณของยัยนี่อยู่ชัดๆ!

เซิ่นยวี่เองก็ตกใจกับคำตอบนี้เช่นกัน

แต่เธอก็ตบท้ายในใจว่าคงเป็นเรื่องบังเอิญ อย่าไปคิดลึกเลยน่า!

สวี่จวนยกแก้วชาขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมด ก่อนจะตัดบทว่า

“พอๆ เลิกถามแล้ว สั่งอาหารกันเถอะ ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว ทั้งหมดเป็นความผิดของเธอเลยยวี่เอ๋อร์ เมื่อคืนฉันโกรธจนนอนไม่หลับทั้งคืน ตื่นเช้ามาตาบวมตุ่ยอย่างกับลูกวอลนัท แถมตอนนี้ยังปวดเอวไปหมด”

คนพูดไม่ได้คิดอะไร แต่คนฟังกลับจับใจความได้ทันที

เหนื่อยง่าย หน้าบวม ปวดเอว แถมยังมีสีหน้าซีดเซียว

หากไม่ยื่นมือเข้าช่วยตอนนี้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้า โรคนี้อาจลุกลามกลายเป็นภาวะพิษจากไตวายที่ไม่มีวันรักษาให้หายขาดได้

สวี่จวนก้มหน้าดูเมนูพลางเอ่ย “สั่งกุ้งลวกสักจาน แล้วก็เป็ดอบอีกจาน ยวี่เอ๋อร์เธอจะกิน...”

“สวี่จวน”

เจียงเหอโพล่งขึ้นมาขัดจังหวะเธอทันที

สวี่จวนเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความฉงน “คะ? มีอะไรเหรอ?”

เจียงเหอถามว่า “คุณป่วยหรือเปล่า?”

“……”

ในห้องส่วนตัวเงียบสนิทลงทันตา

เซิ่นยวี่ถึงกับอึ้งทึ่ง ทอดสายตามองเจียงเหออย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

สวี่จวนเองก็งงงวยไปเหมือนกัน “ฮะ? ใครนะ? ฉันเหรอ? ...นี่คุณกำลังด่าฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย?”

เจียงเหอส่ายหน้าพลางอธิบาย “ไม่ได้ด่าครับ ความหมายของผมคือ คุณอาจจะเป็นโรคร้ายแรงอยู่ก็ได้”

สวี่จวน “???”

บรรยากาศในห้องเงียบกริบไปอีกหลายวินาที

สวี่จวนผุดลุกขึ้นยืนพรวดพลางแหวใส่ “เจียงเหอ คุณต่างหากที่มีปัญหา! เจอหน้ากันครั้งแรกก็แช่งฉันเลยเหรอ?!”

เจียงเหอยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย

การพูดจาสองแง่สองง่ามชวนให้เข้าใจผิดแบบนี้ เขาตั้งใจทำมันเองแหละ

ในฐานะเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานานนับสิบปี เขารู้จักนิสัยของสวี่จวนดีเกินไป

ถ้าขืนพูดดีๆ แนะนำให้เธอไปตรวจสุขภาพน่ะเหรอ? ฝันไปเถอะ

มันต้องใช้วิธียั่วโมโหแบบนี้ แล้วท้าพนันกัน ถึงจะบีบให้คนดื้ออย่างเธอรีบไปโรงพยาบาลเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้ป่วย

ยิ่งไปกว่านั้น... การได้เจอสวี่จวนในวันนี้ ถือเป็นความโชคดีที่เหนือความคาดหมายจริงๆ

เรื่องที่โรงพยาบาลเซียแฮในตอนนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

ในอนาคต การดึงซวีเหวินเผ่ยมาเป็นพวกและเป็นแบ็กกราวนด์ที่แข็งแกร่งในปักกิ่ง ถือเป็นก้าวสำคัญมากสำหรับเขา

และการที่เขาช่วยฉุดลูกสาวสุดที่รักของอีกฝ่ายกลับมาจากขอบเหวได้ ย่อมถือเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวงที่ประเมินค่าไม่ได้

เจียงเหอถอนหายใจในใจ พลางคิดว่า

ขอโทษด้วยนะเพื่อนยาก เวลาค่อนข้างกระชั้นชิดและภารกิจมันหนักหน่วง ชาตินี้ผมไม่มีเวลาค่อยๆ สานสัมพันธ์กับคุณทีละนิดหรอก คงต้องใช้วิธีทางลัดแบบนี้เพิ่มความประทับใจแทนแล้วกัน

เขาเอ่ยต่อว่า “ผมไม่ได้แช่งคุณหรอกนะ คุณตื่นเช้ามาแล้วเปลือกตาบวมมาไม่ใช่แค่วันสองวันแล้วใช่ไหมล่ะ? แถมยังเหนื่อยง่าย ปวดเอว แล้วเวลาเข้าห้องน้ำ ปัสสาวะก็มีฟองเยอะแถมยังไม่ยอมยุบตัวตั้งนานแล้วใช่ไหม?”

รูม่านตาของสวี่จวนหดเล็กลงทันที แววตาฉายความตื่นตระหนกพาดผ่าน

เขาพูดถูกเผงทุกอย่างเลย

และแน่นอนว่าด้วยความเป็นสาวแรกรุ่น พอเรื่องพรรค์นี้ถูกหยิบยกมาพูดต่อหน้าคนอื่นตรงๆ เธอก็ย่อมรู้สึกขัดเขินและอับอายอยู่บ้าง

“คุณ... คุณแอบสืบเรื่องของฉันเหรอ?” สวี่จวนเริ่มแสดงท่าทีระแวดระวังตัวอย่างเห็นได้ชัด

“ผมเป็นหมอ การวินิจฉัยโรคคือพื้นฐานอยู่แล้ว ถ้าคุณไม่เชื่อ ทำไมเราไม่มาพนันกันดูหน่อยล่ะ?”

“พนันอะไร?”

“พรุ่งนี้เช้าตอนที่ท้องยังว่างอยู่ คุณลองไปโรงพยาบาลใหญ่ๆ ที่ไหนก็ได้ แล้วขอตรวจปัสสาวะกับตรวจการทำงานของไต ราคาแค่ไม่กี่สิบหยวน ถ้าผลออกมาว่าทุกอย่างปกติ แสดงว่าผมตาฝาดไปเอง ถึงตอนนั้นผมจะยอมขอโทษคุณ และยอมให้คุณด่าได้ตามใจชอบเลย แต่ถ้าผมพูดถูก... ว่าในปัสสาวะมีโปรตีนรั่ว หรือกระทั่งมีเลือดปนอยู่... คุณต้องยอมทำตามคำแนะนำของหมอเพื่อรักษาตัว กล้าพนันไหมล่ะ?”

สวี่จวนเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว พอได้ยินว่าเจียงเหอไม่ได้มีเจตนาร้ายแอบแฝง เธอจึงตบโต๊ะฉาดทันที “พนันก็พนัน! พรุ่งนี้ถ้าฉันตรวจแล้วไม่เจออะไรคอยดูเถอะ ฉันจะเอาใบตรวจโรคมาแปะหน้าคุณให้ดู! ยวี่เอ๋อร์ เธอต้องเป็นพยานให้ฉันนะ!”

เซิ่นยวี่ที่อยู่ๆ ก็โดนลากเข้ามาร่วมวงถึงกับทำตัวไม่ถูกด้วยความตกใจ

เมื่อกี้ยังคุยเรื่องสเปกที่ชอบอยู่ดีๆ ไม่ใช่เหรอ?

ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นเรื่องตรวจโรคกับเรื่องพนันขันต่อกันไปได้ล่ะเนี่ย?

แถมบรรยากาศตอนนี้ยังดูเหมือนคนกำลังจะวางมวยกันอีกด้วย!

“คือ... คือว่า...”

เซิ่นยวี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้มพลางส่งสายตาขอความเห็นใจไปทางเพื่อนสนิท “คุณหมอเจียง... อย่าทำให้เธอกลัวสิคะ เธอเป็นคนดีและไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรเลย... พวกคุณอย่าทะเลาะกันเลยได้ไหมคะ?”

ในวินาทีที่เจียงเหอสบตากับเซิ่นยวี่

ความเจ้าเล่ห์แสนกลและความเฉียบคมทั้งหมดในแววตาของเขาก็มลายหายไป กลายเป็นความอ่อนโยนราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิทันตา

“ไม่ได้ขู่ให้กลัวหรอกครับ แค่อยากให้เธอไปหาหมอเฉยๆ ไม่ได้ทะเลาะกันสักหน่อย”

เจียงเหอเปิดเมนูอาหารแล้วส่งให้เซิ่นยวี่ตามธรรมชาติ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “มาลองดูสิครับว่าคุณอยากกินอะไร?”

เซิ่นยวี่ก้มลงมองเมนูอย่างว่าง่าย ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ไข่เจียวผัดมะเขือเทศดีไหมคะ?”

เจียงเหอพยักหน้ารับ “ได้ครับ งั้นสั่งจานนี้แหละ”

สวี่จวน “???”

—— เฮ้ยพ่อคุณ นี่มันความเร็วในการเปลี่ยนหน้ากากงิ้วชัดๆ!

คุณจะสองมาตรฐานเกินไปหน่อยไหม?! ——

—— แล้วจะมีใครที่ไหนถ่อมากินข้าวในร้านอาหารกวางตุ้งหรูๆ แบบนี้เพื่อสั่งไข่เจียวผัดมะเขือเทศกันฮะ!! ——

สวี่จวนไม่มีวันรู้เลยว่า...

ที่เซิ่นยวี่เลือกสั่งอาหารจานนี้ แท้จริงแล้วเพราะเธออยากช่วยเจียงเหอประหยัดเงิน เธอรู้สึกเกรงใจอยู่แล้วที่เขาต้องมาเลี้ยงมื้อนี้ แถมเธอยังลากเพื่อนสนิทมาด้วยอีก จึงคิดหาทางจะแอบไปเช็กบิลเงียบๆ แทน

และเจียงเหอแม้จะยอมตามใจภรรยา แต่เขาก็เลือกสั่งเมนูเหลาราคาแพงที่อ่อนโยนกับไตเพิ่มขึ้นมาด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเดาทางออกว่าภรรยาจะต้องแอบมาแย่งจ่ายเงินแน่ จึงได้ชิงจ่ายเงินตัดหน้าไปก่อนก้าวหนึ่งเรียบร้อยแล้ว

สรุปคือการร่วมโต๊ะกินข้าวกับสามีภรรยาคู่นี้... ก็แค่ก้มหน้าก้มตากินไปเงียบๆ เถอะ...

จบบทที่ บทที่ 42 คุณป่วยหรือเปล่า?

คัดลอกลิงก์แล้ว