- หน้าแรก
- ผมซื้อของถูกราคาหลักหน่วย แต่ระบบกลับให้ของจริงราคาหลักล้าน!
- ตอนที่ 1300 เหล่าจ้าวออกเดินทางแล้ว
ตอนที่ 1300 เหล่าจ้าวออกเดินทางแล้ว
ตอนที่ 1300 เหล่าจ้าวออกเดินทางแล้ว
ตอนที่ 1300 เหล่าจ้าวออกเดินทางแล้ว
ต้องยอมรับเลยว่า อย่างที่จ้าวอวิ๋นบอกนั่นแหละ มันน่าเสียดายจริงๆ ที่เรื่องดีๆ แบบนี้มาตอนที่สายไปแล้ว เด็กมันตายไปแล้วเพิ่งจะมาให้นม น้ำมูกไหลย้อยเข้าปากแล้วถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าต้องเช็ด พวกเขาเรียนจบไปแล้ว มหาวิทยาลัยถึงเพิ่งจะมีเส้นสายระดับท็อปโผล่มา นี่มันไม่ต่างอะไรกับการไปเข้าร่วมกองทัพก๊กมินตั๋งในปี 1949 เลยนะ (หมายถึงการตัดสินใจเข้าร่วมฝั่งที่กำลังจะพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองจีน)
แต่ไม่ว่าจะยังไง ทุกคนก็ยังลากจ้าวอวิ๋นไปช่วยทำความรู้จักกับคุณป้าแม่ครัวอยู่ดี ถึงแม้จะเรียนจบแล้ว แต่ก็อย่างที่หลินโม่บอก พวกเขาก็ยังกลับไปกินข้าวที่โรงอาหารได้นี่นา
โดยเฉพาะตอนนี้ที่พวกเขาพักอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ในช่วงปีสี่ที่ผ่านมา ถึงแม้จะยังไม่จบอย่างเป็นทางการ พวกเขาก็ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด ตอนนี้เรียนจบแล้วก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่าง อย่างน้อยเรื่องกินก็ไม่ได้แย่ลง
มีแค่ตอนนี้ที่พวกเขามีเงินจับจ่ายใช้สอยคล่องมือขึ้น ลองคิดดูสิ ถ้าเป็นช่วงสามปีแรกที่เรียนมหาวิทยาลัย ตอนที่เงินค่าขนมยังมีจำกัด ถ้ามีเส้นสายระดับนี้อยู่ล่ะก็ ชีวิตพวกเขาคงจะมีความสุขสุดๆ เงินค่าขนมแต่ละเดือนก็คงเหลือเก็บเยอะขึ้น
โดยเฉพาะเหล่าจ้าว ซึ่งเป็นคนเดียวในหอพักที่มีแฟน ช่วงปลายเดือนมักจะต้องให้เพื่อนๆ ช่วยเหลือเรื่องเงินอยู่บ่อยๆ ถ้ามีเส้นสายแบบนี้ มันก็เหมือนพระมาโปรดชัดๆ เขาต้องการมันมากที่สุดเลยล่ะ
ตอนเที่ยง พวกเขาไปกินข้าวที่โรงอาหาร 1 แม้แต่หลิ่วหรูเยียนก็ยังถูกหลินโม่ลากตัวไปด้วย เส้นสายอื่นพวกเขาอาจจะไม่สน แต่เส้นสายระดับแม่ครัวโรงอาหารนี่ ต้องทำความรู้จักไว้หน่อย
บอกเลยว่าอาหารที่โรงอาหารมหาวิทยาลัยเจียงหนิงก็รสชาติดีนะ โดยเฉพาะตั้งแต่กินต้นกระเทียมหมดไป คุณภาพอาหารก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ตกเย็นพอกลับมาถึง พอคุณหนูหยวนรู้เรื่องนี้เข้า ก็เสียดายจนทุบอกชกตัวเลยทีเดียว
แน่นอนว่า เธอเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้อะไรเลย อย่างน้อยก็มีเจ้าของร้านบุฟเฟต์คนหนึ่งที่ได้รับ 'บทเรียน' ไปแล้ว แถมยังพิสูจน์ได้ว่าน้องชวนไม่ได้โม้ ผู้หญิงคนนั้นสามารถกินอาหารทั้งเก้าอย่างได้เกลี้ยงจริงๆ คุณหนูหยวนก็เลยถือว่าเจอคู่หูนักกิน อย่างน้อยต่อไปเวลาไปกินบุฟเฟต์ก็จะมีเพื่อนไปถล่มร้านด้วยแล้ว
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันรุ่งขึ้น หลินโม่ก็ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยการแพทย์ตามปกติ ถึงแม้จะเรียนจบแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้เป็นนักศึกษาแพทย์สายตรงของที่นี่ ก็ยังคงต้องเรียนกับอาจารย์ต่อไปเพื่อรักษาสายสัมพันธ์ไว้
ศาสตราจารย์หลี่เห็นเขาเป็นลูกศิษย์ เขาก็มองศาสตราจารย์หลี่เป็นเส้นสาย ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ และเส้นสายก็ต้องหมั่นไปมาหาสู่กันบ่อยๆ
อีกอย่าง ถึงจะเรียนจบแล้ว แต่มหาวิทยาลัยก็ยังเหลือเวลาอีกหลายวันกว่าจะปิดเทอมฤดูร้อน เขาจึงต้องมาเรียนตามปกติ
"อ้อ จริงสิ ชาสมุนไพรที่ฉันให้ไปเมื่อวานนี้ เธอกลับไปชงกินหรือยัง?" พอเขามาถึง ศาสตราจารย์หลี่ก็เอ่ยถามขึ้นมาทันที
หลินโม่พยักหน้า "กินแล้วครับอาจารย์ วางใจได้เลยครับ!"
"จำไว้ว่าต้องกินให้หมดนะ ถ้าหมดแล้วเดี๋ยวฉันจะจัดให้ใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามไปหาซื้อยากินเองมั่วซั่วเด็ดขาด! อาจารย์อายุปูนนี้แล้ว ไม่อยากจะมาเสียชื่อเสียงตอนแก่หรอกนะ
ถึงเธอจะเรียนจบแล้ว แต่ในเมื่อเธอไม่ได้ตั้งใจจะเอาดีทางด้านการแพทย์ เบอร์โทรศัพท์ของศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ ฉันก็จะไม่ให้เธอก็แล้วกัน มีปัญหาอะไรก็โทรหาฉันหรือศิษย์พี่ของเธอโดยตรงเลยนะ!" ศาสตราจารย์หลี่กำชับ
ในวงการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์ที่มีครูบาอาจารย์ ผู้หลักผู้ใหญ่จะมอบเบอร์โทรศัพท์ของลูกศิษย์ในสำนักทุกคนให้กับลูกศิษย์ที่เพิ่งเรียนจบ และจะฝากฝังให้ทุกคนดูแลกัน โดยเฉพาะศิษย์น้องคนเล็ก นี่ถือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้
เพราะอาจารย์มักจะงานยุ่ง กลัวว่าลูกศิษย์ที่ไม่ค่อยเอาถ่านจะมาคอยกวนใจ ก็เลยมักจะโยนช่องทางการติดต่อของศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ ให้ไปเลย
มีอะไรก็ไปปรึกษาศิษย์พี่ศิษย์น้องก่อน ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้จริงๆ ค่อยมาหาฉัน!
แน่นอนว่า ถ้าหากต้องถึงมือปรมาจารย์ของสำนักจริงๆ ล่ะก็ รับรองว่าโดนด่าเปิงกันถ้วนหน้าตั้งแต่หัวยันหางแน่ๆ
บางโรงพยาบาลตอนรับสมัครงาน คำถามแรกที่ถามไม่ใช่เรื่องความรู้ความสามารถ ไม่ใช่เรื่องประสบการณ์การฝึกงาน แต่จะถามว่า 'คุณมีเบอร์โทรของศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักคุณไหม?'
เพราะทางโรงพยาบาลก็รู้ดีว่า นักศึกษาจบใหม่จะมีความสามารถอะไรมากมาย แต่รับคนเข้ามาแล้วก็ต้องให้ทำงาน ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องวัดกันที่เส้นสายและคอนเนกชันของคุณแล้วล่ะ
ถ้าคุณมีเบอร์โทรของศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักครบทุกคน ต่อให้คุณจะฝีมือห่วยแค่ไหน โรงพยาบาลก็ยังรับคุณเข้าทำงานอยู่ดี
เพราะถึงคุณจะห่วย แต่ศิษย์พี่ศิษย์น้องของคุณไม่ใช่คนห่วยนี่นา ใครจะไปรู้ว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องคนไหนของคุณอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นตัวท็อปของวงการ หรือแม้กระทั่งเป็นถึงระดับผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลยก็ได้ แถมยังมีปรมาจารย์ของสำนักคอยหนุนหลังอยู่อีก พวกศิษย์พี่ศิษย์น้องก็คงไม่กล้าปฏิเสธที่จะช่วยเหลือหรอก เพราะถ้าไม่ช่วย ปรมาจารย์ก็จะใช้อำนาจบารมีโทรไปด่ากราดเรียงตัวเลย
ดังนั้น ในแวดวงแพทย์ คอนเนกชันในสำนักนี่แหละคือเส้นสายที่แข็งแกร่งที่สุด ตราบใดที่สำนักของคุณยิ่งใหญ่ ใครจะรู้ล่ะว่าเด็กฝึกงานคนนี้จะสามารถตามตัวผู้เชี่ยวชาญคนไหนมาช่วยได้บ้าง!
อีกอย่าง การที่ทุกคนค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมา ก็ไม่ได้เก่งมาตั้งแต่เกิด รุ่นพี่สอนรุ่นน้อง พอรุ่นน้องกลายเป็นรุ่นพี่ก็ไปสอนรุ่นน้องคนต่อไปเรื่อยๆ สถานะในวงการก็จะยิ่งมั่นคง ถือเป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
แต่เนื่องจากหลินโม่ไม่ได้คิดจะทำงานเป็นหมอ การให้เบอร์ติดต่อเหล่านั้นไปก็คงไม่มีประโยชน์ เขาแค่รู้จักคนในสำนักไม่กี่คนก็พอแล้ว ถ้ามีเหตุฉุกเฉินค่อยติดต่อกันก็ได้
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินโม่ก็ยิ้มเจื่อนๆ "อาจารย์ครับ ผมไม่ได้ทำตัวเพี้ยนๆ นะครับ เรื่องคราวก่อนมันเป็นแค่อุบัติเหตุ ความสามารถของผม..."
"หยุดเลยๆ หยุดพูดเถอะ ความสามารถของเธอน่ะ ฉันรู้ดีกว่าตัวเธอซะอีก ถ้านับเรื่องการนวดจัดกระดูกล่ะก็ เธอเก่งจริงๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องการสั่งยาเนี่ย คงต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์อีกนานเลยล่ะ
ถึงแม้เธอจะไม่ได้เป็นหมอ และคงไม่ถึงขั้นทำให้ใครถึงตาย แต่การที่คนอื่นรู้ว่าลูกศิษย์ของฉันจัดยาให้ตัวเองกินจนต้องเข้าโรงพยาบาลเนี่ย ฉันก็รับไม่ได้เหมือนกันนะ!" ศาสตราจารย์หลี่รีบโบกมือห้าม
ในฐานะอาจารย์ ท่านรู้ซึ้งถึงความก้าวหน้าในการเรียนของหลินโม่เป็นอย่างดี และรู้ด้วยว่าความสามารถของเขาอยู่ตรงไหน
หลินโม่อาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการนวดจัดกระดูก แต่เขาไม่ใช่หมอจีนที่ดีแน่ๆ อย่างน้อยก็ในเรื่องการสั่งยา ในเรื่องการสั่งยา ตอนนี้เขาเป็นได้แค่ผู้เริ่มต้น ฝีมือยังสู้ฟ่านเผิงไม่ได้ด้วยซ้ำ
เมื่อได้ยินดังนั้น เสิ่นชิงหนานที่อยู่ข้างๆ ก็หัวเราะลั่น ก่อนจะพูดต่อว่า "ศิษย์น้อง นายก็ฟังคำเตือนของอาจารย์เถอะนะ ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วจนถึงตอนนี้ อาจารย์ไม่เพียงแต่โดนศิษย์พี่ศิษย์น้องหัวเราะเยาะ แต่ยังโดนเพื่อนร่วมวงการหัวเราะเยาะด้วย
เมื่อวานตอนที่พาไปอวด ถึงจะไม่มีใครพูดอะไรออกมาตรงๆ แต่บรรดาศาสตราจารย์เก่าๆ ในคณะแพทย์แผนจีนต่างก็แอบมองนายกันใหญ่ พวกเขาก็คงจะสงสัยเหมือนกันว่า ไอ้หนุ่มคนที่จัดยาบำรุงไตให้ตัวเองกินจนต้องเข้าโรงพยาบาลเนี่ย หน้าตามันเป็นยังไง ฮ่าๆๆ!"
หลินโม่: ...
ยอมรับเลยว่าโคตรน่าอาย ตอนแรกที่ได้กลับบ้านไปพักผ่อนสองวัน เขาก็ลืมเรื่องนี้ไปสนิทแล้ว แต่ตอนนี้ความทรงจำอันเลวร้ายนั้นกลับมาทำร้ายเขาอีกครั้ง
"ไม่เป็นไรน่าศิษย์น้อง นายยังหนุ่มยังแน่น มีภรรยาสาวสวยอยู่ที่บ้าน จะแอบกินยาซี้ซั้วก็ไม่แปลกหรอก แต่นี่ก็มีศิษย์พี่กับอาจารย์คอยดูแลอยู่นี่นา" เสิ่นชิงหนานพูดกลั้วหัวเราะ
หลินโม่ทำได้แค่กางมือออกอย่างจนใจและส่ายหน้า ในเมื่อโดนหัวเราะเยาะไปแล้ว เขาก็คงต้องยอมจำนน และเขาก็รู้ดีว่าที่ศาสตราจารย์หลี่กับเสิ่นชิงหนานพูดแบบนี้ ก็เพื่อไม่อยากให้เขาไปหายากินเองมั่วๆ อีก
ครั้งนี้แค่ท้องเสีย แต่ครั้งหน้าจะเป็นยังไงก็ไม่มีใครรู้ ต้องเข้าใจนะว่าสมุนไพรจีนบางตัวก็มีพิษในตัวเอง ต้องใช้สมุนไพรตัวอื่นมาช่วยล้างพิษ หมอที่ดีต้องมีความเคารพและระมัดระวังในการสั่งยาเสมอ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงวันพุธ ร้านอาหารของหลินโม่เปิดให้บริการตามปกติ อากาศก็เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเดือนนี้ไม่มีวันที่ 31 วันนี้จึงเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม
น้องชวนจ่ายเงินเดือนให้ทุกคนอีกครั้ง เนื่องจากเดือนที่แล้วมีทั้งเรื่องของเหล่าจ้าวและการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ ทำให้มีงานยุ่งมาก เงินเดือนจึงลดลงไปบ้างเมื่อเทียบกับเดือนก่อน
ส่วนหลินโม่ก็ยังคงเหมือนเดิม เปิดร้านสัปดาห์ละสองโต๊ะ ทุกครั้งที่เปิดร้านก็ไม่เคยมีโต๊ะว่าง รายได้จึงค่อนข้างคงที่
ถึงแม้โรงแรมจะมีขนาดใหญ่กว่าร้านอาหารมาก แต่ถ้าดูจากรายได้แล้ว โรงแรมยังสู้ร้านอาหารไม่ได้เลย
หลังเรียนจบ เวลาดูเหมือนจะถูกกดปุ่มเร่งความเร็ว เผลอแป๊บเดียวก็ถึงวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม
"นี่คุณบอส เดือนนี้นายต้องตั้งใจทำงานหน่อยนะ อัปคลิปให้เยอะขึ้นหน่อย ถ้านายยังขืนทำแบบนี้ต่อไป รายได้พวกเราหดหายหมดแน่!" ในสตูดิโอ เหอเสี่ยวเยว่บ่นอุบ
เมื่อได้ยินดังนั้น น้องชวนก็กลอกตาใส่ "ฉันเพิ่งเคยเห็นพนักงานมากดดันเจ้านายก็คราวนี้แหละ เธอเป็นคนแรกเลยนะ!" "แล้วไงล่ะ พวกเราก็ต้องกินต้องใช้นะ หลินโม่ นายว่าพวกเราควรจะกดดันเขาไหมล่ะ!" เหอเสี่ยวเยว่ถาม
หลินโม่หัวเราะแล้วตอบว่า "ควรสิ! ทุกคนออกมาทำงานก็เพื่อเงินทั้งนั้น ชวนน้อย นายต้องขยันหน่อยแล้วล่ะ!"
"บ้าเอ๊ย เงินเดือนส่วนใหญ่ของพวกเธอมาจากส่วนแบ่งรายได้ของแอคเคานต์น้องหมาต่างหากล่ะ ที่ฉันจ่ายให้มันก็แค่ส่วนน้อย รายได้จากแอคเคานต์น้องหมาลดลง ก็เพราะเธออู้งานเองต่างหากล่ะ!" น้องชวนเถียงกลับ
หลินโม่โบกมือ "พวกเธอไปเคลียร์กันเองละกัน ฉันไม่มีส่วนแบ่งด้วยอยู่แล้ว เออ จริงสิ ใกล้จะปิดเทอมฤดูร้อนแล้ว พวกนายมีแผนจะทำอะไรกันไหมล่ะ?" "ไปเที่ยวกันไหม?" คุณหนูหยวนได้ยินก็ตาเป็นประกาย ถามอย่างตื่นเต้น
อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ เป็นช่วงที่เหมาะกับการไปเที่ยวทะเล ยูนนาน หรือซานย่าสุดๆ แถมยังมีกิจกรรมให้เล่นเยอะแยะ เช่น สวนน้ำ ล่องแก่ง
หลินโม่พยักหน้า "ฉันก็คิดอยู่เหมือนกันนะ ก็เรียนจบแล้วนี่นา ถือโอกาสจัดทริปฉลองเรียนจบซะเลย ยังไงก็มีเวลาว่างอยู่แล้ว ช่วงสองวันนี้ฉันก็กำลังปรึกษากับหรูเยียนเจี่ยอยู่เหมือนกัน!" "ดีเลยๆ ดีมากเลย หลิ่วหรูเยียนในที่สุดก็ทำตัวมีประโยชน์สักที ฉันเอาด้วยคน!" คุณหนูหยวนตอบตกลงทันที
เดือนที่แล้วที่พวกหลินโม่ไปเที่ยวกัน เพราะเป็นเรื่องของเหล่าจ้าวและเป็นการรวมตัวของเพื่อนร่วมหอพัก เธอเลยรู้สึกเกรงใจที่จะขอไปด้วย แต่คราวนี้ไม่เหมือนกัน ทุกคนไปเที่ยวด้วยกัน เธอชอบที่สุดเลย
น้องชวนก็พยักหน้าเห็นด้วย "ฝั่งฉันก็โอเคนะ ยังไงซะทำคอนเทนต์อยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน ถ้าจะไปก็ไปกันให้หมดเลย หัวหน้าห้อง หัวหน้าหวัง แล้วก็เสี่ยวเยว่ เดี๋ยวฉันออกค่าที่พักกับค่าตั๋วเครื่องบินให้เอง ไปกันให้หมดเลย ไปถ่ายทำคอนเทนต์นอกสถานที่กัน เผื่อจะได้กินส่วนแบ่งในฐานะบล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวบ้าง!"
"ฉันกับหัวหน้าหวังก็โอเคนะ ว่าแต่ประมาณวันที่ 10 ของเดือนนี้ก็น่าจะปิดเทอมฤดูร้อนแล้วใช่ไหม?" หัวหน้าห้องถามขึ้น
หลินโม่: "ไม่แน่ใจแฮะ แต่ทุกปีก็ช่วงเวลานี้แหละ!"
เหอเสี่ยวเยว่: "งั้นฉันก็ไม่มีปัญหา ไปเที่ยวฟรีด้วยเงินบริษัท ฉันชอบที่สุดเลย!" ทุกคนต่างก็ออกความเห็นและตกลงกันว่าจะจัดทริปฉลองเรียนจบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
"จริงสิ เหล่าโม่ เหล่าจ้าวออกเดินทางแล้วนะ!" จู่ๆ น้องชวนก็โพล่งขึ้นมา
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินโม่ก็ชะงักไป "ออกเดินทาง? เขาไปไหนล่ะ?"
"ไปทิเบตไง เขาไปตามหาหินสลักมนตราน่ะ เมื่อวานเช้าเขาออกเดินทางแล้ว ไม่ใช่ว่าเพิ่งครบรอบหนึ่งปีที่สวีอิ๋งเสียชีวิตไปเหรอ หลังจากที่เขาเซ่นไหว้ที่บ้านเสร็จ เขาก็ออกเดินทางเลย!" น้องชวนอธิบาย
เมื่อได้ยินแบบนั้น หลินโม่ก็คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า "อืม... ก็ดีเหมือนกันนะ!"