- หน้าแรก
- สุดขอบดาราวิถีเซียนข้ามจักรวาล
- บทที่ 450 เพื่อนหรือคนรัก
บทที่ 450 เพื่อนหรือคนรัก
บทที่ 450 เพื่อนหรือคนรัก
"อ้วนขึ้นนะ" คำพูดประโยคเดียวของหวังเซวียน หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นล่ะก็ อย่าว่าแต่เรื่องมากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟนเลย แม้แต่ความเป็นเพื่อนก็แทบจะขาดสะบั้น เรียกได้ว่าเป็นคำพูดที่ฆ่าบทสนทนาให้ตายสนิท
"นายตั้งใจใช่ไหม?" จ้าวชิงฮั่นยังคงเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ต่อให้ไม่ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเหนือธรรมชาติ รูปร่างของเธอก็ยังคงงดงามไร้ที่ติ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในตอนนี้เลย
"ฉันมองผิดไปงั้นหรือ ขอฉันดูให้ชัดๆ อีกทีสิ" หวังเซวียนขยับเข้าไปใกล้ ทำทีราวกับต้องการจะมองให้ละเอียด แม้กระทั่งลมหายใจยังรดรินลงบนใบหน้าของเธอ
จ้าวชิงฮั่นทุบเขาเบาๆ มองดูท่าทางที่แสร้งทำเป็นจริงจังแล้วขยับเข้ามาใกล้ของเขา ตัวเธอเองก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาพลางกล่าว "นายไปเรียนมาจากใครเนี่ย? เมื่อก่อนไม่เห็นเป็นแบบนี้นี่นา"
"เฉินหย่งเจี๋ยไง เขาบอกว่าเวลาเจอกันต้องแสดงความห่วงใย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ" หวังเซวียนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
"มหาปรมาจารย์เฉินไม่รับเป็นแพะรับบาปหรอกนะ" จ้าวชิงฮั่นยิ้ม
ชั่วพริบตา ความรู้สึกห่างเหินที่เคยมีอยู่น้อยนิดนั้นก็มลายหายไป คำพูดสั้นๆ เพียงไม่กี่ประโยค ได้ลบล้างความรู้สึกแปลกหน้าจากการไม่ได้พบกันเป็นเวลานานของทั้งสองคนไปจนหมดสิ้น
หวังเซวียนปัดปอยผมเส้นยาวของเธอไปทัดไว้ที่หลังใบหู จากนั้นก็สวมกอดเธอเบาๆ ในตอนแรกจ้าวชิงฮั่นมีอาการตัวแข็งทื่อเล็กน้อย แต่ไม่นานเธอก็ผ่อนคลายลง และเป็นฝ่ายกอดตอบเขากลับเช่นกัน
หลังจากการสัมผัสกันอย่างแผ่วเบา ทั้งสองก็ผละออกจากกัน ดูเหมือนว่าจะกลับไปเป็นเหมือนในอดีต ไร้ซึ่งความรู้สึกห่างเหินอีกต่อไป
"ไปดูที่ลานเรือนด้านหน้ากันเถอะ ผู้อาวุโสเผ่าจิ้งจอกอยากจะให้ฉันรับศิษย์คนหนึ่งน่ะ" หวังเซวียนเอ่ย
"ใครกัน?" จ้าวชิงฮั่นถามพลางเดินไปข้างหน้าพร้อมกับเขา
"โม่หวง เป็นเด็กใหม่ ได้ยินมาว่าพรสวรรค์สูงส่งมาก" หวังเซวียนบอกกล่าว
จ้าวชิงฮั่นรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง พลางกล่าว "เป็นเขาเองหรือ อายุแค่สิบหกปี ก็มีพลังถึงระดับหกเหนือธรรมชาติแล้ว นี่ขนาดเขาฝืนสะกดข่มระดับพลังของตัวเองเอาไว้ แล้วยังโดนลดระดับลงมาตั้งหลายครั้งแล้วนะเนี่ย"
เธอรู้ดีว่าจิ้งจอกเฒ่าให้ความสำคัญกับเด็กหนุ่มคนนั้นมาก ตามที่ได้ยินมา เขามาจากดาวอวี่ฮว่า ตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา ก็สามารถรับฟังเสียงสวดมนต์ของผู้อื่น และเกิดการสั่นพ้องตอบรับได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลุดโลกเอามากๆ
"นั่นสิ จิ้งจอกเฒ่าบอกว่า ในยุคโบราณ คนแบบนี้คงจะถูกปรมาจารย์แห่งสำนักผู้ไร้เทียมทานแย่งชิงตัวไป เลี้ยงดูราวกับเป็นลูกในไส้ เขาอายุน้อยกว่าฉันไม่เท่าไหร่เอง จะให้ฉันรับเขาเป็นศิษย์มันก็คงไม่ค่อยเหมาะหรอกมั้ง"
"นี่มันเวลาไหนแล้ว ยังจะมาเอาเปรียบคนอื่นอยู่อีก"
"ให้เขาเรียกเธอว่าอาจารย์หญิงได้ไหมล่ะ?"
"ปึก!"
ทั้งสองคนกระซิบกระซาบหยอกล้อกัน พร้อมกับมีกำปั้นงามๆ ลอยไปมา เมื่อมาถึงลานเรือนด้านหน้า แขกผู้มาเยือนเหล่านั้นก็ยังไม่ได้กลับไป และในเวลานี้เอง ชายหนุ่มและเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย
ทุกคนต่างก็รู้จักสองคนนี้ พรสวรรค์ของพวกเขาช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ช่วงนี้ชื่อเสียงของพวกเขากำลังเป็นที่เลื่องลือ พวกเขาถูกจิ้งจอกเฒ่าจัดให้อยู่ในสำนักเซียนของมัน เพื่อศึกษาคัมภีร์ทั้งหมดที่มันเป็นผู้ประพันธ์
ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นคนเงียบขรึมพูดน้อย มีเรือนผมสีเทา นัยน์ตาสีดำสนิท รูปร่างสูงโปร่ง โครงหน้าคมสันราวกับถูกสลักเสลาด้วยคมมีด ดูหล่อเหลาและดุดัน
เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ เบื้องลึกเบื้องหลังของเขานั้นยิ่งใหญ่จนน่าตกใจ จิ้งจอกเฒ่าได้บอกหวังเซวียนไว้ล่วงหน้าแล้วว่า เขาคือศพที่ล่องลอยมาจากในจักรวาล
ครั้งก่อน ตอนที่จิ้งจอกเฒ่าขับเรือบิน และพบเขาในอวกาศภายนอก หลังจากพากลับมาที่ดินแดนลี้ลับ เขากลับค่อยๆ ฟื้นคืนชีพขึ้นมา และมีประกายไฟแห่งจิตวิญญาณเต้นระริก
"เธอลองสัมผัสดูสิ ว่าเขามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า" จิ้งจอกเฒ่าส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณอย่างลับๆ มันสงสัยว่าเขาคือยอดคนผู้ไร้เทียมทาน ที่บุกเบิกเส้นทางเลือดหนีออกมาจากแดนเซียนในยุคโบราณ ทิ้งกายเนื้อเอาไว้ ทว่าดวงวิญญาณกลับรักษาไว้ได้เพียงน้อยนิด
ตอนที่มันตรวจสอบ ก็พบว่ากายเนื้อของคนผู้นี้แข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัว
"คนแบบนี้ ท่านก็ยังกล้าพาเขากลับมาสุ่มสี่สุ่มห้าอีกหรือ?" หวังเซวียนมองแล้วมองอีก กายเนื้อของคนผู้นี้แข็งแกร่งผิดมนุษย์มนา แม้จะไม่ได้เดินพลังเวท ไม่ได้ใช้สสารเหนือธรรมชาติ แต่ก็ยังแผ่กลิ่นอายกดดันผู้คนออกมาได้
นี่มันราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังหลับใหล ยังไม่ทันได้ตื่นขึ้นมาอย่างแท้จริง กลิ่นอายสังหารก็แผ่ซ่านออกมารำไร ราวกับจะฉีกกระชากห้วงนภา
ส่วนจิตวิญญาณของชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งเลยจริงๆ ประกายไฟแห่งดวงวิญญาณเหลือเพียงแค่เศษเสี้ยว ทว่าก็ยังสามารถเทียบเคียงได้กับยอดคนเหนือธรรมชาติระดับเสรีสัญจรขั้นต้น
"นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ!" หวังเซวียนมั่นใจ ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายเช่นนี้ เพียงแค่เศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ ยังสามารถแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ ร่างเดิมของเขาจะต้องร้ายกาจหาที่เปรียบไม่ได้อย่างแน่นอน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่เขาล่องลอยอยู่ในจักรวาล ไม่รู้ว่าเป็นศพตายซากมานานกี่ปีแล้ว แต่กลับยังสามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้ นี่มันช่างน่าสะพรึงกลัวจนเกินบรรยาย ทำเอาแม้แต่หวังเซวียนยังต้องสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
มิน่าล่ะ จิ้งจอกเฒ่าถึงได้เดาว่า นี่อาจจะเป็นยอดคนผู้ไร้เทียมทานที่กลับมาจุติ แต่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น!
"ก่อนที่พันธสัญญาเก่าจะเริ่มหละหลวม แทบจะไม่มีใครสามารถทะลวงผ่านม่านมิติได้เลย การที่เขาสามารถรอดชีวิตกลับมาได้ ล่องลอยอยู่ในจักรวาลอันหนาวเหน็บ โดยที่กายเนื้อไม่เน่าเปื่อยแตกดับ ทำให้ฉันรู้สึกละอายใจที่เทียบเขาไม่ติดเลยจริงๆ" จิ้งจอกเฒ่ากล่าว
มันตั้งชื่อให้ชายหนุ่มสัตว์ประหลาดคนนี้ว่า อู๋หมิง ไม่รู้ชื่อแซ่ดั้งเดิม ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังความเป็นมา
แม้ว่าจิ้งจอกเฒ่าจะสันนิษฐานว่า อู๋หมิงในอดีตอาจจะเป็นยอดคนผู้ไร้เทียมทานคนหนึ่ง แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับบุคคลสำคัญที่ตายไปแล้วในตำนานหลังม่านมิติทีละคน กลับไม่มีใครที่ตรงกันเลย เรียกได้ว่าไร้ตัวตนในหน้าประวัติศาสตร์
"ผู้อาวุโส นี่อาจจะเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ก็ได้นะ เกิดวันดีคืนดี จิตวิญญาณของเขาฟื้นฟูกลับมาสมบูรณ์อย่างกะทันหัน ก็พูดยากเลยนะว่าจะเกิดอะไรขึ้น" หวังเซวียนเอ่ยขึ้นอย่างลับๆ
หลังจากล่วงรู้ถึงที่มาของสัตว์ประหลาดตนนี้ เขาก็รู้สึกหวาดระแวงเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งสำหรับเขา
จิ้งจอกเฒ่ากล่าว "ฉันเห็นเขาเป็นสหายพรต จึงเก็บเขาไว้ข้างกาย ตำนานกำลังจะล่มสลาย ต่อให้เขามีสถานะที่ยิ่งใหญ่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินสักเพียงใด เกรงว่าสุดท้ายก็คงสูญเปล่า ต้องกลับคืนสู่ความสามัญอยู่ดี ฉันเองก็ไม่ได้กังวลอะไรหรอก"
"ตอนที่เจอเขา สภาพร่างกายของเขาก็ดูเหมือนคนเป็นๆ แบบนี้เลยหรือ?" หวังเซวียนถาม
จิ้งจอกเฒ่าส่ายหน้าอย่างจริงจังพลางกล่าว "เปล่าเลย มันแห้งเหี่ยวราวกับศพตายซาก แต่พอกลับมาที่ดาวใหม่ ร่างกายของเขาก็ค่อยๆ พองตัวขึ้น และเริ่มมีพลังชีวิต"
หวังเซวียนชักจะไม่รู้จะพูดอะไรดีแล้ว อู๋หมิงคนนี้มันแข็งแกร่งเกินไปแล้ว เขาคาดเดาว่า หากโยนร่างของเหล่าจางทิ้งไว้ในส่วนลึกของจักรวาล ปล่อยให้ล่องลอยไปตามยถากรรมนานหลายปี ก็คงจะตายสนิทไปนานแล้ว ยากที่จะฟื้นคืนชีพกลับมาได้
เขาสอบถามอย่างลับๆ "ตอนนั้น ที่เขาล่องลอยอยู่ในจักรวาล เสื้อผ้าหรือชุดเกราะที่สวมใส่เป็นแบบไหน เขาเป็นสิ่งมีชีวิตในยุคแห่งตำนานของเราจริงๆ หรือ? แล้วตอนที่เขาฟื้นขึ้นมา ภาษาที่เขาพูด ท่านฟังรู้เรื่องไหม?"
จิ้งจอกเฒ่าบอกเล่า "ตอนนั้น บนตัวเขาไม่มีทั้งเสื้อผ้าและชุดเกราะ เลือดเนื้อแห้งเหี่ยว ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาจนถึงตอนนี้เขาก็ไม่ปริปากพูดเลยสักคำ ทำเพียงแค่พยักหน้าหรือส่ายหน้าเท่านั้น ทั่วทั้งร่างยังคงอยู่ในสภาวะสับสนมึนงง"
มันเปลี่ยนเรื่อง กวักมือเรียกเด็กหนุ่มอีกคนพลางกล่าว "โม่หวง เธออยากจะกราบอาจารย์คนใหม่ไหม ศักยภาพของเขาเหนือกว่าฉันมากนัก อีกอย่าง ตำนานกำลังจะปิดฉากลงแล้ว เธอสามารถตามเขาไปที่โลกแห่งเทคโนโลยี เพื่อดูว่ายังมีหนทางสืบสานวิถีเหนือธรรมชาติได้อีกหรือไม่"
คนจากดาวเคราะห์เหนือธรรมชาติทั้งสามดวงได้ยินดังนั้น ต่างก็ตกตะลึงกันถ้วนหน้า อัจฉริยะที่ฟ้าประทานมาให้อย่างโม่หวง จะถูกจิ้งจอกเฒ่ายกให้กับหวังเซวียน มนุษย์ต่างดาวผู้นั้นเป็นศิษย์งั้นหรือ?
โม่หวงส่ายหน้า "ผม... ไม่เต็มใจครับ ผมอยากจะอยู่กับผู้อาวุโส แล้วก็อู๋หมิง เพื่อค้นหาทางออกให้กับโลกเหนือธรรมชาติต่อไป"
หวังเซวียนยิ้มพลางส่ายหน้า "ฉันเพิ่งจะบำเพ็ญเพียรมาได้ไม่กี่ปี ขนาดตัวเองยังหาทางออกไม่เจอเลย จะเอาคุณสมบัติอะไรไปเป็นอาจารย์ให้คนอื่นล่ะ"
จิ้งจอกเฒ่าเอ่ยขึ้น "ถ่อมตัวเกินไปแล้ว เธอน่ะไม่เพียงแต่ทะลวงขีดจำกัดได้ แต่ยังก้าวไปยืนหยัดอยู่ในขอบเขตขั้นที่สิบเอ็ด ซึ่งเป็นดินแดนลี้ลับที่อยู่แนวหน้าสุดของตำนานเลยนะ ตอนที่ฉันอยู่ในขอบเขตมนุษย์โลก ยังไม่เคยเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นที่สิบเลยด้วยซ้ำ"
ไม่ใช่ว่ายอดฝีมือในขอบเขตม่านฟ้าทุกคนจะเคยทะลวงขีดจำกัดในทุกๆ ขอบเขตใหญ่ หรือก็คือการเข้าสู่ขั้นที่สิบ ยอดคนผู้ไร้เทียมทานแต่ละท่าน หากเคยมีประสบการณ์การทะลวงขีดจำกัดสักหนึ่งหรือสองครั้ง หรือสองสามครั้งก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว!
"ขั้นที่สิบเอ็ดงั้นหรือ?!" โม่หวงตกตะลึง เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะผู้ไร้เทียมทาน เหมาะสมกับการบำเพ็ญเพียรอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แต่เขาก็ทำได้เพียงสร้างความมั่นใจในการทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สิบเท่านั้นเอง
คนอื่นๆ ถึงกับมึนงงไปตามๆ กัน ไม่ใช่ว่ามีแค่เก้าขั้นหรอกหรือ? ตอนนี้กลับได้ยินความลับว่า มีขั้นที่สิบที่ทะลวงขีดจำกัดขึ้นไป และขั้นที่สิบเอ็ดที่เป็นจุดสิ้นสุดตามทฤษฎีด้วยหรือ? นี่มันจะหลุดโลกเกินไปแล้ว!
สายตาที่ทุกคนใช้มองหวังเซวียนเปลี่ยนไปในทันที มิน่าล่ะ เขาถึงได้ดุดันแข็งแกร่งขนาดนั้น ถึงขั้นใช้หมัดเดียวบดขยี้ปรมาจารย์ที่ระดับเข้าใกล้เทวะเซียนซึ่งกลับมาจุติยังแดนโลกมนุษย์จนแหลกละเอียดได้
จ้าวชิงฮั่นเอียงคอมองหวังเซวียน แม้แต่เธอยังรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง และตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า หวังเซวียนเหมาะสมกับการเดินบนเส้นทางสายเหนือธรรมชาติมากจริงๆ หากสภาพแวดล้อมโดยรวมเอื้ออำนวย ดูเหมือนว่าเขาจะเก่งกาจกว่าบรรดาเทพเซียนผู้เลื่องชื่อในอดีตเสียอีก!
มหาปรมาจารย์อาชาเบิกตากว้าง พึมพำว่า "ฉันอุตส่าห์คิดว่าม้าขั้นที่สามก็สามารถวิ่งเพ่นพ่านไปทั่วดินแดนลี้ลับได้แล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าในแดนโลกมนุษย์นี้ ยังมีหวังขั้นที่สิบเอ็ดอยู่อีก!"
"ในขอบเขตเหนือธรรมชาติ ถึงกับมีขั้นที่สิบเอ็ดดำรงอยู่ด้วยหรือ?!" เซียนจิ้งจอกน้อยปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับสวมชุดนางฟ้าตัวน้อย เห็นได้ชัดว่าความเคยชินกลายเป็นธรรมชาติไปแล้ว เธอกำลังเดินสับขาแบบนางแบบ โดยตั้งชื่อเก๋ไก๋ว่า การขัดเกลาตนเองของเทพธิดา ซึ่งไปแอบจำมาจากอู๋อินและจ้าวชิงฮั่นนั่นเอง
อู๋อินก็มาถึงแล้วเช่นกัน เธอสวมชุดกี่เพ้า ซึ่งขับเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายให้ดูงดงามไร้ที่ติ เธอก็ประหลาดใจเช่นกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องขั้นที่สิบเอ็ด แต่จุดสนใจของเธอไม่ได้อยู่ตรงนั้น เธอเดินมาบอกหวังเซวียนว่า เซียนจิ้งจอกน้อยอยากจะออกเดินทางไปพร้อมกับพวกเขา เพื่อไปหาประสบการณ์ที่ดาวใหม่สักหน่อย
จากนั้น เธอก็เหลือบมองหวังเซวียนและจ้าวชิงฮั่นแวบหนึ่ง ก่อนจะไม่พูดอะไรต่อ เมื่อเทียบกับอดีตแล้ว ตอนนี้เธอดูจะสงวนท่าทีมากขึ้น
ผ่านการพบปะพูดคุยกันไปยกหนึ่ง คนจากดาวเคราะห์เหนือธรรมชาติทั้งสามดวงก็ตัดใจจากความคิดที่จะสู้ตายกับหวังเซวียนอย่างสิ้นเชิง ระดับขั้นที่แม้แต่จิ้งจอกเฒ่ายังยกย่องซะขนาดนี้ ใครมันจะไปรับมือไหว
จิ้งจอกเฒ่ามอบโอสถให้ ทำให้แขกผู้มาเยือนรู้สึกว่าการเดินทางมาในครั้งนี้ไม่สูญเปล่า ล้วนแต่เป็นโอสถวิเศษล้ำค่าทั้งสิ้น
ในวันเดียวกันนั้น จ้าวชิงฮั่นและอู๋อินก็ได้กลืนกินโอสถวิเศษและโอสถล้ำค่าเข้าไปอีกหลายเม็ด ช่วยชำระล้างรากเหง้าของโรคที่หลงเหลืออยู่ในเลือดเนื้อ โรคเทวะทั้งห้าเสื่อมสลายจึงถูกขจัดออกไปอย่างถอนรากถอนโคน
หวังเซวียนรั้งอยู่ในดินแดนลี้ลับต่ออีกสองวัน ได้สนทนาอย่างเปิดอกกับจิ้งจอกเฒ่า ไม่ได้สัมผัสถึงความมุ่งร้ายใดๆ มีเพียงเสียงทอดถอนใจและความหดหู่ของจิ้งจอกเฒ่าเท่านั้น
ในช่วงเวลานั้น เขากับจิ้งจอกเฒ่าได้ช่วยกันตรวจสอบร่างกายของอู๋หมิง กายเนื้อนี้มันหลุดโลกมากจริงๆ แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าเซียน ภายในอัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตที่พลุ่งพล่าน แม้แต่กายเนื้อของจิ้งจอกเฒ่าก็ยังไม่อาจเทียบเทียมได้
หวังเซวียนกล่าว "รอจนกว่าตำนานจะล่มสลายไปอย่างสมบูรณ์ แล้วค่อยรอดูว่าเลือดเนื้อเหนือธรรมชาติของเขาจะเสื่อมสภาพลงหรือไม่ ฉันชักจะสงสัยที่มาที่ไปของเขาแล้วสิ รวมถึงความจริงที่ว่าเขาสามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้ เกรงว่ามันคงไม่ง่ายดายขนาดนั้นหรอก"
ท้ายที่สุด เขาก็ตัดสินใจจากไป และก้าวเดินบนเส้นทางกลับบ้าน ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น จิ้งจอกเฒ่าไม่ได้ขัดขวาง ซ้ำยังอนุญาตให้หลานสาวของตนร่วมเดินทางไกลไปด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีหม่าเชาฝานที่ขอติดสอยห้อยตามไปด้วยอีกตัว
จ้าวชิงฮั่นและอู๋อินรู้สึกซาบซึ้งใจในบุญคุณของจิ้งจอกเฒ่าเป็นอย่างยิ่ง พวกเธอคุกเข่าคำนับอย่างจริงจัง ในที่สุดก็จะได้จากดินแดนลี้ลับแห่งนี้ไป เพื่อกลับคืนสู่สังคมยุคปัจจุบันเสียที
ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็ขึ้นไปบนยานรบขนาดกลางค่อนไปทางเล็กที่ชิงมู่เป็นคนขับ แล้วพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากไป
ณ โลกเก่า เหล่าเฉินทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาได้โทรศัพท์ไปหากวนหลิน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เขาจำเป็นต้องจากไปสักระยะหนึ่ง
"ไม่ต้องเป็นห่วงฉันนะ ก่อนที่ลูกจะคลอด ฉันจะต้องหาทางกลับมาให้ได้ วางใจเถอะ มีนักพรตผู้ยิ่งใหญ่ที่เลื่องชื่ออย่างสวีฝูร่วมเดินทางไปด้วย ฉันจะไม่มีอันตรายแม้แต่นิดเดียว ในช่วงบั้นปลายของยุคตำนานนี้ ฉันอาจจะได้พบกับการผลัดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตก็ได้นะ" เฉินหย่งเจี๋ยพยายามพูดปลอบใจกวนหลินอย่างเต็มที่
ทว่า ภายในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่เข้าใจว่า ในเมื่อพลังเหนือธรรมชาติกำลังจะรูดม่านปิดฉากลงแล้ว ทำไมส่วนลึกของจักรวาลยังคงส่งเสียงเพรียกหาเขาอยู่ มันจะสามารถกอบกู้ตำนานเอาไว้ได้งั้นหรือ? แล้วเรื่องทั้งหมดนี้มันจะมีประโยชน์อะไรอีกล่ะ
ในช่วงเวลานั้น เฉินหย่งเจี๋ยได้ส่งข้อความไปหาฟางอวี่จู๋และจางเต้าหลิง เพื่อแจ้งให้พวกเขาทราบสถานการณ์ด้วย
"เสี่ยวเฉิน เขาก็กำลังจะไปที่นั่นด้วย ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะได้เจอเขาก็ได้นะ" ภายในยานอวกาศโบราณกลางส่วนลึกของจักรวาล ปฐมาจารย์นิกายโลหิตยมโลกเอ่ยขึ้น
"ไม่แน่หรอก ดินแดนที่พวกเรากำลังจะไปมีระดับพลังที่สูงส่งมาก เสี่ยวเฉินน่าจะไปไม่ถึงที่นั่นหรอก" เหล่าจางส่ายหน้า
ในวันเดียวกันนั้น เฉินหย่งเจี๋ยก็ได้ไปเข้าพบเทพธิดากระบี่ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงสถานการณ์ และสอบถามข้อมูลบางอย่าง
วันรุ่งขึ้น ร่างกายของเขาก็เปล่งประกายละอองฝนแสงออกมา ภายใต้การชี้นำของสัญชาตญาณ เขาได้เดินเข้าไปในเทือกเขาแห่งหนึ่งบนโลกเก่า ซึ่งก็คือสถานที่ที่อาจารย์ของเขาเคยหายตัวไปนั่นเอง
ม่านแสงอันนุ่มนวลปรากฏขึ้น มันดูมัวซัวเป็นอย่างมาก มีขนาดเล็กและดูเลือนรางกว่าม่านพลังงานที่เคยปรากฏในเหตุการณ์การติดต่ออันลี้ลับเมื่อสามสิบปีก่อนมากนัก
เฉินหย่งเจี๋ยเดินเข้าไปข้างใน ท่ามกลางละอองฝนแสงที่ระเหยขึ้น เขาก็หายวับไปจากที่เดิม ทว่าในครั้งนี้กลับไม่มีดาบโบราณหรือกระบี่โบราณเล่มใดถูกทิ้งเอาไว้เลย
กวนหลินเดินทางมาถึงแล้ว เธอเฝ้ามองเขาจากไปจากที่ไกลๆ โบกมืออำลาอย่างเงียบงัน พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหลรินออกมา
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ณ ส่วนลึกของทะเลดาว บนดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตดวงหนึ่ง ภายในแดนดับสูญที่เพิ่งปรากฏขึ้นมาได้เพียงครึ่งปีกว่า มีพระจันทร์สว่างไสวแขวนลอยอยู่บนฟากฟ้า ท่ามกลางผืนทะเลสีมรกต คนแจวเรือที่นั่งอยู่บนเรือไผ่สีทองอดไม่ได้ที่จะแหงนหน้ามองฟ้า ทั่วทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยละอองฝนแสง และร่างของเขาก็ค่อยๆ ลอยตัวสูงขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้
"นี่ฉัน... ต้องไปออกศึกรับเคราะห์แทนไอ้เด็กนั่นจริงๆ แล้วงั้นหรือ?!" เขาถึงกับพูดไม่ออก นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? อายุปูนนี้แล้ว แถมตำนานก็กำลังจะล่มสลาย เขายังจะต้องไปเข้าร่วมสงครามข้ามมิติอีกหรือ ภายในใจของเขารู้สึกสับสนปนเปไปหมด
จากนั้น เขาก็ตะโกนก้อง "ช่วยพาไอ้เด็กนั่นไปด้วยไม่ได้หรือไง? ให้มันไปด้วยกันสิ!"
บนฟากฟ้า ดวงจันทร์ดวงนั้นสั่นสะเทือน จากนั้นก็เริ่มมีหยาดเลือดไหลรินลงมา ก่อนจะสั่นไหวอย่างรุนแรง และเผยให้เห็นธาตุแท้ของมัน มันคือลูกตาขนาดมหึมาดวงหนึ่ง ซึ่งทำให้สวรรค์ถึงกับสั่นคลอน
"ธาตุแท้ของแดนดับสูญ แกคือกายเนื้ออันน่าสะพรึงกลัวที่หลงเหลือมาจากอารยธรรมเหนือธรรมชาติที่ดับสูญไปแล้วงั้นหรือ?" สวีฝูจ้องมองไปยังดวงจันทร์ดวงนั้น ลูกตาขนาดมหึมาดวงนั้นช่างดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ในเวลานี้ ร่างของเขากำลังลอยสูงขึ้นท่ามกลางละอองฝนแสง เขาจำเป็นต้องอาศัยเส้นทางจากลูกตาดวงนั้น เพื่อเข้าสู่ดินแดนแห่งการทำสงครามของอารยธรรมอวกาศภายนอก
เขาก้มหน้าลง มองดูผืนทะเลสีมรกตเบื้องล่าง ที่นั่นมืดมิดสนิท มีหมอกหนาทึบปกคลุม และมีดวงตาสีเลือดอันน่าสะพรึงกลัวนับไม่ถ้วนเบิกกว้างขึ้น และกำลังจ้องมองมาที่เขา
คนแจวเรือปวดหัวตึบ ในอดีต เขาไม่เคยมองเห็นสัตว์ประหลาดที่ต้องสงสัยว่าเป็นวิญญาณเซิ่นเหล่านั้นเลย ทว่าวันนี้ เขากลับมองเห็นพวกมันทั้งหมด
"เร็วเข้า ปล่อยให้ฉันไปสู้รบเถอะ ฉันไม่อยากกลับมาที่แดนดับสูญอีกต่อไปแล้ว!" เขาอดไม่ได้ที่จะแผดเสียงร้องคำราม หลังจากได้เห็นความจริงว่า ตลอดสองพันกว่าปีที่ผ่านมา มีวิญญาณเซิ่นอันน่าสะพรึงกลัวมากมายเดินเตร็ดเตร่อยู่รอบตัวเขา และคอยเฝ้ามองเขาอย่างเงียบๆ เขาไม่อยากจะอยู่ที่นี่ต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียวแล้ว
(จบบท)