- หน้าแรก
- ดาราคนนี้จะแสดงสมจริงเกินไปแล้ว
- ตอนที่ 9 ไม่รู้จักกาลเทศะงั้นหรือ?
ตอนที่ 9 ไม่รู้จักกาลเทศะงั้นหรือ?
ตอนที่ 9 ไม่รู้จักกาลเทศะงั้นหรือ?
ช่วงพักเที่ยง
บรรยากาศภายในร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงพูดคุย
ผู้กำกับและผู้ช่วยผู้กำกับ นั่งร่วมโต๊ะกับนางเอกและเฉินเฟิง
บนโต๊ะมีเมนูจานหลักวางอยู่หนึ่งจาน คือปลาซงซู่กุ้ยอวี๋
เมนูนี้มีลักษณะภายนอกกรอบนอกนุ่มใน สีสันออกส้มเหลือง รสชาติเปรี้ยวหวานกำลังดี
เมื่อได้ลิ้มลอง สัมผัสที่ได้นั้นละเอียดอ่อน กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย เนื้อปลาละลายในปาก ส่วนเต้าหู้ก็นุ่มละมุนลิ้น เมื่อทานคู่กับน้ำซอสเปรี้ยวหวานกลมกล่อม ยิ่งทำให้หยุดทานไม่ได้จนต้องตักคำต่อไปเรื่อยๆ
ทุกคนต่างทานกันอย่างเพลิดเพลิน
ต่อให้ชวี่ตานจะยังคงมีความรู้สึกเป็นศัตรูกับเฉินเฟิงอย่างแรงกล้า แต่เมื่อเธอได้ลิ้มลองรสชาติของเมนูพิเศษระดับงานเลี้ยงชาติจานนี้ เธอก็แทบจะอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
อร่อย!
อร่อยเหลือเกิน
แม้แต่ในโรงแรมระดับ 5 ดาว เธอก็ยังไม่เคยทานปลาที่รสชาติเยี่ยมยอดขนาดนี้มาก่อน
ชวี่ตานคอยชำเลืองมองเฉินเฟิงเป็นระยะ
เธอนึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าหมอนี่ตกลงแล้วเป็นนักแสดง เป็นไอ้ขี้ยา หรือเป็นกุ๊กกันแน่?
ในส่วนของการแสดง ผู้กำกับค่อนข้างพอใจมาก
เขารู้สึกว่าเฉินเฟิงกำลังถ่ายทอดตัวตนที่แท้จริงของกุ๊กออกมา
ดังนั้นตลอดกระบวนการถ่ายทำ เฉินเฟิงจึงไม่มีร่องรอยของการแสดงเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติและลื่นไหล รวมถึงการพูดบทสนทนาด้วย
สมจริงเสียจนทำให้คุณรู้สึกว่าเขาคือกุ๊กจริงๆ
น่าแปลก!
หรือว่าเขาจะเป็นกุ๊กจริงๆ?
แล้วค่อยมาสอบติดวิทยาลัยการแสดงทีหลังงั้นเหรอ?
...
หลังมื้อเที่ยง
ผู้กำกับได้เข้ามาหาเฉินเฟิงด้วยตัวเอง
ทั้งสองยืนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้
ผู้กำกับเผยรอยยิ้มที่เป็นมิตรออกมา: "เสี่ยวเฉิน บอกฉันตามตรงนะ นายเคยทำงานเป็นกุ๊กมาก่อนหรือเปล่า? ไม่เป็นไรนะ พูดความจริงได้เลย มันไม่กระทบต่องานของนายในกองฉันหรอก"
"ไม่เคยครับ"
เฉินเฟิงส่ายหน้าตอบทันควัน: "ไม่เคยทำจริงๆ ครับ เรียนจบมหาวิทยาลัยก็วิ่งหางานตัวประกอบอยู่ปีหนึ่ง วิ่งวุ่นหาโอกาสจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย แล้วจะมีเวลาที่ไหนไปเป็นกุ๊กครับ?"
"ไม่เคยทำจริงๆ เหรอ?"
"ไม่เคยครับ"
"เหลือเชื่อจริงๆ"
ผู้กำกับพูดด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ: "งั้นฝีมือของนายก็ถือว่ายอดเยี่ยมมาก แถมวิธีการแสดงของนาย... มันสมจริงจนฉันแยกไม่ออกเลยว่านั่นคือนิสัยปกติของนาย หรือว่าอยู่ในช่วงการแสดงกันแน่"
"ขอบคุณที่ชมครับผู้กำกับ"
เฉินเฟิงยิ้มบางๆ
ผู้กำกับกลับรู้สึกขำไม่ออกร้องไห้ไม่ออก: "ชมเหรอ? ที่ฉันพูดไปนั่นยังเบาไปนะ นี่นับว่ายังไม่ถึงขั้นเป็นการชมด้วยซ้ำ ฉันว่านายลองหางานแสดงบทกุ๊กดูเถอะ ออกมาปังแน่นอน"
"ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะครับ"
เฉินเฟิงยิ้มพลางถามขึ้นว่า: "ผู้กำกับครับ ค่าแรงของผมวันนี้..."
"ใจเย็นๆ ใจเย็นน่า"
ผู้กำกับรีบพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน: "เสี่ยวเฉิน นายดูนะแบบนี้ได้ไหม? พวกเราจะเร่งแก้บทกันคืนนี้ เพื่อให้ตัวละครของนายมีมิติมากขึ้น"
"นายมาเป็นนักแสดงหลักอันดับ 5"
"รับบทเป็นผู้ดูแลของนางเอก"
"ส่วนบทจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่สถานการณ์"
"แต่ต้องรบกวนให้นายอยู่กับกองถ่ายไปตลอด ประมาณ 3 เดือน"
"ถ้าผลงานออกมาดี นายก็ไม่ต้องไปเป็นตัวประกอบอีกต่อไปแล้ว"
"ฉันจะเซ็นสัญญากับนายเอง"
"อย่าได้ดูแคลนกองถ่ายเล็กๆ ของพวกเราเชียว นายต้องรู้นะว่าเบื้องหลังเรามีบริษัทโปรดักชั่นใหญ่หนุนหลังอยู่"
"รอให้ละครเรื่องนี้ปิดกล้อง เดี๋ยวฉันจะหาคนมาเขียนบทละครเกี่ยวกับกุ๊กให้นายแสดงสักเรื่อง เป็นไง? สนใจไหม?"
ผู้กำกับมองเฉินเฟิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขาส่ายหัวเบาๆ แล้วเอ่ยว่า "ขอโทษนะครับผู้กำกับ แต่ผมไม่สนใจครับ คุณช่วยจัดการค่าแรงของวันนี้ให้ผมเลยดีกว่า"
"ห๊ะ?"
ผู้กำกับถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
โอกาสดีขนาดนี้วางอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่เขากลับบอกว่าไม่สนใจเนี่ยนะ?
หากเป็นตัวประกอบคนอื่น ถ้ามีผู้กำกับมาบอกว่าจะเขียนบทละครเรื่องหน้าให้ แถมยังจะปั้นให้แบบเดี่ยวๆ อีก คนพวกนั้นคงตื้นตันจนต้องคุกเข่ากราบกรานและร้องไห้ออกมาด้วยความซาบซึ้งแน่ๆ
ทว่าเจ้าหมอนี่กลับไม่สนใจเลยสักนิด
มัวแต่จดจ่ออยู่กับค่าแรงของวันนี้เนี่ยนะ?
ผู้กำกับเองก็ถึงกับไปไม่เป็น
เขาจ้องมองเฉินเฟิงอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถามช้าๆ ว่า "เสี่ยวเฉิน นายแน่ใจนะว่าไม่สนใจ?"
"ไม่สนใจครับ"
เฉินเฟิงส่ายหัวอย่างหนักแน่น
ล้อเล่นกันหรือไง
อีก 1 เดือนข้างหน้า เขาก็ต้องขึ้นเวทีรายการสดอย่าง《นักแสดงคืออะไร》แล้ว ใครจะไปสนใจเล่นเป็นตัวละครลำดับที่ 5 ในกองถ่ายละครเกรดต่ำทุนน้อยแบบนี้กันล่ะ?
แถมยังต้องมาเข้าฉากกับนางเอกที่ฝีมือห่วยแตกแบบนั้นอีก?
เลิกคิดไปได้เลย
สีหน้าของผู้กำกับดูแย่ลงทันที
เขาจ้องมองเฉินเฟิงอยู่สองที ก่อนจะหันหลังเดินหนีไป
เฉินเฟิงได้แต่เงียบกริบ
นิสัยแบบนี้...
ก็ไม่ได้ดีเด่อะไรนักหรอก
เฉินเฟิงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ในเมื่อเซ็นสัญญาไปแล้ว ค่าแรงของวันนี้ก็ต้องจ่ายให้ครบ
ไม่ต้องกลัวหรอก
ไม่กี่นาทีต่อมา
ผู้ช่วยผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดงก็เดินออกมา
เขาตรงดิ่งมาหาเฉินเฟิงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลดเสียงลงแล้วพูดว่า "นายปฏิเสธข้อเสนอของผู้กำกับไปเหรอ?"
"ครับ"
เฉินเฟิงพยักหน้า
เขาคิดว่าผู้ช่วยผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดงน่าจะพยายามพูดกล่อมด้วยเหตุผล หรือไม่ก็คงพูดจาเหน็บแนมเหมือนกับผู้กำกับ แต่ผลลัพธ์กลับผิดคาดไปจากที่เฉินเฟิงคิดไว้อย่างสิ้นเชิง
เขายิ้มบางๆ แล้วกระซิบว่า "เอาเถอะ ไม่ตกลงก็ดีแล้ว เฉินเฟิง ฉันมองเห็นแววในตัวนายนะ ที่นี่มันวัดเล็กเกินไป ไม่เหมาะกับนายหรอก"
"เอาแบบนี้แล้วกัน แอดวีแชทฉันไว้"
"เดี๋ยวว่างๆ ฉันจะช่วยดูโอกาสให้"
"นี่ค่าแรงของวันนี้"
"1500 บวกเพิ่มให้อีก 800 เป็นค่าเหนื่อยที่นายช่วยทำอาหารให้ตอนเที่ยง"
"เอาล่ะ รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ"
เฉินเฟิงรับเงินมาแล้วก็ยิ้มออกในที่สุด "ขอบคุณครับผู้กำกับเจิ้ง"
ผู้ช่วยผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดงคนนี้ชื่อเจิ้งปิน
เขาเป็นคนที่มีน้ำใจจริงๆ
เจิ้งปินตบไหล่เฉินเฟิงเบาๆ "พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว อดทนถ่ายให้จบนะ ไม่ว่าผู้กำกับจะแสดงท่าทางยังไง แต่เราเซ็นสัญญากันไว้แล้ว"
"วางใจเถอะครับ จรรยาบรรณวิชาชีพแค่นี้ผมมีอยู่แล้ว"
เฉินเฟิงพยักหน้า
"งั้นก็ดี"
ทันใดนั้นเจิ้งปินก็หัวเราะออกมา "บทของพรุ่งนี้ก็ต้องทำอาหารอีก ทำไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์แบบต้นตำรับให้ได้ไหมล่ะ? ฉันชอบเมนูนี้"
"ได้ครับ"
เฉินเฟิงมองเขาด้วยแววตาจริงจัง "แต่ต้องเพิ่มเงินนะครับ"
"หึๆ เจ้าเด็กแสบ เห็นแก่เงินจริงๆ เลยนะ ได้ไม่มีปัญหา งั้นตกลงตามนี้"
เจิ้งปินหัวเราะร่าด้วยความตื่นเต้น
เฉินเฟิงไม่ได้ทำท่าทางเล่นตัว หลังจากจับมือกับเจิ้งปินแล้ว เขาก็หันหลังเดินจากไปอย่างมั่นคง
วันเดียวได้เงินมาตั้ง 2300 ถือว่าไม่เลวเลย
พรุ่งนี้ถ่ายฉากวันสุดท้ายเสร็จ ก็น่าจะได้หยุดพักสักวัน
...
วันที่ 3
ยังคงเป็นฉากช่วงเที่ยง
เป็นไปตามที่เจิ้งปินบอกเป๊ะ ผู้กำกับคนนั้นเริ่มออกอาการไม่พอใจ
ทั้งเช้าเอาแต่ทำหน้าบูดบึ้ง
ถ่ายทำอยู่ดีๆ ก็อารมณ์เสียใส่คนอื่นตลอด
ทัศนคติแย่สุดๆ
เรื่องนี้ทำให้เฉินเฟิงได้แต่ส่ายหัวอย่างระอา
ศีลเสมอกันจริงๆ ถึงได้มาอยู่ด้วยกันได้
อีคิวกับนิสัยแบบนี้ เหมือนกับชวี่ตานไม่มีผิดเพี้ยน
ไม่แปลกใจเลยที่ผู้หญิงคนนั้นจะใช้ "เส้นสาย" เข้ามากองถ่ายได้
การที่นอนเตียงเดียวกันได้ ก็แสดงว่าทั้งคู่เป็นพวกเดียวกันนั่นแหละ
จิตใจของเฉินเฟิงมั่นคงดั่งหินผา
ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น
ฉากของเขาแสดงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนเคย
มาดกุ๊กฝีมือฉกาจเผยออกมาเต็มเปี่ยม
ต่อให้ผู้กำกับอยากจะหาเรื่อง แต่ฉากที่แสดงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาตินั้นก็ผ่านฉลุยในเทคเดียว
สมบูรณ์แบบสุดๆ!
ไม่มีที่ติเลยสักนิด
สุดท้ายผู้กำกับเลยทำได้เพียงระบายอารมณ์เกรี้ยวกราดใส่ชวี่ตานแทน
เพราะเธอเอาแต่ทำ NG แทบทุกเทค
เวลาทั้งหมดเสียไปกับเธอคนเดียว
ผลก็คือ ตลอดช่วงเช้าเธอโดนด่าจนร้องไห้ไปไม่ต่ำกว่า 7-8 รอบ
ช่วงเที่ยง
เฉินเฟิงไม่ได้อยู่กินข้าวต่อ แต่รับค่าแรงของวันนั้นมา เป็นค่าตัวประกอบ 1500 บวกกับค่าจ้างทำไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่เจิ้งปินควักกระเป๋าส่วนตัวจ่ายให้อีก 1000
หลังจากรับเงินมาแล้ว เฉินเฟิงก็เดินออกไปทันที
ส่วนไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์จานนั้น เจิ้งปินก็เหมาคนเดียวเรียบ
ผู้กำกับเองก็เกรงใจไม่กล้าตักกิน
ชวี่ตานก็เช่นกัน เธอไม่กล้าตักกินเหมือนกัน
ในเมื่อทั้งสองคนไม่กล้ากิน คนอื่นก็ยิ่งไม่กล้าเข้าไปร่วมวงด้วย
สุดท้าย เจิ้งปินเลยซัดจนปากแผล็บๆ
รสชาตินี้มันสุดยอดจริงๆ