- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอสโลว์ไลฟ์ในรายการเอาชีวิตรอด
- บทที่ 14 ชิงดีชิงเด่นกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง
บทที่ 14 ชิงดีชิงเด่นกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง
บทที่ 14 ชิงดีชิงเด่นกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง
อวิ๋นซินถูกป่วนแบบนี้ ก็ไม่ได้นึกไปถึงเรื่องที่ว่ามีกล้องกำลังจับภาพเธออยู่หรือไม่
เธอเห็นสายตาแปลกๆ ของคนรอบข้าง พอนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ จึงเหลือบมองฉู่เฟิงที่มีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนใบหน้า เธอรู้จักชายหนุ่มคนนี้ดีเกินไป รอยยิ้มนั้นคือรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความร้ายลึกอย่างชัดเจน
เหตุผลที่อวิ๋นซินสามารถนึกออกได้ก็คือ เมื่อคืนวานตอนที่ใครบางคนกำลังเล่นเวยป๋อ เห็นคนจำนวนไม่น้อยกำลังดูถูกดูแคลนพวกเธอสองคน คำพูดเมื่อครู่นี้ของฉู่เฟิงชัดเจนว่าเป็นการจงใจด่าคนออกสื่อแบบอ้อมๆ
"ยังไม่ไหวอีกเหรอ? หรืองั้นเธอก็มองพวกเขาเป็นหมีที่พูดได้สักตัวสิ?" รอยยิ้มของฉู่เฟิงยิ่งดูร้ายกาจมากขึ้น
"พอแล้ว ฉันไม่เป็นไรแล้ว" อวิ๋นซินขัดขวางความต้องการที่อยากจะพูดต่อของฉู่เฟิง
"ก็ดีแล้ว" ฉู่เฟิงทำหน้าเหมือนยังอยากพูดต่อไม่จบ ก่อนจะกลับมานั่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"..." ทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างพากันมุมปากกระตุก สีหน้าของนายนี่มันชัดเจนเกินไปไหม? เห็นๆ อยู่ว่ายังอยากจะพูดอีก
คอมเมนต์บนหน้าจอแตกตื่นกันไปนานแล้ว หัวข้อสนทนาถูกฉู่เฟิงดึงดูดไปจนหมดสิ้น
"ทำไมฉันรู้สึกเหมือนเขากำลังด่าพวกเราอยู่เลย?"
"ไม่ คุณไม่ได้รู้สึกไปเอง เขากำลังด่าคุณนั่นแหละ เจ้าหมีตัวใหญ่"
"พี่ชายคนนี้เท่จังเลย"
"ฉู่เฟิงเหลิงไปแล้วเหรอ? ถึงได้มาหลอกด่าพวกเราว่าเป็นหมีพูดได้แบบนี้"
"อย่าเอาฉันไปเหมารวมด้วยสิ สังคมจะเจริญได้ต้องเริ่มที่ตัวคุณ ตัวฉัน และตัวเขา ขอเชิญพี่ชายอารมณ์ร้อนทั้งหลายเข้ามาคอมเมนต์ได้เลย"
"ฉู่เฟิงก็มองไม่เห็นคอมเมนต์ แถมพวกเรายังได้ยินเสียงเขาอีก โคตรอัดอั้นเลย!!!"
"........."
ทีมงานฝ่ายระบบหลังบ้านในห้องสตรีมสดต่างมีสีหน้าประหลาดใจเป็นอย่างมาก นี่มันไม่เหมือนกับที่พวกเขาจินตนาการเอาไว้เลย
บนเฮลิคอปเตอร์มีคนฉลาดอยู่ไม่น้อย จ้าวเหลยและจ้าวเหล่ยสองพี่น้องกระซิบปรึกษากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปั้นรอยยิ้มจอมปลอมขึ้นมา
"ทุกท่านครับ การที่พวกเราฝ่าด่านคนจำนวนสามสิบล้านคนจนโดดเด่นออกมาได้ นี่แหละคือพรหมลิขิต หวังว่าจะได้เป็นเพื่อนกับทุกคนนะครับ ผมจ้าวเหลย"
จ้าวเหลยที่มีรูปร่างสูงใหญ่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรลุกขึ้นยืนด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด ราวกับว่าทำแบบนี้แล้วจะสามารถสร้างแรงกดดันได้
"ผมจ้าวเหล่ย เป็นน้องชายของเขาครับ" จ้าวเหล่ยลุกขึ้นยืนเช่นกัน
สองพี่น้องยืนอยู่ด้วยกัน กวาดสายตามองคนทั้งหมดที่อยู่ที่นั่น โดยเฉพาะตอนที่สายตาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของสองพี่น้องตระกูลหลิ่วเป็นเวลาครู่หนึ่ง
"..." เงียบ เงียบสงัด
ไม่มีใครตอบรับพวกเขาสองคน สถานการณ์จึงดูน่าอึดอัดเป็นอย่างมาก
เมื่อจ้าวเหลยเห็นว่าไม่มีใครสนใจ รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันเจื่อนลง เขารู้สึกเก้อเขินจนทำตัวไม่ถูก
"พวกเราสองคนเป็นผู้ที่ชื่นชอบการเอาชีวิตรอดในป่า มีประสบการณ์เอาชีวิตรอดในป่ามาเจ็ดปีแล้ว ถ้าทุกคนมีอะไรที่ไม่เข้าใจก็สามารถถามพวกเราได้นะครับ" จ้าวเหล่ยฉลาดกว่าพี่ชายมาก เขารู้ว่าจะต้องเริ่มเข้าหาจากจุดไหน
เฉิงเผิงฮุยเอ่ยปากทักทายขึ้นว่า "เมื่อก่อนผมเคยเป็นนายพราน ต่อมาก็เปลี่ยนอาชีพมาเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ผมอยากรู้ว่าพวกคุณมีวิธีป้องกันยุงและแมลงบ้างไหมครับ?"
"เอ่อ..." จ้าวเหล่ยถึงกับพูดไม่ออก ต่อให้รู้ก็คงไม่บอกออกมาหรอก นี่มันไม่ใช่การช่วยเหลือคู่แข่งงั้นเหรอ?
"ผมพอจะมีประสบการณ์อยู่บ้าง" ซุนปิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำภายใต้การส่งสายตาของหยางฉาง "สามารถใช้โคลนทาลงบนผิวหนังที่ไม่มีเสื้อผ้าปกปิดได้ นี่เป็นวิธีที่หมูป่ามักจะใช้กันครับ"
หยางฉางลอบมองสองพี่น้องตระกูลหลิ่วด้วยหางตา พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงยกย่องเชิดชู "ซุนปิงเป็นอดีตทหารหน่วยรบพิเศษที่ปลดประจำการมาแล้ว เขารู้ทักษะการเอาตัวรอดในป่ามากมาย ทุกคนสามารถถามเขาได้นะครับ"
"ชิ นั่นก็ไม่แน่เสมอไปหรอก"
เมื่อจ้าวเหล่ยถูกหักหน้า เขาก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที "ตอนนี้ที่ที่เรากำลังจะไปคือเกาะกลางทะเล ทักษะหลายอย่างที่ใช้ได้ผลในแผ่นดินใหญ่ อาจจะใช้ไม่ได้ผลกับเกาะกลางทะเลก็ได้นะ"
"ใช่ อย่างฉู่เฟิงสองคนนี้น่ะ อาจจะอยู่รอดไม่ได้ถึงวันเดียวเลยด้วยซ้ำ" จ้าวเหลยสนับสนุนน้องชายของตัวเอง และดึงฉู่เฟิงที่กำลังนั่งดูเรื่องสนุกอยู่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
เขาไม่พอใจฉู่เฟิงมาตั้งนานแล้ว อีกทั้งหมอนี่ยังเป็นคนที่ดูไร้พิษสงมากที่สุด การใช้หมอนี่มากดข่มเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้น มันเป็นวิธีที่เขามักจะใช้บ่อยๆ
"โอ้?" ฉู่เฟิงมีรอยยิ้มขี้เล่นประดับอยู่บนมุมปาก ก่อนจะเอ่ยถามว่า "งั้นคุณคิดว่าใครที่จะสามารถเอาชีวิตรอดไปได้ตลอดล่ะ?"
"ก็ต้องเป็นพวกเราอยู่แล้ว" จ้าวเหลยตอบกลับโดยไม่ต้องคิด
"นั่นก็ไม่แน่หรอกนะ" หลี่เฟิงทำหน้าไม่พอใจพลางโวยวายขึ้นมา "อาจารย์ของผมมีประสบการณ์ล่าสัตว์มาสิบปีแล้ว เก่งกว่าพวกคุณตั้งเยอะ"
เมื่อเฉิงเผิงฮุยได้ยินดังนั้น เขาก็เผยรอยยิ้มอย่างมั่นใจ "หลี่เฟิงเองก็ได้เรียนรู้วิชาจากผมไปหลายส่วนแล้ว เรื่องการเอาชีวิตรอดในป่าไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน"
"พวกคุณหมายความว่ายังไง?" เมื่อหยางฉางได้ยินทั้งสองกลุ่มกำลังอวดอ้างสรรพคุณ เขาก็ทนไม่ไหวจนต้องตะโกนออกมา "พูดซะเหมือนกับว่าพวกคุณเคยใช้ชีวิตอยู่บนเกาะกลางทะเลอย่างนั้นแหละ"
"..." คำพูดนี้ทำให้ทุกคนเงียบลง ราวกับว่าถูกกดสวิตช์ปิด
ไม่มีใครพูดอะไรต่อ เพราะถ้าหากไปถึงเกาะกลางทะเลแล้วทุกคนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก นั่นจะไม่ใช่การตบหน้าตัวเองหรอกหรือ
"พี่คะ พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่เหรอ?" หลิ่วอีเมิ่งกระซิบถาม
"กำลังพรีเซนต์ตัวเองอยู่น่ะสิ" หลิ่วอีชิวปรายตามองไปทางกล้อง
เธอพบว่าตั้งแต่ที่ทีมงานเตือนว่าสามารถสร้างผลงานในห้องสตรีมสดได้ ทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็เริ่มแย่งกันนำเสนอตัวเอง เพียงแต่ว่ามันดูจงใจและร้อนรนเกินไปหน่อย หากโต้เถียงกันอีกสักสองสามประโยคก็คงจะได้ทะเลาะกันจริงๆ แล้ว
แน่นอนว่าต้องยกเว้นผู้ชายร้ายลึกบางคนเอาไว้ด้วย หลิ่วอีชิวหันไปมองฉู่เฟิงที่กำลังรอดูเรื่องสนุก
"ดูโง่จังเลยนะ" หลิ่วอีเมิ่งพึมพำ คนซื่อๆ มักจะอ่อนไหวต่อเรื่องอารมณ์มากที่สุด
"พวกเราทำหน้าที่ของพวกเราให้ดีก็พอ เดี๋ยวพอถึงเกาะ เธออย่าอยู่ห่างจากฉันนะ" หลิ่วอีชิวกำชับ
"โอเคค่ะ" หลิ่วอีเมิ่งพยักหน้า
"..." ฉู่เฟิงเหลือบมองหลิ่วอีชิว ทำไมถึงรู้สึกว่ามีคนกำลังคิดเรื่องไม่ดีอยู่กันนะ
"ฉู่เฟิง เดี๋ยวถ้าไปถึงเกาะแล้วพวกเราจะทำยังไงดี?" อวิ๋นซินถามด้วยความประหม่าเล็กน้อย
"เมื่อคืนฉันบอกเธอไปแล้วไม่ใช่เหรอว่ามีผักป่าอะไรบ้าง?" ฉู่เฟิงกดเสียงต่ำและกระซิบว่า "เดี๋ยวพอถึงเกาะแล้ว ถ้าเธอเห็นก็เก็บมานะ"
"ตกลง" อวิ๋นซินพยักหน้า
"ทุกคนครับ ใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว กรุณาเตรียมสัมภาระให้พร้อมด้วยนะครับ" ทีมงานตะโกนบอกเสียงดัง