- หน้าแรก
- ดาราคนนี้จะแสดงสมจริงเกินไปแล้ว
- ตอนที่ 53 หนึ่งในสามสาวแห่งเมืองหลวง จวงเฟยเฟย
ตอนที่ 53 หนึ่งในสามสาวแห่งเมืองหลวง จวงเฟยเฟย
ตอนที่ 53 หนึ่งในสามสาวแห่งเมืองหลวง จวงเฟยเฟย
ด้วยเหตุผลบางประการ รายการถ่ายทอดสด 《นักแสดงคืออะไร》 จึงถูกเลื่อนขึ้นมาเร็วขึ้นหนึ่งสัปดาห์
วันนี้คือการแข่งขันคัดตัวเพื่อผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย
เก้าโมงครึ่งของเช้าวันนั้น เฉินเฟิงรีบเดินทางมาถึงโรงละครเยียนจิง
เขาเดินตามทีมงานเข้าไปในห้องลับ เพื่อดูคู่แข่งและบทละครที่จะต้องแสดงตามธรรมเนียมปฏิบัติ
ทันทีที่เฉินเฟิงหยิบการ์ดข้อมูลคู่แข่งขึ้นมา เขาก็ชะงักไปชั่วครู่
เอ๊ะ?
จวงเฟยเฟย?
เป็นเธอจริงๆ ด้วย
งานนี้หินเอาเรื่องเลย
จวงเฟยเฟยเข้าวงการมานานแล้ว แถมยังมีผลงานการแสดงให้เห็นผ่านตาและมีฐานแฟนคลับที่แน่นปึ้ก
ต้องมาแข่งกับเธอเนี่ยนะ?
เสียเปรียบชัดๆ
เฉินเฟิงขมวดคิ้ว ก่อนจะหยิบการ์ดหัวข้อการแสดงขึ้นมาดู
พอได้เห็นเนื้อหาในการ์ด เขาก็ยิ่งพูดไม่ออก
โจทย์ของเขากับจวงเฟยเฟยคือการแสดงแบบด้นสด โดยให้กรรมการในห้องส่งเป็นคนกำหนดหัวข้อให้ แล้วต้องแสดงเดี๋ยวนั้นเลย
ทำไมรอบนี้ถึงได้ยากขนาดนี้กันนะ?
การแสดงที่ต้องคิดสดหน้างานย่อมยากกว่าบทละครที่มีบทตายตัวอยู่แล้วเป็นไหนๆ
เฉินเฟิงถอนหายใจยาว
โจทย์โหดขนาดนี้ ไม่รู้ว่าทีมงานตั้งใจออกแบบมาเพื่อวัดระดับฝีมือของเขา หรือตั้งใจเล่นงานจวงเฟยเฟยกันแน่
ออกจากห้องลับ เฉินเฟิงก็ตรงไปยังห้องซ้อม
เมื่อผลักประตูเข้าไป
เขาก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงมุมห้องริมหน้าต่าง
เธอสวมชุดเดรสสีขาว ผมยาวสลวยดูเป็นธรรมชาติ
ดูทันสมัยและสวยสะดุดตา
เธอคนนั้นก็คือ จวงเฟยเฟย หนึ่งในสามสาวแห่งเมืองหลวงนั่นเอง
เธอคือนักแสดงหญิงที่มีชื่อเสียงระดับหนึ่ง เคยผ่านผลงานซีรีส์แนววัยรุ่นมาหลายเรื่อง แถมยังเคยปล่อยซิงเกิลเพลงเป็นของตัวเองอีกด้วย
โดยรวมแล้วถือว่ามีศักยภาพรอบด้านทีเดียว
หากมองที่หน้าตา ใบหน้าของเธอค่อนข้างยาวและปากดูหนาไปนิด บุคลิกออกไปทางเย็นชา ไม่ถือว่าเป็นสาวสวยพิมพ์นิยมเสียทีเดียว
เป็นแค่เพราะแต่งหน้าเก่งเท่านั้นแหละ
"สวัสดีค่ะ"
เมื่อเห็นเฉินเฟิงเดินเข้ามา จวงเฟยเฟยก็โค้งตัวยิ้มให้อย่างมีมารยาท พร้อมกับยื่นมือออกมาทักทาย
"สวัสดีครับ"
เฉินเฟิงตอบกลับไปอย่างสุภาพเช่นกัน
"สวัสดีครับ ผมเฉินเฟิงครับ ผมเคยเห็นคุณผ่านทางทีวีบ่อยๆ"
"สวัสดีค่ะ ฉันจวงเฟยเฟยค่ะ"
เฉินเฟิงยิ้มและยื่นมือไปจับกับจวงเฟยเฟย
"ฉันก็เคยเห็นคุณในทีวีเหมือนกันค่ะ"
จวงเฟยเฟยจ้องมองเฉินเฟิงด้วยรอยยิ้ม: "การแสดงของคุณในตอนก่อนๆ ฉันดูหมดเลยนะคะ รู้สึกว่าคุณมหัศจรรย์มากเลย แสดงอะไรก็เหมือนบทนั้นไปหมด"
"งั้นเหรอครับ?"
เฉินเฟิงยักไหล่: "ก็เลยมีคนในเน็ตบอกว่าผมเป็นไอ้ขี้ยาตัวจริง แค่ตอนนี้ยังตรวจไม่เจอเท่านั้นเองครับ"
"ฮะๆ เรื่องในเน็ตน่ะเชื่อถือไม่ได้ที่สุดเลยค่ะ"
จวงเฟยเฟยหัวเราะร่า: "ในเน็ตยังบอกเลยว่าฉันเป็นหนึ่งในสามสาวแห่งเมืองหลวงบ้างล่ะ บอกว่าฉันเที่ยวกลางคืนหนักบ้างล่ะ หรือไม่ก็หาว่าชีวิตส่วนตัวฉันเละเทะ ทั้งที่ฉันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยสักนิด ฉันก็แค่ถือว่าพวกนั้นพูดพล่ามไปเรื่อยค่ะ"
"นั่นสิครับ ถูกต้องเลย"
เฉินเฟิงพยักหน้ายิ้มๆ
"แต่ว่า... ฉันรู้สึกประหม่าจังเลยค่ะ"
จวงเฟยเฟยกุมหน้าอกตัวเองแล้วพูดอย่างจนใจ: "คุณเห็นโจทย์ของเราหรือยังคะ? ให้แสดงแบบด้นสด ทำไมเราถึงซวยแบบนี้นะ? การให้โจทย์หน้างานแล้วแสดงทันทีเนี่ยมันน่ากลัวที่สุดเลย จะทำยังไงดีคะเนี่ย?"
"อย่ากังวลไปเลยครับ ยิ่งกังวลยิ่งพลาดเปล่าๆ ยังไงก็ต้องรับมือไปตามสถานการณ์ แต่เอาเข้าจริง วิธีนี้ก็มีข้อดีอยู่อย่างนะ"
"ข้อดีอะไรเหรอคะ?"
จวงเฟยเฟยชะงักไป
"ข้อดีก็คือ เราสองคนไม่ต้องซ้อมยังไงล่ะครับ"
“...”
จวงเฟยเฟยถึงกับพูดไม่ออก
นี่เรียกข้อดีเหรอ?
มีประโยชน์ตรงไหนกัน?
มันจะช่วยให้ฉันผ่านเข้ารอบได้หรือไง
จวงเฟยเฟยไม่อยากจะพูดอะไรต่อแล้ว
จวงเฟยเฟยฝืนอดทนสนทนากับเฉินเฟิงอยู่ไม่กี่ประโยค ไม่ใช่เพราะอยากผูกมิตรหรอกนะ แต่แค่อยากลองหยั่งเชิงดูว่าพอจะล้วงข้อมูลอะไรจากปากหมอนี่ได้บ้าง
อย่างเช่น วิธีที่เขาใช้รับมือกับโจทย์แสดงสดแบบกะทันหัน
อย่างน้อยครั้งก่อน ตอนที่กรรมการสั่งให้แสดงบทคนยโสโอหัง เขาก็ทำออกมาได้ไม่เลวเลย
ว่ากันว่าผู้กำกับเจียงเหวินถูกใจสไตล์การแสดงของเขามากเป็นพิเศษ
นั่นแหละคือเหตุผลที่จวงเฟยเฟยยอมเปิดปากคุยด้วย
ผลลัพธ์น่ะเหรอ? ไอ้หมอนี่พ่นอะไรออกมาก็ไม่รู้
ไม่มีประโยคไหนมีสาระเลยสักนิด
เอาแต่พูดจาไร้สาระประเภท ‘คำคมปลุกใจ’
อะไรที่ว่า ‘อย่าตื่นเต้น ตื่นเต้นแล้วจะพลาด’
คำพูดขยะพวกนี้พูดไปก็เหมือนไม่ได้พูดนั่นแหละ
จวงเฟยเฟยหมดอารมณ์จะคุยต่อ เธอหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋า ส่งสัญญาณบอกเฉินเฟิงก่อนจะหันหลังเดินหนีไปทันที
เฉินเฟิงเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เขาเดินไปนั่งลงอีกฝั่งหนึ่ง
ในใจกำลังครุ่นคิดว่า ถ้าหากเขาและจวงเฟยเฟยต้องแสดงสดตามโจทย์ที่ได้รับ แล้วทำไมตอนกลางวันถึงไม่ต้องซ้อม? แล้วทีมงานรายการจะลากตัวพวกเขาสองคนมาที่นี่ทำไม?
คงไม่ให้มานั่งจ้องตากันไปวันๆ หรอกมั้ง?
มันต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่แน่
รอไปก่อนเถอะ
จริงดังคาด ประมาณยี่สิบนาทีให้หลัง
หลี่ตง รองผู้กำกับก็เดินเข้ามา
“จวงเฟยเฟย เฉินเฟิง มานี่หน่อย”
เฉินเฟิงกับจวงเฟยเฟยรีบเดินเข้าไปหา
ทั้งสามคนนั่งลงบนเก้าอี้
หลี่ตงมองคนทั้งสองด้วยแววตาจริงจังก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “การแข่งขันมีทั้งหมดห้ากลุ่ม พวกคุณเป็นกลุ่มแรก และโจทย์ที่ได้รับคือการแสดงสด”
“พูดตามตรงนะ นี่เป็นโจทย์ที่ยากที่สุดเลย”
“แต่เมื่อพิจารณาจากพวกคุณสองคน คนหนึ่งเป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่มีผลงานผ่านตามาบ้าง อีกคนเป็นดาวรุ่งที่ฉายแววโดดเด่นจากรอบคัดตัว”
“ทีมงานรายการเลยคิดว่าโจทย์แสดงสดคงไม่มีปัญหาสำหรับพวกคุณ ใช่ไหม?”
หลี่ตงพูดจบก็จับจ้องทั้งสองคนด้วยสายตาคมกริบ
เฉินเฟิงพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
ไอ้เรื่องแบบนี้เขาไม่แคร์อยู่แล้ว
แต่จวงเฟยเฟยสิไม่เหมือนกัน
จริงๆ แล้วเธอรู้สึกหวั่นใจไม่น้อย
แต่ในเมื่อเขาถามมาขนาดนี้ จะให้ตอบว่าอะไรได้อีกล่ะ?
จะให้บอกว่าตัวเองมีปัญหาเหรอ?
จวงเฟยเฟยได้แต่ฝืนยิ้มแห้งๆ : “รองผู้กำกับคะ ฉันไม่มีปัญหาค่ะ”
“งั้นก็ดี”
หลี่ตงยิ้ม “ในเมื่อไม่มีปัญหาทั้งคู่ ผมก็เชื่อว่าพวกคุณทั้งสองคนต่างก็มีฝีมือของจริง”
“แต่ว่านะ...”
“ยังไงซะ เราก็เป็นรายการบันเทิง”
“เราก็อยากให้ผู้เข้าแข่งขันทุกกลุ่มมอบประสบการณ์การรับชมที่สมจริงและถึงอารมณ์ที่สุดให้กับผู้ชม”
“ดังนั้น ทีมผู้กำกับเลยเตรียมแผนสำรองไว้ให้ครับ”
หลี่ตงหยิบแฟ้มเอกสารที่เตรียมมาส่งให้ทั้งสองคน คนละเล่มก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า “โจทย์การแสดงสดของพวกคุณ จะมาจากสถานการณ์เหล่านี้ครับ”
เฉินเฟิงฟังแล้วก็ถึงบางอ้อทันที
อ๋อ!
แสดงสดบ้าบออะไรกัน ที่แท้ก็มีสคริปต์ออกแบบไว้ล่วงหน้าชัดๆ
สงสัยทีมงานคงกลัวว่าถ้าทั้งสองคนยืนนิ่งอยู่บนเวทีแล้วจะเดดแอร์จนน่าอายละมั้ง?
ที่ต้องมานั่งกังวลขนาดนี้ ก็น่าจะเป็นเพราะจวงเฟยเฟยล่ะนะ
ไม่อยากให้เธอต้องเสียหน้า
ส่วนเขาน่ะเหรอ ก็แค่ตัวประกอบโนเนม ไม่มีใครสนใจหรอก
จริงดังคาด พอจวงเฟยเฟยได้ยินสิ่งที่หลี่ตงพูด เธอก็หน้าบานรับแฟ้มเอกสารไปเปิดดูอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับเอ่ยอย่างดีใจว่า: “รองผู้กำกับคะ พวกคุณช่างรู้ใจจริงๆ เลยค่ะ”
“หึหึ”
หลี่ตงหัวเราะในลำคอ
เฉินเฟิงน่ะไม่ต้องแคร์อะไรหรอก แต่จวงเฟยเฟยน่ะมีแบ็กดี
จะปล่อยให้เธอขายหน้าไม่ได้
เธอมาสายไอดอล ถ้าดันไปยืนใบ้กินกลางเวทีขึ้นมาจนแฟนคลับหาย คนที่หนุนหลังเธออยู่คงไม่ปล่อยเขาไว้แน่
ตอนนี้ทีมงานรายการถือว่าทำเต็มที่แล้ว
ถ้าถึงตอนนั้นจวงเฟยเฟยยังแสดงพังอีก ก็คงไปโทษใครไม่ได้แล้ว
เอาเข้าจริง ถ้าพูดถึงความรู้สึกส่วนตัว หลี่ตงอยากให้เฉินเฟิงชนะมากกว่า
ถ้าเฉินเฟิงชนะขึ้นมา เรื่องนี้ต้องกลายเป็นประเด็นร้อนแน่นอน
ตอนนี้เฉินเฟิงเองก็มีกระแสในตัวอยู่แล้ว
หลี่ตงจึงตบไหล่เฉินเฟิงเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วยิ้ม: “เตรียมตัวให้ดีล่ะ พยายามรับมือให้ราบรื่นนะ งั้นผมไปก่อนล่ะ”
พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องซ้อมไป
จวงเฟยเฟยที่ถือ “โพย” อยู่ในมือ ยิ่งไม่มีแก่ใจจะมาเสแสร้งทำเป็นดีกับเฉินเฟิง เธอเดินหันหลังไปนั่งอ่านข้อมูลที่มุมห้องทันที
เฉินเฟิงส่ายหน้า ก่อนจะเปิดแฟ้มเอกสารดูบ้าง
สถานการณ์แรก ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายกับพยาบาล
เฉินเฟิง: “...”
มีคำด่าหยาบคายคำหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรพูดออกมาดีไหมนะ?