เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 186 อาจารย์เฉินผิงไม่เพียงแต่งเนื้อร้องเป็น แต่ยังแต่งทำนองเป็นด้วยเหรอ?

บทที่ 186 อาจารย์เฉินผิงไม่เพียงแต่งเนื้อร้องเป็น แต่ยังแต่งทำนองเป็นด้วยเหรอ?

บทที่ 186 อาจารย์เฉินผิงไม่เพียงแต่งเนื้อร้องเป็น แต่ยังแต่งทำนองเป็นด้วยเหรอ?


ต้องยอมรับว่าคำแนะนำของผู้กำกับทั้งสองช่วยจุดประกายความคิดให้เฉินผิงได้มากจริงๆ

ต้องเข้าใจก่อนว่า

ก่อนหน้านี้เฉินผิงมองตัวเองเป็นเพียงนักแสดงมาตลอด ไม่เคยคิดพิจารณาในมุมมองอื่นเลย

แต่ตัวละครตัวหนึ่งจะสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างโดดเด่นหรือไม่ หากคิดพิจารณาเพียงแค่ในมุมมองของนักแสดง ก็อาจจะถูกจำกัดกรอบเอาไว้ได้

ทว่าหากก้าวข้ามความเป็นนักแสดง แล้วมองด้วยความคิดแบบผู้กำกับ บางทีอาจจะได้รับผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงเลยก็ได้

ดังที่หวงจวิ้นเหวินกล่าวไว้

หากเขาไม่ได้ถ่ายทำฉากของโอวหยางเส้ากงที่เฉินผิงแสดงราวกับเป็นพระเอกของเรื่อง ต่อให้ฝีมือการแสดงของเฉินผิงจะร้ายกาจสักแค่ไหน โอวหยางเส้ากงก็คงไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ชมได้ถึงขนาดนี้

เช่นเดียวกับการเขียนนิยาย

หากนำตัวละครสมทบมาเขียนราวกับเป็นตัวเอก

ตัวละครสมทบตัวนั้นก็จะมีชีวิตขึ้นมาเช่นกัน

แต่ทว่า

เรื่องนี้ก็ยังมีความซับซ้อนอยู่มาก

นักแสดงสมทบก็คือนักแสดงสมทบ ต่อให้นำมาเขียนราวกับเป็นตัวเอก แต่พื้นที่และเวลาที่ได้รับก็ไม่มีทางเกินหน้าเกินตาตัวเอกไปได้

โดยเฉพาะนักแสดงสมทบที่ไม่ได้มีความสำคัญมากนัก

จะทำอย่างไรให้สามารถแสดงข้อมูลและตัวตนของนักแสดงสมทบออกมาให้ได้มากที่สุดภายในระยะเวลาอันสั้น นี่แหละคือโจทย์ที่ยากแสนยาก

แม้ผู้กำกับทั้งสองจะให้คำแนะนำมา แต่พวกเขาก็บอกเอาไว้ด้วยว่า

นี่เป็นเพียงคำแนะนำเท่านั้น

ส่วนรายละเอียดว่าจะต้องทำอย่างไรนั้น?

พวกเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

แต่เฉินผิงกลับคิดวิธีหนึ่งขึ้นมาได้

วิธีที่ว่านั้นก็คือ การกลับไปรับบทนักแสดงประกอบอีกครั้ง

"ให้ตายสิ เฉินผิง นายมารับบทนักแสดงประกอบอีกแล้วเหรอเนี่ย"

"ก็ว่างอยู่นี่ครับ ตกลงพวกคุณจะรับไหมล่ะ?"

"ถามแปลกๆ รับสิ รับแน่นอนอยู่แล้ว..."

ที่เหิงเฉิงมีกองถ่ายมาถ่ายทำซีรีส์อย่างน้อยก็หลายสิบกองต่อวัน

การที่เฉินผิงจะรับบทนักแสดงประกอบอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ขอแค่เอ่ยปากทักทาย ผู้กำกับตั้งมากมายต่างก็อ้าแขนรับกันทั้งนั้น

ใครจะไม่อยากรับล่ะ

ดาราดังมาเป็นนักแสดงสมทบ อย่าว่าแต่บทนักแสดงประกอบเลย ต่อให้มอบบทบาทสำคัญให้ก็ยังยินดีเลย

"เฉินผิง นายอยากได้บทอะไรล่ะ?"

"ผมไม่เกี่ยงครับ คุณดูความเหมาะสมแล้วจัดมาให้ผมได้เลย"

"ได้ ครั้งนี้ให้บทนักฆ่ากับนายก็แล้วกัน"

นี่เป็นอีกครั้งที่เฉินผิงรับบทนักแสดงประกอบ

ตอนที่มาเป็นนักแสดงประกอบแรกๆ เฉินผิงทำไปเพื่อปากท้อง จึงจำเป็นต้องรับบทพวกนี้

เวลาต่อมา เฉินผิงรับบทนักแสดงประกอบไปไม่น้อยเพื่อฝึกฝนทักษะการแสดง

จนกระทั่งถึงตอนนี้

เฉินผิงกลับมารับบทนักแสดงประกอบอีกครั้ง...

แม้ครั้งนี้การรับบทจะดูเหมือนเป็นการฝึกฝนทักษะการแสดงเช่นกัน

แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับทักษะการแสดงมากมายนัก

สิ่งที่ผู้กำกับทั้งสองพูด การสวมบทนักแสดงสมทบราวกับเป็นพระเอก มันไม่เกี่ยวกับทักษะการแสดง แต่มันเป็นเรื่องของสภาพจิตใจ หรือระดับสภาวะทางความคิดเสียมากกว่า

สภาพจิตใจและระดับสภาวะที่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้นี้... ยากที่จะมีวิธีการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ

เพราะเดิมทีคุณก็เป็นแค่นักแสดงสมทบ ไม่ได้มีฉากให้เล่นเยอะขนาดนั้น แล้วคุณจะสวมบทตัวเองให้เป็นพระเอกได้อย่างไร?

เรื่องนี้ทำให้ตอนที่เฉินผิงเพิ่งกลับมารับบทนักแสดงประกอบแรกๆ แม้จะแสดงออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก แต่ก็ยังไม่ได้ความรู้สึกแบบที่เฉินผิงต้องการ

ทว่า ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป หลังจากที่สวมบทบาทตัวละครตัวแล้วตัวเล่าจนจบ เฉินผิงก็ค่อยๆ คลำหาวิธีการหนึ่งเจอจนได้

วิธีการที่ว่านั้น ก็คือการนำเอาศาสตร์การแสดงทั้งสามรูปแบบ ได้แก่ 'แบบอินเนอร์' 'แบบเมธอด' และ 'แบบนำเสนอ' มาผสมผสานเข้าด้วยกัน

ศาสตร์การแสดงแบบอินเนอร์ ก็คือการสวมวิญญาณเป็นตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง ซึ่งจุดสูงสุดก็คือการอินกับบทบาท ตัวอย่างเช่น หากต้องรับบทเป็นคนแก่ ก็ต้องสวมวิญญาณเป็นคนแก่ ในเมื่อเป็นคนแก่ ดังนั้นลักษณะการเดินของคนแก่ย่อมแตกต่างจากคนหนุ่มสาว น้ำเสียงเวลาพูดของคนแก่ก็ต้องแตกต่างจากคนหนุ่มสาวเช่นกัน เมื่อใดที่คุณสามารถหลอกได้แม้กระทั่งตัวเอง และเชื่ออย่างสนิทใจว่าตัวเองคือคนแก่ เมื่อนั้นแหละคือจุดสูงสุดของการแสดง

แต่ทว่า

การจะก้าวไปให้ถึงจุดนั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน

เพราะมนุษย์ทุกคนเป็นปัจเจกบุคคลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นผู้ชาย ก็ยากที่จะจินตนาการว่าตัวเองเป็นผู้หญิง เป็นมนุษย์ ก็ไม่มีทางจินตนาการว่าตัวเองเป็นสัตว์ได้ แม้บางครั้งอาจจะทำได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้ตลอดเวลา

ดังนั้น

จึงเกิดศาสตร์การแสดงแบบเมธอดขึ้นมา

ศาสตร์แบบเมธอด ก็คือการสืบทอดและเทคนิค ซึ่งต้องการให้นักแสดงสามารถตอบสนองได้อย่างสมจริงโดยสัญชาตญาณ ยกตัวอย่างเช่น หากต้องรับบทเป็นชายรักชาย ศาสตร์การแสดงแบบอินเนอร์จะต้องการให้คุณรู้สึกชอบผู้ชายคนนี้จากใจจริง แต่ศาสตร์การแสดงแบบเมธอดนั้นไม่ใช่ แม้นักแสดงที่ใช้ศาสตร์แบบเมธอดอาจจะไม่ได้ชอบผู้ชายคนนี้ แต่เขาสามารถจินตนาการว่าผู้ชายตรงหน้าเป็นผู้หญิง หรือเป็นคนที่ตัวเองแอบชอบได้

ส่วนศาสตร์การแสดงแบบนำเสนอ จะค่อนข้างหลุดกรอบจากศาสตร์แบบอินเนอร์และแบบเมธอด โดยต้องก้าวออกจากขอบเขตการแสดงของนักแสดง แล้วใช้ความคิดแบบผู้กำกับหรือนักเขียนบทในการสร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงใช้วิธีการต่างๆ นานาในการเลียนแบบ

หากเลือกใช้ศาสตร์การแสดงทั้งสามรูปแบบนี้เพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ย่อมยากที่จะบรรลุเป้าหมายการสวมบทนักแสดงสมทบให้เป็นพระเอกตามที่เฉินผิงต้องการได้

แต่หากนำทั้งสามรูปแบบมาหลอมรวมและประยุกต์ใช้เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

เป้าหมายการสวมบทนักแสดงสมทบให้เป็นพระเอกตามที่เฉินผิงคาดหวังไว้ ก็มีโอกาสที่จะสำเร็จได้

……

...

"คัต..."

"เฉินผิง ครั้งนี้แสดงได้ยอดเยี่ยมมากจริงๆ เล่นเอาผมเกือบคิดว่าคุณเป็นพระเอกไปแล้วด้วยซ้ำ"

วันนี้เฉินผิงก็รับบทนักแสดงประกอบอีกเช่นเคย

เฉินผิงรับบทเป็นขุนนางกังฉินที่ลึกๆ แล้วมีความยุติธรรม แต่กลับถูกผีสางครอบงำให้ยักยอกเงินทองไปมากมาย

เรื่องนี้อาจจะดูเข้าใจยากสักหน่อย

ทั้งยักยอกเงิน แล้วยังจะมีความยุติธรรมอะไรอีก?

ในเมื่อมีความยุติธรรม แล้วทำไมถึงยังยักยอกเงินล่ะ

ความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอก

ความดีและความเลวของแต่ละคน ไม่ได้แบ่งแยกกันอย่างเด็ดขาดขนาดนั้น

ในความดีย่อมมีความเลวแฝงอยู่

ในความเลวย่อมมีความดีซ่อนอยู่

คนที่เลวทรามต่ำช้าก็ยังมีมุมที่อ่อนโยน

คนที่ดีแสนดี ก็อาจจะมีวันที่กระทำเรื่องเลวร้ายได้เช่นกัน

ดังนั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบทบาทตัวละครตัวนี้ เฉินผิงจึงถ่ายทอดลักษณะนิสัยที่หลากหลายของเขาออกมา

เพียงชั่วพริบตา

แม้ตัวละครตัวนี้จะมีแอร์ไทม์เพียงไม่กี่นาที แต่กลับดูมีชีวิตขึ้นมาได้ในทันที

เรื่องนี้ทำให้ผู้กำกับในกองถ่ายที่เหิงเฉิงถึงกับตบโต๊ะชื่นชม และเอ่ยปากขอให้เฉินผิงรับบทบาทที่สำคัญกว่านี้อีก

แต่เฉินผิงกลับยิ้มและปฏิเสธไป

ที่เขามารับบทนักแสดงประกอบ ไม่ใช่เพราะไม่มีซีรีส์ให้เล่น

ทว่า

พอได้เห็นภาพขุนนางกังฉินที่ตัวเองเพิ่งแสดงไปผ่านเลนส์กล้อง เฉินผิงก็แอบพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ในใจ

แม้เขาจะยังไม่สามารถหลอมรวมศาสตร์การแสดงทั้งสามรูปแบบให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืน แต่สภาวะทางจิตใจของเขาก็ได้รับการยกระดับขึ้นไปไม่น้อยเลยทีเดียว

ในที่สุดเขาก็พอจะคลำหาวิธีสวมบทนักแสดงสมทบให้เป็นพระเอกเจอเสียที

แม้เขาจะรู้ดีว่า ผู้กำกับไม่มีทางมอบแอร์ไทม์ให้เขามากขนาดนั้นก็ตาม

แต่ภายใต้แอร์ไทม์ที่มีอยู่อย่างจำกัด คุณก็ยังสามารถสื่อสารข้อมูลมากมายเกี่ยวกับตัวละครของคุณไปยังผู้ชมได้เช่นกัน

ทั้งภาษากาย คำพูด ท่วงท่า แววตา น้ำเสียง หรือแม้กระทั่งแผ่นหลัง... ทั้งหมดเป็นวิธีการสื่อสารข้อมูลทั้งสิ้น

แน่นอนว่า นี่ก็ถือเป็นวิธีหนึ่ง

แต่วิธีการนี้กลับไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว คล้ายกับวิทยายุทธ์ขั้นสูง หากสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ก็จะบรรลุ แต่หากไม่เข้าใจ ก็คงจะไม่มีวันเข้าใจไปตลอดชีวิต

……

...

อีกด้านหนึ่ง

ในขณะที่เฉินผิงกำลังถ่ายทำซีรีส์อย่างต่อเนื่อง รายการเสียงสวรรค์ประทานตอนล่าสุดก็ใกล้จะออกอากาศแล้ว

บรรดาผู้ชมต่างก็มาเฝ้ารออยู่หน้าจอโทรทัศน์กันอย่างใจจดใจจ่อ

แน่นอนว่า ก็มีบางส่วนที่รอดูการถ่ายทอดสดผ่านทางเว็บไซต์วิดีโอเช่นกัน

รายการยังไม่ทันเริ่มออกอากาศ บรรดาผู้ชมก็พากันพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ

"พี่น้องทั้งหลาย เทปนี้น่าจะสนุกกว่าเทปที่แล้วอีกนะเนี่ย"

"ไม่มั้ง มีจุดเด่นอะไรล่ะ?"

"นายไม่ได้ดูตัวอย่างรายการเหรอ เหมือนว่าจะมีซูเปอร์สตาร์มาร่วมรายการด้วยนะ"

"ซูเปอร์สตาร์คนไหนล่ะ?"

"ไม่รู้สิ บนเวทีมีการกางฉากกั้นผ้าโปร่งสีขาวเอาไว้ด้วย ไม่รู้ว่าเป็นซูเปอร์สตาร์คนไหน... เอ้า เอารูปไปดูสิ"

"เชี่ยเอ๊ย ทำซะลึกลับเชียว"

"ไม่ใช่แค่นี้นะ ทุกคนลองดูอาจารย์เฉินผิงสิ อาจารย์เฉินผิงเหมือนจะหลับไปแล้วด้วย"

"เป็นไปได้ยังไง ไปออกรายการแล้วมาหลับเนี่ยนะ ไม่ให้เกียรติสถานีโทรทัศน์เอาซะเลย แต่ว่า... ฉันชอบนะ"

"5555... ฉันก็ชอบเหมือนกัน"

เดิมทีรายการเสียงสวรรค์ประทานไม่ได้ถือเป็นรายการที่โด่งดังอะไรมากมายนัก

เพราะเมื่อเทียบกับรายการอย่างเช่น เดอะวอยซ์ เพอร์เฟกต์ซอง ไอมซิงเกอร์... และรายการอื่นๆ รายการเสียงสวรรค์ประทานถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ เท่านั้น

ดูจากพาร์ตเนอร์ทางดนตรีที่เชิญมาก็พอจะรู้แล้ว

หวังลี่หง หูเหยียนปิน จางเส้าหาน ซูโหย่วเผิง... แม้พาร์ตเนอร์ทางดนตรีทั้งสี่คนจะถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในระดับท็อปสุด

เมื่อเทียบกับรายการวาไรตี้ประเภทเดียวกัน ระดับบารมีของโค้ชก็ถือว่าด้อยกว่าไม่น้อย

ดังนั้น

เรตติ้งของรายการนี้จึงอยู่ในระดับทั่วไป

ไม่ถึงกับแป้ก แต่ก็ไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้าง

แต่ทว่า

หลังจากที่เฉินผิงเข้ามาร่วมรายการ รายการนี้ก็ฮิตขึ้นมาในชั่วพริบตา

[นายกำลังสอนฉันทำงานเหรอ?]

[ฉันกำลังสอนนายทำงานอยู่ไงล่ะ]

[เพลง ตำนานดาวเดือน]

[คำกล่าวของหูเกอ]

[เพลงปิดซีรีส์ผ่าทะลุฟ้า รักทะลุมิติ]

[วิธีการด่าคนสารพัดรูปแบบของเฉินผิง]

เพียงแค่เฉินผิงไปออกรายการเสียงสวรรค์ประทานแค่เทปเดียว เขาก็สร้างกระแสฮอตเสิร์ชไปได้ตั้งหลายหัวข้อแล้ว

ในเวลานี้ รายการตอนล่าสุด ยังไม่ทันเริ่มออกอากาศ เรตติ้งก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เรื่องนี้ทำให้ทางช่องเจียงเจ้อเว่ยซื่อตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก

"หัวหน้าครับ เรตติ้งทะลุ 2.0 ไปแล้วครับ"

"โอ้โห..."

หัวหน้าเซี่ยแอบเดาะลิ้นอยู่ในใจ

ต้องเข้าใจก่อนว่า ตั้งแต่รายการเริ่มออกอากาศมาจนถึงตอนนี้ ยังไม่เคยมีเรตติ้งทะลุ 2.0 มาก่อนเลย

ตอนนี้รายการยังไม่ทันเริ่ม เรตติ้งก็ปาเข้าไป 2.0 แล้ว

เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า

เวลานี้มีผู้ชมจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังเฝ้ารอคอยรายการเสียงสวรรค์ประทานกันอยู่

ดูจากสถานการณ์แบบนี้แล้ว

ขอเพียงแค่รายการเริ่มออกอากาศ การที่เรตติ้งจะทะลุ 3.0 นั้นถือเป็นเรื่องที่ง่ายดายมากอย่างแน่นอน

"ดีมาก ติดตามดูตัวเลขต่อไปนะ"

"ถ้ามีความคืบหน้าอะไร ให้รีบมารายงานผมทันที"

"ครับ"

ไม่กี่นาทีต่อมา รายการเสียงสวรรค์ประทานตอนล่าสุดก็เริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการ

ช่วงสิบกว่านาทีแรกของรายการค่อนข้างจะน่าเบื่อไปสักหน่อย

เฉินผิงก็แสดงความคิดเห็นไปตามปกติ ไม่ได้มีการปะทะคารมที่ดุเดือดอะไรมากมาย

แต่การปรากฏตัวของซูเปอร์สตาร์ลึกลับในช่วงหลัง กลับดึงดูดความสนใจของผู้คนนับหมื่นคน

จนกระทั่งซูเปอร์สตาร์ท่านนี้เดินออกมาจากฉากกั้นผ้าโปร่งสีขาว ทุกคนก็ถึงกับร้องตะโกนออกมาพร้อมกัน "หลัวมั่น"

"เชี่ยเอ๊ย ที่แท้ก็หลัวมั่นนี่เอง"

"ขนาดหลัวมั่นยังมาเลย พาร์ตเนอร์ทางดนตรีทั้งสี่คนต้องหลีกทางให้แล้วมั้งเนี่ย?"

"แน่นอนสิ ระดับหลัวมั่นมาเป็นโค้ชให้พวกเขาต่างหากถึงจะคู่ควร"

แต่ทว่า

นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงที่สุด

สิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่านั้นก็คือ

เมื่อหลัวมั่นเริ่มตามหาคุณม่อเวิ่นที่แต่งเนื้อเพลงให้เธอด้วยตัวเอง...

สถานการณ์ก็เดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง

ที่แท้คุณม่อเวิ่นที่แต่งเนื้อเพลงให้หลัวมั่น ก็คือเฉินผิงนี่เอง

และเฉินผิง...

ในเวลานี้กลับหลับไปซะงั้น

……

...

"ผู้กำกับหวงครับ พวกเราขอสัมภาษณ์เฉินผิงสักหน่อยได้ไหมครับ?"

"เฉินผิงกำลังถ่ายซีรีส์อยู่"

"ผู้กำกับหวงครับ พวกเราขอสัมภาษณ์เฉินผิงแค่ชั่วโมงเดียว ชั่วโมงเดียวเท่านั้นครับ"

"นาทีเดียวก็ไม่ได้"

"ผู้กำกับหวงครับ..."

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่

เมื่อถึงเวลาถ่ายทำในวันรุ่งขึ้น กองถ่ายกลับมีนักข่าวแห่แหนกันมาหลายคน

นักข่าวเหล่านี้ล้วนเป็นเสียงเดียวกันว่าจะขอสัมภาษณ์เฉินผิง

สำหรับการสัมภาษณ์แบบนี้ หวงจวิ้นเหวินย่อมต้องปฏิเสธอย่างแน่นอน

แต่ทว่า

หลังจากที่หวงจวิ้นเหวินปฏิเสธไปแล้ว กลับมีนักข่าวและบรรดาผู้ชมแห่กันมามากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่นานนัก ทั่วทั้งกองถ่ายก็มีคนมารวมตัวกันหลายร้อยคน

"บ้าเอ๊ย พวกคุณมาทำอะไรกันเนี่ย?"

"ผู้กำกับหวงครับ พวกเราแค่อยากจะสัมภาษณ์เฉินผิงสักหน่อยจริงๆ ครับ"

"เฉินผิงกำลังถ่ายซีรีส์อยู่จริงๆ..."

หวงจวิ้นเหวินถลึงตาใส่นักข่าว

เพียงแต่

เมื่อเห็นจำนวนนักข่าวและบรรดาแฟนคลับของเฉินผิงที่หลั่งไหลกันมามากขึ้นเรื่อยๆ

หวงจวิ้นเหวินก็จำต้องยอมแพ้ และเรียกเฉินผิงมาหาในกองถ่าย "เฉินผิง หยุดก่อน เดี๋ยวคุณค่อยมาถ่ายต่อนะ"

"อ้าว ผู้กำกับหวง เดี๋ยวเราต้องถ่ายอีกฉากหนึ่งไม่ใช่เหรอครับ?"

"ฉันรู้ แต่ว่านายต้องไปจัดการกับสื่อพวกนั้นให้เสร็จก่อน นั่นไง นักข่าวพวกนั้นมาเพื่อนายทั้งนั้นเลยนะ แล้วก็แฟนคลับพวกนั้นด้วย"

"ให้ตายสิ..."

เฉินผิงสะดุ้งตกใจ "ทำไมถึงมากันเยอะขนาดนี้เนี่ย?"

"ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน"

หวงจวิ้นเหวินรู้สึกไม่เข้าใจ "นี่นายดังเป็นพลุแตกขึ้นมาอีกแล้วเหรอเนี่ย?"

"ฮ่าฮ่า ผมก็หวังให้เป็นแบบนั้นเหมือนกันครับ"

"รีบไปจัดการให้เสร็จ แล้วกลับมาถ่ายซีรีส์ต่อ อ้อ จริงสิ อย่าลืมโปรโมตมหัศจรรย์กระบี่เจ้าพิภพของเราด้วยล่ะ"

"ผู้กำกับหวง วางใจได้เลยครับ"

เฉินผิงโบกมือลา แล้วเดินไปหานักข่าวและแฟนคลับ

เมื่อเห็นเฉินผิงปรากฏตัว บรรดาแฟนคลับต่างก็ร้องตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น "อาจารย์เฉินผิง... ไม่สิ ม่อเวิ่น ม่อเวิ่น ม่อเวิ่น"

พอได้ยินชื่อม่อเวิ่น เฉินผิงก็พอจะเดาออกแล้ว

คงเป็นเพราะรายการเสียงสวรรค์ประทานตอนล่าสุดออกอากาศไปแล้วนั่นเอง

แต่เขาก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่า

การเปิดเผยสถานะม่อเวิ่น จะทำให้นักข่าวและแฟนคลับพวกนี้ตื่นเต้นกันได้ถึงขนาดนี้

"ผมเป็นนักข่าวจากหนังสือพิมพ์บันเทิงครับ ขอถามหน่อยครับ ในเมื่อคุณมีความสามารถด้านการแต่งเพลงมากขนาดนี้ ทำไมถึงยังต้องมารับงานแสดงอีกครับ?"

"การแต่งเพลงเป็นแค่งานอดิเรกของผมครับ ความจริงแล้วผมเป็นนักแสดงต่างหาก"

"โลกมนุษย์ ความทรงจำในอดีต ถั่วแดง นารีบุปผา ตำนานดาวเดือน... เนื้อเพลงพวกนี้ถูกเขียนออกมาได้งดงามมาก คุณยังมีผลงานเนื้อเพลงเรื่องอื่นอีกไหมครับ?"

"ก็อย่างที่เพิ่งบอกไปครับ ผมแต่งเพลงเป็นแค่งานอดิเรก เอาจริงๆ ผมก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าเคยแต่งเพลงอะไรไปบ้าง ถ้าทุกคนสนใจ ก็ลองไปค้นหาดูเอาเองได้เลยครับ"

"แล้วในอนาคตคุณจะยังคงแต่งเพลงต่อไปไหมครับ?"

"ถ้ามีทำนองเพลงที่เหมาะสม ก็คงจะแต่งครับ"

"ยอดเยี่ยมไปเลยครับ คุณม่อเวิ่น พวกเราขอเรียกคุณว่าคุณม่อเวิ่นได้ไหมครับ?"

"ตามสบายเลยครับ แต่ผมคงไม่กล้ารับคำว่าคุณหรอก ทุกคนไม่ต้องเรียกผมด้วยความเคารพขนาดนั้นก็ได้ ถ้าทุกคนเต็มใจ จะเรียกชื่อผมตรงๆ เลยก็ได้ครับ"

"พวกเรายังอยากจะเรียกคุณว่าคุณม่อเวิ่นอยู่ดีครับ ชื่อนี้ฟังดูเป็นผู้เชี่ยวชาญดี แล้วคุณก็คือผู้เชี่ยวชาญในตำนานจริงๆ"

“……”

"..."

แม้นักข่าวจะมากันเยอะ และแฟนคลับจะค่อนข้างตื่นเต้น

แต่ในฐานะไอดอลของพวกเขา การให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ก็ถือว่าสมบูรณ์แบบมากทีเดียว

แต่ทว่า

ความร้อนแรงของเฉินผิงยังไม่จบลงเพียงเท่านี้

หลังจากที่บรรดาสื่อมวลชนและนักข่าวสัมภาษณ์เสร็จสิ้น แฟนคลับจำนวนไม่น้อยต่างก็เริ่มค้นหาผลงานเพลงอื่นๆ ที่เฉินผิงเคยแต่งเอาไว้

"พี่น้องทั้งหลาย พวกเรามาช่วยกันหาดูสิ ว่าเฉินผิงยังแต่งเพลงอะไรไว้อีกบ้าง"

"อืม หมอนี่ทำตัวโลว์โปรไฟล์เกินไป ถ้าไม่ใช่เพราะรายการเอามาเปิดเผย ใครจะไปรู้ว่าหมอนี่จะเก่งกาจขนาดนี้"

"เริ่มจะชอบเขามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ ฉันเชื่อเลยว่า ในอนาคตเขาจะต้องกลายเป็นซูเปอร์สตาร์อย่างแน่นอน"

เฉินผิงไม่ใช่แค่นักแสดงเท่านั้น

แต่ยังเป็นนักแต่งเพลงอีกด้วย

ไม่ใช่แค่นักแต่งเพลงธรรมดา แต่เป็นนักแต่งเพลงที่เก่งกาจมาก

และไม่ใช่แค่นักแต่งเพลงที่เก่งกาจมากเท่านั้น แต่ระดับฝีมือการแต่งเพลงของเขาในตอนนี้ ผู้ชมจำนวนไม่น้อยมองว่า เขาแทบจะเป็นอันดับหนึ่งอันดับสองของจีนแผ่นดินใหญ่เลยทีเดียว

ต่อให้จะเอาไปเทียบกับฝั่งฮ่องกง แม้ว่างานประกาศรางวัลเพลงฮิตเมื่อครั้งที่แล้ว เฉินผิงจะไม่ได้รับรางวัลนักแต่งเพลงยอดเยี่ยมก็ตาม

แต่ความจริงแล้วในงานประกาศรางวัลครั้งนั้น เขาต่างหากคือราชาไร้มงกุฎตัวจริง

ผลงานเพลงที่เขาแต่งสองเพลง เพลงหนึ่งได้รางวัลนักร้องหญิงยอดเยี่ยม ส่วนอีกเพลงได้รางวัลเพลงยอดเยี่ยมแห่งปี

ถ้าไม่ใช่เพราะคุณสมบัติของเฉินผิงยังด้อยกว่าสักหน่อย เขาก็คงสามารถเอาชนะหลี่อันซิ่วได้อย่างแน่นอน

จะว่าไปแล้ว

คนเยอะก็มีพลังเยอะ

ภายใต้การค้นหาอย่างต่อเนื่องของแฟนคลับจำนวนมาก ในที่สุดก็พบเพลงที่เฉินผิงแต่งอีกเพลงหนึ่ง นั่นก็คือเพลง 'ผู้ขอเพลง'

"พี่น้องทั้งหลาย ฉันหาเจอแล้ว อาจารย์เฉินผิงแต่งเพลงอีกเพลงหนึ่ง ชื่อเพลงผู้ขอเพลง"

"ที่ไหน ที่ไหน"

"ในเว็บซีรีส์เรื่อง 'ฉันคืออวี๋ฮวนสุ่ย' ที่อาจารย์เฉินผิงเล่นไง อาจารย์เฉินผิงเป็นคนร้องเพลงนี้เองเลยนะ"

"ขอมอบเพลงนี้ ให้กับคนที่ผิดหวัง... เพลงนี้เศร้าจังเลย"

"เชี่ยเอ๊ย เพลงนี้อาจารย์เฉินผิงเป็นคนแต่งเนื้อร้อง แถมทำนองอาจารย์เฉินผิงก็เป็นคนแต่งเองด้วย"

"หรือว่า อาจารย์เฉินผิงไม่ใช่แค่แต่งเนื้อร้องเป็น แต่ยังแต่งทำนองเป็นด้วยงั้นเหรอ?"

การค้นพบในครั้งนี้ ได้ดึงดูดความสนใจจากบรรดาแฟนคลับอีกครั้ง

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 186 อาจารย์เฉินผิงไม่เพียงแต่งเนื้อร้องเป็น แต่ยังแต่งทำนองเป็นด้วยเหรอ?

คัดลอกลิงก์แล้ว