เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 165

ตอนที่ 165

ตอนที่ 165


บทที่ 165 เชิญนางเซียนทั้งสองขอรับ

บนยอดเขาหมอกอรุณที่มีหมอกขาวลอยอ้อยอิ่ง บรรยากาศดูเงียบสงบและร่มรื่น ต่างจากความอึกทึกครึกโครมในโถงใหญ่บนยอดเขาหลักลิบลับ

ลู่หมิงสวมชุดยาวสีเขียวอ่อน เอามือไพล่หลัง ยืนอยู่ใต้ต้นสนโบราณที่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ริมหน้าผา สายตาของเขามองทะลุเมฆหมอกไปไกล จนถึงทิศทางของโถงใหญ่บนยอดเขาหลัก

ที่นั่นมีแสงวิญญาณวูบวาบ เสียงดนตรีบรรเลงลอยมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ เห็นได้ชัดว่ากำลังมีงานเลี้ยงใหญ่โต

สีหน้าของเขาดูเรียบเฉย แต่ถ้ามองดีๆ จะเห็นว่ามุมปากของเขากระตุกนิดๆ

"สองคนนี้ประสาทกลับไปแล้วรึไง?"

ลู่หมิงมองไปที่โถงใหญ่ พึมพำกับตัวเองด้วยความเซ็ง

คืนนั้นที่ชายป่าขุนเขาหมื่นอสูร เขาก็แค่เบื่อๆ เลยเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องทะเลาะเบาะแว้งให้สองคนนั้น แล้วก็ถือโอกาสหยอกล้อสองผู้ฝึกตนระดับจำแลงเทพที่ดูน่าสนใจเล่นๆ ซะหน่อย

ตอนนั้นเห็นพวกนางก็ดูหัวอ่อนว่านอนสอนง่ายดี เขาเลยอนุญาตให้มาหาเขาได้อีกในวันหลัง

ในความคิดของเขา คำว่า "มาหาอีก" ก็คงจะหมายถึงแอบมาเงียบๆ เหมือนคราวก่อน มาดื่มชากันสักถ้วย คุยกันสองสามคำ แล้วก็แยกย้ายกันกลับไป

ใครจะไปคิด ว่าสองคนนี้จะเล่นใหญ่ ซื่อบื้อขนาดนี้ ยกขบวนมาเยือนในฐานะตัวแทนระดับสูงสุดของสองสำนักใหญ่ ทำเอาสำนักฟ้าลิขิตวุ่นวายไปหมด!

แบบนี้มันก็ทำให้เขาหมดความสงบสุขไปเลยสิ

ลู่หมิงถอนหายใจ ได้แต่หวังว่าสองคนนั้นจะไม่เอาเรื่องคืนนั้นไปป่าวประกาศซะทั่ว

ถ้าขืนเป็นแบบนั้น ไม่ใช่แค่นักพรตเสวียนฮุยจะตกใจจนคางค้างหรอก แต่ถ้าเขาโดนใช้ให้ออกไปปฏิบัติภารกิจของสำนัก เขาจะทำยังไงล่ะ?

เขาเลยตั้งใจว่า ถ้าสองคนนี้มาที่ยอดเขาหมอกอรุณจริงๆ เขาจะต้องสั่งสอนพวกนางสักชุดใหญ่

ในขณะที่ลู่หมิงกำลังบ่นอยู่ในใจ บรรดาศิษย์ดูแลทั่วไปที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังและต้อนรับแขกอยู่ตรงขอบลานหินอ่อนของยอดเขาหลัก ก็สังเกตเห็นเงาร่างลางๆ ในชุดสีเขียวบนยอดเขาหมอกอรุณเข้าพอดี

"เอ๊ะ? พวกเจ้าดูสิ ตรงยอดเขาหมอกอรุณมีคนยืนอยู่นี่นา นั่นใช่ศิษย์น้องลู่หมิงหรือเปล่า?"

ศิษย์ตาไวคนหนึ่งชี้มือไปที่ยอดเขาหมอกอรุณ

หลายคนได้ยินก็เพ่งสายตามองตามไป

ถึงแม้จะอยู่ไกล แถมมีหมอกบังอยู่ลางๆ แต่เงาร่างที่คุ้นเคยกับตำแหน่งที่ยืนอยู่ ก็ทำให้พวกเขาจำได้ทันที

"ใช่ศิษย์น้องลู่จริงๆ ด้วย! เขายืนมองมาทางเราทำไมน่ะ..."

"จะทำอะไรได้อีกล่ะ?" ศิษย์ดูแลทั่วไปที่อายุมากกว่าคนหนึ่งลดเสียงลง "ก็มองตาปริบๆ ไง! วันนี้ศิษย์เอกที่มีหน้ามีตาของแต่ละยอดเขา แทบจะมารวมตัวกันที่โถงใหญ่หมด เพื่อต้อนรับแขกคนสำคัญ ถือเป็นเกียรติประวัติและโอกาสครั้งสำคัญเลยนะ แต่ยอดเขาหมอกอรุณของพวกเขา คนที่มากลับเป็นศิษย์น้องหลินชิงเหยาแทน"

"นั่นสิ!" อีกคนรีบเสริม "ข้าก็สงสัยอยู่เหมือนกัน! ถ้านับตามอาวุโส ศิษย์น้องลู่เป็นศิษย์เอกของท่านอาเสวียนอี๋นะ ถ้านับระดับพลัง... ถึงเราจะไม่รู้ว่าศิษย์น้องลู่อยู่ระดับไหน แต่เขาก็เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของยอดเขาหมอกอรุณนะเว้ย! งานแบบนี้ ตามหลักแล้วควรจะเป็นเขาที่เป็นตัวแทนยอดเขาหมอกอรุณมาร่วมงานสิ ทำไมท่านเจ้าสำนักถึงเจาะจงให้ศิษย์น้องหลินมาแทนล่ะ?"

"เรื่องนี้พวกเจ้าคงไม่รู้ล่ะสิ?" ศิษย์รุ่นพี่คนนั้นมองซ้ายมองขวา ลดเสียงลงอีก "ข้าได้ยินมาว่า... ตอนศิษย์น้องหลินลงเขาไปฝึกประสบการณ์คราวนี้ น่าจะได้วาสนาอะไรมาสักอย่าง พลังเลยก้าวหน้าไปไวมาก! พวกเจ้าลองคิดดูสิ ท่านเจ้าสำนักสายตาเฉียบแหลมแค่ไหน? การที่ท่านเจาะจงเลือกศิษย์น้องหลินมา มันมีความหมายลึกซึ้งนะรู้ไหม?"

พอได้ยินแบบนี้ อีกหลายคนก็ทำหน้าอึ้งและแปลกใจ

"ศิษย์พี่หมายความว่า... ตอนนี้ระดับพลังของศิษย์น้องหลิน อาจจะ... แซงหน้าศิษย์น้องลู่ไปแล้วงั้นรึ?"

"เป็นไปไม่ได้มั้ง? ศิษย์น้องหลินเพิ่งเข้าสำนักมาได้เท่าไหร่เอง?"

"ก็ไม่แน่นะ! พวกเจ้าลืมเรื่องที่ศิษย์น้องหลินใช้เวลาแค่ครึ่งเดือนเลื่อนระดับจากขั้นรวบรวมลมปราณเป็นขั้นสร้างรากฐาน แล้วก็ทะลวงระดับเป็นขั้นแก่นทองคำในงานประลองเจ็ดยอดเขาไปแล้วรึไง?"

"มิน่าล่ะ... ข้าก็ว่า งานสำคัญขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ให้ศิษย์พี่ใหญ่ออกหน้า แต่กลับให้ศิษย์น้องออกหน้าแทน ถ้าเป็นแบบนี้ก็สมเหตุสมผลแล้ว! ท่านเจ้าสำนักคงจะเล็งเห็นถึงอนาคตของศิษย์น้องหลินมากกว่าสินะ!"

"เฮ้อ ถ้าเป็นอย่างที่ว่า ศิษย์น้องลู่ก็น่าสงสารเหมือนกันนะ ยืนอยู่บนยอดเขาตัวเองแท้ๆ แต่ต้องมาทนดูคนอื่นแย่งความโดดเด่นที่ควรจะเป็นของตัวเองไป... ในใจคงรู้สึกแย่น่าดูเลยล่ะ"

"ใครจะไปรู้ล่ะ? เจ้าดูสิ เขายืนโดดเดี่ยวอยู่ตรงนั้น มองมาที่โถงใหญ่ สงสัยในใจคงเจ็บปวดน่าดู..."

บรรดาศิษย์ดูแลทั่วไปพากันซุบซิบ สายตาที่มองไปทางยอดเขาหมอกอรุณก็แฝงไปด้วยความสงสารและเห็นใจ

พวกเขาจินตนาการเป็นตุเป็นตะถึงฉาก "ศิษย์พี่ใหญ่ไร้ความสามารถ โดนศิษย์น้องอัจฉริยะแซงหน้า เลยตกอันดับ" ไปไกลลิบ

แน่นอนว่าลู่หมิงไม่รู้เรื่องที่พวกนี้กำลังซุบซิบนินทาเขาหรอก เขายืนดูโถงใหญ่บนยอดเขาหลักอยู่พักนึง พอเริ่มเบื่อ ก็เลยกะจะไปฆ่าเวลาที่ขุนเขาหมื่นอสูรซะหน่อย

วินาทีต่อมา ร่างของเขาก็หายวับไปจากตรงนั้นเลย

พวกศิษย์ที่กำลังนินทาลู่หมิงอยู่ พอเห็นฉากนี้ก็พากันอึ้ง

"เฮ้ย นี่... พวกเจ้าเห็นไหม จู่ๆ ศิษย์น้องลู่ก็หายตัวไปเฉยเลย?"

"นี่... นี่มันวิชาอะไรน่ะ? วิชาเคลื่อรย้ายพริบตาเรอะ?"

"ไม่รู้สิ มองไม่ทันเลย..."

วินาทีต่อมา

ที่ขุนเขาหมื่นอสูร

ฟุ่บ!

อากาศบิดเบี้ยว ร่างของลู่หมิงก็โผล่พรวดขึ้นมาท่ามกลางพุ่มไม้ในขุนเขาหมื่นอสูร

ที่นี่ยังคงเหมือนเดิม มีต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมราวกับร่มคันยักษ์ ปล่อยให้แสงแดดส่องลอดลงมาเป็นหย่อมๆ

แสงแดดสาดส่องลอดผ่านใบไม้ที่หนาทึบ เกิดเป็นลำแสงเฉียงๆ ส่องให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ

"ฟู่..."

ลู่หมิงสูดหายใจลึกๆ รับเอากลิ่นหอมของต้นไม้ใบหญ้าเข้าไปเต็มปอด

อยู่ที่นี่แหละดีที่สุด อากาศบริสุทธิ์ แสงแดดสดใส และที่สำคัญที่สุดคือ... ได้ลูบขนแมวด้วย!

"โฮก!"

"อิ๊ง!"

แทบจะทันทีที่เขาปรากฏตัว เสียงคำรามต่ำๆ กับเสียงร้องแหลมๆ สองเสียงก็ดังมาจากไม่ไกล

ตามมาด้วยเงาร่างสีเหลืองทองขนาดมหึมา พุ่งแหวกพุ่มไม้ออกมา ราวกับภูเขาลูกย่อมๆ เคลื่อนที่ได้ พุ่งเข้ามาหาลู่หมิง แล้วเอาหัวใหญ่โตของมันมาถูไถกับตัวลู่หมิงอย่างออดอ้อน ในลำคอก็ส่งเสียงครางครืดคราดด้วยความพอใจ จนเสื้อผ้าของลู่หมิงสั่นพั่บๆ

ในเวลาเดียวกัน เงาสีแดงเพลิงก็กระโจนลงมาจากต้นไม้ใหญ่ ร่อนลงมาเกาะบนไหล่ของลู่หมิงอย่างแผ่วเบา เอาหัวฟูๆ ถูไถแก้มของลู่หมิงเบาๆ พร้อมกับส่งเสียงร้องอ้อนๆ

...

...

งานเลี้ยงบนยอดเขาหลักจบลงด้วยความชื่นมื่น

เสียงดนตรีเงียบลง บรรดาศิษย์ก็ทยอยกันแยกย้าย

นักพรตเสวียนฮุยถอนหายใจอย่างโล่งอก ลุกขึ้นประสานมือคารวะลั่วเชียนอิ่งกับเจียงเหยียนจี "นางเซียนเยวี่ยอิ่ง ท่านเจ้าสำนักเจียง งานเลี้ยงเล็กๆ ของสำนักเราอาจจะดูแลไม่ทั่วถึง ต้องขออภัยด้วยขอรับ"

ลั่วเชียนอิ่งพยักหน้าเบาๆ เสียงเย็นชาไร้อารมณ์: "ท่านเจ้าสำนักเสวียนฮุยเกรงใจไปแล้ว อาหารเลิศรส การต้อนรับก็อบอุ่น ข้าประทับใจมาก"

เจียงเหยียนจีก็ยิ้มตอบ: "ใช่แล้ว อาหารวิญญาณของสำนักฟ้าลิขิตอร่อยมาก ทำให้ข้าติดใจเลยทีเดียว"

หลังจากพูดคุยกันพอเป็นพิธี นักพรตเสวียนฮุยก็สูดหายใจลึก ยิ้มแล้วพูดว่า: "นางเซียนทั้งสอง ในเมื่อจบงานเลี้ยงแล้ว หากท่านทั้งสองยังมีใจอยากไปชมยอดเขาหมอกอรุณ เสวียนฮุยก็จะเป็นคนนำทางไปให้เองขอรับ"

"รบกวนท่านเจ้าสำนักเสวียนฮุยด้วย" ลั่วเชียนอิ่งตอบ

"ต้องรบกวนท่านเจ้าสำนักเสวียนฮุยแล้วล่ะ พวกเรารอมานานแล้ว" เจียงเหยียนจียิ้มกว้างกว่าเดิม

"เชิญนางเซียนทั้งสองทางนี้เลยขอรับ"

นักพรตเสวียนฮุยผายมือเชิญ แล้วเดินนำออกไปนอกโถงใหญ่เป็นคนแรก

ลั่วเชียนอิ่งกับเจียงเหยียนจีก็เดินตามไปติดๆ หลินชิงเหยาก็เดินตามเงียบๆ อยู่ข้างๆ

บรรดาเจ้าของยอดเขามองหน้ากัน แล้วก็ลุกขึ้นเดินตามหลังไปห่างๆ

พวกเขาเดินออกจากโถงใหญ่ ไม่ได้ขี่เมฆเหาะไป แต่เดินไปตามทางเดินหินเขียวที่ทอดยาวไปยังยอดเขาหมอกอรุณ พร้อมกับฟังนักพรตเสวียนฮุยแนะนำสถานที่ต่างๆ เหมือนไกด์ทัวร์

บรรดาศิษย์และผู้อาวุโสบนลานกว้างของยอดเขาหลัก พอเห็นลั่วเชียนอิ่งกับเจียงเหยียนจี ต่างก็หยุดเดินแล้วโค้งคำนับทักทายกันอย่างพร้อมเพรียง

ลั่วเชียนอิ่งกับเจียงเหยียนจีก็ไม่ถือตัว ทำความเคารพตอบทุกคนด้วยความเต็มใจ

พวกเขาก็เดินหยุดๆ เดินๆ จนมาถึงทางขึ้นยอดเขาหมอกอรุณในเวลาไม่นานนัก

"นางเซียนทั้งสอง เดินตามทางนี้ขึ้นไปก็ถึงยอดเขาหมอกอรุณแล้ว เชิญขอรับ"

นักพรตเสวียนฮุยผายมือเชิญ เดินนำหน้า ลั่วเชียนอิ่งกับเจียงเหยียนจีเดินตามหลัง

ส่วนด้านหลังสุด ก็เป็นบรรดาเจ้าของยอดเขากับกลุ่มของหลินชิงเหยา

จบบทที่ ตอนที่ 165

คัดลอกลิงก์แล้ว