- หน้าแรก
- ลูกเกิดใหม่ทั้งที พ่อคนนี้ขอเป็นเศรษฐีละกัน
- ตอนที่ 161 อันดับสามของโลก ! รุ่นพี่ครับ เพื่อนนักศึกษาหญิงคนนี้ เธอก็แค่เป็นคน ตื้นเขิน น่ะครับ !
ตอนที่ 161 อันดับสามของโลก ! รุ่นพี่ครับ เพื่อนนักศึกษาหญิงคนนี้ เธอก็แค่เป็นคน ตื้นเขิน น่ะครับ !
ตอนที่ 161 อันดับสามของโลก ! รุ่นพี่ครับ เพื่อนนักศึกษาหญิงคนนี้ เธอก็แค่เป็นคน ตื้นเขิน น่ะครับ !
ตอนที่ 161 อันดับสามของโลก ! รุ่นพี่ครับ เพื่อนนักศึกษาหญิงคนนี้ เธอก็แค่เป็นคน ตื้นเขิน น่ะครับ !
ช่วงปลายเดือนธันวาคม
หลี่เจ๋อได้เดินทางมาที่ บริษัท ไฮซิลิคอน เซมิคอนดักเตอร์
นอกจากหลี่เจ๋อแล้ว ประธานเหริน แห่งเซี่ยเหวย ก็เดินทางมาด้วยเช่นกัน
นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทไฮซิลิคอน เซมิคอนดักเตอร์ขึ้นมา เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบห้าปีเต็มแล้ว และในที่สุด... พวกเขาก็สามารถวิจัยและพัฒนา 'หน่วยประมวลผลสำหรับโทรศัพท์มือถือ' รุ่นแรกออกมาได้สำเร็จเสียที
การที่หลี่เจ๋อและประธานเหรินเดินทางมาพร้อมกันในวันนี้ ก็เพื่อมาดูโฉมหน้าของชิปมือถือตัวแรกที่ไฮซิลิคอนพัฒนาขึ้นมานั่นเอง
"ประธานหลี่ ประธานเหรินคะ นี่คือชิปมือถือรุ่นแรกที่ไฮซิลิคอนของเราพัฒนาขึ้นมา... มีชื่อรุ่นว่า K3V1 ค่ะ ! "
เหอถิงปัว ประธานบริษัทไฮซิลิคอน กล่าวแนะนำผลงานต่อหน้าหลี่เจ๋อและประธานเหริน
บนโต๊ะตรงหน้าพวกเขามีชิปมือถือขนาดเล็กวางอยู่หนึ่งชิ้น
หลี่เจ๋อปรายตามองชิปตัวนั้น ก่อนจะเอ่ยถาม "ประธานเหอ ประสิทธิภาพของชิป K3V1 ตัวนี้เป็นยังไงบ้างครับ ? แล้วใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ระดับไหน ? "
เมื่อถูกถาม เหอถิงปัวก็รีบตอบทันที "ประธานหลี่ ประธานเหรินคะ ชิป K3V1 ตัวนี้ผลิตด้วยเทคโนโลยีขนาด 110 นาโนเมตร ค่ะ ส่วนระบบปฏิบัติการ แน่นอนว่าต้องรองรับระบบหงเหมิง อยู่แล้วค่ะ"
"ส่วนเรื่องประสิทธิภาพน่ะเหรอคะ..."
พูดถึงตรงนี้ เหอถิงปัวก็ยิ้มเจื่อน ๆ พลางอธิบายต่อ "จากเทคโนโลยีการผลิตของชิปตัวนี้ ท่านประธานทั้งสองก็น่าจะพอเดาได้ใช่ไหมคะ... ว่าประสิทธิภาพของมันค่อนข้างจะธรรมดาเอามาก ๆ หรือถ้าจะพูดกันตามตรงว่า 'ค่อนข้างแย่' ก็คงไม่ผิดนักหรอกค่ะ..."
หลี่เจ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปสบตากับประธานเหริน
ประธานเหรินจึงเอ่ยปากขึ้น "ปัจจุบัน ชิปกระแสหลักในตลาดเขาขยับไปใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ระดับ 65-40 นาโนเมตร กันหมดแล้วนะ แต่ K3V1 ตัวนี้กลับยังใช้ 110 นาโนเมตรอยู่... นี่มันตามหลังเทคโนโลยีในตลาดไปเป็นยุคเลยนะ ! "
"ถ้าขืนปล่อยชิปตัวนี้ออกสู่ตลาด ผมเกรงว่ามันคงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของสมาร์ทโฟนกระแสหลักได้แน่ ๆ "
หลี่เจ๋อพยักหน้าเห็นด้วย "ถูกต้องครับ เทคโนโลยี 110 นาโนเมตร มันล้าหลังเกินไปจริง ๆ ในตอนนี้เรายังไม่สามารถนำชิปตัวนี้ไปประยุกต์ใช้กับมือถือรุ่นกระแสหลักได้เลย"
เหอถิงปัวตอบรับ "เป็นแบบนั้นจริง ๆ ค่ะ ดังนั้น จากการประชุมหารือเป็นการภายใน เราจึงได้ข้อสรุปว่า... จะนำชิปตัวนี้ไปป้อนให้กับกลุ่มผู้ผลิต 'มือถือเถื่อน/มือถือก็อป' ในประเทศแทนค่ะ"
"เราจะเดินตามรอยกลยุทธ์ของบริษัท สิงเวย อิเล็กทรอนิกส์ และ มีเดียเทค"
"นอกจากนี้ ชิปตัวนี้ยังมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล ARM และโมดูลเร่งความเร็วฮาร์ดแวร์มัลติมีเดีย มีชิปจัดการพลังงานในตัว และหน่วยประมวลผลระบบเสียงที่ยืดหยุ่น... ซึ่งสามารถตอบโจทย์และเป็น 'โซลูชันชิปมือถือแบบครบวงจร' ให้กับผู้ผลิตได้เลยค่ะ"
"ส่วนเรื่องราคา... เราประเมินเบื้องต้นไว้ที่ประมาณ 40-60 ดอลลาร์สหรัฐ โดยราคาจะต่างกันตรงที่มีหรือไม่มีฟังก์ชัน Wi-Fi และ GPS ค่ะ..."
ปัจจุบัน ตลาดมือถือเถื่อน ในประเทศเซี่ยกำลังอยู่ในยุคเฟื่องฟูถึงขีดสุด โดยในตลาดมีเพียงสิงเวย อิเล็กทรอนิกส์ และ มีเดียเทค เท่านั้นที่ผูกขาดการขายโซลูชันชิปมือถือแบบครบวงจร
ทว่า เป็นเพราะการเข้ามาแทรกแซงของหลี่เจ๋อตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้สิงเวย อิเล็กทรอนิกส์ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของบริษัทไปนานแล้ว พวกเขาหันมาเทหน้าตักให้กับการวิจัยและพัฒนา 'ชิปโซลูชันเดี่ยว' เป็นหลัก
ส่งผลให้ในปัจจุบัน ตลาดชิปเซตในส่วนนี้ถูกสิงเวย อิเล็กทรอนิกส์ ยึดครองส่วนแบ่งการตลาดไปมากกว่า 60%
ส่วนมีเดียเทคที่ตามมาทีหลัง กลับชิงส่วนแบ่งการตลาดไปได้เพียงแค่ราว ๆ 20% เท่านั้น
ซึ่งสถานการณ์นี้แตกต่างจากหน้าประวัติศาสตร์เดิมอย่างลิบลับ เพราะในช่วงเวลานี้ของประวัติศาสตร์เดิม มีเดียเทคจะครอบครองส่วนแบ่งมหาศาล ก็แหงล่ะ... สิงเวย อิเล็กทรอนิกส์ เดิมทีก็เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการชิปมัลติมีเดียอยู่แล้ว
เมื่อได้รับอิทธิพลจากหลี่เจ๋อและเจ๋อรัน เทคโนโลยี จนหันมาเอาจริงเอาจังกับการพัฒนาชิปโซลูชันเดี่ยว... มีเดียเทคที่เป็นผู้ตาม จะไปไล่กวดให้ทันได้ง่าย ๆ ได้อย่างไร ?
ก้าวแรกที่มั่นคง แม้หนทางยังอีกยาวไกล
หลังจากฟังแผนการของเหอถิงปัว หลี่เจ๋อก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "การเจาะตลาดมือถือเถื่อน ก็ถือเป็นทางออกที่ใช้ได้ครับ ในเมื่อประสิทธิภาพของชิปตัวนี้มันยังไม่สามารถตอบโจทย์มือถือกระแสหลักได้"
"แต่ถ้าเอาไปใช้กับตลาดมือถือระดับล่าง... ก็ถือว่าพอถูไถไปได้"
ประธานเหรินก็พยักหน้าเห็นด้วย "ใช่ครับ เริ่มต้นบุกตลาดระดับล่างสุดอย่างพวกมือถือเถื่อนไปก่อน แล้วค่อย ๆ นำประสบการณ์มาต่อยอดวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็เป็นทางเลือกที่ดี"
"ยังไงซะ การพัฒนาและยกระดับเทคโนโลยี มันก็ไม่สามารถเสกให้สำเร็จได้ในชั่วข้ามคืนอยู่แล้ว มันต้องอาศัยการสั่งสมเวลาและการลองผิดลองถูกอย่างต่อเนื่อง"
ถึงแม้ว่าประสิทธิภาพของชิป K3V1 จะไม่ได้เป็นที่น่าประทับใจสำหรับหลี่เจ๋อและประธานเหรินนัก
แต่อย่างน้อย ไฮซิลิคอน เซมิคอนดักเตอร์ ก็สามารถเข็นชิปตัวแรกออกมาได้สำเร็จ ถือว่ามีการเริ่มต้นที่ดี และก้าวเดินก้าวแรกออกมาได้แล้ว
ในจุดนี้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปเข้มงวดหรือกดดันพวกเขาจนเกินไป
เหอถิงปัวกล่าวต่อ "พวกเราก็คิดเช่นนั้นเหมือนกันค่ะ เราจะใช้ชิปตัวนี้เป็นตัวสะสมเทคโนโลยีและประสบการณ์ ลองบุกตลาดมือถือเถื่อนดูก่อน เพื่อดูว่าจะสามารถยืนหยัดและตั้งไข่ได้หรือไม่"
"อืม"
หลี่เจ๋อพยักหน้ารับ ก่อนจะถามต่อ "แล้วชิปตัวนี้ น่าจะพร้อมเปิดตัววางจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้เมื่อไหร่ครับ ? "
เหอถิงปัวรีบตอบ "คาดว่าน่าจะช่วงเดือนมีนาคมหรือเมษายนปีหน้าค่ะ ถึงตอนนั้นทุกอย่างก็น่าจะพร้อม ตอนนี้เรายังต้องดำเนินการทดสอบระบบต่าง ๆ อีกสักระยะ..."
"ตกลงครับ แต่ผมว่า... พวกคุณไม่ต้องไปตั้งความหวังกับชิปตัวนี้มากนักหรอกนะ ถ้ามันประสบความสำเร็จก็ถือว่าดีไป แต่ถ้ามันล้มเหลว... ก็ไม่ต้องไปเก็บมาใส่ใจมาก เพราะด้วยขนาดและประสิทธิภาพของมัน เราก็เห็น ๆ กันอยู่..." หลี่เจ๋อให้คำแนะนำ
"จริงครับ"
ประธานเหรินพยักหน้าสนับสนุน ก่อนจะหันไปทางเหอถิงปัว "ต่อให้ชิปตัวนี้จะล้มเหลว พวกคุณก็อย่ากดดันตัวเองเกินไปนักเลย ขอแค่ตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาชิปเจเนอเรชันถัดไปให้ดีที่สุดก็พอ"
"ในช่วงระยะสั้นนี้ พวกเราไม่ได้กำหนดกรอบเวลาหรือเดดไลน์ ในการพัฒนาชิปให้กับไฮซิลิคอนหรอกนะครับ พวกคุณมีหน้าที่แค่โฟกัสกับการพัฒนาชิปที่ทันสมัยและล้ำหน้ากว่าเดิมออกมาให้ได้ก็พอ..."
เมื่อได้ยินคำพูดให้กำลังใจจากหลี่เจ๋อและประธานเหริน เหอถิงปัวก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ขอบคุณท่านประธานทั้งสองที่เข้าใจค่ะ"
จากนั้น หลี่เจ๋อและประธานเหรินก็สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าด้านการวิจัยชิป รวมถึงเรื่องสิทธิบัตรเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
ทั้งสองใช้เวลาอยู่ที่บริษัทไฮซิลิคอน เซมิคอนดักเตอร์ ประมาณหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะเดินทางกลับ
"ดูท่าทาง... หนทางที่ไฮซิลิคอนจะต้องก้าวเดินต่อไป มันยังอีกยาวไกลเลยนะครับ..."
เมื่อเดินพ้นประตูบริษัทออกมา ประธานเหรินก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจและรำพึงออกมา
หลี่เจ๋อพยักหน้า "ใช่ครับ ปัญหาคอขวดทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมชิป มันไม่ใช่เรื่องที่จะก้าวข้ามกันไปได้ง่าย ๆ ไหนจะต้องยกระดับกระบวนการผลิตอีก... ทั้งหมดนี้ล้วนต้องอาศัยเม็ดเงินลงทุนมหาศาลและเวลาที่ยาวนาน"
"แต่ก็เอาเถอะครับ ไม่ว่าจะยังไง... อย่างน้อยเราก็ได้เริ่มต้นก้าวแรกแล้ว ไม่ใช่เหรอครับ?"
"หึ ๆ นั่นก็จริงครับ"
ประธานเหรินหัวเราะ ก่อนจะพูดขึ้น "ผมได้ข่าวว่า ก่อนหน้านี้ประธานหลี่ไม่เพียงแต่อัดฉีดเงินลงทุนให้ 'จงเวย เซมิคอนดักเตอร์' ที่เชี่ยวชาญด้านเครื่องกัดและเครื่องเคลือบฟิล์มบาง แต่ยังไปกว้านซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทจงซิน กั๋วจี้ มาอีกเป็นกอบเป็นกำเลยนี่ครับ ? "
หลี่เจ๋อตอบกลับ "ใช่ครับ ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มันมโหฬารและซับซ้อนเกินไป การจะเติมเต็มทุกฟันเฟืองของห่วงโซ่นี้ให้สมบูรณ์แบบ... อาศัยแค่กำลังของคน ๆ เดียวหรือบริษัทเดียว มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอกครับ"
"โปรเจกต์ระดับชาติที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมแบบนี้... มันต้องพึ่งพาการสนับสนุนและเงินทุนจากภาครัฐเท่านั้น"
"แต่น่าเสียดาย... ที่ในปัจจุบัน ประเทศของเรายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับด้านนี้มากพอ หรือจะพูดให้ถูกคือ เม็ดเงินที่ภาครัฐสามารถสนับสนุนได้มันยังมีจำกัด ผมก็เลยทำได้แค่พยายามทุ่มเงินลงทุน เพื่อช่วยพยุงและผลักดันบริษัทในประเทศบางแห่ง ที่มีความสำคัญในจุดยุทธศาสตร์หลัก ๆ เท่าที่จะทำได้"
"อย่างพวกวัสดุพื้นฐาน เนี่ย... ขอบเขตมันกว้างใหญ่ไพศาลมาก ต่อให้ผมทุ่มเงินลงไปเป็นหมื่นล้าน มันก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับ 'เอาน้ำไปลูบไฟ' หรอกครับ"
ประธานเหรินกล่าวว่า "คงต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ เอาจริง ๆ ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ประเทศเรายังล้าหลังอยู่มาก ถ้าในอนาคตเซี่ยเหวยของเรามีเงินทุนหมุนเวียนมากพอ พวกเราก็จะพยายามเข้าไปร่วมลงทุน หรือให้การสนับสนุนบริษัทในประเทศที่เกี่ยวข้องในด้านนี้อย่างเต็มที่แน่นอนครับ"
"พวกเราต้องช่วยกันยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ ให้ก้าวหน้าไปทีละก้าวให้จงได้..."
"ครับ"
หลี่เจ๋อพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม
ในความเป็นจริง ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่หลี่เจ๋อคาดการณ์ไว้เป๊ะ... อีกไม่กี่เดือนต่อมา เมื่อชิป K3V1 ของไฮซิลิคอนถูกปล่อยออกสู่ตลาด มันก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรเลย
เรียกได้ว่า 'พังไม่เป็นท่า' เลยก็ว่าได้
แต่เพราะมีการเตรียมใจรับความล้มเหลวไว้ล่วงหน้าแล้ว หลี่เจ๋อจึงไม่ได้รู้สึกผิดหวังหรือเสียใจอะไรมากมายนัก แต่นั่น... ก็เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตล่ะนะ...
เมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่ เดือนมกราคม ปี 2009
รายงานผลประกอบการทางการเงินประจำปีของบริษัทต่าง ๆ ภายใต้เครือเจ๋อรัน ก็เริ่มทยอยสรุปตัวเลขและเปิดเผยออกมา
เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2008 ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกซบเซาอย่างหนัก สินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคโดยเฉพาะ 'โทรศัพท์มือถือ' ย่อมได้รับผลกระทบไปตาม ๆ กันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
สิ่งนี้ส่งผลให้ยอดขายมือถือในประเทศ ต่ำกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้พอสมควร
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศใช้นโยบาย 'อัดฉีดเม็ดเงิน 4 ล้านล้านหยวน' ควบคู่กับโครงการ 'เครื่องใช้ไฟฟ้าลงสู่ชนบท' เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่ง 'โทรศัพท์มือถือ' ก็ถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากนโยบายนี้ด้วย
นโยบายนี้ ได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดขายโทรศัพท์มือถือระดับกลาง-ล่าง ในเขตชนบทได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
ดังนั้น เมื่อมองในภาพรวมแล้ว... ยอดขายโทรศัพท์มือถือทั้งหมดในประเทศประจำปี 2008 ก็ยังคงเติบโตขึ้นกว่าปี 2007 อยู่เล็กน้อย
จากข้อมูลสถิติประจำปีของกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
ตลอดทั้งปี 2008 ยอดขายโทรศัพท์มือถือทั่วประเทศ ทะลุ 160 ล้านเครื่อง ไปปิดยอดที่ 165 ล้านเครื่อง!
ในขณะที่ตามหน้าประวัติศาสตร์เดิม ยอดขายโทรศัพท์มือถือในประเทศประจำปี 2008 จะอยู่ที่ราว ๆ 157 ล้านเครื่องเท่านั้น
แต่เพราะการปรากฏตัวของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ที่กระพือปีกผีเสื้อสร้างความเปลี่ยนแปลง ทำให้ยอดขายมือถือในประเทศพุ่งสูงกว่าประวัติศาสตร์เดิมไปเล็กน้อย
ผลงานที่เจ๋อรัน เทคโนโลยี ฟาดฟันมาได้ในตลาดระดับประเทศประจำปี 2008 นั้น... เรียกได้ว่า โดดเด่นและสว่างไสวจนน่าจับตามอง
เริ่มต้นด้วยสมาร์ทโฟนเรือธงระดับไฮเอนด์อย่าง 'ซีรีส์ซิงเย่า' ที่กวาดยอดขายเฉพาะในประเทศไปได้มากกว่า 6 ล้านเครื่อง แน่นอนว่า ยอดขายนี้รวมยอดจากซิงเย่ารุ่นแรกเข้าไปด้วย
ส่วนสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดอย่าง ซิงเย่า 2... ทำยอดขายตลอดทั้งปี 2008 ไปได้ราว ๆ 3.6 ล้านกว่าเครื่อง
ก็เป็นที่เข้าใจได้ เพราะโครงข่าย 3G ในประเทศยังไม่ได้ครอบคลุมเต็มพื้นที่ ประกอบกับราคาค่าตัวของซิงเย่า 2 ที่ค่อนข้างเอาเรื่อง
แต่การที่สามารถทำยอดขายทะลุ 3.6 ล้านเครื่องได้ในตลาดประเทศ บวกกับยอดขายของซิงเย่า 1 อีก 2.4 ล้านกว่าเครื่อง...
ยอดขายรวมที่ทะลุ 6 ล้านเครื่องนี้... ก็มากพอที่จะทำให้หลี่เจ๋อ รวมถึงทีมงานทุกคนในเจ๋อรัน เทคโนโลยี รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมากแล้ว
ส่วนในตลาดต่างประเทศ... สมาร์ทโฟนซีรีส์ซิงเย่า ก็กวาดยอดขายไปได้อย่างถล่มทลายถึง 14 ล้านกว่าเครื่อง เมื่อนำมารวมกับยอดขายในประเทศ... ยอดขายรวมทั่วโลกของสมาร์ทโฟนซีรีส์ซิงเย่า ก็ทะยานทะลุ 20 ล้านเครื่อง เป็นที่เรียบร้อย !
ตัวเลขนี้ เติบโตแบบก้าวกระโดด สูงกว่าปี 2007 ถึง เท่าตัวกว่า ๆ !
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า สมาร์ทโฟนซิงเย่ารุ่นแรก เพิ่งจะเปิดตัวในช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2007
ในความเป็นจริง ยอดขายในปี 2007 จึงเป็นเพียงยอดขายในช่วงระยะเวลาแค่ครึ่งปีนิด ๆ เท่านั้น
การที่ยอดขายของซีรีส์ซิงเย่าในปี 2008 จะเบิ้ลขึ้นเป็นสองเท่า จึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดความคาดหมายแต่อย่างใด
และด้วยความที่สมาร์ทโฟนซีรีส์ซิงเย่า เป็นสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ที่มีอัตรากำไรสูงลิ่วอยู่แล้ว... ยอดขาย 20 กว่าล้านเครื่องนี้ จึงกวาด 'กำไรสุทธิ' เข้ากระเป๋าเจ๋อรัน เทคโนโลยีไปได้สูงถึงเกือบ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ !
นอกจากนี้ ฟีเจอร์โฟนตระกูล E Series และ G Series รวมถึงแบรนด์ลูกอย่าง ส้ม ของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่ง
โดยเฉพาะแบรนด์สมาร์ทโฟนสุดคุ้มค่าอย่าง 'ส้ม' ในปี 2008 ยอดขายรวมทั่วโลกของแบรนด์นี้ ทะลุเป้า 45 ล้านเครื่อง พุ่งกระฉูดไปจบที่ตัวเลขกว่า 47 ล้านเครื่อง !
ในตลาดภายในประเทศ ซีรีส์ซิงเย่าก็สามารถกวาดยอดขายไปได้ประมาณ 21 ล้านเครื่อง ส่วนที่เหลืออีกกว่า 26 ล้านเครื่อง ก็มาจากยอดขายในตลาดต่างประเทศนั่นเอง
เมื่อนำยอดขายของฟีเจอร์โฟนทั้ง E Series และ G Series มารวมกัน ยอดขายรวมทั่วโลกก็ทะลุ 35 ล้านเครื่อง ไปจบที่ตัวเลขกว่า 36.7 ล้านเครื่อง !
เบ็ดเสร็จแล้ว ในปี 2008 ธุรกิจโทรศัพท์มือถือของเจ๋อรัน เทคโนโลยี สามารถกวาดยอดขายรวมทั่วโลกไปได้สูงถึง 104 ล้านเครื่อง !
และนี่ก็ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัท... ที่เจ๋อรัน เทคโนโลยี สามารถทำยอดขายโทรศัพท์มือถือรวมทั่วโลก ทะลุหลัก 100 ล้านเครื่อง ! ได้สำเร็จ
เมื่อนำยอดขายนี้ไปเทียบกับปี 2007 จะเห็นได้ชัดว่ามันเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงกว่า 110% !
ยอดขายอันน่าทึ่งระดับ 104 ล้านเครื่องนี้ ยังเป็นแรงส่งชั้นดีให้เจ๋อรัน เทคโนโลยี สามารถเบียดแย่งส่วนแบ่งการตลาดโทรศัพท์มือถือทั่วโลกไปได้ถึง 8.6% !
และด้วยส่วนแบ่งการตลาดระดับนี้... ก็เพียงพอที่จะผลักดันให้เจ๋อรัน เทคโนโลยี ผงาดขึ้นไปรั้งตำแหน่ง 'ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออันดับ 3 ของโลก' ได้อย่างเต็มภาคภูมิ !
ในปี 2008 ยอดขายโทรศัพท์มือถือรวมทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 1,210 ล้านเครื่องเท่านั้น
แน่นอนว่า Nokia ยังคงรักษาบัลลังก์ 'ราชา' อันดับหนึ่งของโลกเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่สูงลิ่วถึง 37.1%
ส่วนอันดับสองก็ตกเป็นของ Samsung ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 15.7%
และอันดับสาม... ก็คือ 'เจ๋อรัน เทคโนโลยี' นั่นเอง
ในขณะที่อดีตราชันย์แห่งวงการมือถืออย่าง Motorola กลับต้องเผชิญกับมรสุมปัญหาและความขัดแย้งภายในองค์กร ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดดิ่งเหว และถูกเจ๋อรัน เทคโนโลยีเหยียบข้ามหัวไปอย่างเจ็บปวด โดยหล่นไปอยู่อันดับที่ห้า ด้วยส่วนแบ่งการตลาดเพียง 7.6%
ส่วนอันดับที่สี่ ตกเป็นของ LG Electronics ที่เบียดขึ้นมาด้วยส่วนแบ่งการตลาดแบบเฉียดฉิวที่ 8% !
ในความเป็นจริง หากอิงตามหน้าประวัติศาสตร์เดิม ยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดของแบรนด์มือถือเหล่านี้ ควรจะสูงกว่านี้อีกสักหน่อย
แต่เพราะการผุดขึ้นมาของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ที่เปรียบเสมือนพายุหมุนลูกใหม่ พวกเขาได้เข้าไปแย่งชิงเค้กส่วนแบ่งการตลาดจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่เหล่านี้มาได้ไม่มากก็น้อย
สิ่งนี้ส่งผลให้ยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดของผู้ผลิตมือถือทุกค่าย ลดลงต่ำกว่าตัวเลขในประวัติศาสตร์เดิมไปตาม ๆ กัน
รวมถึงคู่แข่งตัวฉกาจของสมาร์ทโฟนซีรีส์ซิงเย่าอย่าง Apple ด้วยเช่นกัน ส่วนแบ่งการตลาดของพวกเขาจบลงที่ 0.9% ซึ่งต่ำกว่าตัวเลข 1.1% ในหน้าประวัติศาสตร์เดิม !
ส่วนสถานการณ์ในตลาดภายในประเทศนั้น... เรียกได้ว่าแตกต่างจากตลาดโลกอย่างสิ้นเชิง
มันคือสมรภูมิการขับเคี่ยวกันระหว่าง 'สองยักษ์ใหญ่' อย่างแท้จริง !
และสองยักษ์ใหญ่ที่ว่านี้ ก็คือ Nokia และ เจ๋อรัน เทคโนโลยี !
โดยที่ Nokia ยังคงสามารถรักษาแชมป์อันดับหนึ่งในตลาดเซี่ยเอาไว้ได้ ด้วยยอดขายทะลุ 43 ล้านเครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 26%
ทว่า... ระยะห่างระหว่างเจ๋อรัน เทคโนโลยี กับ Nokia ในตอนนี้ มันถูกตีตื้นขึ้นมาจนแทบจะหายใจรดต้นคอกันแล้ว ด้วยส่วนต่างเพียงล้านกว่าเครื่องเท่านั้น
เจ๋อรัน เทคโนโลยี ไล่บี้มาติด ๆ ด้วยยอดขายรวมกว่า 41 ล้านเครื่อง ครองส่วนแบ่งการตลาดทะลุ 25% นั่งแท่นอันดับสองในตลาดจีนไปครอง !
ส่วนแบรนด์มือถือเจ้าอื่น ๆ น่ะเหรอ... พูดได้คำเดียวว่า โดนทั้ง Nokia, เจ๋อรัน เทคโนโลยี รวมถึงกองทัพ 'มือถือเถื่อน' รุมกินโต๊ะจนสะบักสะบอม น่าเวทนาเหลือเกิน !
ขนาด Samsung ที่รั้งอันดับสามในประเทศ ยังทำยอดขายไปได้แค่ 10 กว่าล้านเครื่องเท่านั้น ครองส่วนแบ่งการตลาดไปแบบกร่อย ๆ แค่ 6.2%
ซึ่งตัวเลขนี้ ถือว่า 'หดหายไปเกือบครึ่ง' เมื่อเทียบกับหน้าประวัติศาสตร์เดิม ที่พวกเขาเคยกวาดส่วนแบ่งในตลาดจีนปี 2008 ไปได้เกือบ ๆ 10% !
ส่วนแบรนด์อื่น ๆ อย่าง Motorola, LG หรือแม้แต่แบรนด์ท้องถิ่นอย่าง เลอโนโว, Gionee, Changhong, ZTE... ต่างก็ต้องกอดคอกันรั้งท้าย ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ไม่ถึง 3% ด้วยซ้ำ
ในทางกลับกัน แบรนด์มือถือน้องใหม่อย่าง 'Tianyu' กลับสร้างเซอร์ไพรส์ ผงาดขึ้นมาเป็นม้ามืด ทะลวงเข้าสู่ท็อป 3 ได้สำเร็จ ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 3.7% แซงหน้าแบรนด์อินเตอร์ระดับโลกอย่าง Motorola และ LG ไปได้หน้าตาเฉย !
แต่แน่นอนว่า... สิ่งที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า กวาดเรียบตลาดจีนในปี 2008 ตัวจริงเสียงจริง ก็คือบรรดา 'มือถือเถื่อน/มือถือก็อป' นั่นเอง !
กองทัพมือถือเถื่อนและแบรนด์โนเนมเหล่านี้ รวมพลังกันกวาดส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไปได้มากกว่า 31% !
เห็นแบบนี้แล้ว คงไม่ต้องสงสัยเลยใช่ไหมว่า ทำไมแบรนด์มือถืออื่น ๆ ถึงได้เจอฝันร้ายและยอดขายตกต่ำในตลาดจีนขนาดนั้น
ลองคิดดูสิ แค่ส่วนแบ่งของสองยักษ์ใหญ่อย่าง Nokia กับเจ๋อรัน เทคโนโลยี บวกกับกองทัพมือถือเถื่อนและแบรนด์โนเนม... ก็ปาเข้าไปเกินกว่า 82% ของตลาดรวมแล้ว !
เค้กที่เหลืออีกไม่ถึง 18% ก็ต้องปล่อยให้แบรนด์อื่น ๆ ไปตบตีแย่งชิงกันเอาเอง แล้วแบบนี้ยอดขายมันจะไปสูงได้ยังไง ?
การที่เจ๋อรัน เทคโนโลยี สามารถกวาดยอดขายมือถือได้ทะลุหลัก 100 ล้านเครื่องในปี 2008 และผงาดขึ้นเป็นผู้ผลิตอันดับสามของโลกได้นั้น... ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ ที่สั่นสะเทือนวงการสมาร์ทโฟนเป็นอย่างมาก !
แม้ว่าเมื่อเทียบกับส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกที่สูงลิ่วถึง 37% ของ Nokia แล้ว เจ๋อรัน เทคโนโลยีจะยังคงห่างชั้นอยู่อีกมาก... แต่ระยะห่างระหว่างพวกเขากับ Samsung ที่อยู่อันดับสอง กลับถูกลดช่องว่างลงมาจนใกล้เคียงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
และยอดขายโทรศัพท์มือถือกว่า 100 ล้านเครื่องนี้... ก็ได้แปรเปลี่ยนเป็น 'ผลกำไร' ก้อนโตกว่า 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับเจ๋อรัน เทคโนโลยี !
ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ในเมื่อแบรนด์ลูกอย่าง ส้ม วางโพซิชันตัวเองเป็นมือถือสาย 'คุ้มค่าคุ้มราคาขั้นสุด' กำไรต่อเครื่องของมันจึงบางเฉียบ ได้กำไรแค่ไม่กี่สิบหยวนต่อเครื่องเท่านั้น
ต่อให้ยอดขายทั่วโลกของแบรนด์ส้มจะพุ่งทะลุ 40 ล้านเครื่อง แต่มันก็ทำกำไรเข้ากระเป๋าไปได้เพียง 500-600 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
ส่วนพวกฟีเจอร์โฟนอย่าง E Series และ G Series ถึงแม้จะมีกำไรต่อเครื่องขยับขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังเทียบไม่ติดฝุ่นกับกำไรของสมาร์ทโฟนระดับเรือธงอย่าง ซีรีส์ซิงเย่า อยู่ดี
พูดง่าย ๆ ก็คือ... โทรศัพท์มือถือในกลุ่มนี้ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของยอดขายโทรศัพท์มือถือทั้งหมดของเจ๋อรัน เทคโนโลยี กลับสามารถทำ 'กำไรสุทธิ' ได้เพียงแค่ครึ่งเดียวของกำไรที่ซีรีส์ซิงเย่า ทำได้ซะอีก !
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น หลี่เจ๋อก็ไม่ได้รู้สึกขัดใจหรือผิดหวังอะไร
เพราะเขาเข้าใจดีว่า ธรรมชาติของตลาดไฮเอนด์ มันมีกำไรต่อหน่วยสูงอยู่แล้ว แต่ฐานลูกค้าก็แคบกว่าตลาดระดับกลาง-ล่างมาก
ในขณะที่ตลาดกลาง-ล่าง แม้ฐานลูกค้าจะกว้างใหญ่ไพศาล แต่กำไรต่อหน่วยก็บางเฉียบ ไม่มีทางเทียบกับตลาดไฮเอนด์ได้เลย
นอกจากโทรศัพท์มือถือแล้ว ในปี 2008 ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของเจ๋อรัน เทคโนโลยี อย่างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและเครื่องเล่น MP3 ก็ยังคงทำยอดขายได้อย่างน่าประทับใจ
แม้ว่าตลาด MP3 จะเดินทางมาถึงยุคเสื่อมถอย แล้วก็ตาม...
แต่ในปี 2008 เจ๋อรัน เทคโนโลยีก็ยังสามารถเข็นยอดขายเครื่องเล่น MP3 ทั่วโลกไปได้ถึง 40 กว่าล้านเครื่อง !
เพียงแต่ในแง่ของ 'ผลกำไร'... มันไม่สามารถเอาไปเทียบกับยุคทองเมื่อหลายปีก่อนได้อีกแล้ว ทำกำไรสุทธิไปได้เพียง 1,500 กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
สำหรับตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เจ๋อรัน เทคโนโลยีเน้นโฟกัสไปที่ตลาดในประเทศเป็นหลัก
ยอดจัดส่งรวมทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและแล็ปท็อป อยู่ที่ราวๆ 4 ล้านกว่าเครื่อง ทำกำไรสุทธิไปได้ไม่มากนัก อยู่ที่เกือบ ๆ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในทางกลับกัน แพลตฟอร์มดาวน์โหลดเพลงดิจิทัลอย่าง iMusic กลับกลายเป็นอีกหนึ่ง 'บ่อเงินบ่อทอง' ของเจ๋อรัน เทคโนโลยีในปี 2008 โดยสามารถกอบโกยกำไรเข้าบริษัทไปได้เฉียด ๆ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ !
นั่นก็เพราะปัจจุบัน เจ๋อรัน เทคโนโลยีมีฐานผู้ใช้งานเครื่องเล่น MP3 สะสมอยู่ทั่วโลกถึง 200-300 ล้านเครื่อง ! ผนวกกับการที่สมาร์ทโฟนของเจ๋อรันก็รองรับการจ่ายเงินดาวน์โหลดเพลงผ่านแพลตฟอร์ม iMusic ด้วย...
การที่ iMusic จะสามารถทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำขนาดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลย
และเมื่อนำไปรวมกับรายได้จากธุรกิจ 'เสียงรอสาย'... เบ็ดเสร็จแล้ว ในปี 2008 บริษัท เจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็สามารถกวาดกำไรสุทธิทะลุ 7.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ !
แล้วในตอนนี้ มูลค่าตลาดของเจ๋อรัน เทคโนโลยี อยู่ที่เท่าไหร่ล่ะ ?
เนื่องจากได้รับแรงกระแทกจากวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ มูลค่าตลาดของเจ๋อรัน เทคโนโลยี จึงร่วงหลุดจากหลัก 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปนานแล้ว ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดอยู่ป้วนเปี้ยนราว ๆ 93,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
ซึ่งถ้าลองคำนวณดู นั่นหมายความว่าอัตราส่วนราคาต่อกำไร ของเจ๋อรัน เทคโนโลยีในตอนนี้... ไม่ถึง 14 เท่าด้วยซ้ำ ! อยู่ที่ประมาณ 13 เท่ากว่า ๆ เท่านั้น !
เรียกได้ว่า ด้วยผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ราคาหุ้นและมูลค่าตลาดของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงไปมากโขเลยทีเดียว !
แต่นั่นก็เป็นเพราะผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ มันรุนแรงและแผ่ขยายเป็นวงกว้างเกินไป
แถมยังไม่มีนักวิเคราะห์หน้าไหนกล้าฟันธงได้ว่า วิกฤตการณ์ในครั้งนี้จะลากยาวไปอีกนานแค่ไหน และจุดสิ้นสุดของมันจะไปจบลงที่ตรงไหน
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อย หรือนักลงทุนสถาบัน ต่างก็อยู่ในโหมด 'รัดเข็มขัด' และลงทุนด้วยความระมัดระวังขั้นสูงสุด
ดังนั้น ต่อให้เจ๋อรัน เทคโนโลยี จะประกาศผลประกอบการประจำปีที่สวยหรูขนาดไหน มันก็เป็นเพียงแค่ยาชูกำลังอ่อน ๆ ที่กระตุ้นราคาหุ้นของบริษัทให้ขยับขึ้นมาได้เพียงแค่ 8% กว่า ๆ เท่านั้น
ซึ่งก็เพียงพอที่จะดึงมูลค่าตลาดของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ให้กลับขึ้นไปแตะขอบ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้แบบเฉียดฉิว...
ถึงกระนั้น การที่เจ๋อรัน เทคโนโลยี สามารถดันยอดขายโทรศัพท์มือถือทั่วโลกในปี 2008 ให้ทะลุ 100 ล้านเครื่อง จนผงาดขึ้นเป็นผู้ผลิตอันดับสามของโลกได้... ก็ยังคงสร้างแรงกระเพื่อมและความสนใจอย่างมหาศาล สื่อมวลชนสำนักต่าง ๆ พากันตีพิมพ์ข่าวนี้อย่างครึกโครม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... สื่อมวลชนในประเทศ !
เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหน เจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็คือ 'บริษัทของชาวเซี่ย' อย่างแท้จริง 100%
การที่บริษัทสัญชาติเซี่ยสามารถก้าวขึ้นเป็น 'บริษัทยักษ์ใหญ่' อันดับสามของโลก ในอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ ด้วยยอดจัดส่งต่อปีทะลุ 100 ล้านเครื่อง
แถมยอดขายมหาศาลนี้... ก็ไม่ได้มาจากการเน้นขายแต่รุ่นราคาถูกสเปกต่ำที่ฟันกำไรบางเฉียบเพียงอย่างเดียวเสียด้วย
แต่ยังมีสมาร์ทโฟนเรือธงระดับไฮเอนด์ตัวจริงอย่าง 'ซีรีส์ซิงเย่า' เป็นหัวหอกสำคัญรวมอยู่ด้วย
ความสำเร็จที่จับต้องได้นี้... ย่อมปลุกเร้าความภาคภูมิใจและสร้างความฮึกเหิมให้กับชาวเซี่ยทุกคนได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในหมู่ 'แฟนพันธุ์แท้' ของเจ๋อรัน เทคโนโลยีด้วยแล้ว !
"เจ๋อรัน เทคโนโลยี โคตรเทพ ! ปีที่แล้วฟันยอดขายทะลุร้อยล้านเครื่องเลยเหรอเนี่ย ! นั่นมันร้อยล้านเครื่องเชียวนะโว้ย ! "
"ยอมใจเจ๋อรัน เทคโนโลยีเลยจริง ๆ ! ขนาดพี่เบิ้มอย่าง Motorola กับ LG ยังโดนเบียดตกขอบกระดาน... ทะยานจากอันดับ 6 ของโลกในปี 2007 ขึ้นมาผงาดที่อันดับ 3 ได้หน้าตาเฉย ! แถมทั้งหมดนี่ใช้เวลาแค่ปีเดียวเองนะเว้ย ! "
"ดีไม่ดี อีกสักปีสองปี... เจ๋อรัน เทคโนโลยี อาจจะท้าชิงบัลลังก์เบอร์หนึ่งกับ Nokia ได้เลยนะเนี่ย ! "
"เดี๋ยวก่อนพ่อหนุ่ม... เรื่องท้าชิงบัลลังก์กับ Nokia เนี่ย ฉันว่าคงต้องเบรกไว้ก่อนนะ ระยะห่างมันยังไกลกันลิบลับ ปีที่แล้ว Nokia ฟาดเรียบยอดจัดส่งไปเกือบ ๆ 450 ล้านเครื่อง... ซึ่งมันมากกว่าเจ๋อรัน เทคโนโลยีตั้ง 4.5 เท่า ! จะไปโค่นเขาลงได้ง่าย ๆ ยังไงวะ"
"เห็นด้วยว่ะ ! ไม่ใช่ว่าเจ๋อรัน เทคโนโลยีไม่เก่งนะ... แต่เป็นเพราะ Nokia แม่งโคตรพ่อโคตรแม่แกร่งเลยต่างหาก ! แต่ก็นะ... ถ้าพูดถึงเฉพาะในตลาดจีนล่ะก็ มีลุ้นอยู่นะเว้ย ! ก็ลองดูปีที่แล้วสิ ยอดขายในประเทศของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ตามหลัง Nokia อยู่แค่ล้านกว่าเครื่องเองนะ ! "
"เออ อันนี้จริง ! แต่ถึงยังไง การที่ยอดจัดส่งโทรศัพท์มือถือต่อปีของเจ๋อรันทะลุหลัก 100 ล้านเครื่องได้... มันก็เป็นตัวเลขที่บ้าบอคอแตกมากแล้วล่ะ ถึงการจะก้าวขึ้นไปท้าชิงบัลลังก์กับ Nokia ภายใน 2-3 ปีนี้ จะดูเป็นไปได้ยาก... แต่ถ้าเป้าหมายคือการเขี่ย Samsung ลงจากอันดับสอง... อันนี้มีลุ้นแน่นอน ! "
"ไม่สนหรอกว่าอันดับเท่าไหร่ เอาเป็นว่า... มือถือเครื่องต่อไปของฉัน ต้องเป็นเจ๋อรัน เทคโนโลยีชัวร์ ๆ ! ถือซะว่าเป็นการสนับสนุนแบรนด์ชาติ ไปในตัวด้วย"
"เออ พูดถึงเรื่องนี้... ฉันเพิ่งเข้าไปดูรายงานผลประกอบการประจำปี 2008 ของเจ๋อรัน เทคโนโลยีมา... แม่เจ้าโว้ย ! ปีที่แล้วปีเดียว เจ๋อรันฟันกำไรสุทธิไปตั้งกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์ ! ตีเป็นเงินเซี่ยก็ปาเข้าไป 50,000 กว่าล้าน ! จึ๊จึ๊... ตัวเลขระดับนี้ ทำเอาขนลุกซู่เลยว่ะ ! "
"ใช่แล้ว ! กำไรสุทธิปีเดียวตั้ง 50,000 กว่าล้าน ! พวกบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นหลาย ๆ เจ้าเนี่ย... ต่อให้เอามูลค่าตลาดทั้งบริษัทมารวมกัน ยังไม่เท่ากำไรปีเดียวของเจ๋อรันเลยนะเว้ย ! "
"พูดจริง ๆ นะ... ถ้าไม่ได้เจอวิกฤตเศรษฐกิจโลกสกัดดาวรุ่งไว้ล่ะก็... ด้วยผลประกอบการขั้นเทพที่พุ่งกระฉูด บวกกับข่าวดีที่ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์มือถืออันดับ 3 ของโลก พร้อมยอดจัดส่งทะลุ 100 ล้านเครื่องแบบนี้... ราคาหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ต้องพุ่งทะยานทะลุเพดานไปแล้ว!"
"ใช่เลย... โทษใครไม่ได้นอกจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ที่มันโหดร้ายเกินไป ต่อให้ผลประกอบการของเจ๋อรัน เทคโนโลยีจะสวยหรูแค่ไหน มันก็กระตุ้นราคาหุ้นได้แค่นิดเดียวเอง... ฉันว่านะ ปีนี้พอมีการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลก... ทรัพย์สินของพวกเศรษฐีคงหดหายกันระนาวแหง ๆ "
"โธ่เอ๊ย ! จะหดหายยังไงช่างหัวมันสิ... แต่ที่แน่ ๆ ฉันเชื่อว่า 'มหาเศรษฐีหลี่' ของพวกเรา ต้องครองบัลลังก์ 'มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก' ต่อไปได้อย่างไร้รอยขีดข่วนชัวร์ป๊าบ ! "
"ถึงแม้ว่ามูลค่าตลาดของเจ๋อรัน เทคโนโลยี จะร่วงลงมาเยอะ แต่มูลค่าหุ้นในมือของ 'มหาเศรษฐีหลี่' ก็ยังคงทะลุ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ดี ! "
...
กระแสการพูดคุยบนโลกออนไลน์เป็นไปอย่างเผ็ดร้อน
ผู้คนต่างพากันทึ่งและตื่นตะลึงกับความสำเร็จอันก้าวกระโดด ที่เจ๋อรัน เทคโนโลยีสามารถคว้ามาได้ในตลาดโทรศัพท์มือถือประจำปี 2008
แน่นอนว่า... ไม่มีใครคาดคิดหรือเชื่อว่า เจ๋อรัน เทคโนโลยี จะมีโอกาสก้าวขึ้นไปท้าชิงบัลลังก์ 'ราชา' กับ Nokia ได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีข้างหน้านี้
ผู้คนในยุคนี้ย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่า...
'อาณาจักร Nokia' ที่ในปัจจุบันนี้ ยึดครองส่วนแบ่งการตลาดไปมากกว่า 'หนึ่งในสาม' ของตลาดโลก... จะต้องเผชิญกับจุดจบที่พังทลายครืนลงมาอย่างไม่เป็นท่า ในระยะเวลาเพียงแค่ 3-4 ปีข้างหน้าเท่านั้น !
สำหรับในเวลานี้... Nokia คือ 'ยอดเขา' อันสูงตระหง่าน ที่ผู้ผลิตมือถือค่ายอื่น ๆ ทำได้เพียงแค่แหงนหน้ามอง และยากที่จะก้าวข้ามไปได้ !
วันที่ 14 มกราคม
ในที่สุด มหาวิทยาลัยเจียวทงเซี่ยงไฮ้ ก็เริ่มปิดภาคเรียนฤดูหนาว
ช่วงสาย ๆ ประมาณ 10 โมงกว่า
หลี่ตงเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวแบบลวก ๆ กล่าวบอกลาเหลยเหวินปิน, หวังอี้ฝาน และหลิวฉี ก่อนจะเดินออกจากหอพักไป
เขาตั้งใจว่าเดี๋ยวจะแวะไปดูลาดเลาที่บริษัทเซี่ยวเน่ย สักหน่อย ถ้าไม่มีเรื่องด่วนอะไร ก็จะขับรถตรงกลับบ้านเลย ก็แหม... เวลายังเช้าอยู่เลย ขืนรีบกลับไปถึงบ้าน ก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี
เมื่อเดินพ้นเขตหอพัก หลี่ตงก็มุ่งหน้าไปยังลานจอดรถริมถนนสายหลักของมหาวิทยาลัย
ตั้งแต่เรื่องความรวยระดับ 'ซูเปอร์ริชคิด' ของครอบครัวเขาถูกแฉและลือกันให้แซ่ดในห้องเรียน หลี่ตงก็เลิกทำตัวโลว์โพรไฟล์ หรือพยายามหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีกต่อไป
เวลามาเรียน เขาก็มักจะขับ 'ปอร์เช่ คาเยนน์' สุดหรูคันโปรดมาจอดอย่างเปิดเผย
แต่น่าเสียดาย... ที่เขตหอพักไม่มีที่จอดรถให้เขา
เขาจึงต้องเอามาจอดทิ้งไว้ที่ 'ลานจอดรถ' ริมถนนสายหลักของมหาวิทยาลัยแทน
เอาจริง ๆ จะเรียกว่าลานจอดรถก็กระดากปาก มันก็แค่พื้นที่ว่างริมฟุตปาท ที่มีการตีเส้นแบ่งช่องจอดรถไว้ไม่กี่ช่องเท่านั้นเอง ซึ่งหลี่ตงก็มักจะเอารถมาจอดแปะไว้แถวนี้เป็นประจำ
ในขณะที่หลี่ตงกำลังจะเดินถึงลานจอดรถนั้นเอง สายตาของเขาก็บังเอิญเหลือบไปเห็น หลี่จิ้งเยว่ กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบเขื่อง เดินเตาะแตะอยู่ไม่ไกล
จังหวะนั้นเอง รถเก๋ง BMW ซีรีส์ 3 คันหนึ่ง ก็แล่นเข้ามาจากทางด้านหลัง
เมื่อรถคันนั้นขับมาตีคู่กับหลี่จิ้งเยว่ มันก็เบรกเอี๊ยดจอดเทียบฟุตปาททันที
กระจกหน้าต่างฝั่งคนขับถูกเลื่อนลง พร้อมกับใบหน้าของนักศึกษาหนุ่มท่าทางสำอาง ที่ชะโงกหน้าออกมาตะโกนเรียกหลี่จิ้งเยว่ "รุ่นน้องหลี่ ! กำลังจะไปสถานีรถไฟหรือสนามบินน่ะ ? ขึ้นรถมาสิ เดี๋ยวพี่ไปส่งเอง ! "
เมื่อได้ยินเสียงเรียก หลี่จิ้งเยว่ก็ชะงักฝีเท้า
เธอหันไปมองหน้าชายหนุ่มคนนั้น ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วส่ายหน้าปฏิเสธอย่างสุภาพ "ขอบคุณมากค่ะ รุ่นพี่ฟาง แต่ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ เดี๋ยวฉันเรียกแท็กซี่ไปเองได้ค่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฟางจั๋ว ก็ตัดสินใจดับเครื่อง แล้วเดินลงมาจากรถหน้าตาเฉย "รุ่นน้องหลี่ จะมาเกรงใจพี่ทำไมล่ะ ! ยังไงซะ วันนี้พี่ก็ว่างอยู่แล้ว แวะไปส่งเธอที่สถานีรถไฟหรือสนามบินแค่นี้ ไม่ได้ลำบากอะไรพี่หรอกน่า"
"มา ๆ เอาประเป๋าเดินทางมาให้พี่เถอะ เดี๋ยวพี่เอาไปใส่ท้ายรถให้..."
พูดไม่ทันขาดคำ เขาก็ยื่นมือออกไป หวังจะคว้าหูจับกระเป๋าเดินทางมาจากมือของหลี่จิ้งเยว่
แต่หลี่จิ้งเยว่ไวกว่า เธอรีบเบี่ยงตัวหลบ ถอยหลังไปสองก้าว พร้อมกับพูดเสียงแข็ง "ขอโทษด้วยนะคะ รุ่นพี่ฟาง แต่ฉันเกรงใจจริง ๆ ไม่เป็นไรค่ะ"
ท่าทีปฏิเสธอย่างเย็นชาของหลี่จิ้งเยว่ ทำเอาหน้าของฟางจั๋วเสียไปนิด แต่ดูเหมือนหมอนี่จะยังไม่ยอมถอดใจง่าย ๆ เขายื่นมือออกไปอีกครั้ง พร้อมกับตื๊อต่อ "รุ่นน้องหลี่ พี่บอกแล้วไงว่าไม่ต้องเกรงใจ ! เอากระเป๋ามาให้พี่เถอะน่า"
คราวนี้หมอนั่นลงมือไวกว่าเดิม
หลี่จิ้งเยว่ยังไม่ทันตั้งตัว ฟางจั๋วก็พุ่งเข้าไปคว้าที่จับกระเป๋าเดินทางของเธอไว้แน่น
หลี่จิ้งเยว่ตกใจจนตาโต
เธอรีบจับกระเป๋าของตัวเองไว้แน่น ถอยกรูดไปด้านหลัง พลางขมวดคิ้วมุ่น "รุ่นพี่ฟาง ! ฉันบอกแล้วไงคะว่าไม่ต้อง ! ฉันไปเองได้ ! "
"แล้วก็... รบกวนปล่อยมือจากกระเป๋าฉันด้วยค่ะ ! "
ฟางจั๋วเตรียมจะอ้าปากเถียงต่อ
แต่จังหวะนั้นเอง... หลี่ตงที่เดินเข้ามาใกล้จนถึงตัว ก็หัวเราะหึ ๆ ในลำคอ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงยียวน "นี่... คุณรุ่นพี่ครับ คุณทำแบบนี้มันไม่แมนเลยนะ"
"คุณก็เห็นอยู่เต็มอก ว่าน้องผู้หญิงเขาไม่ได้ 'อิน' กับคุณเลยสักนิด... คุณก็เลิกทำตัวน่ารำคาญ และเลิกตื๊อเขาได้แล้วปะ"
เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหู และหันไปเห็นว่าเป็นหลี่ตง ใบหน้าของหลี่จิ้งเยว่ก็ฉายแววดีใจขึ้นมาทันที
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปากทักทาย หลี่ตงก็ขยิบตาให้เธอแวบหนึ่ง ก่อนจะแกล้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองราวกับคนแปลกหน้า "น้องสาว จะไปไหนจ๊ะเนี่ย ? สนใจให้พี่ไปส่งไหมล่ะ ? "
จู่ ๆ ก็มีไอ้หนุ่มที่ไหนไม่รู้ โผล่มาทำตัวเป็น 'เฉิงเหยาจินกลางปล้อง' ฟางจั๋วก็ออกอาการหงุดหงิดขึ้นมาทันที
เขาปรายตามองหลี่ตงตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะแค่นเสียงเหอะ "แกเป็นใครวะ ! แส่ไม่เข้าเรื่อง ! แถมยังจะเสร่ออาสาไปส่งรุ่นน้องหลี่อีก... ถุย ! แกมีรถขับรึไง ถึงได้มาทำปากดีอยู่ตรงนี้"
พูดจบ ฟางจั๋วก็มองหลี่ตงด้วยสายตาเหยียดหยาม
หลี่ตงหัวเราะร่วน "แล้วแกรู้ได้ไงว่าฉันไม่มีรถ ? อีกอย่าง... ฉันคุยกับน้องคนนี้ ไม่ได้คุยกับแก เสือกอะไรด้วยวะ ! "
"แก..."
ฟางจั๋วโกรธจนหน้าดำหน้าแดง พยายามข่มความโกรธ เอาไว้สุดฤทธิ์
"ได้ ! งั้นข้าก็อยากจะเห็นเป็นบุญตาเหมือนกัน ว่าน้ำหน้าอย่างแกเนี่ย... จะมีปัญญาขับรถอะไรไปส่งรุ่นน้องหลี่ ! หวังว่าคงไม่ใช่ 'มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า' หรอกนะ หึ ๆ ..."
ฟางจั๋วแสยะยิ้มเยาะเย้ย
หลี่ตงยิ้มบางๆ เหลือบมองรถ BMW ซีรีส์ 3 ของฟางจั๋วแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับชิล ๆ "ถึงรถฉันจะไม่ได้หรูหราอะไรมากมาย... แต่มันก็คงจะดีกว่าไอ้ 'รถกระป๋อง'ของแกนิดนึงล่ะมั้ง ! "
"แกกล้าด่าว่ารถข้าเป็นรถกระป๋องงั้นเหรอ ? ! "
ฟางจั๋วโกรธจนหลุดขำ "แกรู้จักโลโก้รถคันนี้ไหม ? แกรู้ไหมว่ารถคันนี้ราคาเท่าไหร่ ? ถามจริง... ต่อให้ขายทรัพย์สินทั้งบ้านแกทิ้งเนี่ย... จะมีปัญญาซื้อเศษเหล็กของรถคันนี้ได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย ! กล้าด่าว่ารถข้าเป็นรถกระป๋อง... หึ ! ไม่เจียมกะลาหัวจริง ๆ ..."
"ขำมากปะ ? ก็แค่ BMW โง่ ๆ คันนึง แถมยังเป็นแค่ซีรีส์ 3 อีกต่างหาก สมัยนี้... แค่มีปัญญาขับรถพรรค์นี้ ก็หลงตัวเอง คิดว่าเท่ ซะเต็มประดาเลยหรือไงวะ ? "
หลี่ตงเบ้ปากด้วยความรังเกียจ
ฟางจั๋วโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
เขากำลังจะอ้าปากด่าทอและดูถูกหลี่ตงกลับไปอีกชุดใหญ่
แต่ทว่า...
ในวินาทีถัดมา หลี่ตงกลับล้วงกุญแจรถออกมาจากกระเป๋ากางเกงอย่างใจเย็น ก่อนจะกดปุ่มปลดล็อกดัง 'ปิ๊บ ๆ '
และแล้ว...
ไฟหน้ารถของ 'ปอร์เช่ คาเยนน์' สุดหรู ที่จอดสงบนิ่งอยู่ในช่องจอดรถข้าง ๆ ก็สว่างวาบขึ้นมาทันที...
ฟางจั๋วถึงกับอ้าปากค้าง ตาเหลือกถลน
เขาอ้าปากพะงาบ ๆ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง พยายามจะเค้นเสียงพูดอะไรบางอย่าง แต่คำพูดทั้งหมดกลับจุกอยู่ที่ลำคอ เปล่งเสียงไม่ออกแม้แต่แอะเดียว
นี่มัน ปอร์เช่ คาเยนน์ เลยนะเว้ย !
ราคาเบ็ดเสร็จรวมป้ายทะเบียน อย่างต่ำ ๆ ก็ต้องมีสองล้านหยวน !
เมื่อเอามาจอดเทียบกับปอร์เช่ คาเยนน์... ไอ้ BMW ซีรีส์ 3 ของเขามันก็เป็นได้แค่ 'รถกระป๋อง' จริง ๆ นั่นแหละ...
ไอ้หนุ่ม 'หน้าตาบ้าน ๆ ' คนนี้เนี่ยนะ... จะมีปัญญาขับรถสปอร์ตหรูหราราคาแพงระยับขนาดนี้ !
ฟางจั๋วอดไม่ได้ที่จะตวัดสายตากลับมามองหลี่ตงอีกครั้ง สลับกับมองกุญแจรถในมือของเขา... โลโก้บนกุญแจรถนั่น มันคือ 'ปอร์เช่' ไม่ผิดแน่ !
ฟางจั๋วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ กัดฟันกรอด ก่อนจะเค้นเสียงลอดไรฟัน "ถึงแกจะขับปอร์เช่ คาเยนน์ แล้วมันจะทำไม ! รุ่นน้องหลี่ไม่ใช่ผู้หญิงหน้าเงินแบบนั้นหรอกนะ ! "
"แกคิดว่าแค่แกขับปอร์เช่ แล้วรุ่นน้องหลี่จะยอมกระโดดขึ้นรถแกไปง่าย ๆ งั้นเหรอ ? "
เมื่อได้ยินคำพูดของฟางจั๋ว หลี่ตงก็หัวเราะร่วน ก่อนจะหันไปถามหลี่จิ้งเยว่ "น้องสาวว่าไงจ๊ะ ? ตกลงจะให้พี่ไปส่งไหมเอ่ย ? "
เมื่อหลี่จิ้งเยว่เห็นว่าหลี่ตงเล่นละครตีบทแตก แกล้งทำเป็นไม่รู้จักเธอมาตั้งแต่ต้น เพื่อจะกวนประสาทฟางจั๋วโดยเฉพาะ... เธอก็ทนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ หลุดขำออกมาดัง 'คิกคัก ๆ '
จากนั้น เธอก็เล่นตามน้ำ แกล้งทำเสียงอ่อนเสียงหวานแบบออดอ้อน "เอาสิคะ ! งั้นหนูต้องรบกวนให้คุณพี่ช่วยขับรถไปส่งหนูหน่อยนะคะ ! "
พูดจบ หลี่จิ้งเยว่ก็ออกแรงกระตุกกระเป๋าเดินทางอย่างแรง จนหลุดจากการเกาะกุมของฟางจั๋ว แล้วเดินเชิดหน้าตรงดิ่งไปที่รถปอร์เช่ คาเยนน์ของหลี่ตงทันที
หลี่ตงหัวเราะหึ ๆ ก่อนจะกดกุญแจเปิดฝากระโปรงท้ายรถ แล้วยกกระเป๋าเดินทางของหลี่จิ้งเยว่เข้าไปเก็บให้
จากนั้น หลี่ตงก็เดินไปเปิดประตูฝั่งคนขับ แล้วเข้าไปนั่งประจำที่ ในขณะที่หลี่จิ้งเยว่ก็เปิดประตูขึ้นไปนั่งที่เบาะหน้าคู่คนขับอย่างรู้งาน...
ฟางจั๋วยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
สายตาที่เขามองหลี่จิ้งเยว่ในตอนนี้ มันเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ราวกับว่าเขาไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนนี้มาก่อนเลยในชีวิต และลึกลงไปในแววตานั้น... มันเต็มไปด้วยความผิดหวังและพ่ายแพ้อย่างหมดรูป
"รุ่นพี่ครับ ดูเหมือนว่า 'รุ่นน้องหลี่' ที่คุณพูดถึง... เธอก็เป็นผู้หญิงหน้าเงินแบบนี้แหละครับ หึ ๆ ..."
หลี่ตงตะโกนแซวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงยียวน
ทำเอาหลี่จิ้งเยว่ที่นั่งอยู่เบาะข้าง ๆ อดไม่ได้ที่จะค้อนขวับเข้าให้ ก่อนจะเอื้อมมือไปตีแขนเขาเบา ๆ ด้วยความหมั่นไส้ปนเขินอาย
ภาพการหยอกล้ออย่างสนิทสนมนี้ ตกอยู่ในสายตาของฟางจั๋วทุกประการ... มันเปรียบเสมือนหอกแหลมคมที่พุ่งทะลวงหัวใจเขานับหมื่นครั้ง! ดาเมจรุนแรงจนเขากระอักเลือด !
หลี่ตงหัวเราะร่วน ไม่ได้สนใจจะต่อปากต่อคำอะไรอีก
เขาสตาร์ทเครื่องยนต์ เหยียบคันเร่ง แล้วขับรถสปอร์ตคันหรูพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว...
ทิ้งให้ฟางจั๋วยืนเหม่อลอย มองตามท้ายรถปอร์เช่ที่ค่อย ๆ ลับสายตาไป เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและสิ้นหวัง "มะ... มันเป็นไปได้ยังไง..."
"รุ่นน้องหลี่... เธอ... เธอจะเป็นผู้หญิงที่ 'หน้าเงิน' ขนาดนั้นได้ยังไง ! แค่เห็นไอ้เวรนั่นขับปอร์เช่... เธอก็ยอมขึ้นรถมันไปง่าย ๆ แบบนั้นเลยเหรอ ? "
"ฉันดูคนผิดไปจริง ๆ ! ฉันอุตส่าห์คิดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ดี... ที่ไหนได้ เธอมันก็แค่พวก 'ผู้หญิงหน้าเงิน' หน้าไม่อายคนนึง ! "
"พอเจอไอ้ฟู่เอ้อไต้ขับปอร์เช่ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า... พอมันกวักมือเรียกปุ๊บ เธอก็รีบกระโดดขึ้นรถมันปั๊บ..."
ฟางจั๋วรู้สึกจุกอยู่ที่คอจนอยากจะร้องไห้ออกมาดัง ๆ
แต่ความรู้สึกที่อัดอั้น อยู่ในใจมากกว่าความเสียใจ... ก็คือ ความอิจฉาริษยา !
ผู้หญิงที่เขาตามจีบมาตั้งนาน... วันนี้กลับยอมขึ้นรถไปกับผู้ชายแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้ !
เพียงเพราะ... มันรวยกว่า และมีรถปอร์เช่ขับ...