- หน้าแรก
- มาร์เวล: จัดอันดับ 10 ซูเปอร์ฮีโร่
- บทที่ 80: แบบนี้ทั้งวันยังได้! (ฟรี)
บทที่ 80: แบบนี้ทั้งวันยังได้! (ฟรี)
บทที่ 80: แบบนี้ทั้งวันยังได้! (ฟรี)
ดังนั้น ฉากในวิดีโอของสการ์เล็ตวิทช์จึงปรากฏขึ้นอีกครั้ง ฮีโร่สองฝ่ายที่นำโดยกัปตันอเมริกาและไอรอนแมน เผชิญหน้ากันอยู่ภายในสนามบิน
เมื่อเห็นถึงตรงนี้ ผู้ชมนับไม่ถ้วนต่างกลั้นหายใจ
ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจแล้วว่า ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป กัปตันอเมริกาได้กลายเป็นมนุษย์ที่มีเลือดมีเนื้ออย่างแท้จริง
เขาแสวงหาอิสรภาพและความยุติธรรม และยืนหยัดทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าถูกต้อง
เมื่อกัปตันอเมริกาพุ่งนำออกไป ไอรอนแมนก็บินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ดนตรีประกอบอันเร้าใจผลักบรรยากาศขึ้นสู่จุดสูงสุด
หัวใจของผู้ชมเหมือนถูกยกขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ
ไอรอนแมนพุ่งดิ่งลงมาจากฟากฟ้า รวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่หมัดขวา ก่อนกระแทกเข้าใส่โล่ของกัปตันอเมริกาอย่างรุนแรง
ภาพตัดอย่างฉับพลัน!
ฉากเปลี่ยนไปยังพื้นที่คับแคบแห่งหนึ่ง มองผ่านรอยแยกออกไปจะเห็นพื้นโลกที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะ
ด้านใน ไอรอนแมนและกัปตันอเมริกากำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
และในตอนนั้นเอง บัคกี้ก็ปรากฏตัวขึ้น
เขาเข้าร่วมต่อสู้เคียงข้างกัปตันอเมริกา ร่วมมือกันรับมือไอรอนแมน
แม้ทั้งสองจะประสานงานกันอย่างยอดเยี่ยม โจมตีอย่างดุดัน แต่ไอรอนแมนกลับยิงลำแสงผลักกัปตันอเมริกากระเด็นออกไป ก่อนหันมาระดมหมัดใส่บัคกี้อย่างบ้าคลั่ง ราวกับต้องการเอาเขาให้ตาย
โชคดีที่บัคกี้ว่องไวมาก ด้วยทักษะการต่อสู้อันยอดเยี่ยม เขากดไอรอนแมนติดกำแพงไว้ชั่วคราว และพยายามใช้มือถอดแกนพลังงานของชุดเกราะออก
ทันใดนั้น
แว้บ!
เสียงหนึ่งดังขึ้น ลำแสงพลังพุ่งออกมาจากชุดเกราะ
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน แขนกลของบัคกี้ถูกตัดขาดทันที
เมื่อเห็นภาพนี้ อารมณ์ของกัปตันอเมริกาพลันปั่นป่วน เขายกโล่ขึ้นพุ่งใส่ไอรอนแมนทันที ส่วนไอรอนแมนก็ไม่ยอมถอย ยิงลำแสงจากทั้งสองมือใส่โล่เต็มแรง จนเกิดแสงสว่างจ้าแสบตา
หัวใจของผู้ชมเต้นเร็วขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ความตึงเครียดทำให้แทบหายใจไม่ออก
ไม่มีใครเข้าใจว่าทำไมการปะทะครั้งนี้ถึงรุนแรงขนาดนี้ ถึงขั้นเอาชีวิตเข้าแลก
ความสงสัยและความคาดหวังสลับกันวนเวียนอยู่ในใจของทุกคน
มีคนเริ่มนึกถึงคำถามที่ผู้เขียนเคยโยนไว้
“หรือว่าเขาไม่เคยสับสนเลยจริง ๆ?”
กัปตันอเมริกาที่อยู่ตรงหน้า ดูเหมือนกำลังตกอยู่ในสภาวะที่ไม่อาจอธิบายได้
แม้จะยังไม่รู้เหตุผล แต่ทุกคนก็มองออกว่า เขากำลังพยายามปกป้องบัคกี้อย่างสุดกำลัง
ในเวลานี้ เขาไม่ใช่ “กัปตันอเมริกา” ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรมอีกต่อไป แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีเลือดมีเนื้อจริง ๆ สตีฟ โรเจอร์ส ผู้กำลังปกป้องเพื่อนสนิทของตัวเอง
แต่คำตอบของไอรอนแมนกลับทำให้ทุกคนใจหายวาบ
ตอนที่กัปตันอเมริกาถูกซัดล้มลงกับพื้น แต่ยังคงยืนกรานพูดว่า “เขาคือเพื่อนของฉัน” โทนี่กลับตอบว่า “ฉันก็เคยเป็นเพื่อนของนายเหมือนกัน”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา ไอรอนแมนก็เปิดฉากโจมตีอีกครั้ง พร้อมส่งคำเตือนอันรุนแรง
แต่กัปตันอเมริกาไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว เขาฝืนลุกขึ้นยืนและพูดประโยคอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“แบบนี้ทั้งวันยังได้!”
ท้ายที่สุด ด้วยความช่วยเหลือของบัคกี้ กัปตันอเมริกาก็สามารถควบคุมไอรอนแมนไว้ได้สำเร็จ และใช้โล่กระแทกแกนพลังงานของชุดเกราะอย่างรุนแรง จนมันเสียหายอย่างสมบูรณ์
ดนตรีอันโศกเศร้าดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ทั้งสถานที่เงียบงัน ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนจมอยู่ในบรรยากาศกดดันและหนักอึ้ง แม้การต่อสู้จะจบลงแล้วก็ตาม
กัปตันอเมริกาเลือกปกป้องเพื่อนเก่าอย่างบัคกี้ และถึงขั้นทำร้ายไอรอนแมน
ขณะที่เขาก้มลงเก็บโล่และเตรียมพาบัคกี้จากไป คำพูดหนึ่งของไอรอนแมนก็เปิดเผยความขัดแย้งที่ไม่อาจประสานได้ระหว่างทั้งสอง
“โล่นั่นไม่ใช่ของนาย นายไม่มีสิทธิ์ครอบครองมัน พ่อของฉันเป็นคนสร้างมันขึ้นมา”
เสียงโล่ตกกระทบพื้นดังสนั่นและบาดหู ราวกับกำลังเคาะลงบนหัวใจของทุกคน
ครั้งแรกที่เขาวางโล่ลง เป็นเพราะไม่ต้องการทำร้ายเพื่อน
ส่วนครั้งที่สองที่เขาทิ้งโล่ กลับเป็นเพราะเขาได้ทำร้ายอีกฝ่ายไปแล้ว
ฉากนี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกอึดอัดในอก ราวกับมีอะไรบางอย่างมาปิดกั้นลมหายใจ
ผู้คนอดสงสัยไม่ได้ว่า หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร
แต่ในขณะเดียวกัน ทุกคนก็ได้เห็นว่ากัปตันอเมริกาไม่ได้เป็นเพียงทหารอีกต่อไป แต่เป็นมนุษย์ที่มีเลือดมีเนื้อคนหนึ่ง สตีฟ โรเจอร์ส
ความสับสนของเขาสะท้อนออกมาในทางเลือกระหว่างมิตรภาพเก่าและมิตรภาพใหม่
ท้ายที่สุด เขาได้เลือกทางของตัวเอง
ความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชมถูกจุดขึ้นจนถึงขีดสุด พวกเขาเข้าใจแล้วว่าทำไมในสนามรบวาคานด้า กัปตันอเมริกาถึงไม่ได้ใช้โล่อันเป็นสัญลักษณ์ของเขา
ผู้คนยิ่งเฝ้ารอเรื่องราวหลังจากนี้มากขึ้น
เขาจะสามารถยกมโยลเนียร์ได้จริงหรือไม่?
ความสัมพันธ์กับไอรอนแมนจะซ่อมแซมกลับมาได้ไหม?
คำถามเหล่านี้ทำให้ทุกคนอยากรู้คำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อฉากการต่อสู้จบลง ผู้คนในวาคานด้าต่างเต็มไปด้วยความตกตะลึงและความไม่เข้าใจ
ทั้งสตีฟและโทนี่ต่างไม่เคยคาดคิดว่า ในอนาคตพวกเขาจะไม่เพียงก่อให้เกิดสงครามกลุ่มอเวนเจอร์ส แต่ยังกลายเป็นศัตรูกันด้วย
โทนี่มองไปทางกัปตันอเมริกา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสับสน
“ทำไมนายถึงเลือกบัคกี้ ไม่ใช่ฉัน?”
สายสัมพันธ์ระหว่างสตีฟกับบัคกี้ลึกซึ้งมาก พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงสหายร่วมรบ แต่เป็นเพื่อนที่เชื่อใจกันอย่างแท้จริง
ก็เพราะแบบนั้นเอง สตีฟจึงอดถามตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมในช่วงเวลาสำคัญ คนที่เขาเลือกถึงเป็นบัคกี้ ไม่ใช่โทนี่
เมื่อได้ยินคำถามนั้น สตีฟก็ตกอยู่ในความเงียบเป็นเวลานาน
จนถึงตอนนี้ เขายังคงยากจะยอมรับได้ว่าอนาคตจะเกิดความขัดแย้งแบบนั้นขึ้นจริง
ตลอดมา เขาเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูกต้องเสมอ
แต่ครั้งนี้ เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง
นี่คือสิ่งที่ถูกต้องจริง ๆ หรอ?
เห็นได้ชัดว่า บัคกี้คือจุดศูนย์กลางของความขัดแย้งทั้งหมดในอนาคต
แม้ในการต่อสู้เมื่อครู่นี้ บัคกี้จะดูเหมือนฟื้นคืนสติแล้ว แต่สิ่งนั้นก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่ว่าเขาเคยทำงานให้ไฮดราได้
แม้สตีฟจะไม่เข้าใจว่าทำไมโทนี่ถึงโกรธขนาดนั้น แต่เขาก็เข้าใจว่า การที่โทนี่ต้องการจับกุมบัคกี้ หรือแม้แต่ลงโทษเขาตามกฎหมาย ล้วนมีเหตุผลรองรับ
แต่ครั้งนี้ สตีฟกลับเลือกปกป้องบัคกี้
ใช่แล้ว เขาปกป้องเขา แม้ต้องเผชิญหน้ากับ โทนี่อย่างดุเดือดก็ตาม
เขาถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า สิ่งที่ทำอยู่ถูกต้องจริงหรอ?
ในตอนนั้นเอง เสียงของหลินเฟิงก็ดังขึ้นในวิดีโอ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความทอดถอนใจ ขณะที่ดนตรีประกอบค่อย ๆ เบาลง
“กัปตันอเมริกาตกอยู่ในความสับสน เขาไม่รู้ว่าจะเลือกระหว่างเพื่อนทั้งสองคนอย่างไร แต่สุดท้ายเขาก็เลือกทำตามหัวใจและความเชื่อของตัวเอง เลือกบัคกี้อย่างแน่วแน่”
“เขาเองก็เข้าใจดีว่า การตัดสินใจครั้งนี้หมายความว่าเขาไม่เหมาะจะเป็นกัปตันอเมริกาอีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงเลือกวางโล่ลงด้วยตัวเอง”
“ดังที่ฉันเคยพูดไว้ตั้งแต่แรก เขาเป็นคนที่บริสุทธิ์คนหนึ่ง ไม่ถูกแทรกแซงหรือยั่วยุจากภายนอก และยึดมั่นในหัวใจของตัวเองมาตลอด”
“เขารู้ว่าการตัดสินใจของตัวเองทำร้ายเพื่อนอีกคนหนึ่ง แต่เขาไม่เคยทอดทิ้งบัคกี้”
“บางทีเขาอาจไม่ใช่กัปตันอเมริกาอีกแล้ว แต่เขายังคงเป็นสตีฟ โรเจอร์ส”
“ต่อให้เขาเคยอุทิศตนเพื่อโลก ต่อให้ในอนาคตเขาจะไม่เคลื่อนไหวในนามของกัปตันอเมริกาอีก แต่เมื่อโลกเผชิญวิกฤต เขาก็ยังเป็นคนคนนั้นที่เปล่งประกาย นำทางผู้คน และพุ่งออกไปอยู่แนวหน้าเสมอ!”
เสียงของหลินเฟิงค่อย ๆ ดังขึ้นทีละน้อย ทุกคำหนักแน่นดุจทองคำ สร้างคลื่นสะเทือนในใจผู้คนและนำมาซึ่งความสั่นสะเทือนอย่างลึกซึ้ง
ใช่แล้ว สตีฟต่อสู้เพื่อผู้อื่นมาตลอด บริสุทธิ์และแน่วแน่มาตลอด และรับฟังเสียงจากหัวใจตัวเองมาตลอด
สิ่งที่เขาไล่ตามคืออิสรภาพ และความยุติธรรมอันสมบูรณ์แบบ
เขารู้ดีว่าการตัดสินใจของตัวเองจะทำร้ายเพื่อนอีกคนหนึ่ง แต่ถ้าเขาไม่ไปช่วยบัคกี้ เขาก็ไม่มีทางให้อภัยตัวเองได้เช่นกัน
แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้
ก็เพราะแบบนี้เอง หลังจากทำภารกิจเสร็จ เขาจึงทิ้งโล่ลงด้วยความรู้สึกผิดอย่างลึกซึ้ง เขาเลือกในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ก็เป็นคนทำร้ายเพื่อนด้วยมือของตัวเองเช่นกัน
คำพูดต่อมาของผู้เขียนยิ่งทำให้ผู้คนอารมณ์พุ่งสูงขึ้น
ถึงอย่างนั้น กัปตันอเมริกาก็ไม่ได้ช่วยบัคกี้สำเร็จเพียงอย่างเดียว และก็ไม่ได้ทอดทิ้งเพื่อนอีกคนด้วย
เมื่อหลินเฟิงพูดจบ ภาพในวิดีโอก็เปลี่ยนไป
สตีฟพาบัคกี้มายังวาคานด้า ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนในช่วงเวลาลาจาก
“ก่อนที่ฉันจะกลับมา อย่าก่อเรื่องล่ะ”
บัคกี้ยิ้มบาง ๆ
“จะก่อเรื่องอะไรได้ล่ะ เรื่องโง่ ๆ น่ะนายทำคนเดียวหมดแล้ว”
พูดจบ ทั้งสองก็สวมกอดกันแน่น ราวกับย้อนกลับไปสู่การกอดลาครั้งนั้นเมื่อเจ็ดสิบปีก่อน
เมื่อเห็นฉากนี้ ผู้ชมก็อดนึกถึงตอนต้นเรื่องไม่ได้
ตอนนั้นบัคกี้ก็เคยพูดคำคล้ายกันกับสตีฟ และตอนนี้บทบาทของทั้งคู่กลับสลับกันแล้ว
ที่ผ่านมาเป็นนายที่คอยปกป้องฉัน ต่อจากนี้ถึงตาฉันปกป้องนายแล้ว
สตีฟให้คุณค่ากับมิตรภาพระหว่างเขากับบัคกี้มาโดยตลอด
ภาพเปลี่ยนไปอีกครั้ง โทนี่กำลังช่วยพันเอกโรดส์ทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูร่างกาย
ทันใดนั้น ชายชราผมขาวคนหนึ่งถือกระเป๋าเดินเข้ามา เคาะกระจกหน้าต่างแล้วถามว่า
“ขอโทษนะ... ที่นี่คือบ้านของโทนี่ สแต๊งใช่ไหม?”
พันเอกโรดส์หันไปตอบ “ใช่แล้ว ที่นี่แหละบ้านของโทนี่ สแต๊ง คุณมาถูกที่แล้ว!”
FB Page: Rubybibi นิยายแปล [ฝากติดตามเพจด้วยนะคะ]
……………