- หน้าแรก
- ระบบแพทย์ หัตถ์เทวะอัจฉริยะกู้ชีพ
- EP 208: 【อ่านฟรี!】 ครอบครัวนี้ขาดใครคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้เด็ดขาด!
EP 208: 【อ่านฟรี!】 ครอบครัวนี้ขาดใครคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้เด็ดขาด!
EP 208: 【อ่านฟรี!】 ครอบครัวนี้ขาดใครคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้เด็ดขาด!
EP 208: 【อ่านฟรี!】 ครอบครัวนี้ขาดใครคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้เด็ดขาด!
“พี่คะ ทำไมกลับมาเร็วจัง?”
หลินเชี่ยนที่กำลังเด็ดผักอยู่ในห้องครัว เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวที่หน้าประตู เธอก็เดินออกมาและเห็นว่าเป็นพี่ชายอย่างหลินอี้ จึงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
ยังไม่ถึงเวลาเลิกงานเลย แต่พี่ชายกลับบ้านเร็วขนาดนี้ ถือเป็นเรื่องที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย...
“วันนี้งานที่โรงพยาบาลไม่ค่อยยุ่งน่ะ พี่ก็เลยกลับมาหาเธอก่อน”
หลินอี้ตอบน้องสาวแบบขอไปทีพลางเปลี่ยนรองเท้าแตะ
เมื่อคืนเขาทำงานล่วงเวลา จริงๆ แล้ววันนี้ช่วงกลางวันเขาก็ไม่ต้องไปทำงานด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้ไปช่วยชีวิตหวังเป่ากั๋วที่จู่ๆ ก็หมดสติไปในห้างสรรพสินค้า วันนี้หลินอี้จะไปทำงานหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย
หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น เขาก็รีบกลับมาบ้านทันที
เพราะเขาต้องการจะตรวจร่างกายของหลินเชี่ยนอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อดูว่าระบบหลังจากที่ปลดล็อกทักษะการผ่าตัดหัวใจแล้ว จะมีการแจ้งเตือนอะไรที่ชัดเจนขึ้นไหม
ตราบใดที่ยังรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมของน้องสาวไม่หายขาด หลินอี้ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ
ยิ่งไปกว่านั้น โรคทางพันธุกรรมนี้ก็ได้แสดงอาการออกมาชัดเจนทั้งในตัวของน้องสาวและผู้เป็นพ่อ ถึงแม้ตอนนี้ร่างกายของเขาจะยังแข็งแรงดี แต่ตราบใดที่ยังถอนรากถอนโคนระเบิดเวลาอย่างโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมออกไปไม่ได้ หลินอี้ก็ไม่อาจใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้หรอก
สวรรค์อุตส่าห์ให้โอกาสเขากลับมาเกิดใหม่ แถมยังมอบระบบสุดโกงที่ไม่เหมือนใครมาให้ หากวันที่ชีวิตกำลังจะดีขึ้นแต่เขากลับต้องมาด่วนจากไป เขาก็คงเป็นคนที่กลับมาเกิดใหม่ที่โชคร้ายที่สุดแล้วล่ะ...
“พี่คะ อาการของคุณลุงที่สลบในห้างเป็นยังไงบ้าง พ้นขีดอันตรายหรือยัง ตอนนั้นดูน่ากลัวมากเลยนะ!”
เมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญในห้างสรรพสินค้า หลินเชี่ยนก็ลูบอกและรีบถามพี่ชาย
ในเมื่อพี่ชายเป็นคนช่วยชีวิตผู้ป่วยเอาไว้ ถึงเธอจะไม่ใช่หมอ แต่การที่คลุกคลีอยู่กับพี่ชายมานาน เธอก็รู้ดีว่าในกรณีฉุกเฉินแบบนั้น ในฐานะหมอที่ทำการรักษาเป็นคนแรก พี่ชายของเธอก็ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้ป่วยด้วย
สถานการณ์ตอนนั้นมันอันตรายมาก หลอดลมของผู้ป่วยยังถูกพี่ชายผ่าเปิดออกอีก ถ้าคุณลุงคนนั้นเป็นอะไรขึ้นมา สิ่งที่หลินเชี่ยนกังวลที่สุดก็คือ พี่ชายของเธอจะโดนหางเลขไปด้วยไหม...
“หลังจากได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน ผู้ป่วยก็พ้นขีดอันตรายแล้วล่ะ”
“พักฟื้นไม่ถึงครึ่งเดือน ก็คงจะหายดีและออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว”
เวลาคุยกับคนในครอบครัว ก็ต้องเล่าแต่เรื่องดีๆ ไม่เอาเรื่องปวดหัวมาเล่าให้ฟัง!
เรื่องวุ่นวายตอนที่ช่วยชีวิตหวังเป่ากั๋วนั้น หลินอี้ไม่มีความจำเป็นต้องเล่าให้น้องสาวฟังหรอก
ขืนเล่าไปก็มีแต่จะทำให้น้องสาวเป็นห่วงเปล่าๆ...
“หนูว่าแล้วเชียว ไม่ว่าพี่ชายหนูจะทำอะไร ก็เก่งที่สุดเสมอ!”
“ตอนเรียนพี่ก็เป็นเด็กหัวกะทิ พอมาเป็นหมอพี่ก็ต้องเป็นหมอที่เก่งที่สุดอยู่แล้ว”
“ถ้าไม่ใช่เพราะหนูเป็นตัวถ่วง พี่ก็คงเรียนจบปริญญาเอก แล้วได้เข้าทำงานในโรงพยาบาลดังๆ ในเมืองใหญ่ไปแล้ว...”
พูดไปพูดมา หลินเชี่ยนก็เริ่มเศร้า และกลับมาโทษตัวเองที่เป็นตัวถ่วงของพี่ชายอีกครั้ง
แม้พี่ชายจะไม่ค่อยเล่าเรื่องที่โรงพยาบาลให้ฟัง แต่เธอก็รู้ดีว่าพี่ชายต้องทำงานหนักมากในแผนกฉุกเฉิน
ตอนที่หลินอี้เตรียมตัวไปสัมภาษณ์ที่โรงพยาบาลศูนย์ ในฐานะน้องสาว เธอก็ช่วยพี่ชายเตรียมเอกสารข้อมูลของโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ
เธอรู้ดีว่าในฐานะโรงพยาบาลระดับตติยภูมิที่โด่งดังที่สุดในมณฑลหลง เกณฑ์ขั้นต่ำในการรับสมัครแพทย์ของโรงพยาบาลศูนย์ ก็คือผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอก
การที่พี่ชายของเธอซึ่งเรียนจบแค่ระดับปริญญาตรีสามารถเข้าทำงานได้ ก็ถือว่าโชคดีสุดๆ แล้ว ท่ามกลางดงแพทย์ที่จบปริญญาเอก การที่หลินอี้จะไม่ค่อยได้รับความสำคัญ หรือแม้กระทั่งถูกกีดกัน ก็เป็นเรื่องที่เดาได้ไม่ยากเลย...
“พูดจาเหลวไหลอะไรกัน!” หลินอี้รีบเบรกคำพูดของน้องสาวทันที
“ต่อให้พี่จะจบแค่ปริญญาตรี แต่พอเข้าโรงพยาบาลไป พี่ก็ยังเป็นคนที่ทุกคนต้องแหงนหน้ามองอยู่ดี!”
“และต่อให้พี่จะเรียนจบปริญญาเอก พี่ก็ไม่มีทางทิ้งเธอไปไกลๆ หรอก”
“บ้านเราเหลือกันแค่สองคนพี่น้อง ขาดใครไปสักคน มันยังจะเรียกว่าครอบครัวได้อีกเหรอ!”
หลินอี้จูงมือน้องสาวไปนั่งที่โซฟาในห้องนั่งเล่น และบอกกับเธออย่างจริงจังว่า ห้ามคิดฟุ้งซ่านอีกเป็นอันขาด
เมื่อเทียบกับการต้องมีน้องสาวที่รู้ความเกินไป หลินอี้กลับอยากให้เธอใช้ชีวิตอย่างไร้เดียงสามากกว่า อย่างน้อยในช่วงวัยรุ่นเธอก็ควรจะได้เติบโตอย่างมีความสุข
ไม่ใช่แบบตอนนี้ ที่อายุเพิ่งจะยี่สิบ แต่ความคิดความอ่านกลับโตเป็นผู้ใหญ่เกินวัยไปมาก
แต่หลินอี้ก็เชื่อว่า หากรักษาน้องสาวจนหายขาดจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม และปลดล็อกปมในใจของเธอได้ หลินเชี่ยนผู้ร่าเริงสดใสก็จะกลับมาอีกครั้ง...
“เอาล่ะๆ ไม่คุยเรื่องเศร้าๆ พวกนี้แล้ว!”
หลินอี้ยื่นมือไปปิดปากน้องสาว เพื่อไม่ให้เธอพูดจาเกรงใจเขาอีก
“เธอนอนหงายลงบนโซฟานะ เอาหมอนรองหลังไว้ ยกคอขึ้นมานิดนึง”
“พี่เพิ่งเรียนวิธีตรวจแบบใหม่มา เดี๋ยวพี่จะตรวจดูให้ละเอียดอีกทีนะ”
หลังจากจัดท่าให้น้องสาวนอนลงเรียบร้อยแล้ว หลินอี้ก็หยิบหูฟังแพทย์ออกมาจากลิ้นชักใต้โต๊ะรับแขก เตรียมใช้ศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันตรวจให้น้องสาวก่อน
ในฐานะหมอแผนปัจจุบันที่จบจากวิทยาลัยแพทย์ หูฟังแพทย์ย่อมเป็นอุปกรณ์ที่ต้องมีติดบ้านไว้เสมอ
“สองสามวันนี้หนูรู้สึกดีมากเลยนะ ไม่เห็นต้อง...”
เมื่อเห็นพี่ชายหยิบหูฟังแพทย์ออกมา หลินเชี่ยนก็เตรียมจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นสายตาที่ดุดันของพี่ชาย เธอก็ต้องยอมจำนน
ตั้งแต่เธอถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม ไม่ว่าจะเป็นตอนเรียนหรือตอนทำงาน หากมีเวลาว่าง หลินอี้จะต้องตรวจร่างกายให้เธอทุกๆ สองสามวันเสมอ
ถึงแม้หลินเชี่ยนจะรู้ดีว่ามันไม่ช่วยอะไร และอยากจะปฏิเสธพี่ชายอยู่บ่อยครั้ง แต่เธอก็ขัดใจพี่ชายไม่ได้ เลยต้องยอมให้ตรวจแต่โดยดี...
“ด้านหน้าเสร็จแล้ว นอนตะแคงนะ...”
หลังจากใช้หูฟังแพทย์ตรวจทั้งด้านหน้าและด้านหลังตามขั้นตอนมาตรฐานแล้ว หลินอี้ก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
อย่างน้อยผลการตรวจจากหูฟังแพทย์ ก็ยังไม่พบความผิดปกติที่บ่งบอกว่าอาการจะกำเริบ...
“เสร็จแล้วใช่ไหมคะพี่? พี่ดูทีวีไปก่อนนะ หนูต้องไปทำกับข้าวแล้ว”
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจ หลินเชี่ยนก็ติดกระดุมเสื้อ แล้วเตรียมตัวจะลุกไปที่ห้องครัว
“อย่าเพิ่งรีบสิ พี่ขอจับชีพจรดูอีกหน่อย”
หลินอี้กดไหล่น้องสาวให้นั่งลงบนโซฟาอีกครั้ง ก่อนจะใช้สามนิ้วของทั้งสองมือ ทาบลงบนข้อมือทั้งสองข้างของน้องสาวพร้อมกัน...
“พี่คะ นี่พี่ไปแอบเรียนวิชามาจากหมอจีนคนไหนอีกเนี่ย?”
“ตั้งแต่เกิดมาหนูยังไม่เคยเห็นวิธีจับชีพจรสองมือพร้อมกันแบบนี้มาก่อนเลย”
หลินเชี่ยนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
เมื่อก่อนพี่ชายของเธอก็เคยลองใช้วิธีจับชีพจรแบบแพทย์แผนจีนมาบ้าง แต่พอลองไปได้สองสามครั้งแล้วพบว่ามันไม่ได้ผล เขาก็เลิกใช้วิธีที่เขาบอกเองว่าไม่น่าเชื่อถือนี้ไปเลย
แต่วันนี้กลับเอามาใช้อีก แถมยังเป็นวิธีจับชีพจรพร้อมกันสองมือที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน มันช่างแปลกประหลาดดีแท้...
“อย่าเพิ่งพูด หลับตาลง แล้วให้ความร่วมมือกับหมอหน่อย”
“รับทราบค่ะคุณหมอหลิน”
หลินเชี่ยนตอบรับอย่างร่าเริง ก่อนจะหลับตาลงอย่างว่าง่าย
แต่สิ่งที่เธอไม่ทันได้สังเกตเห็นก็คือ สีหน้าของหลินอี้ในตอนนี้มันกลับกลายเป็นตึงเครียดและกังวลอย่างถึงที่สุด
'จะเป็นไปได้ยังไงกัน! ผลจากหูฟังแพทย์เมื่อกี้ยังไม่พบความผิดปกติอะไรเลยนี่นา...'
ภายในใจของหลินอี้เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เขาติดอยู่ในวังวนของการปฏิเสธและยอมรับ
ผลการวินิจฉัยจากแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีนกลับขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง นี่เป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงเลยจริงๆ
✦ แจ้งเตือน: หัวใจของผู้ป่วยมีอาการขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจภายในระยะเวลาครึ่งปี
เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำให้หลินอี้รู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ มันทำลายความหวังลึกๆ ในใจของเขาไปจนหมดสิ้น...