- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอสโลว์ไลฟ์ในรายการเอาชีวิตรอด
- บทที่ 20 ผู้ไม่รู้ย่อมไม่กลัว
บทที่ 20 ผู้ไม่รู้ย่อมไม่กลัว
บทที่ 20 ผู้ไม่รู้ย่อมไม่กลัว
ในห้องถ่ายทอดสดของสตูดิโอกำลังพูดคุยถึงผู้ตกรอบกลุ่มแรก
"คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเพิ่งผ่านไปแค่สองชั่วโมง ก็มีคนขอถอนตัวไปเองแล้ว" เหอหมิงมองดูคนที่กำลังโทรศัพท์ผ่านดาวเทียมอยู่ในหน้าจอ
"สองคนนั้นเป็นคนธรรมดา ไม่มีใครมีประสบการณ์เอาชีวิตรอดในป่าเลย การถอนตัวจึงเป็นเรื่องปกติมาก" หวังหลินพูดอย่างไม่ใส่ใจ
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเอาชีวิตรอดที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ หวังหลินก็เคยเข้าร่วมรายการทำนอง 'เอาชีวิตรอดในป่า 365 วัน' แบบนี้มาเหมือนกัน เพียงแต่ระยะเวลาไม่ได้นานขนาดนั้น ครั้งที่นานที่สุดก็คือสามเดือน
คนที่มีประสบการณ์เอาชีวิตรอดในป่าบางคน ถึงกับถอนตัวตั้งแต่วันแรกก็ยังมี นี่เป็นปัญหาเรื่องความมุ่งมั่น
"โอ๊ะ? อาจารย์หวังเคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อนด้วยเหรอครับ?" เหอหมิงตาเป็นประกาย ค้นพบหัวข้อสนทนาที่น่าสนใจอย่างเฉียบไว
"เคยมีสถานการณ์แบบนี้อยู่ครับ"
หวังหลินประสานมือเข้าด้วยกัน เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "ก่อนหน้านี้ผมเคยเข้าร่วมรายการเอาชีวิตรอดที่ชื่อว่า 'หมาป่าโดดเดี่ยวในป่าลึก' มีคนกลุ่มหนึ่งที่มีประสบการณ์เอาชีวิตรอดในป่าอย่างโชกโชน พวกเขาเจอมูลหมีในป่า จากนั้นก็ตกใจกลัวจนถอนตัวไปเลยครับ"
เขาเหลือบมองอู๋ฉิงเยว่ที่กำลังตั้งใจฟัง น้ำเสียงแฝงการหยอกล้อเล็กน้อย "แล้วก็มีอีกกลุ่มหนึ่ง คล้ายๆ กับกลุ่มที่เพิ่งถอนตัวไปในห้องถ่ายทอดสดนั่นแหละครับ พกเครื่องมือไปแค่ไม่กี่ชิ้น แถมยังปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในป่าไม่ได้เลย อยู่ไม่ทันข้ามวันก็ถอนตัวไปแล้ว"
"ขอบคุณอาจารย์หวังที่ร่วมแบ่งปันนะครับ" เหอหมิงพยักหน้าอย่างมีมารยาท จากนั้นก็หันไปพูดกับห้องถ่ายทอดสดอย่างจริงจังว่า "การปรับตัวไม่ได้จนต้องถอนตัวก่อนกำหนดไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยครับ ดังนั้นขอให้ทุกคนโปรดเข้าใจด้วยนะครับ"
ตอนที่เขากำลังจะพูดอะไรต่อ ในหูฟังก็มีเสียงร้อนรนของผู้กำกับเบื้องหลังดังขึ้นมา "เร็วเข้า นำเข้าสู่หัวข้อต่อไปเลย ฉันจะตัดภาพแล้ว"
เหอหมิงถือไมโครโฟน สีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อยขณะเอ่ยว่า "เอาล่ะครับ พวกเรามาเปลี่ยนไปดูห้องถ่ายทอดสดต่อไปกันเถอะ"
หน้าจอสลับเปลี่ยนทันที ร่างที่คุ้นตาของคนสองคนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทุกคน เด็กหนุ่มที่เจ้าเล่ห์ กับเด็กสาวที่มีท่าทางหวาดกลัวเล็กน้อย
"..." รอยยิ้มมุมปากของเหอหมิงแข็งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว "พวกเรามาดูห้องถ่ายทอดสดของฉู่เฟิงและอวิ๋นซินกันครับ"
"ความมุ่งมั่นไม่เลวเลยนะ" หวังหลินวิจารณ์พลางมองดูทั้งสองคนบนหน้าจอที่กำลังมุ่งหน้าต่อไปอย่างพยายาม
"ว้าว! พวกเขาเจอมูลหมีแล้ว" อู๋ฉิงเยว่เอามือปิดปากพูด
"อาจารย์หวังครับ คุณคิดว่าทั้งสองคนจะถอนตัวไหม?" เหอหมิงหันไปถาม
โดรนถ่ายภาพทางอากาศกำลังค่อยๆ ลดระดับลง เก็บภาพมูลหมีกองนั้นส่งเข้ามาในห้องถ่ายทอดสด เพื่อให้ทุกคนมองเห็นรายละเอียดได้อย่างชัดเจน
"ฉู่เฟิงวิเคราะห์ได้ถูกต้องเลยครับ มันเป็นมูลที่หมีเพิ่งขับถ่ายออกมาได้ไม่นาน" หวังหลินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เรื่องนี้ต้องมีประสบการณ์ของพรานป่าอย่างโชกโชนถึงจะวิเคราะห์ออกมาได้นะ
"เอ๊ะ? งั้นฉู่เฟิงก็วิเคราะห์ถูกเหรอคะ?" อู๋ฉิงเยว่พูดอย่างประหลาดใจ
"ใช่ครับ" หวังหลินพยักหน้า ก่อนจะได้ยินเสียงจากในหน้าจอว่าฉู่เฟิงจะฆ่าหมี
เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าและพูดว่า "ทั้งสองคนนี่เหมือนลูกวัวเกิดใหม่ไม่กลัวเสือจริงๆ ผู้ไม่รู้ย่อมไม่กลัว คงจะยังไม่รู้ถึงความน่ากลัวของหมีสินะ ถึงได้ใจเย็นขนาดนี้"
"หมีน่ากลัวมากเหรอครับ?" เหอหมิงเลิกคิ้วถาม
"อืม! น่ากลัวมากครับ ถ้าผมเห็นหมีก็คงหันหลังวิ่งหนีไปแล้ว"
หวังหลินทำหน้าจริงจัง เอ่ยเสียงขรึมว่า "ถ้าพวกเขาสองคนรู้ถึงความน่ากลัวของหมีละก็ จะต้องหวาดผวาอย่างแน่นอน และบางทีอาจจะทนได้อีกไม่นานก็คงขอถอนตัวแล้ว"
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง" เหอหมิงเองก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
เขาหันไปมองฉีเวยถิง แล้วถามเสียงเบาว่า "เวยถิง ถ้าคุณเจอหมีในป่าจะทำยังไงครับ?"
"เดินหนีค่ะ" ฉีเวยถิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราวกับน้ำ
"ดูเหมือนว่าหมีจะน่ากลัวกว่าที่เราคิดไว้อีกนะครับ" เหอหมิงพูดรำพึงออกมา
"ทั้งสองคนน่าจะผ่านคืนนี้ไปได้ยากนะ" หวังหลินส่ายหน้า เขาไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวสองคนนี้ตั้งแต่แรกแล้ว
...
ส่วนในขณะนี้ ฉู่เฟิงกับอวิ๋นซินทั้งสองคนกำลังมุ่งหน้าอย่างพยายามเพื่อค้นหาแหล่งน้ำ พวกเขาเดินแบบนี้มาสิบกว่านาทีแล้ว
"ฉู่เฟิง นายฟังดูสิ..." จู่ๆ อวิ๋นซินก็ดึงตัวฉู่เฟิงเอาไว้ เธอเงยหน้าขมวดคิ้ว พยายามตั้งใจฟังเสียงเล็กๆ น้อยๆ ที่แว่วมา
"หืม?" ฉู่เฟิงคลายมือที่กำมีดตัดฟืนแน่นออกเล็กน้อย อันดับแรกคือมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
เขาไม่พบอะไรผิดปกติ จึงหันไปมองเด็กสาวแล้วถามว่า "พบอะไรเหรอ?"
"ทางนั้น ทางนั้นมีเสียง"
อวิ๋นซินรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เธอชี้ไปทางทิศเหนือแล้วร้องบอก "เหมือน เหมือนว่าจะเป็นเสียงน้ำเลยนะ"
"ไป พวกเราไปดูกันเถอะ" ฉู่เฟิงเชื่อมั่นในประสาทการได้ยินของเด็กสาวมาก เขาถือมีดตัดฟืนเดินนำไปข้างหน้าเพื่อเปิดทาง
"ฉึบ! ฉับ!"
มีดฟันเถาวัลย์ขาดไปทีละเส้นๆ ฉู่เฟิงพาอวิ๋นซินเดินต่อไปประมาณห้าหกนาที ก็มองเห็นน้ำตกเล็กๆ อยู่ไม่ไกลนัก ปริมาณน้ำที่ไหลลงมาก็พอๆ กับน้ำที่เทออกจากกะละมัง
"น้ำ มีน้ำแล้ว" อวิ๋นซินกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ รีบถอดหม้อเหล็กที่สวมอยู่บนหัวออก เตรียมจะพุ่งเข้าไปตักน้ำทันที
"หยุดก่อน อย่าเพิ่งรีบ" ฉู่เฟิงดึงฮู้ดของเด็กสาวเอาไว้ เอ่ยเสียงขรึมว่า "สังเกตดูรอบๆ ก่อน เผื่อว่าจะมีสัตว์ป่าซ่อนตัวอยู่แถวนี้"
ในป่า แหล่งน้ำหมายถึงชีวิต สัตว์มากมายมักจะมาดื่มน้ำที่แหล่งน้ำ ดังนั้นพวกสัตว์กินเนื้อก็จะซุ่มดักรออยู่ใกล้ๆ แหล่งน้ำเช่นกัน
"เข้าใจแล้ว" อวิ๋นซินรีบถอยกลับไปหลบอยู่ด้านหลังฉู่เฟิง
"ฉับๆ..."
ฉู่เฟิงใช้มีดตัดฟืนตัดไม้ความยาวสองเมตรมาหนึ่งท่อน ถางกิ่งไม้ส่วนเกินออกไป แล้วใช้ท่อนไม้นั้นตีไปตามพุ่มไม้รอบๆ อย่างต่อเนื่อง
"ปึกๆๆ..."
การอยู่ป่าลึกต่อให้จะระมัดระวังแค่ไหนก็ไม่ถือว่ามากเกินไป มิฉะนั้นหากไม่ระวังเพียงนิดเดียวก็อาจจะเอาชีวิตไปทิ้งได้ อันตรายมักจะมาเยือนในยามที่เราชะล่าใจเสมอ
"ตามฉันมา" ฉู่เฟิงพาเด็กสาวเดินมาที่แอ่งน้ำใต้น้ำตก แอ่งน้ำนี้กว้างเพียงสองเมตรกว่าๆ และน้ำก็ใสสะอาดมาก
เขาใช้ท่อนไม้จิ้มๆ ลงไปในน้ำ เมื่อพบว่าไม่มีงูซ่อนตัวอยู่ถึงได้วางใจ