- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 2196 ยืนยันตัวผู้บงการ
บทที่ 2196 ยืนยันตัวผู้บงการ
บทที่ 2196 ยืนยันตัวผู้บงการ
ยามนี้พื้นที่ที่กลายเป็นซากปรักหักพังถูกผู้ฝึกตนกระบี่จำนวนมากปิดกั้นไว้อย่างสมบูรณ์ พวกเขาไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าใกล้โดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะถูกสังหารอย่างไร้ปรานี
ผู้อาวุโสหงกำลังค้นหาเบาะแสด้วยใบหน้าดำคล้ำ ความโหดเหี้ยมของอีกฝ่ายทำให้เขารู้ว่าผู้ที่มาจะต้องเป็นยอดฝีมือลอบสังหารระดับแนวหน้าอย่างแน่นอน
ศัตรูไม่เพียงลงมือสังหารคนที่นี่ ยามเห็นว่ามีคนส่งสัญญาณเตือนภัย กระทั่งค่ายกลเตือนภัยของที่นี่ ตลอดจนทั้งลานกว้างก็ถูกทำลายทิ้งจนสิ้น
อีกทั้งยังทำลายได้อย่างหมดจด ขณะเดียวกันก็ใช้ของวิเศษหลากหลายรูปแบบ ทำให้พลังปราณเบญจธาตุของที่นี่แปรเปลี่ยนเป็นยุ่งเหยิงยิ่งนัก
เขากวาดจิตสำนึกตรวจสอบจนปวดหัวตาลาย ก็ยังหาเบาะแสที่มีประโยชน์ไม่พบ ไม่อาจตัดสินได้เลยว่าศัตรูเป็นผู้ฝึกตนจากสำนักใดกันแน่?
เพราะพลังปราณแห่งฟ้าดินที่หลงเหลืออยู่ที่นี่ไม่มีความแตกต่างที่พิเศษใด หากที่นี่ราบเป็นหน้ากลอง อย่างน้อยเขาก็ยังพอจะยืนยันได้ว่าเคล็ดวิชาหรือของวิเศษของอีกฝ่ายเป็นธาตุไฟ
เช่นนั้นต่อไปเขาก็พอจะมีทิศทางในการสืบสวน ทว่าพลังปราณแห่งฟ้าดินของที่นี่ในยามนี้กลับเป็นความสับสนวุ่นวายโดยสมบูรณ์
"เจ้าถอยไป ข้าขอดูหน่อย!"
ในตอนนั้นเอง ด้านหลังของผู้อาวุโสหงพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้น เขารีบหันกลับไป ก็เห็นเงาร่างผ่ายผอมปรากฏขึ้นด้านหลังแล้ว
การที่ผู้มาเยือนมาถึงด้านหลังตนอย่างไร้สุ้มเสียง ก็ทำให้ผู้อาวุโสหงตื่นตระหนกในใจ ครั้นพอเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน ถึงค่อยได้สติกลับมา
ด้านหลังของคนผู้นี้ยังมีผู้อาวุโสจางตามมาด้วย แน่นอนว่าผู้อาวุโสจางท่านนี้ไม่ใช่คนที่เพิ่งตายไป ทว่าคือสตรีรูปงามคนหนึ่ง ทั้งสองเพียงแค่แซ่เหมือนกันเท่านั้น
"ขอรับ!"
พอผู้อาวุโสหงเห็นหน้าผู้มาเยือนชัดเจน ก็รับคำแล้วถอยร่นไปด้านหลังอย่างไม่ลังเล...
หยวนเจิ้นเพียงตรวจสอบอยู่ที่นี่หลายสิบอึดใจ ก็รีบพุ่งตัวออกไปนอกตลาดทันที สีหน้าของเขาดำคล้ำเป็นอย่างยิ่ง
ที่นั่นถูกทำลายจนพินาศย่อยยับไปแล้ว ไม่หลงเหลือเบาะแสใดเอาไว้เลย คิดว่าต่อให้จูหงอี้ใช้ 'กระบี่วิญญาณสืบจันทราและสุริยา' ที่นี่ ก็อาจจะมองเห็นเพียงแสงสีขาวสว่างวาบเท่านั้น
เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายย่อมเตรียมการมาเป็นอย่างดี และมีความเป็นไปได้ว่าอาจล่วงรู้ถึงคาถาวิเศษ 'กระบี่วิญญาณสืบจันทราและสุริยา' ดังนั้นต่อให้สามารถตรวจสอบได้ ภาพที่เห็นก็อาจจะเป็นของปลอม
คาถาวิเศษ 'กระบี่วิญญาณสืบจันทราและสุริยา' นั้นร้ายกาจก็จริง ทว่าก็เป็นเพียงการสืบย้อนอดีต ไม่อาจแยกแยะสถานการณ์ที่แท้จริงของผู้คนหรือสิ่งของในภาพได้
ต่อให้อีกฝ่ายเพียงสวมหน้ากาก ต่อให้จูหงอี้อยู่ที่นี่ ก็ไม่อาจอาศัยคาถาวิเศษ 'กระบี่วิญญาณสืบจันทราและสุริยา' ทะลวงผ่านหน้ากากเข้าไปมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงเบื้องหลังได้
ยิ่งไปกว่านั้นเวลานี้ศิษย์พี่ศิษย์น้องจูหงอี้ก็ไม่ได้อยู่ภายในสำนัก การที่อีกฝ่ายเลือกเวลานี้ช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน
เรื่องนี้ทำให้หยวนเจิ้นปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งนัก อีกฝ่ายช่างอดทนอดกลั้นได้เก่งจริงๆ เวลาผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้แล้ว ถึงเพิ่งลงมือกะทันหัน
อีกทั้งพวกเขายังสามารถลอบเข้าไปในห้องที่มีค่ายกลป้องกันหลายชั้นได้อย่างไร้สุ้มเสียงได้อย่างไร และยังลงมือสังหารคนสำเร็จไปหนึ่งคนอีกด้วย
ค่ายกลที่ถูกวางไว้ที่นี่ ต่อให้เขาอยากจะลอบเข้าไปอย่างเงียบเชียบ ก็ใช่ว่าจะทำได้โดยไม่ถูกจับได้
เขารู้สึกว่าต้องอาศัยระดับการฝึกตนของตัวเองฝืนทะลวงเข้าไปเท่านั้น ทว่านี่ก็คือความมั่นใจที่พวกเขาใช้ปกป้องตลาดแห่งนี้มาแต่ไหนแต่ไร จึงไม่เกรงกลัวว่าจะมีใครมาลอบโจมตีที่นี่
ทว่าบริเวณซากปรักหักพังที่ถูกทำลายอย่างหนักหน่วงนั้น พวกผู้อาวุโสหงสืบหาเบาะแสไม่พบ กลับทำให้หยวนเจิ้นหาสาเหตุพบ
"เบญจธาตุ! สำนักเบญจธาตุ วิธีการช่างแปลกประหลาดสุดหยั่งคาดจริงๆ..."
หลังจากหยวนเจิ้นตรวจสอบเมื่อครู่ เขาก็ได้รับเบาะแสสำคัญมาสายหนึ่งแล้ว นั่นก็คือพลังปราณเบญจธาตุอันสับสนวุ่นวายของที่นั่น
สถานการณ์เช่นนี้ในสายตาคนอื่น พลังปราณแห่งฟ้าดินเดิมก็ประกอบขึ้นจากพลังปราณพื้นฐานทั้งห้าธาตุอยู่แล้ว เพียงแต่พลังปราณท่ามกลางฟ้าดินปกติจะไม่สับสนวุ่นวาย ทว่าจะหมุนเวียนเป็นวัฏจักรตามการก่อกำเนิดและการข่มกันของเบญจธาตุตามปกติ
ทว่าพลังปราณเบญจธาตุของที่นั่นกลับสับสนวุ่นวายยิ่งนัก และไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติอันใดโดดเด่นออกมา อย่างเช่นธาตุไฟหรือธาตุทอง ดังนั้นผู้อาวุโสหงจึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายจงใจปิดบังการกระทำ
นั่นเป็นเพราะแม้พวกผู้อาวุโสหงจะรู้ว่ามีสำนักเบญจธาตุอยู่ ทว่าอีกฝ่ายหายตัวไปนานเกินไป ทิศทางการสืบสวนของพวกเขาจึงตายตัว ทุกอย่างจึงประเมินตามการวิเคราะห์แบบปกติไปหมด
ทว่าหยวนเจิ้นกลับมองเห็นสิ่งที่ทำให้เขาตื่นตระหนก อีกฝ่ายใช้พลังปราณเบญจธาตุ ดังนั้นถึงทำให้พลังปราณเบญจธาตุของที่นั่นเกิดปัญหาพร้อมกัน จึงไม่มีธาตุใดโดดเด่นออกมาเพียงธาตุเดียว...
ครึ่งวันให้หลัง เงาร่างของหยวนเจิ้นก็ปรากฏขึ้นภายในตลาดซีฉีอีกครั้ง หลังจากเขาออกไปสะกดรอยตาม ก็ยังคงหาเบาะแสที่เป็นประโยชน์ไม่พบเช่นกัน
แท้จริงแล้วตอนที่เขาออกไปก็คาดการณ์ผลลัพธ์เช่นนี้เอาไว้แล้ว ครั้งนี้อีกฝ่ายเตรียมการมาเป็นอย่างดี หลังจากลงมือแล้ว พวกเขาก็หลบหนีออกจากตลาดไปอย่างใจเย็น
เขาสืบพบเรื่องราวบางอย่าง สามคนนั้นสมกับที่เป็นยอดนักฆ่า ตอนจากไปยังคงใช้วิชาซ่อนเร้นอีกครั้ง ดังนั้นบนท้องถนนภายในตลาดจึงไม่มีใครพบเห็นร่องรอยของทั้งสามคนเลย
วินาทีต่อมาที่พวกเขาปรากฏตัวก็ถึงทางออกแห่งหนึ่งของตลาดแล้ว จากนั้นก็จู่โจมกะทันหันอีกครั้ง ใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา ก็สังหารศิษย์ที่รักษาการณ์อยู่ทางเข้าตลาดไปหนึ่งกลุ่ม
และในเวลานั้นก็ไม่มีทหารไล่ตามมาเลย เวลาที่อีกฝ่ายเลือกก็เป็นช่วงกลางดึก นานๆ ทีถึงจะมีผู้ฝึกตนสัญจรผ่านตลาด ทั้งสามคนมีเวลาเหลือเฟือที่จะทำลายร่องรอยทั้งหมดบริเวณทางเข้า
ทว่าต่อให้มีความหวังเพียงน้อยนิด หยวนเจิ้นก็ต้องออกไปตามหา ไม่แน่อาจจะตามหาตัวอีกฝ่ายพบก็ได้ไม่ใช่หรือ?
อย่างไรเสียระดับการฝึกตนของเขาก็สูงกว่าพวกผู้อาวุโสหงมากนัก ทว่าผลลัพธ์ก็ยังคงทำให้หยวนเจิ้นต้องกลับมาพร้อมความผิดหวัง เขากระทั่งรู้สึกอัดอั้นตันใจอยู่บ้าง
คาถาวิเศษโดยกำเนิดของเขามุ่งเน้นไปที่การโจมตีเป็นหลัก และเขาก็มีคาถาวิเศษประเภทตรวจสอบเช่นกัน ทว่าต้องมองเห็นร่างต้นของอีกฝ่ายถึงจะใช้ได้ อีกทั้งยังเป็นคาถาวิเศษที่ใช้มองหาช่องโหว่ในเคล็ดวิชาของศัตรู
หากเขาเป็นเผ่า 'หนูสวรรค์ตามรอยวิญญาณ' เช่นนั้นต่อให้อีกฝ่ายจากไปแล้ว ก็มีโอกาสอาศัยประสาทสัมผัสการดมกลิ่นอันเฉียบแหลมตามหาตัวอีกฝ่ายจนพบได้
น่าเสียดายที่นั่นไม่ใช่คาถาวิเศษโดยกำเนิดของเขา อีกทั้งเนื่องจากคาถาวิเศษโดยกำเนิดรูปแบบนี้ของเผ่า 'หนูสวรรค์ตามรอยวิญญาณ' ร้ายกาจเกินไป จึงถูกผู้ฝึกตนมากมายหมายตา ร่องรอยของเผ่านี้ในปัจจุบันจึงหาได้ยากยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาเดิมก็เชี่ยวชาญความสามารถในการตามหาร่องรอย การจะตามหาเผ่านี้ให้พบก็ยากลำบากอย่างยิ่งเช่นกัน...
ความคิดเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งที่หยวนเจิ้นขบคิดระหว่างออกไปสะกดรอยตาม หลังจากกลับมาที่ตลาด เขาก็ตรวจสอบซากปรักหักพังนั้นอย่างจริงจังอีกครั้ง
ผ่านไปไม่นาน หยวนเจิ้นก็ออกคำสั่งกับพวกผู้อาวุโสหง ให้พวกเขานำหยกจารึกบันทึกการเข้าออกของทางเข้าตลาดทั้งหมดในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามาให้
"พวกเจ้าสองคนเฝ้าอยู่ที่นี่ชั่วคราว ตลาดระงับการเปิดให้บริการ ทว่าคนภายในตลาดหลังจากตรวจสอบยืนยันตัวตนแล้วก็สามารถปล่อยให้พวกเขาจากไปได้ ส่วนที่เหลือให้รอคำสั่งขั้นต่อไปจากข้า!"
หยวนเจิ้นเก็บหยกจารึกบันทึกสิบกว่าแผ่นไปแล้ว ก็ก้าวเท้ายาวๆ ไปยังค่ายกลเคลื่อนย้าย เขาต้องกลับไปยืนยันสถานการณ์บางอย่าง
ไม่ว่ารูปลักษณ์ของทั้งสามคนนั้นจะเป็นเช่นไร หรือเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม แต่อย่างไรเสียผู้อาวุโสหลินที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็เคยเห็นหน้า เขาต้องนำไปเทียบเคียงกับหยกจารึกบันทึกการเข้า เพื่อยืนยันเวลาที่อีกฝ่ายเข้ามาในตลาด
หากอีกฝ่ายไม่ได้เข้ามาในช่วงสองสามวันนี้หรือวันนั้น ก็อธิบายได้ว่าอีกฝ่ายเตรียมการอยู่ในตลาดซีฉีมาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ทั้งสามคนจะต้องมีที่พักพิงอย่างแน่นอน
อีกทั้งหากมีจุดเวลาแล้ว ก็สามารถดำเนินการตรวจสอบภายในตลาดได้ อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ไม่สามารถเข้าออกได้อย่างไร้ร่องรอย ที่นี่มีค่ายกลคุ้มครองห้ามเข้าออกตามอำเภอใจอยู่
แท้จริงแล้วผู้อาวุโสหงและผู้อาวุโสจางก็ได้สอบถามรูปลักษณ์ของทั้งสามคนจากผู้อาวุโสหลินแล้ว ไม่เช่นนั้นคนทั้งสองจะออกไปไล่ตามล่วงหน้าด้วยเหตุผลอันใดเล่า
เพียงแต่หยวนเจิ้นยังคงจำเป็นต้องสอบถามด้วยปากตัวเองถึงจะทำได้ การทำเช่นนั้นไม่ผ่านการบอกเล่าจากปากผู้อื่น แต่ไต่ถามจากมุมมองของตนเอง ถึงจะได้รับการประเมินที่แท้จริงจากแหล่งข้อมูลโดยตรง
อีกทั้งตลาดซีฉียามนี้ก็ไม่อาจเปิดให้บริการได้อีก ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่ล้วนสามารถตัดผู้ต้องสงสัยออกไปได้ หากมีความเกี่ยวข้องกับคนเหล่านั้น จะต้องเดาออกแน่นอนว่าที่นี่จะต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
สิ่งที่ตนสามารถคิดได้ ภายใต้สถานการณ์ที่อีกฝ่ายวางแผนมาเป็นเวลานาน หรือว่าจะคิดไม่ได้เชียวหรือ? การทิ้งช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นเอาไว้เป็นเรื่องไร้ความจำเป็นโดยสิ้นเชิง
ดังนั้นหยวนเจิ้นจึงทำงานอย่างเด็ดขาด สั่งการให้ตรวจสอบยืนยันแล้วปล่อยพวกเขาไปโดยตรงเลย
แน่นอนว่าการที่หยวนเจิ้นทำเช่นนี้ย่อมมีการพิจารณาจากด้านอื่นด้วย ในหมู่คนเหล่านี้อาจจะมีผู้ที่มีเบื้องหลังอันแข็งแกร่งอยู่ หากมีจำนวนน้อย การกักตัวไว้ที่นี่ก็ยังพอรับไหว
แต่ถ้าหากมีผู้มีเบื้องหลังอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมาก 'สำนักลั่วกูเฉิง' ย่อมต้องแบกรับไม่ไหวแน่นอน เขาต้องรับประกันว่า 'สำนักลั่วกูเฉิง' จะไม่สร้างศัตรูมากเกินไป
ยามนี้เขาไม่ได้แสดงท่าทีใดของ 'สำนักลั่วกูเฉิง' ต่อโลกภายนอก หนึ่งคือเขายังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม สองคือความสงบสุขชั่วคราวของที่นี่ เป็นลางบอกเหตุว่าการสังหารหมู่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
เช่นนั้นหลังจากนี้จะต้องมีคนมารับโทษทัณฑ์จากเพลิงโทสะอันไร้ขอบเขตของ 'สำนักลั่วกูเฉิง' ต่อให้เพลิงโทสะเช่นคราวก่อนจะเป็นเพียงการแสดงให้คนนอกดูเท่านั้น ทว่าการสร้างความหวาดหวั่นเช่นนี้จำเป็นต้องมี
หยวนเจิ้นคาดเดาไปแล้วว่าศัตรูที่แท้จริงอาจจะเป็นสำนักที่ลึกลับที่สุดสำนักนั้น การจะตามหาตัวทั้งสามคนนั้นจะง่ายดายถึงเพียงนั้นได้อย่างไร?
ขณะเดียวกันหลังจากเกิดเรื่องขึ้นในวันนี้ ภายในใจหยวนเจิ้นก็บังเกิดความคิดขึ้นมาสายหนึ่ง เป็นความคิดที่อยากจะเกลี้ยกล่อมจูหงอี้
หากครั้งนี้นายท่านยังคงหาตัวอีกฝ่ายไม่พบ สู้ปล่อยข่าวเรื่องห้าสำนักเซียนออกไปทั้งหมดเสียยังจะดีกว่า
เช่นนั้นขุมกำลังมากมายจะต้องแห่กันเคลื่อนไหว อีกทั้งเพราะเรื่องราวทั้งสองครั้งนี้ จะมีสายตานับไม่ถ้วนจับจ้องมาที่ 'สำนักลั่วกูเฉิง' แห่งนี้ นี่เท่ากับเป็นการเพิ่มมือสังหารฟรีๆ ให้พวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
ห้าสำนักเซียนจะไม่กล้าลงมือกับที่นี่อีกต่อไป อีกทั้งพวกเขาจำเป็นต้องแบ่งสมาธิไปรับมือกับการค้นหาอย่างบ้าคลั่งจากทุกสารทิศ...
ทันทีที่หยวนเจิ้นเคลื่อนย้ายกลับมาถึงสำนัก เขาก็รุดไปยังที่พำนักของผู้อาวุโสหลินทันที
"ข้าหยวนเจิ้น!"
เมื่อมาถึงหน้าประตูลานของอีกฝ่าย หยวนเจิ้นก็เอ่ยปากทันที น้ำเสียงของเขาไม่ดังนัก ทว่าไม่นานประตูลานก็เปิดออก จากนั้นก็มีเสียงที่อ่อนระโหยโรยแรงดังแว่วมาจากด้านใน
"อาจารย์อาหยวน โปรดอภัยที่ศิษย์... ศิษย์ไม่อาจออกไปต้อนรับได้!"
ใบหน้าของหยวนเจิ้นไร้ซึ่งความรู้สึกใด เขาก้าวเดินเข้าไปในลานกว้างอย่างเชื่องช้า จากนั้นเพียงกวาดจิตสำนึกเล็กน้อย ก็เดินตรงไปยังห้องห้องหนึ่ง
ภายในห้องห้องหนึ่ง หยวนเจิ้นมองเห็นผู้อาวุโสหลินที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง ยามนี้แม้อีกฝ่ายจะสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย ทว่าร่างกายกลับดูอิดโรยอย่างยิ่ง
เสื้อคลุมที่เรียบร้อยน่าจะเพิ่งเปลี่ยนมาใหม่ ทว่าบนนั้นกลับมีรอยเลือดสีแดงฉานซึมออกมาหลายแห่ง
บนร่างของอีกฝ่ายยิ่งแผ่กลิ่นยาเซียนออกมาอย่างเข้มข้น ทำให้ทั่วทั้งห้องตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสารพัดชนิดปะปนกัน
กลิ่นอันเข้มข้นเหล่านี้ หยวนเจิ้นได้กลิ่นตั้งแต่ก้าวเข้ามาในลานกว้างแล้ว
เขาอดไม่ได้ที่จะพินิจมองผู้อาวุโสหลินอย่างละเอียด ผู้อาวุโสหลินมีรูปร่างสูงโปร่ง ยามนี้ข้างกายเขามีกล่องกระบี่ขนาดใหญ่วางอยู่ เขาคือผู้ฝึกตนกระบี่ภายนอกคนหนึ่ง
ทว่าระดับการฝึกตนของผู้อาวุโสหลินนั้นสูงมาก ไม่ด้อยไปกว่าผู้ฝึกตนกระบี่ภายในเหล่านั้นเลย บรรลุถึงขอบเขตผสานว่างเปล่าขั้นกลางระดับสูงสุดแล้ว อีกทั้งยังอยู่ในระดับที่ใกล้จะทะลวงผ่านได้แล้วด้วย
ผู้อาวุโสหลินมีใบหน้าเหลืองซีด ดวงตาไร้ประกาย กลิ่นอายบนร่างเดี๋ยวแข็งแกร่งเดี๋ยวอ่อนแอ กลิ่นอายสับสนวุ่นวายยิ่งนัก ยามที่อ่อนแอหยวนเจิ้นสัมผัสได้เลยว่าแทบจะลดหลั่นลงไปถึงขั้นผสานว่างเปล่าขั้นต้นเลยทีเดียว
เขาสองมือประสานมุทราวางไว้บนเข่า โดยเฉพาะบนร่างกายซีกซ้ายมีรอยเลือดผืนใหญ่เปียกชุ่มเสื้อผ้า ซึ่งก็คือบริเวณใต้หัวใจของเขานั่นเอง
เรื่องนี้ทำให้ท่ามกลางกลิ่นยาเซียนอันเข้มข้นภายในห้อง ยังมีกลิ่นคาวเลือดที่ฉุนจมูกปะปนอยู่ด้วย และเมื่อดูจากรอยเลือดเหล่านั้นบนเสื้อคลุมของอีกฝ่าย อาการบาดเจ็บทั่วร่างของผู้อาวุโสหลินมีอย่างน้อยห้าหกแห่งเลยทีเดียว
ผู้อาวุโสหลินมองหยวนเจิ้นที่เดินเข้ามา เขานั่งอยู่ตรงนั้นแล้วโค้งตัวลงเล็กน้อย เพียงแค่การกระทำง่ายๆ แค่นี้ก็ทำให้ดวงตาทั้งสองข้างของเขายิ่งไร้ประกายเข้าไปใหญ่
หลังจากเขาถูกผู้อาวุโสจางส่งตัวกลับมา ก็รีบนั่งสมาธิรักษาอาการบาดเจ็บทันที อาการบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ ต่อให้เป็นผู้อาวุโสคนอื่นในสำนักเดียวกันมาเยี่ยมเยียน เขาก็คงไม่ออกมาพบ
ทว่ายามนี้อาจารย์อาหยวนมาเยือน เขาก็ไม่มีหนทางปฏิเสธ ทำได้เพียงหยุดการทำสมาธิฟื้นฟูลง
เขาก็เข้าใจเจตนาที่อีกฝ่ายมาเยือนเช่นกัน ย่อมต้องการสอบถามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้จากปากเขาโดยตรงแน่นอน!
ทว่าผู้อาวุโสหลินกลับพบว่าหยวนเจิ้นยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาดำขลับทั้งสองข้างกำลังจ้องมองตนด้วยประกายแสงอันเย็นเยียบ...