เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2201 ความตื่นตระหนกของหยวนเจิ้น

บทที่ 2201 ความตื่นตระหนกของหยวนเจิ้น

บทที่ 2201 ความตื่นตระหนกของหยวนเจิ้น


ยามนี้ภายในใจของ 'หยวนเจิ้น' ย่อมตื่นตระหนกเป็นธรรมดา มิน่าเล่าผู้มาเยือนถึงบอกว่ามาขอเข้าพบ แม้ระดับการฝึกตนของอีกฝ่ายเมื่อเทียบกับตนแล้วจะไม่สูงนัก ทว่าขุมกำลังเบื้องหลังกลับใหญ่โตจนน่าเหลือเชื่อ

ขณะเดียวกันเขาก็นึกถึงความเป็นไปได้ประการหนึ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว การที่เขายังสามารถสะกดข่มสีหน้าเอาไว้ได้ทันท่วงที ก็นับว่ามีจิตใจเข้มแข็งมากแล้ว!

ผู้อาวุโสหนุ่มเห็นสีหน้าของอาจารย์อาหยวนเปลี่ยนไป ทว่าในมุมมองของเขากลับคิดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะตนเพิ่งบอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้อาวุโสเฝิงเหอเฟย ซึ่งก็คือผู้ฝึกตนที่เป็นผู้นำกลุ่มย่อยที่ยังไม่ยอมกลับมากลุ่มนั้น

อีกทั้งพอตนบอกว่ากลุ่มย่อยของศิษย์พี่เฝิงถูกสังหาร อาจารย์อาหยวนย่อมต้องหน้าถอดสีเป็นธรรมดา ขนาดตัวเขาเองตอนที่เพิ่งได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก สีหน้าก็ยังเปลี่ยนไปเหมือนกัน

ตอนนี้ 'หยวนเจิ้น' เองก็กำลังครุ่นคิดอย่างรวดเร็วอยู่ภายในใจ คำพูดของผู้อาวุโสหนุ่มช่างเหนือความคาดหมายของเขาไปมากจริงๆ

'สำนักหยินหยางบรรพกาล? พวกเขามาถึงที่นี่ได้อย่างไร แล้วยังบอกว่ากลุ่มย่อยของเฝิงเหอเฟยตายไปแล้วอีก ทั้งที่คนพวกนั้นออกไปตามหาร่องรอยของข้าแท้ๆ

แล้วไหงถึงไปพัวพันกับสำนักหยินหยางบรรพกาลได้ หรือว่าเฝิงเหอเฟยจะยอมบากหน้าไปแจ้งข่าวให้สำนักหยินหยางบรรพกาลรู้ เพียงเพื่อตามหาศิษย์ห้าสำนักเซียนให้พบ?'

'หยวนเจิ้น' ตื่นตระหนกในใจ หากเป็นเช่นนั้นจริง เรื่องคงเลวร้ายแล้ว ความขัดแย้งระหว่างสำนักหยินหยางบรรพกาลกับสำนักหวั่งเหลี่ยง ต้นเหตุก็มาจากเขานี่แหละ

ถ้าอย่างนั้นอีกฝ่ายย่อมรู้ถึงการคงอยู่ของตน ขอเพียงเฝิงเหอเฟยอธิบายรูปลักษณ์ออกมา อีกฝ่ายก็จะสามารถยืนยันตัวตนของเขาได้อย่างรวดเร็ว

'...หากเป็นแบบนี้ ต่อไปข้าก็คงกลับไปสำนักหวั่งเหลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว เช่นนั้นท่านอาจารย์และคนอื่นๆ ก็อาจพลอยติดร่างแหไปด้วย บัดซบเอ๊ย!'

พอ 'หยวนเจิ้น' นึกถึงสถานการณ์ที่อาจจะต้องเผชิญขึ้นมา ภายในใจของเขาก็ทั้งตื่นตระหนกและโกรธเกรี้ยวในเวลาเดียวกัน

เขาคาดไม่ถึงเลยว่าอามู่เอ่อร์เพียงคนเดียว จะนำพาความเดือดร้อนก้อนโตมาให้ แถมยังเป็นความเดือดร้อนที่ตามรังควานไม่รู้จักจบจักสิ้น มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันแทรกเข้ามาตลอด

ตัวเขาเองก็พยายามตามแก้ปัญหาอย่างสุดความสามารถแล้ว ทว่าแก้ปมนี้ปมนั้นก็โผล่ สุดท้ายก็เกิดเรื่องที่เขาไม่อยากเห็นขึ้นมาจนได้...

สีหน้าของ 'หยวนเจิ้น' กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ทว่าเขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงจ้องมองผู้อาวุโสหนุ่มเพื่อรอให้อีกฝ่ายเล่าเรื่องต่อไป

"คนผู้นั้นบอกว่าฆาตกรที่สังหารกลุ่มย่อยของผู้อาวุโสเฝิง ก็คือผู้ฝึกตนของห้าสำนักเซียนขอรับ เขาบอกว่ากำลังตามหาศิษย์ของห้าสำนักเซียนอยู่เหมือนกัน แล้วดันบังเอิญไปเจอตอนที่อีกฝ่ายกำลังลงมือพอดี

แต่ศิษย์ไม่เชื่อ จึงทวงถามหาหลักฐาน ถึงเขาจะบอกว่าไม่มี แต่กลับอธิบายรูปร่างหน้าตาของผู้ฝึกตนสามคนในกลุ่มของผู้อาวุโสเฝิงออกมาได้

แถมยังอธิบายได้ไม่ผิดเพี้ยนเลยสักนิด ศิษย์จึงมั่นใจว่าเป็นกลุ่มของผู้อาวุโสเฝิงแน่นอนขอรับ เรื่องทั้งสองประเด็นที่อีกฝ่ายพูดมาสำคัญมาก ศิษย์กลัวว่าเรื่องจะแพร่งพรายออกไป จึงช่วยรั้งตัวเขาไว้ก่อน

จากนั้นก็รีบมารายงานให้ท่านทราบนี่แหละขอรับ อีกฝ่ายเองก็ย้ำว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เขาถึงอยากจะอธิบายเรื่องนี้กับท่านแบบต่อหน้าจริงๆ !"

ผู้อาวุโสหนุ่มเล่าอย่างรวดเร็ว 'สำนักลั่วกูเฉิง' ย่อมต้องรู้จักสำนักหยินหยางบรรพกาลเป็นอย่างดี ขุมกำลังของอีกฝ่ายนั้นยิ่งใหญ่คับฟ้า ชื่อเสียงเรียกได้ว่าโด่งดังระบือไกลไปทั่วแดนตำหนักคราม

ต่อให้เป็นที่พึ่งพิงเบื้องหลังของ 'สำนักลั่วกูเฉิง' ก็ยังนำไปเทียบชั้นไม่ได้เลยสักนิด เพียงแต่ 'สำนักลั่วกูเฉิง' ตั้งอยู่ห่างไกลจากอีกฝ่ายมาก จึงไม่เคยมีการติดต่อปะทะสังสรรค์ใดๆ กันมาก่อน

"ตอนนี้ในสำนักมีคนรู้เรื่องนี้กี่คน?"

สีหน้าของ 'หยวนเจิ้น' กลับมาเรียบเฉยไร้อารมณ์อีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามผู้อาวุโสหนุ่ม

"ไม่มีคนอื่นแล้วขอรับ ศิษย์รู้ดีว่าเรื่องนี้สำคัญแค่ไหน ตอนนี้มีเพียงศิษย์คนเดียวที่รู้เรื่อง ศิษย์สอบถามศิษย์ที่มารายงานอย่างละเอียดแล้ว

พวกเขาบอกว่าผู้มาเยือนเอ่ยถึงแค่เรื่องของผู้อาวุโสเฝิงเหอเฟย พอแนะนำตัวเสร็จก็ให้ศิษย์เฝ้าประตูเข้ามารายงาน ไม่ได้พูดอะไรอย่างอื่นอีกเลย

โชคดีที่ท่านมอบหมายให้ศิษย์เป็นคนรับผิดชอบเรื่องทางฝั่งผู้อาวุโสเฝิง ไม่อย่างนั้นคงมีคนอื่นล่วงรู้เข้าจริงๆ"

ผู้อาวุโสหนุ่มรีบตอบ หลังจากออกมาเขาก็เค้นถามศิษย์ที่เข้ามารายงานเพิ่มเติมจริงๆ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้มาเยือนแค่เอ่ยชื่อผู้อาวุโสเฝิงออกมาเท่านั้น

"แล้วเป้าหมายที่เขามาที่นี่คืออะไร? เจ้าได้ถามไปหรือเปล่า?"

"ศิษย์ถามแล้วขอรับ เขาบอกว่ารู้ว่าพวกเรากำลังสืบเรื่องห้าสำนักเซียนอยู่เหมือนกัน เลยอยากจะขอร่วมมือกับพวกเรา

ต่างฝ่ายต่างนำเบาะแสที่รู้มาแลกเปลี่ยนกัน แบบนี้จะได้ผลประโยชน์ก้อนโตกันทั้งคู่ สรุปก็คือเขาตั้งใจมาสืบดูว่าพวกเรารู้อะไรบ้างนั่นแหละขอรับ"

"เจ้าหลุดปากบอกไปหรือเปล่า?"

สีหน้าของ 'หยวนเจิ้น' ดำทะมึนลง พอผู้อาวุโสหนุ่มเห็นอาจารย์อาหยวนพลันมีสีหน้าไม่เป็นมิตร ภายในใจก็สะดุ้งโหยง รีบตอบกลับเป็นพัลวัน

"มะ... ไม่ได้บอกขอรับ ผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองกับอาจารย์อากำชับไว้เด็ดขาดแล้ว ว่าเรื่องนี้ต้องปิดเป็นความลับ ศิษย์จะกล้าพูดส่งเดชได้อย่างไร

ศิษย์ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกไปเลย ไม่ได้ยอมรับด้วยซ้ำว่าที่ผู้อาวุโสเฝิงกับพวกออกไป เป็นเพราะต้องไปสืบข่าว นี่ศิษย์ก็รีบตาลีตาเหลือกมารายงานท่านแล้วไงขอรับ!"

'หยวนเจิ้น' ได้ยินแบบนั้นสีหน้าถึงค่อยผ่อนคลายลงบ้าง นับว่าหมอนี่ยังรู้จักขอบเขตในการทำงาน ไม่อย่างนั้นภายหลังเขาคงมีความคิดที่จะถลกหนังคนผู้นี้ทั้งเป็นแน่

"พวกเขามากันกี่คน?"

"ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดขอรับ แต่ฟังจากน้ำเสียงเหมือนจะมากันหลายคน ทว่าคนที่โผล่มายังสำนักเรามีแค่คนเดียว

ผู้มาเยือนมีชื่อว่าเจิ้งโย่วหลิน ระดับการฝึกตนขอบเขตผสานว่างเปล่าขั้นสูง คิดว่าเขาน่าจะเป็นคนที่มีระดับการฝึกตนสูงสุดในกลุ่มแล้ว อย่างไรเสียการที่เขามาที่นี่ ก็ถือว่าเป็นตัวแทนของสำนักตนเองด้วย!"

ผู้อาวุโสหนุ่มรู้ดีว่าเรื่องนี้สำคัญแค่ไหน ดังนั้นตอนที่เขาสนทนากับอีกฝ่ายเมื่อครู่ จึงพยายามสืบถามอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุด

สำนักของตนยังไงเสียก็มียอดฝีมือขอบเขตรวมกายาคอยเป็นป้อมปราการคุ้มครอง ในเมื่ออีกฝ่ายอยากจะร่วมมือ ย่อมต้องแสดงความจริงใจออกมาบ้าง อย่างน้อยคนที่ถูกส่งมาก็ต้องเป็นตัวแทนที่สามารถตัดสินใจแทนคนอื่นได้

"เอาล่ะ เจ้าพาเขามาที่นี่ตอนนี้เลย!"

"ขอรับ อาจารย์อา!"

ผู้อาวุโสหนุ่มรีบโค้งตัวถอยออกไปทันที เรื่องนี้ต้องปล่อยให้อาจารย์อาจัดการด้วยตัวเอง ทว่าภายในใจของเขากลับยินดีปรีดาเป็นล้นพ้น

ฟังจากน้ำเสียงของผู้มาเยือน อีกฝ่ายน่าจะมีเบาะแสของห้าสำนักเซียนแล้วเหมือนกัน หากอาจารย์อาหยวนตกลงร่วมมือ แบบนี้ยิ่งเพิ่มความหวังที่จะตามหาห้าสำนักเซียนอันลึกลับพบไม่ใช่หรือ

ตัวเขาคือคนที่ผู้อาวุโสสูงสุดจัดแจงให้เข้ามาดูแลเรื่องนี้ ถึงเวลานั้นย่อมต้องได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์ชิ้นโตตามไปด้วยแน่นอน...

เจิ้งโย่วหลินนั่งรออยู่ภายในห้องโถงใหญ่ รูปลักษณ์ของเขาดูอายุราวๆ สามสิบเอ็ดสามสิบสองปี ช่วงแขนยาว เอวคอด ริมฝีปากแดงฟันขาว ดวงตาทั้งคู่เปล่งประกายดุจหมู่ดาวในห้วงมหาสมุทร

อาภรณ์ยาวสีฟ้าอ่อนที่สวมใส่ ยิ่งขับเน้นให้เรือนร่างของเขาดูสง่างามหล่อเหลา เขามานั่งรออยู่ที่นี่ได้ค่อนชั่วยามแล้ว ทว่าบนใบหน้ากลับไม่แสดงท่าทีหงุดหงิดใดๆ ออกมาให้เห็นเลย

ก่อนหน้านี้หลังจากที่สนทนากับผู้อาวุโสคนหนึ่งของ 'สำนักลั่วกูเฉิง' คนผู้นั้นก็ขอตัวไปรายงานยอดฝีมือภายในสำนักแล้ว เขารู้ตัวดีว่าท้ายที่สุดก็ต้องจบลงด้วยผลลัพธ์แบบนี้

เขาสืบข่าวของ 'สำนักลั่วกูเฉิง' มาอย่างทะลุปรุโปร่ง สำนักเล็กๆ พรรค์นี้เขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยด้วยซ้ำ ผู้แข็งแกร่งที่สุดในสำนักก็เป็นแค่ผู้ฝึกตนขอบเขตรวมกายาสามคน ถือว่าพอถูไถไปได้บ้าง

ด้วยระดับพละกำลังของเขา ต่อให้ไม่ใช่ระดับที่แข็งแกร่งที่สุดเมื่อเทียบกับขอบเขตเดียวกันภายในสำนัก แต่เคล็ดวิชาที่ตนฝึกฝนก็คือมรรคาหยินหยางที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนขอบเขตรวมกายาบางคน เขาก็ไม่เห็นอยู่ในสายตา

และเพราะสำนักของตนแข็งแกร่งจนเกินไป เวลาจัดการกับเรื่องบางอย่าง ผู้อาวุโสหลายคนจึงทำตัวอหังการไร้ความเกรงใจ จนทำให้เริ่มถูกสำนักบางแห่งต่อต้านเข้าให้แล้ว

ดังนั้นตอนที่ออกมาทำภารกิจในครั้งนี้ เขาถึงถูกจ้าวสำนักกำชับมาอย่างละเอียด ว่าช่วงนี้ไม่ควรทำตัวโดดเด่นสะดุดตาเกินไปนัก ต้องพยายามจัดการเรื่องราวต่างๆ อย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้

หากบังเอิญพบเจอคนหรือขุมกำลังที่พอจะดึงดูดมาเป็นพวกได้ ก็ควรชักชวนเอาไว้ สำนักหยินหยางบรรพกาลเองก็ต้องการขุมกำลังรอบนอกมาคอยสนับสนุนเช่นกัน

สำหรับเรื่องนี้เจิ้งโย่วหลินก็รับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ ทว่าในใจกลับคิดว่าจ้าวสำนักพูดถูกแค่ครึ่งเดียว หากเป็นสำนักระดับสำนักหวั่งเหลี่ยง ก็น่าดึงดูดมาเป็นพวกอยู่หรอก

ทว่ากับพวกสำนักหรือตระกูลเล็กๆ กระจอกงอกง่อยพวกนั้น จำเป็นต้องไปเกรงใจพวกมันด้วยหรือ? ก็แค่ปลาซิวปลาสร้อย ดึงมาเป็นพวกแล้วจะมีประโยชน์อะไร?

รังแต่จะต้องมาเสียทรัพยากรบำเพ็ญเพียรไปให้เปล่าๆ ปลี้ๆ ทุกปี แบบนั้นมันสิ้นเปลืองชัดๆ

อย่างเช่น 'สำนักลั่วกูเฉิง' ที่อยู่ตรงหน้านี้ มีผู้ฝึกตนขอบเขตรวมกายาแค่สองสามคนเท่านั้น ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนกระบี่แล้วจะทำไม? เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยจริงๆ

กระนั้นตอนนี้เขาก็ยังตัดสินใจทำตามคำสั่งของสำนัก แต่อีกฝ่ายกลับส่งผู้อาวุโสในขอบเขตระดับเดียวกันมาเจรจากับตน การที่เขายอมลดตัวลงไปคุยด้วยสองสามประโยค ก็นับว่าไว้หน้าพวกมันมากพอแล้ว

ดังนั้นเรื่องที่เขาเอ่ยออกไป จึงเป็นแค่ข้อมูลเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ธุระที่เขาต้องการจะเจรจา จะให้ผู้อาวุโสขอบเขตผสานว่างเปล่าแค่คนเดียวมาตัดสินใจได้อย่างไร ย่อมต้องเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักอีกฝ่ายเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์

อีกอย่างสำนักเล็กๆ ก็คือสำนักเล็กอยู่วันยังค่ำ เขาเพิ่งจะเกริ่นไปได้นิดหน่อย อีกฝ่ายก็ต้องวิ่งแจ้นไปตามผู้ฝึกตนขอบเขตรวมกายาที่อยู่เบื้องหลังมาแต่โดยดีไม่ใช่หรือ

เจิ้งโย่วหลินกุมมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน พลางหมุนแหวนบนนิ้วไปมาไม่หยุด แม้บนใบหน้าจะดูนิ่งสงบไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ทว่าแท้จริงแล้วเขารอจนเริ่มจะหมดความอดทนขึ้นมาบ้างแล้ว

ในส่วนลึกของจิตใจขณะที่ลอบแค่นเสียงเย็นชา เขาก็ด่าทออยู่ในใจไม่หยุด ผู้ฝึกตนขอบเขตรวมกายาของสำนักเล็กๆ พรรค์นี้ จะมาวางฟอร์มเล่นตัวอะไรกันนักหนา?

น้ำชาในถ้วยบนโต๊ะเย็นชืดไปตั้งนานแล้ว ทว่าเขาไม่มีความคิดที่จะแตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย

ประการแรกคือเวลาออกไปทำงานข้างนอก เขามักจะระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ส่วนประการที่สองคือน้ำชาพวกนี้ถึงจะเป็นชาเซียน แต่มันก็ห่วยแตกจนไม่เข้าตาเขาเลยสักนิด

และในจังหวะที่ภายในใจกำลังเริ่มหงุดหงิดงุ่นง่านจนเตรียมจะลุกขึ้นเดินไปมานั้น จู่ๆ สีหน้าของเขาก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง จากนั้นทั่วทั้งร่างก็ผ่อนคลายลง ก่อนจะหันไปมองตรงประตูห้องพร้อมด้วยรอยยิ้ม...

ภายในลานกว้างแห่งหนึ่งทางด้านหลังของ 'สำนักลั่วกูเฉิง' หลังจากที่ผู้อาวุโสหนุ่มพาตัวเจิ้งโย่วหลินเข้ามา ภายในห้องโถงรับรองที่อยู่ตรงกลางด้านหลัง ก็มีเสียงของ 'หยวนเจิ้น' ดังทะลุออกมาทันที

"ชิวอวี่ เจ้ารออยู่ข้างนอกลานก็พอ เชิญสหายเจิ้งเข้ามาเถอะ!"

เมื่อผู้อาวุโสหนุ่มนามว่าชิวอวี่ได้ยินดังนั้น ก็หยุดฝีเท้าลงกลางลานกว้างทันที เขาหันไปส่งยิ้มให้กับเจิ้งโย่วหลิน

"สหายเต๋าเจิ้ง เชิญ!"

ระหว่างที่พูด เขาก็ผายมือเชิญไปยังตำแหน่งของห้องโถงรับรอง

"ขอบคุณสหายเต๋าชิว!"

เจิ้งโย่วหลินเองก็ประดับรอยยิ้มบนใบหน้า ท่าทีดูสุภาพอ่อนน้อม เขาประสานมือทำความเคารพกลับไปตามมารยาท ก่อนจะก้าวเดินตรงไปยังห้องนั้น

ชิวอวี่ทอดสายตามองแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่เดินลับเข้าไป จากนั้นก็เดินไปหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในลานกว้าง เขารู้ดีว่าเรื่องบางเรื่อง อาจารย์อาหยวนก็คงไม่อยากให้คนอื่นมาล่วงรู้ความลับ

และสิ่งที่เขาต้องการก็ไม่ใช่การเข้าไปสอดรู้สอดเห็นเนื้อหาที่พวกเขาสนทนากัน ขอเพียงแค่เขาได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ก็พอแล้ว ภายหลังส่วนแบ่งผลประโยชน์ย่อมไม่ขาดตกบกพร่องมาถึงเขาแน่นอน

ตอนนี้เขาก็แค่รอรับคำสั่งอยู่ที่นี่ อย่างน้อยประเดี๋ยวหน้าที่ในการพาคนผู้นี้ออกไป ก็ต้องตกเป็นของตนอย่างแน่นอน

ที่นี่คือพื้นที่สำคัญของสำนัก คนนอกจะมาเดินเพ่นพ่านตามอำเภอใจได้อย่างไร และด้วยระดับฐานะของอาจารย์อาหยวน ย่อมไม่มีทางยอมลดตัวเดินออกมาส่งคนผู้นี้ออกจากสำนักด้วยตัวเองอย่างแน่นอน

จบบทที่ บทที่ 2201 ความตื่นตระหนกของหยวนเจิ้น

คัดลอกลิงก์แล้ว