- หน้าแรก
- ดาราคนนี้จะแสดงสมจริงเกินไปแล้ว
- ตอนที่ 7 นี่มันแค่พ่อครัวไม่ใช่เหรอ?
ตอนที่ 7 นี่มันแค่พ่อครัวไม่ใช่เหรอ?
ตอนที่ 7 นี่มันแค่พ่อครัวไม่ใช่เหรอ?
ภายในห้องครัวหลังร้าน
เฉินเฟิงเปลี่ยนมาสวมชุดคอสตูมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทว่ายังไม่ได้แต่งหน้า
ผู้กำกับเพียงแค่อยากเห็นมาดของเขาเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นบทบาทไหน แม้แต่ตัวประกอบ คุณก็ต้องสร้างมาดให้ได้
เมื่อจับจังหวะมาดได้แล้ว ความเป็นตัวละครก็จะตามมาเองโดยธรรมชาติ
ดังนั้น ที่หน้าประตูห้องครัวจึงเต็มไปด้วยผู้คนที่เบียดเสียดกัน
ทั้งไฟ ทั้งกล้อง และอุปกรณ์ต่างๆ เตรียมพร้อมเข้าที่
ผู้กำกับนั่งอยู่ด้านนอก จดจ้องมองหน้าจอมอนิเตอร์
ชวี่ตาน นางเอกของเรื่องก็เบียดมาดูที่หน้าประตูด้วยเช่นกัน
ข้างๆ คือชายหนุ่มที่เธอพามาด้วย
ชายหนุ่มมองแผ่นหลังของเฉินเฟิง แล้วขยับเข้าไปกระซิบถามข้างหูของเธอว่า "พี่ครับ แบบนี้มันจะรอดเหรอครับ?"
"รอดูก่อน"
ชวี่ตานตอบกลับเสียงเบา "เขาก็ยังเด็กเหมือนกัน มาดของพ่อครัวน่ะมันเลียนแบบกันได้ยาก นายวางใจเถอะ"
"รับทราบครับพี่"
ภายในห้องครัว
เมื่อทีมงานสั่งว่า "แอ็กชัน!"
การถ่ายทำก็เริ่มขึ้น
หน้าเตาไฟ
เฉินเฟิงเปิดไฟและตั้งกระทะอย่างชำนาญ
สิ่งที่เขาต้องทำคือข้าวผัดไข่ ซึ่งเป็นอาหารที่ธรรมดาที่สุด
สิ่งที่ผู้กำกับสนใจไม่ใช่ว่าข้าวผัดไข่นั่นจะอร่อยหรือไม่ แต่เป็นตัวเฉินเฟิงเองว่ามีมาดของพ่อครัวจริงๆ หรือเปล่า
ผลปรากฏว่า ทันทีที่เขาเห็นเฉินเฟิงตั้งกระทะและจับตะหลิวผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ แววตาของผู้กำกับก็สว่างวาบขึ้นมาทันที
ใช่เลย ความรู้สึกนี้แหละ
ในหน้าจอมอนิเตอร์
เฉินเฟิงยืนอยู่หน้าเตา ท่วงท่าการเคลื่อนไหวลื่นไหลราวกับสายน้ำ
ตั้งกระทะให้ร้อน แล้วหล่อด้วยน้ำมัน
จากนั้นเทน้ำมันออก แล้วใส่น้ำมันใหม่ลงไป
เขาสองมือหยิบไข่ไก่ขึ้นมาด้วยท่าทางที่เป็นเอกลักษณ์ของพ่อครัวมืออาชีพ มือหนึ่งบีบเปลือกไข่เบาๆ จนแตก แล้วตอกลงในกระทะน้ำมันที่ร้อนจัด
หนึ่งใบ สองใบ สามใบ สี่ใบ ห้าใบ
จากนั้นเขาก็เริ่มผัดไข่ให้กระจายตัวอย่างรวดเร็ว
ความเร็วในการใช้มือนั้นไวมาก
ในขณะเดียวกัน มืออีกข้างก็ใช้ผ้าขี้ริ้วรองจับกระทะเหล็กแล้วเริ่มสะบัดกระทะ
ท่าทางเหล่านั้น...
ช่างดูเพลินตาเสียจริง
พ่อครัวตัวจริงก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ
ผู้กำกับยิ้มออกมา
เขาพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว
ในเวลาเดียวกัน ผู้คนที่เบียดเสียดกันอยู่หน้าประตูก็หันไปมองหน้ากันและพยักหน้าให้กันอย่างพร้อมเพรียง
นี่มันดูเป็นธรรมชาติมาก
มองมุมไหนก็ดูเหมือนพ่อครัวจริงๆ
สีหน้าของชวี่ตานเริ่มดูไม่ค่อยดีนัก
ไอ้หมอนี่ก่อนหน้านี้เคยเป็นพ่อครัวมาก่อนหรือเปล่า?
ไม่อย่างนั้นจะแสดงได้เหมือนขนาดนี้ได้ยังไง?
การสะบัดกระทะนั่นก็ดูเป็นธรรมชาติเกินไป ระดับนี้ถ้าไม่มีประสบการณ์เป็นพ่อครัวสัก 3-5 ปี ไม่มีทางสะบัดได้คล่องแคล่วขนาดนี้แน่
งานเข้าแล้วสิ
ที่สำคัญคือ ไม่คิดเลยว่าผู้ช่วยผู้กำกับจะไปสรรหาคนแบบนี้มาได้
ไม่นานนัก งานในครัวก็เสร็จสิ้น
ข้าวผัดไข่หนึ่งจานพร้อมเสิร์ฟ
ตอนที่เฉินเฟิงตักข้าวผัดออกจากกระทะเหล็กใบใหญ่ ท่วงท่าการตักนั้นทั้งคล่องแคล่วและรวดเร็ว
เมื่อในกระทะเหลือข้าวผัดเพียงเล็กน้อย เฉินเฟิงยังโชว์ฝีมือด้วยการใช้ตะหลิวเหล็กด้ามยาวปาดก้นกระทะอย่างแรง แล้วตวัดมือเป็นวงกลมกลับมาที่หน้าเตาเพื่อกวาดข้าวผัดที่เหลือลงจาน
แค่เทคนิคนี้ พ่อครัวมืออาชีพส่วนใหญ่ก็ใช่ว่าจะทำได้ดี
หลายคนถ้าคุมน้ำหนักมือและองศาไม่ดี ข้าวได้กระเด็นเต็มพื้นแน่นอน
บริเวณหน้าประตู
ผู้ช่วยผู้กำกับยิ้มจนหน้าบาน
นี่มันมืออาชีพชัดๆ
เขาแทบหาจุดบกพร่องไม่ได้เลย
พูดได้เลยว่า นี่มันพ่อครัวชัดๆ ไม่ใช่เหรอ?
ในตอนนั้นเอง
เฉินเฟิงก็ตะโกนโดยไม่หันกลับมามองว่า "ข้าวผัดเสร็จแล้วครับ"
นี่คือบทพูดประโยคแรก
เขาส่งเสียงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ผ่านไป 2 นาที เฉินเฟิงหันกลับมามองทางหน้าประตูแล้วตะโกนเสียงดังว่า "เซี่ย ข้าวผัดเสร็จแล้ว ยกไปเสิร์ฟลูกค้าได้เลยครับ"
สิ้นเสียงพูด ก็มีเสียงตะโกนจากภายนอกว่า "คัท"
การทดสอบหน้ากล้องจบลง
ผู้ช่วยผู้กำกับเดินเข้าไปเป็นคนแรก เขาตบไหล่เฉินเฟิงแล้วหัวเราะว่า "ใช้ได้ ความรู้สึกนี้แหละที่ใช่เลย"
เฉินเฟิงหลุดออกจากโหมดพ่อครัวแล้ว
เขารีบยิ้มและถ่อมตัวว่า "ขอบคุณครับผู้ช่วยผู้กำกับ"
ในตอนนั้น ผู้กำกับก็เดินเข้ามา
แม้ใบหน้าจะยังคงความเคร่งขรึมไว้ แต่แววตาของเขานั้นปิดไม่มิด
เขาพอใจมาก
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูห้องครัว เขาตะโกนสั่งทันทีว่า "เอาคนนี้แหละ รีบไปแต่งหน้า แล้วถ่ายจริงรอบหนึ่ง อ้อ... เสี่ยวเฉิน ผัดข้าวผัดให้อีกจานนะ หวังว่าความรู้สึกจะไม่เปลี่ยน เอาให้ได้อารมณ์เมื่อกี้เป๊ะๆ เลยนะ"
พูดจบ เขาก็หันไปตะโกนบอกทุกคนว่า "ทุกคนประจำที่! เสี่ยวชวี่ เข้าฉากของเธอให้เรียบร้อย รีบหน่อย"
"ค่ะ"
น้ำเสียงของชวี่ตานดูไม่ค่อยเต็มใจนัก
แต่เธอก็ขัดอะไรไม่ได้
จำต้องตบแขนหนุ่มน้อยที่เธอพามาด้วยเป็นการปลอบใจ แล้วส่งสัญญาณให้เขาออกไปก่อน
อย่างน้อยเธอก็ต้องถ่ายฉากของตัวเองให้จบ
จากนั้น ช่างแต่งหน้าก็เริ่มลงมือแต่งหน้าให้เฉินเฟิง
พ่อครัวในเหล่าร้านอาหารเก่าๆ แบบนี้ ต้องแต่งให้ดูมีคราบน้ำมันและดูสกปรกหน่อยถึงจะใช่
ผู้กำกับยืนให้คำแนะนำการแต่งหน้าอยู่ข้างๆ
เพียงแค่ฟังเขาพูดไม่กี่คำ เฉินเฟิงก็รู้ทันทีว่าผู้กำกับคนนี้เป็นคนที่ละเอียดและจริงจังมากจริงๆ
เก็บรายละเอียดได้เนียนกริบ
หากบทละครของซีรีส์ทุนต่ำเรื่องนี้ยังพอไปวัดไปวาได้ เฉินเฟิงรู้สึกว่ามันก็น่าจะออกมาดูดีไม่น้อย
จิตวิญญาณของซีรีส์เรื่องหนึ่ง แท้จริงแล้วส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับตัวผู้กำกับ
ส่วนนักแสดงนั้นเป็นเรื่องรอง
หลังจากผู้กำกับชี้แนะเสร็จก็เตรียมจะเดินจากไป
ทว่าตอนจะไป เขากลับเหลือบไปเห็นข้าวผัดไข่ที่เฉินเฟิงเพิ่งผัดเสร็จ แล้วก็ไม่รู้ว่าผีผลักหรืออย่างไร เขาถึงได้เดินตรงเข้าไปหยิบมันติดมือไปด้วย
...
สิบกว่านาทีต่อมา
เริ่มถ่ายทำอย่างเป็นทางการ
ทีมงานสั่งคัทและตบสเลท ไฟและกล้องเริ่มขับเคลื่อนกายกันขวักไขว่
เฉินเฟิงไม่ได้ออกหน้ากล้องเลย
เขาทำเพียงแค่ยืนผัดอาหารอยู่ด้านใน
บริเวณหน้าประตูห้องครัว
ชวี่ตาน นางเอกที่รับบทเป็นสาวน้อยซินเดอเรลล่า กำลังนั่งยองๆ ล้างผักอยู่กับพื้น
กล้องจับไปที่เธอเป็นหลัก
และนานๆ ครั้งก็จะแพลนไปที่เฉินเฟิงซึ่งอยู่ด้านหลัง
ทางด้านนอก
ผู้กำกับนั่งจ้องหน้าจอมอนิเตอร์อยู่ แต่ในมือซ้ายถือจาน ส่วนมือขวาถือช้อนข้าว กำลังตักข้าวผัดไข่เข้าปากอย่างหิวโหย
เขาเองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ว่าตัวเองกินอย่างเอร็ดอร่อยขนาดไหน
...
สองชั่วโมงกว่าผ่านไป
ฉากของชวี่ตานก็ถ่ายเสร็จสิ้นเสียที
ดูจากสีหน้าของผู้กำกับแล้ว คาดว่าน่าจะผ่านแบบฉิวเฉียด
ในช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ นี้ เฉินเฟิงผัดข้าวผัดไข่ไปทั้งหมด 12 จาน
บอกตามตรงว่าแขนล้าจนแทบหลุด
แต่นั่นเป็นความรู้สึกหลังจากที่เขาหลุดออกมาจากสถานะเชฟแล้ว
ทว่าในตอนที่เขาอยู่ในสถานะเชฟ เขากลับไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าหรือทำไม่ไหวเลยแม้แต่นิดเดียว
ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ
หลังจากนั้นก็ถ่ายฉากเล็กๆ น้อยๆ อีกสองสามฉาก ซึ่งไม่ได้ใช้เวลามากนัก
ไม่นานก็ถึงเวลาเที่ยง
เมื่อเห็นข้าวผัดไข่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะด้านนอก ผู้กำกับก็ออกคำสั่งทันทีว่ามื้อเที่ยงวันนี้ ทุกคนจะกินข้าวผัดไข่กันหมด
งดข้าวกล่องไปก่อน
ดังนั้น มื้อเที่ยงนี้ทุกคนจึงได้กินข้าวผัดไข่ด้วยกัน
เมื่อทุกคนได้ลิ้มรสคำแรกเข้าไป ขุมขนของแต่ละคนก็เปิดกว้างขึ้นในทันที
ให้ตายเถอะ!
ข้าวผัดไข่นี่มันอร่อยมาก
เมล็ดข้าวเรียงตัวสวย รสชาติเค็มหวานกำลังดี ไข่เคลือบเมล็ดข้าวเอาไว้ ผสมกับต้นหอมซอยเล็กๆ กินแล้วสัมผัสได้ถึงความนุ่มละมุนและหอมมัน เล่นเอาคนทั้งกองถ่ายถึงกับยอมสยบให้เลยทีเดียว
ผู้ช่วยผู้กำกับนั่งอยู่ข้างๆ เฉินเฟิง แล้วถามขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “เสี่ยวเฉิน นายเคยเป็นเชฟมาก่อนหรือเปล่า?”
“ไม่เคยครับ”
เฉินเฟิงตอบกลับไปแบบผ่านๆ
“ไม่เคย?”
ผู้ช่วยผู้กำกับทำหน้าเหวอ “นายไม่เคยจริงๆ เหรอ?”
“ไม่เคยจริงๆ ครับ”
เฉินเฟิงยักไหล่ “หลังจากผมเรียนจบจากวิทยาลัยการแสดง ก็เอาแต่เป็นตัวประกอบมาตลอดครับ ไม่เคยเป็นเชฟมาก่อนจริงๆ แต่ว่าวันปกติผมชอบทำอาหารเองน่ะครับ เลยพอจะทำเป็นอยู่บ้างครับ”
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง”
ผู้ช่วยผู้กำกับพยักหน้า ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้จากใจจริง “เจ้าหนู นายใช้ได้เลยนะ อย่างน้อยข้าวผัดไข่ของนายเนี่ย สุดยอดจริงๆ”
เฉินเฟิงพูดราวกับเป็นเรื่องปกติ “ข้าวผัดไข่ยังถือว่าธรรมดาครับ ผมทำอาหารได้ทั้ง 8 สำนักใหญ่ จะเป็นอาหารจัดเลี้ยงระดับชาติ หรือแม้แต่โต๊ะจีนเต็มรูปแบบ ผมก็ทำได้หมดครับ”
“พรืด!”
ผู้ช่วยผู้กำกับพ่นข้าวออกมาเต็มปาก