- หน้าแรก
- สืบทอดกิจการหนี้สามสิบล้าน สู่แหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลก
- ติดหนี้สามสิบล้าน 685 ความเปลี่ยนแปลงของโรงเตี๊ยมโบราณฉาม่า
ติดหนี้สามสิบล้าน 685 ความเปลี่ยนแปลงของโรงเตี๊ยมโบราณฉาม่า
ติดหนี้สามสิบล้าน 685 ความเปลี่ยนแปลงของโรงเตี๊ยมโบราณฉาม่า
ติดหนี้สามสิบล้าน 685 ความเปลี่ยนแปลงของโรงเตี๊ยมโบราณฉาม่า
จิ๊บจิ๊บจ๊อกแจ๊ก
แม้จะเป็นช่วงบ่ายแล้ว แต่บนเส้นทางปีนเขาก็ยังมีผู้คนสัญจรไปมาเยอะมาก
การตกแต่งช่วงเทศกาลตรุษจีนของภูเขาต้าหานก็ไม่เหมือนกัน
หมู่บ้านหมิงเยวี่ยตกแต่งด้วย ‘โคมไฟเทพเจ้า’ และวัฒนธรรมนั่ว
ส่วนภูเขาต้าหานกลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายเซียนที่ดูพลิ้วไหว
ดอกไม้ประดับรูปทรงรวงข้าว และแถบไฟที่ดูราวกับดาวตก ถูกแขวนประดับไว้ตามต้นไม้
บันไดพิณศิลาเขียวในช่วงกิจกรรม มีเสียงดนตรีเบา ๆ อันอบอุ่นลอยล่อง ปุ่มเสียงทั้งหมดหายไป กลายเป็นพื้นผิวเรืองแสง เมื่อนักท่องเที่ยวเดินผ่านไป มันก็จะกะพริบวิบวับเปล่งแสงจาง ๆ ออกมา
ทุกคนเลี้ยวผ่านทางลาดโค้งอีกครั้ง เสียงเอะอะโวยวายก็แว่วมาจากบนเนินเขาอย่างเลือนราง
“เอ๊ะ”
คู่รักที่เดินอยู่ข้างหน้าพวกเขาส่งเสียงร้องด้วยความสงสัย
“ตรงนั้นคืออะไรน่ะ”
ฉางหูหูผึ่ง ยังไม่ทันจะได้เร่งฝีเท้า ก็ถูกแม่เฒ่าจวงแซงหน้าไปในพริบตา
“อะไรนะ ฉันขอดูหน่อย”
เมื่อมองดูหญิงชราที่เดินฉับไวราวกับบินได้ ฉางหูก็ยิ่งโกรธแต่ไม่กล้าพูดอะไร...
เมื่อกี้ไม่ได้บอกว่าเหนื่อยเหรอ ไม่ได้บอกว่ารองเท้ากัดเหรอ ไม่ได้อยากให้เขาช่วยลากเดินเหรอ
ตอนนี้หมอนรองกระดูกสันหลังก็ดีแล้ว หัวเข่าก็ไม่ปวดแล้วสินะ
จวงซูอี๋ไม่สนใจเขาหรอก ลำบากมาครึ่งค่อนชีวิตกว่าจะปีนป่ายมาถึงจุดนี้ได้ หลังจากนี้ก็เหลือเวลาใช้ชีวิตอีกไม่กี่ปีแล้ว ยังจะต้องมาคอยดูสีหน้าเด็กอีกเหรอ
ฮ่าฮ่าฮ่า
เธอจะทำตัวบ้าบอทุกวันไปเลย
เมื่อเธอมองเห็นตรงนั้นชัดเจน หญิงชราก็ยิ่งดีใจ รีบหันไปกวักมือเรียกคนข้างหลังทันที
“รีบมาดูเร็ว”
โรงเตี๊ยมโบราณฉาม่าตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่ เดิมทีถูกล้อมรอบด้วยต้นไม้ ปกติเวลาไม่มีแสงแดดจะดูมืดครึ้ม มีเพียงโคมไฟสองดวงที่หน้าประตู ดูไม่เหมือนโรงเตี๊ยมเลย... กลับเหมือนสถานที่นัดพบของมือสังหารเสียมากกว่า
แต่วันนี้ ที่นี่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
โรงเตี๊ยมโบราณจอม [ขี้เหนียว] วันนี้ได้แขวนของประดับตกแต่งไว้ทั้งในและนอกโรงเตี๊ยมแล้ว
โคมไฟรูปสัตว์เดินได้ลายเสือน้อยสองตัว ตั้งอยู่ทางซ้ายและขวาของประตูใหญ่
โครงไม้และกระเบื้องบนชายคาซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ ด้านในมีทรายทองโปรยปราย สะท้อนแสงอาทิตย์ระยิบระยับ ใต้คานแขวนมี ‘ม้าห้าบุปผา’ ‘ปลาคาร์ปหยกขาว’ และ ‘บัวครามกระจ่าง’ ห้อยอยู่ มันแกว่งไกวไปตามสายลม กระทบกับกระดิ่งทองเหลืองตรงมุมจนเกิดเสียงดังกังวาน
แต่ของประดับที่น่ามหัศจรรย์ที่สุด ก็คือ ‘เจดีย์’ ประดับขนาดยักษ์ที่อยู่ด้านนอกโรงเตี๊ยมโบราณฉาม่า
ของชิ้นใหญ่ที่ประกอบขึ้นจากดาบ กระบี่ ล้อรถ ขวาน และค้อนสารพัดชนิด มันส่องประกายระยิบระยับอยู่ตรงรอยต่อระหว่างเงามืดและแสงแดด
“ให้ตายเถอะ...”
“บรรยากาศเทศกาลแบบนี้ฉันคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ”
“สมกับเป็นโรงเตี๊ยมโบราณฉาม่า ทุกย่างก้าวช่างพิเศษจริง ๆ”
ฉางหูตามมาสมทบ ยืนอยู่กับพวกจวงซูอี๋ มองดูเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง
สิ่งที่พวกเขาประหลาดใจ ไม่ใช่ของประดับตกแต่งที่ดู ‘แปลกตา’ เหล่านั้น แต่เป็น... ขบวนรถขนาดใหญ่ที่จอดอยู่ตรงลานกว้างหน้าประตูโรงเตี๊ยมโบราณฉาม่าต่างหาก
นี่เป็นครั้งแรกของพวกเขา ที่ได้เห็นขบวนรถของจริง
ก่อนหน้านี้ตอนที่เข้าไปพักเหนื่อยในโรงเตี๊ยมโบราณ ต่อให้โชคดีได้ยินเสียง ‘ฟางกัวโถว’ นำทีมเข้ามาพักผ่อน ตอนที่พวกเขาออกไปดูก็มีม้าแค่เจ็ดแปดตัว กับรถม้าแค่หนึ่งหรือสองคันเท่านั้น
แต่วันนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
ม้าทั้งหมดถูกจูงเข้าไปพักในคอกม้าด้านข้าง บนลานกว้างมีรถบรรทุกและรถลากจอดอยู่เป็นจำนวนมาก
ห่อสัมภาระที่ซ้อนกันอยู่ด้านบน ถูกมัดติดกับรถด้วยเชือกป่านอย่างแน่นหนา สูงเท่าตัวคนเลยทีเดียว
ยังมีลังไม้อีกบางส่วน ใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม ไม่รู้ว่าข้างในบรรจุอะไรไว้
ในจำนวนนั้น รถม้าคันหนึ่งที่ถูกคุ้มกันอยู่ตรงกลาง กลับดูหรูหรายิ่งกว่า
มองแวบเดียวก็รู้ว่ากำลังคุ้มกันของสำคัญอยู่
“ให้ตายเถอะ นี่คนของกองคาราวานม้ามากันหมดเลยเหรอ”
นักท่องเที่ยวยืนพึมพำอยู่หน้านอกประตู มีคนอยากจะเข้าไปดูใกล้ ๆ แต่กลับถูกบ่าวรับใช้ขวางไว้แต่ไกล
“กองคาราวานม้าคุ้มกันสินค้าสำคัญ ห้ามเข้าใกล้”
ดาบที่เอวของเขาส่องประกายวาววับ พี่ชายสองคนทำหน้าเสียดาย แต่ก็ยังยอมถอยหลังไปสองก้าว