- หน้าแรก
- ศิษย์พี่ปิ๊งไก่ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 175
ตอนที่ 175
ตอนที่ 175
บทที่ 175 ผ่านมาสามปีแล้ว ไม่รู้ว่าลูกศิษย์คนธรรมดาของข้า...
เรื่องที่เกิดขึ้นบนยอดเขาหมอกอรุณ ถึงพวกผู้ใหญ่ในสำนักจะพยายามปิดปากเงียบ แต่ข่าวลือและการคาดเดาต่างๆ ก็แพร่สะพัดไปในหมู่ลูกศิษย์ทุกยอดเขาอย่างรวดเร็ว
ในโรงอาหาร เสียงคุยกันจอแจดังไปทั่ว
"ได้ยินรึเปล่า? วันนี้คนที่มาเยือนคือหญิงศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนนภากาศ กับท่านเจ้าสำนักตะวันเดือดเลยนะ!"
"โธ่เอ๊ย! ใครๆ ก็เห็นเรือเหาะยักษ์สองลำบังมิดฟ้าขนาดนั้น! ได้ยินว่าท่านเจ้าสำนักกับท่านเจ้าของยอดเขาทุกท่านก็ไปรับด้วยตัวเองเลยนะ!"
"แต่ประเด็นมันอยู่ที่... พวกนางไปที่ยอดเขาหมอกอรุณต่อต่างหาก!"
"ก็คงเพราะเห็นว่าศิษย์น้องหลินมีแววดี เลยแวะไปดูที่ยอดเขาหมอกอรุณไงล่ะ มันน่าแปลกตรงไหน?"
"เฮอะ เจ้านี่มันไม่รู้อะไรซะแล้ว! นางเซียนสองคนนั้นไปคลุกอยู่ที่ยอดเขาหมอกอรุณตั้งครึ่งค่อนวัน! แถมยังกันท่านเจ้าสำนักกับบรรดาเจ้าของยอดเขาออกไปอีกต่างหาก"
มีคนเสริมขึ้นมาว่า "ท่านอาจารย์อาเสวียนอี๋เป็นคนมีวิชาสูงส่งนะ ไม่แน่ว่าอาจจะทิ้งเคล็ดวิชาลับหรือสมบัติล้ำค่าอะไรไว้บนยอดเขาหมอกอรุณก็ได้! ผู้ยิ่งใหญ่สองคนนั้น คงมาเพื่อการนี้แหละ!"
"จริงเหรอ? ท่านอาจารย์ปู่เสวียนอี๋เก่งขนาดนั้นเลยรึ?" มีบางคนยังไม่เชื่อ
"แล้วมันจะเป็นอะไรไปได้ล่ะ? เจ้าคิดว่าระดับผู้ฝึกตนจำแลงเทพจะถ่อมาดูวิวที่ยอดเขาหมอกอรุณรึไง? ไม่งั้นจะอธิบายได้ไงว่าทำไมถึงไปหมกตัวอยู่บนนั้นตั้งนาน? ต้องกำลังหาของหรือกำลังตีความเคล็ดวิชาอะไรอยู่แน่ๆ!"
ที่ริมลานฝึกซ้อม ลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งที่กำลังพักเหนื่อยก็คุยกันเรื่องนี้เหมือนกัน
"เฮ้ เรื่องที่แปลกที่สุดมันไม่ใช่แค่นั้นนะ"
ลูกศิษย์คนหนึ่งเพิ่งฝึกกระบี่เสร็จ เหงื่อท่วมตัว เช็ดหน้าแล้วพูดขึ้นว่า "ข้ามีศิษย์พี่ที่เข้าเวรอยู่ที่ยอดเขาหลักพอดี เขาแอบกระซิบมาว่า ตอนที่พวกนางเซียนกลับไป สีหน้าของท่านเจ้าสำนักกับบรรดาเจ้าของยอดเขาดูแย่มาก เหมือน... เหมือนกำลังกลัวอะไรอยู่เลย!"
"กลัว? กลัวอะไรล่ะ?" ทุกคนสงสัย
"จะไปรู้ได้ไงล่ะ? อาจจะเป็นเพราะนางเซียนทั้งสองไปเจออะไรเข้า หรือไม่ก็... อาจจะมาข่มขู่ขออะไรเกินควรก็ได้นะ!"
"เอาเป็นว่าตอนที่พวกนางกลับไป สีหน้าท่านเจ้าสำนักดูตกใจมาก เหมือนเพิ่งได้ยินเรื่องสะท้านฟ้ามาเลย"
"ซี๊ด... งั้นสำนักฟ้าลิขิตของเราก็แย่แล้วสิ!" บางคนสูดปากด้วยความตกใจ
"ใครจะไปรู้ล่ะ? แต่ที่แน่ๆ ยอดเขาหมอกอรุณต้องมีเรื่องใหญ่แน่!"
ข่าวลือเรื่องจุดประสงค์ในการมาเยือนของลั่วเชียนอิ่งกับเจียงเหยียนจี ยิ่งลือก็ยิ่งหลุดโลก
มีทั้งบอกว่าใต้ดินยอดเขาหมอกอรุณมีดินแดนลับโบราณกำลังจะเปิด มีบอกว่าแท้จริงแล้วนางเซียนเสวียนอี๋เป็นการกลับชาติมาเกิดของผู้ยิ่งใหญ่ หรือไม่ก็บอกว่าลู่หมิงเป็นยอดฝีมือที่แอบซ่อนพลังไว้...
แต่ไม่ว่าข่าวลือจะไปทางไหน ทุกอย่างก็ชี้ไปที่เรื่องเดียว
นั่นคือ ยอดเขาหมอกอรุณไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เห็นแน่!
ในขณะเดียวกัน ที่ยอดเขาหมอกอรุณ
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องลงมาที่ลานบ้าน อาบให้ทั่วบริเวณกลายเป็นสีทองอร่าม เพิ่มความสงบสุขให้กับสถานที่ที่แสนจะเรียบง่ายแห่งนี้
ลู่หมิงตื่นจากการนอนกลางวัน บิดขี้เกียจ แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้โยก
หลินชิงเหยากับหลิ่วชิงเหยียนกำลังคุยกันเบาๆ อยู่ใกล้ๆ พอเห็นเขาตื่นก็เดินเข้ามาหา
"ศิษย์พี่ ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ"
หลินชิงเหยาถามเสียงเบา
"อืม"
ลู่หมิงขยี้ตา ตอบส่งๆ ไปว่า "สองคนนั้นกลับไปแล้วเหรอ?"
"เจ้าค่ะ ท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์ลั่วกับท่านเจ้าสำนักเจียงกลับไปแล้วเจ้าค่ะ"
หลินชิงเหยาพยักหน้า ก่อนจะลังเลนิดนึงแล้วพูดต่อ "ศิษย์พี่ มีเรื่องนึง... ตอนที่ไปส่งนางเซียนทั้งสองลงเขา ศิษย์ได้ยินพวกนางคุยกับท่านเจ้าสำนัก เหมือนว่า... จะเชิญท่านเจ้าสำนักไปเป็นตัวแทนของสำนักฟ้าลิขิต เพื่อเข้าร่วมงานชุมนุมแลกเปลี่ยนสำนักแห่งดินแดนรกร้างตะวันออกที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นภากาศจัดขึ้นเร็วๆ นี้น่ะเจ้าค่ะ"
พอลู่หมิงได้ยิน มือที่กำลังขยี้ตาก็ชะงักไปนิด ก่อนที่ใบหน้าจะปรากฏรอยยิ้มบางๆ เหมือนเดาเรื่องแบบนี้ได้อยู่แล้ว
"งานชุมนุมของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นภากาศงั้นรึ..." เขาพึมพำเบาๆ แล้วหาว "เดินเกมเร็วจริงๆ"
เขารู้ทันทีว่ามันคืออะไร
ลั่วเชียนอิ่งกับเจียงเหยียนจีพยายามดึงเขาเป็นพวกไม่สำเร็จ ก็เลยเบนเป้าหมายไปดึงสำนักฟ้าลิขิตแทน
การเชิญเสวียนฮุยไปงานใหญ่ระดับนั้น ดูเผินๆ เหมือนให้เกียรติสำนักฟ้าลิขิตสุดๆ แต่ความจริงแล้ว มันก็คือการ "ลงทุน" และผูกมิตรในอีกรูปแบบหนึ่ง
พวกนางกำลังเดินหมากอ้อมๆ หวังว่าการทำดีกับสำนักฟ้าลิขิต จะช่วยให้พวกนางได้เข้าใกล้เขามากขึ้น หรือไม่ก็หวังจะผูกสำนักฟ้าลิขิตไว้กับสองสำนักใหญ่ให้แน่นแฟ้นขึ้น
"วางแผนมาดีทีเดียว"
ลู่หมิงคิดในใจ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญอะไร
ลูกไม้แบบนี้ เขาเห็นมานักต่อนักแล้ว ไม่ได้มีอะไรล้ำลึก แต่ก็เอาผิดไม่ได้
ก็แหงล่ะ ในสายตาของนางเซียนสองคนนั้น เขาคือผู้ยิ่งใหญ่ที่แสนจะลึกลับนี่นา
"ดูเหมือน... ท่านเจ้าสำนักจะตกใจและกังวลมากเลยนะเจ้าคะ" หลินชิงเหยาเห็นลู่หมิงไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร ก็เลยเสริมขึ้นมาอีก
"อืม ก็ธรรมดานั่นแหละ"
ลู่หมิงลุกขึ้นยืน ยืดเส้นยืดสาย "อยู่ดีๆ ก็มีลาภลอยก้อนโตหล่นทับ ก็ต้องอึ้งเป็นธรรมดา ปล่อยให้ตาเฒ่านั่นคิดเอาเองเถอะ"
เขาเดินไปที่แปลงผัก มองดูผักวิญญาณที่กำลังโตวันโตคืน ถอนหญ้าออกไปสองสามต้น แล้วก็เปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย "ของที่ลั่วเชียนอิ่งกับเจียงเหยียนจีให้พวกเจ้าไปน่ะ เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ล่ะ พยายามเลื่อนระดับให้พุ่งปรี๊ดไปเลยนะ"
"เจ้าค่ะ ศิษย์พี่"
หลินชิงเหยารับคำแล้วก็กลับเข้าบ้านไป เพราะเมื่อกี้ก็เพิ่งคุยกับหลิ่วชิงเหยียนอยู่ว่าจะรีบเอาของขวัญที่ลั่วกับเจียงให้มาไปใช้ฝึกวิชา
พอลู่หมิงเห็นหลินชิงเหยาเข้าบ้านไปแล้ว เขาก็กลับมานั่งบนเก้าอี้โยก เปิดหน้าต่างสถานะของตัวเองขึ้นมาดู
【โฮสต์】: ลู่หมิง
【พรสวรรค์】: คนธรรมดา
【สายเลือด】: ไม่มี
【ความสามารถ】: 【กุมชะตาเป็นตาย】
【เคล็ดวิชา】: ไม่มี
【ขอบเขตอาณาเขต】: รัศมี 1,999 เมตร
【ระดับอาณาเขต】: ระดับที่ 3 (หากถึง 2,000 เมตร จะเลื่อนเป็นระดับที่ 4)
1,999 เมตรแล้ว...
ถึงช่วงหลายวันนี้ ศิษย์น้องจะไม่ได้เลื่อนขั้น แต่ระยะอาณาเขตที่ได้เป็นรางวัลรายวันก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ขาดอีกแค่เมตรเดียว ก็จะขึ้นระดับที่ 4 แล้ว
คราวก่อนได้ความสามารถ 'กุมชะตาเป็นตาย' มา ไม่รู้ว่าคราวนี้จะได้ความสามารถอะไรใหม่นะ
น่าตื่นเต้นจริงๆ...
รอรับรางวัลรายวันของพรุ่งนี้ ก็คงจะได้เลื่อนระดับแล้วสินะ...
...
...
ดินแดนรกร้างตะวันออก
ลึกเข้าไปในป่าทึบอันมืดมิด
ต้นไม้โบราณสูงใหญ่บดบังแสงแดด มีเพียงแสงแดดสลัวๆ เล็ดลอดผ่านรอยแยกของกิ่งไม้ใบไม้ที่หนาทึบ สาดส่องลงมากระทบพื้นเป็นจุดๆ
อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง
"โฮก——!!!"
เสียงคำรามดังกึกก้องราวกับจะฉีกกระชากความเงียบงันของค่ำคืน พร้อมกับคลื่นลมกระโชกแรงที่พัดเอาต้นไม้ขนาดคนโอบสั่นไหวรุนแรง ใบไม้ร่วงกราว
เจ้าของเสียงคำรามนั้น คือสัตว์อสูรที่มีร่างกายใหญ่โตมหึมาราวกับภูเขาขนาดย่อม
รูปร่างของมันคล้ายลิงยักษ์ แต่ทั่วทั้งตัวปกคลุมไปด้วยเกล็ดหนาสีดำอมเขียว ดวงตายักษ์สีแดงก่ำราวกับถ่านไฟที่กำลังลุกโชน
ที่น่ากลัวที่สุดคืออุ้งมือยักษ์ราวกับพัดใบกล้วยของมัน ปลายเล็บยื่นยาวออกมาเป็นใบมีดกระดูกแหลมคมยาวกว่าหนึ่งฟุต สามารถฉีกกระชากโลหะและหินได้อย่างง่ายดาย
กลิ่นอายความดุร้ายแผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ปิดบัง มันคือ "วานรปีศาจทลายปฐพี" สัตว์อสูรระดับ 5 ขั้นปลาย!
เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลายของมนุษย์ แถมร่างกายของสัตว์อสูรยังแข็งแกร่งกว่า ทำให้มีพลังต่อสู้เหนือกว่ามนุษย์ในระดับเดียวกันซะอีก!
ผู้ที่กำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรสุดสะพรึงตัวนี้ คือหญิงสาวในชุดรัดรูปสีฟ้าคราม
หญิงสาวคนนี้ดูอายุราวๆ ยี่สิบปี รูปร่างหน้าตางดงามล่มเมือง คิ้วและดวงตาสวยราวกับภาพวาด ผิวขาวดุจหิมะ แม้จะอยู่ในสภาพสะบักสะบอมจากการต่อสู้ ก็ไม่อาจบดบังความงดงามของนางได้เลย
แต่ตอนนี้ ใบหน้าที่งดงามของนางกลับซีดเผือด มีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผม จังหวะการหายใจก็เริ่มไม่คงที่
ชุดรัดรูปสีฟ้าครามเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและคราบเลือดสีแดงคล้ำ ไม่รู้ว่าเป็นเลือดของนางเอง หรือของสัตว์อสูรกันแน่
ในมือของนางถือกระบี่ยาวสามฟุต ตัวกระบี่แวววาวราวกับน้ำในฤดูใบไม้ร่วง มีแสงสีฟ้าอ่อนๆ ไหลเวียนอยู่ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของธรรมดา
แต่ตอนนี้แสงบนตัวกระบี่หม่นหมองลงมาก แถมยังมีรอยร้าวเล็กๆ ปรากฏให้เห็นที่คมกระบี่ด้วย
"บ้าเอ๊ย... ไอ้เดรัจฉานนี่รับมือยากจริงๆ!"
หญิงสาวกัดฟันบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า
"เมื่อกี้ก็ใช้วิชาขั้นสูงของสำนักฟ้าลิขิตโจมตีใส่มันแบบรัวๆ แล้ว ทำไมมันถึงยังไม่เป็นอะไรเลยล่ะ?"
"พลังวิญญาณของข้าก็เหลืออีกไม่มากแล้ว ถ้ายืดเยื้อต่อไปแบบนี้ ข้าคงไม่มีโอกาสได้กลับไปที่ยอดเขาหมอกอรุณอีกแน่..."
"ผ่านมาสามปีแล้ว ไม่รู้ว่าลูกศิษย์คนธรรมดาของข้า..."
"ไม่ๆๆ นี่ข้ากำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย? สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ จะมามัวใจลอยไม่ได้ ต้องรวบรวมพลังวิญญาณที่เหลือทั้งหมด หวังจะเผด็จศึกมันให้ได้ในดาบเดียว!"