- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 1072 เกอเกอ งั้นพวกเราไปเที่ยวฮ่องกงกันเถอะ
บทที่ 1072 เกอเกอ งั้นพวกเราไปเที่ยวฮ่องกงกันเถอะ
บทที่ 1072 เกอเกอ งั้นพวกเราไปเที่ยวฮ่องกงกันเถอะ
โจวเยี่ยนอ่านจดหมายสั้น ๆ ที่ต้วนอวี่เยียนเขียนถึงเขาจบ ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง
เมื่อเทียบกับจดหมายสองหน้าที่เขียนถึงโจวโม่โม่ซึ่งมีสไตล์อ่อนหวานแล้ว นี่มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะ ทั้งฉบับเต็มไปด้วยความอิจฉาและคำข่มขู่ที่มีต่อเขา
ผู้หญิงคนนี้ตลกชะมัดเลยจริง ๆ
เขาชอบท่าทีของเธอที่ทั้งหมั่นไส้เขา แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้แบบนี้แหละ
ส่วนเรื่องไปฮ่องกง โจวเยี่ยนก็อยากไปหาเหยาเหยาอยู่หรอก แต่ตอนนี้ยังไม่มีกำลังพอเลยน่ะสิ
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการเดินทางไปฮ่องกงที่อาจจะต้องใช้เงินตั้งหลายพันหยวน ลำพังแค่หนังสือเดินทางเขาก็เดาว่าคงขอไม่ผ่านแล้วล่ะ
ต่อให้ต้วนอวี่เยียนจะเป็นพี่ใหญ่แห่งคอสเวย์เบย์ เขาก็ไม่กลัวแม้แต่นิดเดียว มังกรข้ามถิ่นที่ไหนพอมาถึงแผ่นดินใหญ่ ก็ต้องหมอบอยู่ดีนั่นแหละ
แต่ก็พอดูออกว่า ต้วนอวี่เยียนรักโจวโม่โม่มากจริง ๆ
คงต้องรอไปอีกสักสองสามปี ให้ระเบียบการผ่อนปรนลง การท่องเที่ยวอะไรพวกนี้สะดวกขึ้น แล้วค่อยว่ากันอีกที
“ในจดหมายของเหยาเหยาเขียนว่ายังไงบ้างล่ะ? อยู่ฮ่องกงคุ้นชินหรือยัง?” จ้าวเถี่ยอิงเดินมาที่หน้าเคาน์เตอร์ มองโจวเยี่ยนพลางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
โจวเยี่ยนตอบว่า “ไปถึงฮ่องกงตั้งแต่วันที่สิบหกเดือนที่แล้วครับ เข้าทำงานเรียบร้อยแล้ว งานค่อนข้างยุ่ง แต่ก็ใช้ชีวิตได้คุ้มค่าดี บริษัทจัดหอพักให้เธอ อยู่ใกล้บริษัทเลย ต้วนอวี่เยียนจะไปหาเธอเพื่อกินข้าวเดินเที่ยวด้วยทุกอาทิตย์ ก็ถือว่าปรับตัวได้แล้วล่ะครับ”
“เหยาเหยายังฝากความคิดถึงมาถึงแม่กับพ่อในจดหมายด้วยนะครับ บอกให้พวกแม่รักษาสุขภาพด้วย”
“ดีแล้วล่ะ มีคนรู้จักอยู่ด้วย ในใจก็อุ่นใจขึ้นมาหน่อย แม่หนูอวี่เยียนก็เป็นคนใจกว้างไม่เบาเลยนะ” จ้าวเถี่ยอิงพยักหน้ายิ้ม ๆ “ถ้างั้นคราวหน้าลูกเขียนจดหมาย ก็ฝากความคิดถึงจากแม่ไปให้เหยาเหยาด้วยนะ บอกให้เธอหาเวลากลับมาเยี่ยมบ่อย ๆ”
“ได้เลยครับ” โจวเยี่ยนยิ้มรับคำ ยกมือขึ้นดูนาฬิกา ยัดจดหมายใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วลุกขึ้นยืนพลางบอก “ผมไปรับโม่โม่ก่อนนะครับ ช่วงนี้น้องถามผมทุกวันเลยว่าเหยาเหยาเขียนจดหมายมาบ้างหรือเปล่า ถ้าได้เห็นจดหมายต้องดีใจมากแน่ ๆ”
โจวเยี่ยนขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปที่โรงเรียนอนุบาล ตรงจุดรับเด็กชั้นอนุบาลหนึ่งทับสองมีผู้ปกครองมาต่อคิวกันสิบกว่าคนแล้ว
“พี่ชายของโม่โม่ คุณมาต่อข้างหน้าฉันสิ มารับเด็กแล้วยังต้องกลับไปเปิดร้านอีกนี่นา”
“มาเถอะ มาต่อข้างหน้าฉันก็ได้ ฉันไม่รีบเลยสักนิด”
โจวเยี่ยนเพิ่งจะเดินไปต่อท้ายแถว ผลปรากฏว่าทุกคนในแถวต่างก็พากันหลีกทางให้เขา
เขายังแอบงงอยู่เลย คนก็มาถึงแถวหน้าสุดซะแล้ว
แถวของชั้นอนุบาลหนึ่งทับสองเพิ่งจะจัดระเบียบเสร็จ ฟางหยวนหยวนเห็นโจวเยี่ยนเข้า ก็รีบบอกทันที “โม่โม่ เกอเกอของหนูมาแล้ว หนูออกไปก่อนเถอะ”
“คุณครูหยวนหยวน คุณครูเสี่ยวฟาง ลาก่อนค่า เพื่อน ๆ ไปก่อนนะ” โจวโม่โมวิ่งออกมาจากแถว หันไปโบกมือเล็ก ๆ ให้ทุกคน
“หัวหน้าห้อง ลาก่อน!”
เพื่อนร่วมชั้นอนุบาลหนึ่งทับสองร้องตะโกนขึ้นมาพร้อมกัน
ทำเอาเพื่อนร่วมชั้นอนุบาลหนึ่งห้องข้าง ๆ อีกสองห้องพากันหันมามองด้วยความตกตะลึง
โจวเยี่ยนเม้มปาก พยายามกลั้นหัวเราะสุดฤทธิ์
นี่คือบรรยากาศตอนเลิกเรียนของขาใหญ่ประจำโรงเรียนอนุบาลสินะ?
บรรดาผู้ปกครองชั้นอนุบาลหนึ่งทับสองมองดูโจวโม่โม่ที่กระโดดโลดเต้นออกมาจากประตู บนใบหน้าก็มีรอยยิ้มสดใส ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรไม่สมเหตุสมผลเลย
“เด็กคนนั้นคือหัวหน้าห้องที่สอนเด็กนักเรียนอนุบาลหนึ่งทับสองคิดเลขกับคัดลายมือใช่ไหม? ตัวกะเปี๊ยกเดียวเองนะเนี่ย”
“คุณอย่าดูถูกว่าแกตัวเล็กนะ เก่งมากเลยล่ะ ลูกคนที่สองของหัวหน้าจางบ้านตรงข้ามฉันก็เรียนอยู่อนุบาลหนึ่งทับสอง ตอนนี้บวกลบเลขไม่เกินห้าได้คล่องปร๋อแล้ว แถมยังเขียนชื่อตัวเองกับเลขหนึ่งถึงสิบได้แล้วด้วย”
“ดุเดือดขนาดนั้นเลย! เมื่อวานฉันลองสอนลูกชายบวกหนึ่งบวกหนึ่ง ผลสรุปว่าทั้งลูกชายและพ่อของเขาโดนฉันอัดไปคนละที”
“พ่อของเขาเองก็ทำไม่ได้เหมือนกันเหรอ?”
“ก็ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แค่ตีดูลูกชายเสร็จแล้วยังรู้สึกไม่ค่อยหายแค้น ก็เลยหันไปตีพ่อของเขาที่ยืนหัวเราะอยู่ข้าง ๆ ไปด้วยอีกทีน่ะ”
“แล้วหัวหน้าห้องห้องเราล่ะ ทำไมถึงไม่สอนบ้าง? ทำไม่เป็นงั้นเหรอ?”
ผู้ปกครองห้องอื่นต่างก็ซุบซิบนินทากันเสียงเบา สายตาที่มองโจวโม่โม่ล้วนแฝงไปด้วยความอิจฉาอยู่ไม่น้อย
“เกอเกอ!” โจวโม่โม่วิ่งออกมากระโดดใส่ตัวโจวเยี่ยนโดยตรง ก่อนโดนเขาคว้าตัวอุ้มขึ้นมา
ถึงแม้จะโตขึ้นอีกครึ่งปี แต่เจ้าตัวเล็กก็ยังตัวกะเปี๊ยกเหมือนเดิม แก้มกลมขึ้นมานิดหน่อย ยิ่งดูยิ่งน่ารัก
“คุณครูหยวนหยวน ถ้างั้นผมขอรับโม่โม่กลับก่อนนะครับ” โจวเยี่ยนหันไปบอกฟางหยวนหยวน
“ได้เลยค่ะ ขี่รถกลับดี ๆ นะ” ฟางหยวนหยวนพยักหน้ายิ้ม ๆ ช่วงนี้วันเว้นวันเธอจะแวะไปกินซาลาเปาหรือไม่ก็บะหมี่ที่ร้าน กลับเข้าสู่โหมดและจังหวะการทำงานตามปกติแล้ว
“เกอเกอ วันนี้เก็บเงินได้อีกแล้วเหรอค้า?” โจวโม่โม่มองโจวเยี่ยนพลางเอ่ยถาม
“ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ?” โจวเยี่ยนเอ่ยถาม
“ก็เพราะว่าตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว บนหน้าของเกอเกอก็มีรอยยิ้มตลอดเลย คราวก่อนที่เก็บเงินได้ก็ยิ้มแบบนี้แหละ” โจวโม่โม่ยื่นมือเล็ก ๆ ออกมา ยิ้มกริ่มพลางบอก “ใครเห็นก็ต้องได้ส่วนแบ่ง! เกอเกอแบ่งให้หนูหน่อยน้า หนูจะไม่ไปบอกใครเลย”
“มานี่” โจวเยี่ยนล้วงกระเป๋า สิ่งที่หยิบออกมาไม่ใช่เงิน แต่เป็นจดหมายสามฉบับ แล้ววางลงบนมือของโจวโม่โม่พร้อมกัน
“เอ๋?” โจวโม่โม่อึ้งไปเล็กน้อย พอเธอมองเห็นตัวหนังสือบนซองจดหมายชัด ๆ ดวงตากลมโตใสแจ๋วก็เป็นประกายขึ้นมาทันที “จดหมายของพี่เหยาเหยานี่นา! ฉบับหนึ่ง ฉบับสอง... เดี๋ยวสิ! พี่อวี่เยียนก็เขียนจดหมายถึงหนูเหมือนกันเหรอ?”
เจ้าตัวเล็กอ้าปากกว้างจนยัดไข่ได้ทั้งฟอง เงยหน้าขึ้นมองโจวเยี่ยนด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ “จริงเหรอค้า? เกอเกอไม่ได้เป็นคนเขียนเองใช่ไหม?”
“หนูดูสิ ส่งมาจากฮ่องกงเลยนะ” โจวเยี่ยนยิ้มพลางชี้ให้เธอดูที่อยู่ผู้ส่ง
“โอ้โห! เป็นจดหมายจากฮ่องกงจริง ๆ ด้วย!” เจ้าตัวเล็กดีใจสุด ๆ หยิบซองจดหมายทั้งสามฉบับมาสลับกันดูรอบหนึ่ง แทบจะอดใจรอฉีกซองจดหมายไม่ไหวแล้ว
“กลับไปค่อยดูเถอะ เดี๋ยวก็ทำร่วงระหว่างทางเอาหรอก” โจวเยี่ยนยิ้มพลางบอก
“ได้ค่า!” เจ้าตัวเล็กพยักหน้าอย่างว่าง่าย ยื่นจดหมายกลับไปให้โจวเยี่ยน “เกอเกอเอาใส่กระเป๋านักเรียนให้หนูหน่อยสิคะ หนูจะกลับไปค่อย ๆ ดู”
“ได้เลย” โจวเยี่ยนยัดจดหมายใส่กระเป๋านักเรียนให้เธอ ขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับไปที่ร้านอาหาร
พอลงจากรถมอเตอร์ไซค์ สิ่งแรกที่เจ้าตัวเล็กทำก็คือหยิบจดหมายออกมาจากกระเป๋านักเรียน ถือไว้ในมือแล้ววิ่งเข้าไปในร้านอาหาร “แม่จ๋า! แม่ดูสิ พี่เหยาเหยากับพี่อวี่เยียนเขียนจดหมายมาหาหนูด้วย”
“อืม เห็นแล้วจ้ะ หนูโชคดีจังเลยนะ ที่พี่สาวทั้งสองคนอุตส่าห์เขียนจดหมายมาหาจากที่ไกลแสนไกลขนาดนั้น” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มพลางบอก
“อื้อ ใช่แล้ว หนูเองก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีจังเลยค่า” เจ้าตัวเล็กพยักหน้าหงึกหงัก วางจดหมายลงบนเคาน์เตอร์ “แม่จ๋า แม่ช่วยหนูล้างมือก่อนสิคะ จะได้ไม่ทำจดหมายเลอะเทอะ”
“ได้เลยจ้ะ” จ้าวเถี่ยอิงตักน้ำอุ่นมา ช่วยล้างหน้าและล้างมือให้เธอจนสะอาด
เจ้าตัวเล็กรีบร้อนอยากจะอ่านจดหมาย ขนาดแก้มโดนถูจนแดงเถือก วันนี้ก็ยังไม่บ่นสักคำ
ล้างหน้าเสร็จ เช็ดมือจนแห้ง เจ้าตัวเล็กก็ปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ทรงสูงหลังเคาน์เตอร์ เริ่มเปิดอ่านจดหมายของเซี่ยเหยาก่อนเป็นอันดับแรก
ข้อดีของการอ่านหนังสือออก ก็คือสามารถอ่านจดหมายเองได้นี่แหละ
ถ้ามีตัวหนังสือตัวไหนที่อ่านไม่ออกจริง ๆ เธอก็ไม่รีบร้อนไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น หยิบพจนานุกรมซินหัวออกมาจากกระเป๋านักเรียน แล้วเปิดหาความหมายด้วยตัวเอง
เด็กเรียนเก่งก็แบบนี้แหละ เรื่องที่ตัวเองจัดการได้ก็ไม่คิดจะไปพึ่งพาคนอื่นหรอก
อ่านจดหมายของเหยาเหยาจบก็อ่านจดหมายของต้วนอวี่เยียนต่อ บนใบหน้าของเจ้าตัวเล็กก็มีรอยยิ้มประดับอยู่ตลอดเวลา ช่างเบิกบานใจเสียจริง
“เขาเขียนมาว่ายังไงบ้างล่ะ? ถึงได้ยิ้มหน้าบานแบบนั้น” จ้าวเถี่ยอิงยกน้ำอุ่นมาให้เธอแก้วหนึ่ง
“พี่เหยาเหยาบอกว่าฮ่องกงสนุกมากเลย มีของอร่อยเยอะแยะไปหมด แถมยังมีเรือสำราญด้วยนะค้า”
“พี่อวี่เยียนบอกให้เกอเกอพาหนูไปเที่ยวฮ่องกง เธอจะพาหนูกับพี่เหยาเหยาไปกินของอร่อย ๆ ไปนั่งเรือสำราญแล้วก็ชิงช้าสวรรค์ด้วย” โจวโม่โม่ดื่มน้ำไปอึกหนึ่ง มองจ้าวเถี่ยอิงพลางเอ่ยถาม “แม่จ๋า เรือสำราญคืออะไรเหรอคะ? ชิงช้าสวรรค์คืออะไรเหรอ?”
“เอ่อ...” จ้าวเถี่ยอิงถึงกับไปไม่เป็น หันไปมองโจวเยี่ยน
โจวเยี่ยนอธิบายว่า “เรือสำราญก็คือเรือลำใหญ่มาก ๆ บนนั้นมีห้องพัก มีร้านอาหาร ห้องเต้นรำ แล้วก็อาจจะมีสระว่ายน้ำด้วย สามารถเดินทางไปในทะเลได้เป็นเวลานาน ๆ แล้วก็พักอาศัยอยู่บนนั้นได้เลย”
โจวโม่โม่ดวงตาเป็นประกาย เอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “แล้ว... สามารถไปถึงลอนดอนได้ไหมคะ?”
“ลอนดอน...” โจวเยี่ยนเองก็ถูกคำถามที่กระโดดข้ามขั้นของเจ้าตัวเล็กเล่นเอาไปไม่เป็นเหมือนกัน นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ก็ไม่แน่ว่าจะเทียบท่าได้หรอกนะ แต่คงอยู่ห่างกันไม่มากเท่าไหร่หรอก”
“แล้วชิงช้าสวรรค์ล่ะคะ?” โจวโม่โม่เอ่ยถามต่อ
“ชิงช้าสวรรค์เป็นเครื่องเล่นชนิดหนึ่ง เป็นโครงเหล็กขนาดใหญ่มาก ด้านบนมีห้องเล็ก ๆ ห้อยอยู่หลายห้อง พอนั่งอยู่ในห้องนั้น ก็สามารถลอยขึ้นไปอยู่บนที่สูงมาก ๆ ตามการหมุนของชิงช้าสวรรค์ได้เลย” โจวเยี่ยนพยายามอธิบาย
“โห! ฟังดูน่าสนุกจังเลยค่า!” โจวโม่โม่ตาวาว เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อีก “เกอเกอ แล้วหมูหันกับห่านย่างหนังกรอบอร่อยไหมคะ?”
“มันก็ต้องอร่อยอยู่แล้วสิ” โจวเยี่ยนพยักหน้ารับรอง
“อึก” โจวโม่โม่ลอบกลืนน้ำลายลงคอ รูดตัวลงมาจากเก้าอี้ วิ่งเข้ามากอดขาของโจวเยี่ยนเอาไว้ เงยหน้าเล็ก ๆ ขึ้นมองเขาพลางบอก “เกอเกอ งั้นพวกเราไปเที่ยวฮ่องกงกันเถอะ หนูอยากไปหาพี่เหยาเหยากับพี่อวี่เยียนจังเลย”
“พูดให้ชัดเจนนิดนึง ตกลงว่าอยากไปหาพี่สาวทั้งสอง หรืออยากไปกินหมูหันกับห่านย่างหนังกรอบกันแน่?” โจวเยี่ยนยิ้มพลางย้อนถาม
“อยากทั้งสองอย่างเลยค่า!” เจ้าตัวเล็กตอบอย่างซื่อสัตย์ ในแววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง “พรุ่งนี้เราไปกันเลยดีไหมคะ? เราขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปกันเถอะ~”
“ฮ่องกงอยู่ไกลมากเลยนะ ขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปไม่ถึงหรอก ต้องนั่งเครื่องบินไปถึงจะได้” โจวเยี่ยนยื่นมือไปลูบหัวเธอ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไว้ถ้าวันข้างหน้ามีโอกาส พี่จะพาหนูไปเที่ยวแน่นอน ดีไหม?”
“ก็ได้ค่า~” เจ้าตัวเล็กถึงแม้จะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ยอมปล่อยมือ พยักหน้าตอบรับอย่างว่าง่าย
“คืนนี้เกอเกอของหนูทำหมูสามชั้นนึ่งหวานเตรียมไว้ให้หนูอีกแล้วนะ แม่ว่าก็คงไม่ด้อยไปกว่าหมูหันนั่นเท่าไหร่หรอก” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มพลางบอก
“หมูสามชั้นนึ่งหวาน! หนูชอบกินหมูสามชั้นนึ่งหวาน!” โจวโม่โม่ดวงตาเป็นประกาย กลับมาเบิกบานใจอีกครั้งในทันที ปีนกลับขึ้นไปบนเก้าอี้ทรงสูง ยัดจดหมายกลับเข้าไปในซอง “เกอเกอ หิวแล้วค่า หนูจะกินข้าวแล้ว”
“ได้เลย เดี๋ยวพี่ยกมาให้เดี๋ยวนี้แหละ” โจวเยี่ยนยิ้มรับคำ แล้วหันหลังเดินเข้าไปในครัว
“กินเสร็จหนูจะเขียนจดหมายหาพี่เหยาเหยา เขียนของพี่เหยาเหยาเสร็จแล้วหนูจะเขียนหาพี่อวี่เยียนต่อ แล้วหนูก็จะวาดรูปเล็ก ๆ ส่งไปให้พวกพี่เขาด้วย” เจ้าตัวเล็กอารมณ์มาไวไปไว แถมยังจัดแจงเวลาช่วงค่ำของตัวเองไว้เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว
หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จ เจ้าตัวเล็กก็ให้จ้าวเถี่ยอิงช่วยเก็บถ้วยชามให้ ตัดกระดาษวาดเขียนให้มีขนาดเท่ากับซองจดหมาย จากนั้นถึงเริ่มลงมือวาดรูป
โจวเยี่ยนมุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ไม่แปลกใจเลยที่เหยาเหยากับต้วนอวี่เยียนจะชอบเธอขนาดนี้ ใครบ้างล่ะจะไม่อยากมีน้องสาวที่ทั้งน่ารักและมีความกระตือรือร้นในการลงมือทำแบบนี้