- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 1060 เติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้ถึงขีดสุด
บทที่ 1060 เติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้ถึงขีดสุด
บทที่ 1060 เติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้ถึงขีดสุด
ฟ่านชิ่งเฟิงถอดหมวกออก ไปยืนอยู่หน้าแผงขายพะโล้ มองดูโจวเหมี่ยวที่กำลังหั่นเนื้อพะโล้อยู่ พอเห็นเขาหั่นหัวหมูสองชิ้นกับหูหมูอีกหนึ่งชิ้น ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม “ทักษะการใช้มีดนี่ไม่เลวเลยนะ เก่งกว่าลูกมือหั่นผักของร้านอาหารหลายร้านซะอีก ความสามารถในการกะน้ำหนักนี่ลูกมือหั่นผักทั่วไปก็ทำไม่ได้หรอกนะ”
“เมื่อก่อนขายเนื้อวัวน่ะ ก็อาศัยฝีมือพวกนี้ทำมาหากินนี่แหละ” โจวเหมี่ยวหัวเราะ มองฟ่านชิ่งเฟิงพลางเอ่ยถาม “เอาเนื้อพะโล้ไหม?”
“พวกเรามากินข้าว เดี๋ยวค่อยสั่งแล้วกัน” ฟ่านชิ่งเฟิงบอก
“ได้เลย” โจวเหมี่ยวพยักหน้า แล้วหันไปตักพะโล้เจใส่ถุงให้คนงานหญิงคนหนึ่ง
ฟ่านชิ่งเฟิงหันไปมองหม้อใบใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าประตูอีกครั้ง ฤดูหนาวปีนี้เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวโด่งดังมากในตำบลซูจี ใคร ๆ ก็บอกว่าถ้าเป็นหวัดให้มากินเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวที่ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาสักชาม เรียกเหงื่อให้ท่วมตัว กลับไปนอนพักสักตื่นก็หายแล้ว
เรื่องนี้จะจริงหรือเท็จยังไม่รู้ แต่ได้ยินมาว่าเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวชามละหกเหมานี้ ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาวันนึงขายได้เป็นร้อยชามเลยทีเดียว ลำพังแค่เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวหม้อนี้หม้อเดียว กิจการก็ดีกว่าร้านอาหารของรัฐบาลของพวกเขาในตอนนี้ซะอีก
และที่หน้าหม้อก็มีแค่คนงานหญิงคนเดียวยืนเฝ้าอยู่ รับหน้าที่ลวกผ้าขี้ริ้ว เนื้อวัว ไส้วัวอะไรพวกนั้น ดูเหมือนง่าย แต่กลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกที่โชยมา มันช่างสดหอมจริง ๆ
ข้างหน้าพวกเขายังมีลูกค้าต่อคิวอยู่อีกหกเจ็ดกลุ่ม ข้างในร้านสามสิบโต๊ะก็นั่งกันเต็มหมดแล้ว
“ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาเนี่ยมีคนต่อคิวแบบนี้ทุกวันเลยเหรอ? แล้วทำไมทุกคนถึงยอมรอกันล่ะ?” เหยียนเหวินเอ่ยถามคนงานที่ต่อคิวอยู่ข้างหน้าด้วยความอยากรู้
จ้าวตงหันขวับกลับมามองเหยียนเหวิน รอยยิ้มบนใบหน้าก็ฉายแววขบขันขึ้นมาหลายส่วน “อ้าว? นี่หัวหน้าเหยียนไม่ใช่เหรอ เพิ่งจะมากินครั้งแรกเหรอเนี่ย? งั้นเดี๋ยวพอกินเสร็จคุณก็จะรู้เองแหละว่าทำไมทุกคนถึงยอมต่อคิวรอ”
“หัวหน้าจ้าว...” สีหน้าของเหยียนเหวินดูกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เมื่อกี้ตอนที่เข้าไปทักไม่ได้สังเกตให้ดี กลายเป็นว่าไปถามคนรู้จักเข้าซะแล้ว “คุณไม่ได้มากินข้าวที่ร้านนานแล้วนี่นา”
จ้าวตงยิ้มพลางบอก “ก็ไม่ได้ไปกินข้าวที่ร้านพวกคุณพักใหญ่แล้วล่ะ ช่วยไม่ได้นี่นา คนที่บ้านต่างก็บอกว่าจะมากินที่ร้านเถ้าแก่โจว ผมคนเดียวก็ตัดสินใจไม่ได้หรอก”
เหยียนเหวิน : “...”
คนคนนี้นี่พูดจาประชดประชันเก่งจริง ๆ
“หัวหน้าเหยียน ทำไมคุณถึงพาพ่อครัวใหญ่ฟ่านมากินข้าวที่ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาได้ล่ะ? ร้านอาหารของรัฐบาลไม่ทำแล้วเหรอ?” จ้าวตงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “เวลานี้มันเป็นเวลากินข้าวพอดีเลยนี่นา”
“ทำก็ต้องทำสิ ร้านอาหารของรัฐบาลมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ทำล่ะ” เหยียนเหวินเอ่ย “คุณก็รู้นี่นา ว่าพวกเราเปิดร้านอาหารก็ต้องหมั่นออกมาศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวากิจการรุ่งเรืองขนาดนี้ แถมยังอยู่ในตำบลซูจีด้วย วันนี้พวกเราก็เลยมาศึกษาแล้วก็ลงพื้นที่สำรวจดูน่ะ”
“อืม ก็ดีนะ รู้จักแก้ไขปรับปรุงก็ถือเป็นเรื่องดี” จ้าวตงพยักหน้า
“ร้านอาหารของรัฐบาลน่ะควรจะปรับปรุงมาตั้งนานแล้ว มัวแต่หัวแข็งอยู่ได้” จูเจ๋อเอ่ยยิ้ม ๆ สมทบ
“...” เหยียนเหวินชักจะไม่อยากต่อปากต่อคำกับทั้งสองคนแล้ว จึงเปลี่ยนเรื่อง “แบบนี้เกรงว่าจะต้องต่อคิวอีกสักพักเลยล่ะมั้ง คนเยอะขนาดนี้ กว่าอาหารจะออกคงรอนานน่าดู”
“ไม่นานหรอก” จ้าวตงบอก “วันนี้เหมือนอาหารจะออกเร็วนะ ตอนแรกข้างหน้าผมมีคิวอยู่สิบกว่าโต๊ะ ตอนนี้ก็เข้าไปครึ่งนึงแล้ว คาดว่าไม่เกินยี่สิบนาทีก็น่าจะถึงคิวพวกเราแล้วล่ะ วันนี้ผมติดธุระที่โรงงานนิดหน่อยก็เลยมาสาย เอาเป็นว่าเดี๋ยวพวกเราสี่คนมานั่งโต๊ะเดียวกันแล้วหารค่าอาหารกันดีไหม จะได้สั่งกับข้าวเพิ่มได้อีกสักสองอย่าง ลองชิมดูให้ครบเลย”
“ได้สิ” เหยียนเหวินพยักหน้า สายตาก็จดจ้องเข้าไปในร้าน
ที่จ้าวตงพูดมาก็ถูก ความเร็วในการยกอาหารขึ้นโต๊ะของร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาถือว่าสูงเป็นพิเศษ
เด็กยกอาหารสองคนเดินไปมาไม่หยุด ราวกับไม่ได้พักเลย ความเร็วในการออกอาหารเร็วกว่าร้านอาหารของรัฐบาลของพวกเขาตั้งเยอะ
“พวกเขามีพ่อครัวหลายคนเหรอ?” เหยียนเหวินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“รู้สึกจะมีสองคนครึ่งนะ”
“มีครึ่งคนด้วยเหรอ?”
“ลูกมือหั่นผักไม่นับเป็นครึ่งคนหรือไงล่ะ?”
“พ่อครัวสองคนกับลูกมือหั่นผักอีกคนงั้นเหรอ?” เหยียนเหวินและฟ่านชิ่งเฟิงสบตากัน ต่างก็มองเห็นความตกตะลึงในแววตาของอีกฝ่าย ร้านอาหารของรัฐบาลของพวกเขา ลำพังแค่ห้องครัวมีทั้งพ่อครัวและลูกมือหั่นผักรวมกันก็แปดคนแล้ว เด็กยกอาหาร พนักงานเดินโต๊ะ คนช่วยงานเบ็ดเตล็ด รวมกันทั้งหมดสิบแปดคน นี่ยังไม่รวมเหยียนเหวินที่เป็นหัวหน้ากับพนักงานบัญชีอีกคนนะ
ด้วยอัตรากำลังคนขนาดนี้ ถ้าร้านอาหารมีลูกค้าเข้ามาพร้อมกันสามสิบโต๊ะ รับรองว่าไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาแน่นอน
อัตรากำลังคนแบบนี้ มันหลุดโลกเกินไปแล้ว! ลำพังแค่ต้นทุนค่าแรงก็ประหยัดไปได้ตั้งเท่าไหร่แล้วเนี่ย?
ถ้าอยากจะขาดทุนน้อยลง หรืออยากจะหาเงินเพิ่ม ก็มีแค่สองทางเลือกเท่านั้น หนึ่งคือทำกิจการให้เจริญรุ่งเรือง กิจการดีก็ย่อมมีกำไร
สองคือลดจำนวนพนักงานลง เพื่อประหยัดค่าจ้าง นี่ก็พอจะเป็นแนวคิดให้เหยียนเหวินได้บ้างเหมือนกัน
อย่างที่จ้าวตงบอก อาหารออกเร็ว ความเร็วในการสลับโต๊ะก็เร็วตาม
คนงานโรงงานทอผ้าที่มากินข้าวตอนเที่ยง ส่วนใหญ่ก็สั่งกับข้าวที่กินคู่กับข้าวสวย
เพื่อนร่วมงานสามห้าคนรวมตัวกันนั่งโต๊ะเดียวกัน สั่งกับข้าวสองสามอย่าง แล้วก็รีบกวาดข้าวเข้าปากสองชามรวด จ่ายเงินแล้วก็เดินจากไปอย่างพึงพอใจ กลับไปหาที่พักผ่อนในโรงงาน พวกเขารอไม่ถึงยี่สิบนาทีก็มีโต๊ะว่างแล้ว
“ไปสิ พวกเราไปนั่งโต๊ะเดียวกัน” จ้าวตงเอ่ยชวน แล้วเดินนำเข้าไปในร้าน
“หัวหน้าจ้าว วันนี้รับอะไรดีล่ะ?” จ้าวเถี่ยอิงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
จ้าวตงบอก “พี่อิง พวกเราพาเพื่อนมาด้วยสองคน ให้พวกเขาดูรายการอาหารก่อนแล้วค่อยสั่งก็แล้วกัน”
“ได้เลย ค่อย ๆ ดู ค่อย ๆ เลือกนะ” จ้าวเถี่ยอิงเหลือบมองเหยียนเหวินและฟ่านชิ่งเฟิง ยิ้มพลางเชิญทุกคนนั่งลง
เหยียนเหวินสังเกตการณ์อยู่ที่ประตูมาพักใหญ่แล้ว หญิงวัยกลางคนที่แต่งตัวทะมัดทะแมงคนนี้คือแม่ของเถ้าแก่ ซึ่งก็คือเถ้าแก่เนี้ย รับหน้าที่ต้อนรับลูกค้า รับรายการสั่งอาหาร และคิดเงิน บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอยู่เสมอ เป็นกันเองและอบอุ่น ราวกับสามารถพูดคุยกับลูกค้าคนไหนก็ได้ทั้งนั้น
ไม่เหมือนกับพนักงานบริการของร้านอาหารของพวกเขาเลยสักนิด ตอนนี้พวกเขาก็บังคับให้พนักงานบริการยิ้มแย้มต้อนรับลูกค้า แต่หลายครั้งรอยยิ้มนั้นก็ดูฝืนกว่าร้องไห้ซะอีก สัมผัสไม่ได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกเลย นี่แหละคือความแตกต่าง
“หัวหน้าเหยียน คุณลองดูสิว่าอยากกินอะไร คุณสั่งก่อนเลย” จ้าวตงบอก “อาหารก็มีให้เลือกเยอะเหมือนกันนะเนี่ย”
เหยียนเหวินกับฟ่านชิ่งเฟิงเงยหน้ามองกำแพงรายการอาหาร สองเดือนก่อนพวกเขาเคยให้คนมาคัดลอกรายการอาหารไปแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีอาหารเพิ่มขึ้นมาอีกตั้งเยอะ
“เนื้อเงาโคมไฟ เป็ดรมควันใบชา ขาหมูตงพัว ไก่แผ่นฝูหรง แหวนทอดนิ่ม...” ฟ่านชิ่งเฟิงมองดูอาหารแต่ละจาน ลมหายใจก็เริ่มถี่กระชั้นขึ้นมาหลายส่วน ร้านอาหารของโจวเยี่ยนนี่มันหลุดกรอบไปหน่อยหรือเปล่า อาหารพวกนี้สมควรจะมาโผล่ในตำบลเล็ก ๆ เหรอเนี่ย
ร้านอาหารเล็ก ๆ ในตำบลเนี่ยนะ?
ต่อให้เป็นร้านอาหารของพวกเขา ก็ไม่มีอาหารสำหรับงานเลี้ยงระดับหรูพวกนี้หรอกนะ! หลุดโลกเกินไปแล้ว!
จ้าวตงอธิบายให้เขาฟัง “นอกจากเนื้อเงาโคมไฟแล้ว อาหารสองสามอย่างนี้ไม่สามารถสั่งกินเดี๋ยวนี้ได้หรอกนะ นั่นมันรายการอาหารสำหรับโต๊ะจีน ต้องสั่งจองล่วงหน้า”
“เขายังรับทำโต๊ะจีนราคาห้าสิบหยวนด้วยเหรอ? มีคนสั่งด้วยเหรอเนี่ย?” เหยียนเหวินกลืนน้ำลายลงคอ โต๊ะจีนที่แพงที่สุดของร้านอาหารของรัฐบาลของพวกเขา ก็ราคาแค่สี่สิบหยวนเท่านั้น ปีนี้หลังผ่านช่วงปีใหม่มา ยังไม่มีใครมาจองเลยสักโต๊ะ
จ้าวตงบอก “คนที่สั่งราคาห้าสิบหยวนน่าจะมีไม่เยอะหรอกนะ ก็มีแค่ตอนที่บริษัทพวกเราจัดเลี้ยงต้อนรับผู้บริหารนี่แหละที่เคยสั่งอยู่หลายครั้ง”
“เดี๋ยวนี้โรงงานทอผ้าจัดเลี้ยงต้อนรับผู้บริหารที่ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาหมดแล้วเหรอ?” น้ำเสียงของเหยียนเหวินเจือความอิจฉาเล็กน้อย เมื่อก่อนร้านอาหารของรัฐบาลของพวกเขายังพอได้รับงานจัดเลี้ยงต้อนรับผู้บริหารของโรงงานทอผ้าอยู่บ้าง ปกติก็สั่งโต๊ะละสี่สิบหยวน ถ้าเป็นแขกคนสำคัญ ก็จะสั่งกับข้าวเพิ่ม
“เรื่องนี้ก็ช่วยไม่ได้นี่นา คุณก็รู้จักผู้จัดการโรงงานของพวกเรานี่ ถ้าไม่ใช่เพราะโรงงานขาดเขาไม่ได้ ป่านนี้เขาคงไปเป็นพ่อครัวใหญ่ของร้านอาหารที่ไหนสักแห่งแล้วล่ะ เขามีมาตรฐานเรื่องอาหารอร่อยไม่อร่อยที่สูงมากเลยนะ” จ้าวตงหัวเราะ
เหยียนเหวินถอนหายใจ ตาเฒ่าหวังหงเลี่ยงคนนี้ช่างเลือกมากจริง ๆ นั่นแหละ หันไปบอกกับฟ่านชิ่งเฟิง “เหล่าฟ่าน นายสั่งสิ”
ฟ่านชิ่งเฟิงมองไปรอบ ๆ แล้วบอก “ผมเอาหมูผัดเกลือกับหมูเส้นกลิ่นปลาก็แล้วกัน”
“งั้นฉันเอาหัวหมูพะโล้เพิ่มอีกอย่าง” เหยียนเหวินบอก
“งั้นฉันไม่สั่งละ จูเจ๋อ นายสั่งอาหารที่อยากกินสิ” จ้าวตงบอก
จูเจ๋อยิ้มกริ่มพลางบอก “เอาเต้าหู้ผัดพริกก็แล้วกัน ให้พ่อครัวใหญ่ฟ่านลองชิมดูหน่อย ว่ามันต่างจากของร้านอาหารของรัฐบาลยังไง”
มุมปากของจ้าวตงกระตุก แทบจะกดเอาไว้ไม่อยู่ รีบยกมือเรียกจ้าวเถี่ยอิงมาสั่งอาหาร ถ้าพูดถึงเรื่องความปากคอเราะร้ายล่ะก็ ต้องยกให้จูเจ๋อเลย
เต้าหู้ผัดพริกของร้านอาหารของรัฐบาลพวกเขาเคยกินมาครั้งหนึ่ง เผ็ดชาพอนะ แต่ไม่หอมเลย ทำออกมาได้เละเทะจริง ๆ
ทัศนคติของฟ่านชิ่งเฟิงค่อนข้างจะสงบเยือกเย็น ช่วงนี้ชื่อเสียงของโจวเยี่ยนโด่งดังมาก โดยเฉพาะหลังจากคว้าอันดับหนึ่งของมณฑลในการสอบวัดระดับวิชาชีพพ่อครัวระดับสาม ในหมู่พ่อครัวชาวเจียโจวก็มักจะพูดถึงเขาอยู่เสมอ ยังไงซะก็เป็นถึงทายาทสายตรงของสำนักข่ง ระดับฝีมือจะสูงกว่าก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ยังไงเขาก็ยังหนุ่มอยู่ เหมือนว่าปีนี้จะเพิ่งอายุยี่สิบเอ็ดเอง ฟ่านชิ่งเฟิงก็เลยไม่ได้กลัวขนาดนั้น
ตอนหนุ่ม ๆ เขาเคยไปฝึกอบรมที่เล่อหมิงมาหนึ่งรุ่น ตอนหลังก็ไปอยู่เฉิงตูมาอีกสามปี มั่นใจว่าตัวเองก็มีฝีมือพอตัวในหมู่พ่อครัวชาวเจียโจว แค่ยังไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ อยู่ที่ร้านอาหารของรัฐบาลประจำตำบลซูจีก็เลยไม่ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปสักที
ในห้องครัว โจวเยี่ยนไม่รู้เรื่องการมาเยือนของเหยียนเหวินและฟ่านชิ่งเฟิงเลยแม้แต่น้อย วินาทีนี้ในแววตาของเขามีแต่ความชื่นชมที่มีต่อเหล่าหลัว หมูเส้นกลิ่นปลาผัดทีละสามจาน สองกระทะแรก คุณภาพตกลงจาก [สมบูรณ์แบบ] มาอยู่ที่ [รสชาติดีเยี่ยม] ซึ่งก็ถือว่าพอรับได้ ตอนที่โจวเยี่ยนผัดทีละสี่จาน อาหารที่ได้บางครั้งก็อยู่ในระดับ [รสชาติดีเยี่ยม] เหมือนกัน
แต่พอเหล่าหลัวผัดมาถึงกระทะที่สาม คุณภาพของหมูเส้นกลิ่นปลาก็กลับมาอยู่ในระดับ [สมบูรณ์แบบ] อีกครั้ง แถมสองกระทะต่อมาก็ยังรักษาระดับไว้ได้
สิ่งนี้เรียกว่าอะไร?
ความสามารถในการแก้ไขปรับปรุงตัวเองของพ่อครัวระดับสูงไงล่ะ!
ใช่แล้ว อาหารทุกกระทะเขาจะลองชิมดูสักคำ จากนั้นก็สรุปผล ปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อาหารที่ได้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ความต้องการและความสมดุลระหว่างความเร็วในการยกอาหารขึ้นโต๊ะและคุณภาพของอาหาร สามารถบ่งบอกถึงทัศนคติของพ่อครัวคนนั้นได้
เหล่าหลัวเป็นพ่อครัวที่มีมาตรฐานสูงลิ่วอย่างแน่นอน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของโจวเยี่ยนอย่างไม่น่าเชื่อ เนื้อสับผัดพริกสองชนิดก็รักษาระดับ [รสชาติดีเยี่ยม] ไว้ได้เช่นกัน
โจวเยี่ยนดูอยู่พักหนึ่ง ก็เอ่ยแนะ “เหล่าหลัว เนื้อสับผัดพริกเพิ่มเกลืออีกนิดนะ ลองตักขึ้นให้เร็วกว่าเดิมสักสองวินาทีดูสิครับ”
“ได้เลย!” เหล่าหลัวขานรับ เนื้อสับผัดพริกจานนี้เพิ่มเกลือไปอีกนิดตามที่โจวเยี่ยนบอก ตอนที่ผัดด้วยไฟแรงก็ตักขึ้นให้เร็วกว่าเดิมสองวินาที
[เนื้อสับผัดพริกสองชนิดที่สมบูรณ์แบบหนึ่งจาน (เติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้ถึงขีดสุด)]
โจวเยี่ยนกวาดสายตามองผลการประเมินแวบหนึ่ง รอยยิ้มที่มุมปากก็ซ่อนเอาไว้ไม่อยู่แล้ว ต้องเป็นเหล่าหลัวนี่แหละ ชี้แนะแค่นิดเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง
โจวเฟยยกเนื้อสับผัดพริกไปแล้ว เหล่าหลัวก็เทเนื้อสับผัดพริกที่เหลือติดก้นตะหลิวอยู่นิดหน่อยลงในช้อนสำหรับชิมของตัวเอง พอส่งเข้าปากชิมดู ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที “เฮ้ย! รสสัมผัสของเนื้อวัวมันนุ่มขึ้นมาหน่อยนึงจริง ๆ ด้วย รสเค็มก็พอดีกว่าเดิมเลย”
เนื้อสับผัดพริกเป็นอาหารที่เน้นเรื่องการควบคุมไฟ เนื้อวัวสับละเอียด ผัดด้วยไฟแรง แค่เผลอนิดเดียวเนื้อก็แข็งแล้ว สิ่งที่ต้องกินก็คือรสสัมผัสที่กรอบนอกนุ่มใน และรสชาติที่สดหอมเผ็ดร้อนนั่นแหละ