- หน้าแรก
- เส้นทางมหาเศรษฐีระดับเทพ
- บทที่ 118 เซอร์นายน์
บทที่ 118 เซอร์นายน์
บทที่ 118 เซอร์นายน์
วันที่ 10 สิงหาคม ตามปฏิทินจันทรคติคือวันที่สิบเดือนเจ็ด ท้องฟ้าแจ่มใส
เหมาะแก่การเซ่นไหว้, อาบน้ำชำระล้าง, ขอพร, ขอบุตร, ประกอบพิธีเต๋า, หมั้นหมาย, สู่ขอ, ตัดเย็บเสื้อผ้า, พิธีสวมกางเกง/ปักปิ่น, เปิดกิจการ, ทำสัญญา, ซื้อขาย, รับทรัพย์
เวลาเพิ่งจะยังไม่ถึงหนึ่งทุ่มดี ตรงบริเวณหน้าประตูทางเข้าของผับระดับหรูหราแนวไลท์ลักชัวรีชั้นนำแห่งหนึ่งแถวถนนกงถี่ฝั่งตะวันตกในเมืองหลวงที่มีชื่อว่า “ผับหรูเซอร์นายน์” มีกระเช้าดอกไม้วางเรียงรายอยู่เป็นร้อยกระเช้า ตรงบริเวณพื้นที่จอดรถด้านนอกผับหรูยิ่งเนืองแน่นไปด้วยรถยนต์หรูหราระดับท็อปนานัปการ
แทบจะเป็นแบรนด์รถยนต์หรูหราทั้งหมดเท่าที่สามารถพบเห็นได้ในท้องตลาด ล้วนสามารถพบเจอได้ที่นี่
หากพูดอย่างไม่เกินเลย ย่อมไม่มีรถยนต์คันใดที่มีมูลค่าต่ำกว่าห้าแสนหยวนมาจอดอยู่ที่นี่เลย
ด้วยจำนวนรถยนต์หรูหราที่จอดเรียงรายอยู่ด้านนอกผับหรูเซอร์นายน์นั้น เกรงว่าต่อให้เปิดงานจัดแสดงรถยนต์ระดับท็อปงานหนึ่งก็ยังถือว่าเหลือเฟือเกินพอด้วยซ้ำไป
ทว่าไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เบนท์ลีย์หรือโรลส์-รอยซ์ ต่างก็ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะจอดอยู่ในตำแหน่งช่องจอดรถส่วนตัวเฉพาะเก้าช่องตรงบริเวณหน้าประตูทางเข้าผับพอดิบพอดีได้
ในยามที่ถังอี้ขับรถยนต์คัลลิแนนของเขาเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ นั้น พนักงานรักษาความปลอดภัยสายตาเฉียบคมคนหนึ่งก็มองเห็นป้ายทะเบียนรถได้อย่างชัดเจนแต่ไกล รีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาต้อนรับในทันที
“สวัสดีครับคุณถัง เชิญทางด้านนี้ครับ ประธานจินได้สั่งการจองช่องจอดรถเอาไว้ให้ท่านล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วครับ”
พนักงานรักษาความปลอดภัยคนนี้สวมเครื่องแบบชุดใหม่เอี่ยม อกผายไหล่ตึง ท่าทางการทำความเคารพวันทยหัตถ์ก็เป็นไปตามมาตรฐานอย่างยิ่ง สามารถมองออกได้ในแวบเดียวว่ามีความแตกต่างจากพนักงานรักษาความปลอดภัยตามหมู่บ้านจัดสรรทั่วไปอยู่โข
“พี่ห้าช่างคิดได้รอบคอบดีแท้”
ถังอี้แย้มยิ้มพลางพยักหน้า ส่งสัญญาณให้พนักงานรักษาความปลอดภัยเดินนำทางไปด้านหน้า
ช่องจอดรถที่ดีที่สุดทั้งเก้าช่องนั้นเหลือเพียงช่องทางฝั่งซ้ายสุดช่องเดียวที่ยังว่างอยู่ รถยนต์อีกแปดคันที่จอดอยู่ด้านข้างล้วนเป็นรถยนต์หรูระดับท็อปที่มีมูลค่าหลักสิบล้านหยวนทั้งสิ้น
ที่ยิ่งเกินเลยไปกว่านั้นก็คือ รถยนต์แต่ละคันล้วนมีพนักงานรักษาความปลอดภัยที่รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน ท่าทางผ่าเผยยืนเฝ้าอยู่คันละหนึ่งคน
แม้กระทั่งช่องจอดรถฝั่งซ้ายสุดที่ยังคงว่างอยู่นั้น ก็มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งยืนเฝ้าอยู่เช่นเดียวกัน
ถังอี้ขับรถเข้าซองจอดรถจนเรียบร้อยภายใต้การนำทางของพนักงานรักษาความปลอดภัย พลางพาพวกสาวร่างสูง, หลี่เฟย และหานโต่วโต่วเดินลงมาจากรถ ก็ได้เห็นจินพั่งจื่อและหวังเจ๋อ รวมไปถึงคนอื่นๆ พากันเดินออกมาต้อนรับด้วยตัวเองจริงๆ
อีกทั้งถังอี้ยังสังเกตเห็นว่า ที่ด้านข้างของหวังเจ๋อกับเซี่ยงตงหลิวต่างก็มีชายหนุ่มแปลกหน้ายืนอยู่ข้างกายคนละหนึ่งคน
ชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายหวังเจ๋อสวมแว่นตากรอบทอง รูปร่างค่อนข้างผอมบาง ดูสุภาพเรียบร้อยราวกับอาจารย์โรงเรียนประถมที่เพิ่งจะสำเร็จการศึกษามาได้ไม่ถึงสองปี
ส่วนชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายเซี่ยงตงหลิวกลับไว้ผมทรงสกินเฮดสั้นเกรียน ผิวพรรณคล้ำแดด ตรงหางตามีรอยแผลเป็นจากคมมีดตื้นๆ ความยาวประมาณสองสามเซนติเมตร ต่อให้เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเรียบง่าย ทั่วทั้งสรรพางค์กายก็ยังคงแผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งความดุดันและเฉียบคมออกมา
“เหล่าถัง นายนี่ใช้ชีวิตได้ไม่เลวเลยนะ ไปไหนมาไหนก็มีสาวงามมากมายรายล้อมปานนี้ ทำเอาพี่ชายอย่างฉันอิจฉาจนน้ำลายสอเลยทีเดียว”
จ้าวมู่ปาดสายตามองพวกสาวร่างสูงและหลี่เฟยที่อยู่ด้านหลังถังอี้แวบหนึ่ง นัยน์ตาพลันเปล่งประกายขึ้นมาในทันใด
สาวร่างสูงมีส่วนสูงโดดเด่น เรียวขายาว ผิวพรรณขาวเนียน สวมใส่รองเท้าส้นสูงขนาดสิบเซนติเมตร แต่งกายร้อนแรงเย้ายวนใจ ชวนสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง
หลี่เฟยสวมชุดกี่เพ้าแนบเนื้อลายปัก ท่ามกลางคิ้วและดวงตาคล้ายกับแฝงเร้นความเหนี่ยวนำใจอยู่ตลอดเวลา ชวนให้เคลิบเคลิ้มยิ่งนัก
ฉินมิ่งเยว่สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวดั่งแสงจันทร์ ใบหน้าไร้เครื่องสำอางแต่งแต้ม สงบนิ่งงดงามราวกับดอกกล้วยไม้ ให้ความรู้สึกที่สามารถมองอยู่ไกลๆ ทว่ามิอาจเอื้อมเข้าไปล่วงเกินได้
หานโต่วโต่วเปรียบเสมือนน้องสาวข้างบ้าน ละอ่อนน่ารักสดใส ใบหน้าเด็กทว่าทรวดทรงหน้าอกหน้าใจกลับสะบึมบัลลังก์โลก ถือเป็นอาวุธร้ายแรงในโลกมนุษย์โดยแท้ มีอานุภาพเพียงพอที่จะทำให้บุรุษส่วนใหญ่สูญเสียความสามารถในการต้านทานลงไปได้
เดิมทีถังอี้ก็มีกลิ่นอายอันโดดเด่นเหนือผู้คนอยู่แล้ว ภายใต้การเคียงข้างของสี่สาวงามที่มีสไตล์แตกต่างกันไปคนละแบบ ยิ่งขับเน้นให้เขาดูเจิดจ้าไร้สามัญสามัญยิ่งขึ้นไปอีก
กระทั่งพวกบรรดาทายาทเศรษฐีรุ่นที่สองบางคนที่จอดรถเสร็จสรรพและกำลังจะเดินเข้าผับ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าลงด้วยความอยากรู้อยากเห็นพลางสาดสายตามองและวิพากษ์วิจารณ์
“พี่เจ็ดพี่ล้อเล่นอีกแล้ว ใครบ้างไม่รู้ว่าใต้ปกครองของพี่มีสาวงามสะพรั่งดั่งมวลเมฆ อีกอย่างฉันมีอะไรให้พี่ต้องอิจฉากัน พวกเธอเป็นเพียงแค่เพื่อนของฉันเท่านั้นเอง พอรู้ว่าผับหรูของพวกเราเปิดกิจการ เลยตั้งใจให้เกียรติเดินทางมาช่วยอุดหนุนน่ะ”
ถังอี้รู้ดีถึงนิสัยใจคอของจ้าวมู่ จึงแย้มยิ้มพลางเอ่ยปากอธิบายอย่างเป็นกันเองประโยคหนึ่ง จากนั้นก็เดินตรงดิ่งเข้าไปหาพวกเซี่ยงตงหลิวในทันที
“พวกพี่ชายทำไมถึงมายืนอยู่ตรงประตูหน้าล่ะครับ อย่าบอกนะว่าจงใจมารอฉันอยู่ตรงนี้โดยเฉพาะน่ะ?”
ถังอี้แสร้งทำสีหน้าท่าทางตื่นตันใจจนเกินจริงขึ้นมาจงใจ ทว่าแฝงความนอบน้อมริเริ่มเอ่ยปากทักทายพวกเซี่ยงตงหลิว
“ก็ใช่น่ะสิ เห็นป้ายที่หน้าประตูร้านหรือยัง ถ้านายยังไม่มาพวกเราจะกล้าเปิดกิจการได้ยังไงกันล่ะ ฮ่าๆ...”
จินพั่งจื่อหัวเราะเริงร่าราวกับพระสังกัจจายน์ เอ่ยปากหัวเราะร่าแฝงความหมายเป็นนัยสองแง่สองง่ามออกมา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ถังอี้รู้สึกว่าท่าทีของเขาที่มีต่อตนเองคล้ายจะแปรเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นและสนิทสนมขึ้นกว่าครั้งก่อนอีกระดับหนึ่ง
เขาไม่มีทางคาดคิดได้เลยว่า หลังจากงานแสดงดนตรีที่ได้ขึ้นบรรเลงเปียโนร่วมเวทีเดียวกับหยุนตี้เมื่อครั้งก่อนนั้น ในวันถัดมาจ้าวมู่ก็ได้ไปเสาะหาหวังเจ๋อและเซี่ยงตงหลิวเป็นการส่วนตัวเพื่อเปิดฉากการประชุมหารือกันอย่างเป็นทางการรอบหนึ่ง
กระทั่งพี่รองและพี่สี่ที่ยังคงอยู่ต่างประเทศ ก็ยังเข้าร่วมการประชุมผ่านทางวิดีโอคอล
หัวข้อหลักอันเป็นแกนกลางของการประชุมหารือในครั้งนั้นมีเพียงสิ่งเดียว นั่นก็คือการวิเคราะห์ถึงเบื้องหลังภูมิหลังของถังอี้อีกครั้งหนึ่ง โดยนำมาผสานเข้ากับขีดความสามารถของตัวเขาเอง เพื่อร่วมกันอภิปรายว่าในภายภาคหน้าควรจะปฏิบัติต่อเขาด้วยวิถีทางและท่าทีรูปแบบใด
ผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้จากการประชุมหารือในครั้งนั้น มีเพียงพวกของหวังเจ๋อทั้งแปดคนที่เข้าร่วมประชุมเท่านั้นที่รับรู้ เนื้อหาการประชุมถูกพวกเขาทั้งแปดคนจัดให้เป็นความลับขั้นสูงสุดร่วมกันโดยพร้อมเพรียง
วันถัดมาหลังจากสิ้นสุดการประชุมหารือ พี่รองและพี่สี่ที่อยู่ห่างไกลถึงต่างประเทศต่างก็ปล่อยวางภาระหน้าที่การงานทั้งหมดในมือลง แล้วตีตั๋วเครื่องบินเที่ยวบินที่เร็วที่สุดเพื่อเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ
พี่ห้า พี่อย่าเพิ่งอวยฉันขนาดนั้นเลย ยิ่งยกยอไว้สูงเท่าไหร่ ยามตกลงมาก็ยิ่งเจ็บหนักเท่านั้นแหละ ฉันยังไม่อยากถูกเหวี่ยงจนหัวร้างข้างแตกในตอนสุดท้ายหรอกนะ
ยามที่ถังอี้เพิ่งจะได้รับรู้ว่าผับหรูหราแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า “เซอร์นายน์” นั้น เขายังนึกว่าตนเองฟังความผิดพลาดไป คำพ้องเสียงของเซอร์นายน์ก็คือคุณชายแห่งสุรา ถือว่าสอดคล้องกับหัวข้อหลักของผับหรูแห่งนี้พอดิบพอดี
แน่นอนว่ายังสามารถตีความออกไปได้อีกนัยหนึ่งว่า เป็นคลับที่พี่น้องทั้งเก้าคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
ทว่ายังมีอีกการตีความรูปแบบหนึ่ง ถังอี้มีลำดับอาวุโสอยู่ในวงกลุ่มเล็กๆ นี้เป็นลำดับที่เก้า ผับหรูแห่งนี้จึงอาจจะสร้างความรู้สึกคล้ายกับถูกตั้งชื่อขึ้นมาตามชื่อของเขาให้แก่ผู้คนภายนอกได้เช่นกัน
“หรอกน่า เหล่าถังนายอย่าคิดมากไปเลย มีพวกเราพี่ชายคอยช่วยประคับประคองอยู่ นายอยากจะตกลงมายังไม่แน่ว่าจะตกลงมาได้เลย ใครหน้าไหนกล้าทำให้นายหัวร้างข้างแตก พวกพี่ชายจะสับมันให้เป็นหมื่นๆ ชิ้นอย่างแน่นอน!”
หวังเจ๋อก้าวเท้าขึ้นมาด้านหน้าสองก้าวพลางโอบไหล่ของถังอี้ด้วยความสนิทสนม วาจาที่คล้ายกับการหยอกล้อล้อเล่นกลับทำให้ถังอี้แอบสะท้านใจอยู่ลึกๆ
เขาไม่ได้โง่เขลา เบาปัญญา มีหรือจะไม่เข้าใจในความหมายลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในวาจาของหวังเจ๋อ
ในความเข้าใจของถังอี้นั้น วาจาประโยคนี้ของหวังเจ๋อประการหนึ่งถือเป็นการยอมรับและเปิดรับเขาเข้าสู่กลุ่มอย่างแท้จริง ทว่าในขณะเดียวกันก็แฝงนัยของการตักเตือนและปรามอยู่กลายๆ
การบอกว่ามีพวกเขาสองสามคนคอยประคับประคองอยู่ต่อให้อยากตกลงมาก็ตกลงมาไม่ได้ นี่ไม่ใช่เป็นการส่งสัญญาณบอกใบ้เขาอยู่หรอกหรือว่า ต่อให้ภูมิหลังเบื้องหลังของเขาจะแข็งแกร่งปานใด ภายใต้การผนึกกำลังร่วมมือกันของพวกเขาก็ใช่ว่าจะไร้หนทางต่อกรด้วย
แน่นอนว่าหากทุกคนยังคงเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน พวกเขาก็ยินดีที่จะร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันประคับประคองถังอี้ขึ้นไป ซึ่งนี่ถือเป็นการแสดงแสนยานุภาพและกล้ามเนื้อในอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน
“หากวันใดวันหนึ่งข้างหน้า ยามที่พวกหวังเจ๋อและเซี่ยงตงหลิวได้รับรู้ว่า เบื้องหลังของฉันไม่ได้มีภูมิหลังลึกลับซ่อนเร้นอยู่เลยสักนิด ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีอารมณ์ความรู้สึกเป็นเช่นไรกันนะ”
ถังอี้พลันรู้สึกขึ้นมาว่า คล้ายกับตนเองจะแสดงเจตนาแสร้งทำเป็นแกร่งจนเกินขอบเขตไปเสียแล้วโดยไม่ทันระวัง
ทว่าเรื่องราวได้ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้เขาคิดจะหดหัวถอยกลับไปก็ย่อมไม่มีหนทางให้ถอยร่นได้อีก หนทางเดียวที่มีอยู่ก็คือต้องแสร้งแสดงละครตบตาต่อไปให้ถึงที่สุด
“หัวร้างข้างแตกอะไรกัน สับเป็นหมื่นๆ ชิ้นอะไรกัน สิ่งที่พี่ชายพูดมาทำไมฉันถึงฟังไม่ค่อยจะเข้าใจเลยล่ะครับ?”
ถังอี้เผยรอยยิ้มอันแสนเรียบง่ายซื่อบริสุทธิ์ราวกับเด็กหนุ่มข้างบ้านประหนึ่งว่าตนเองฟังความหมายแฝงนัยของหวังเจ๋อไม่ออกจริงๆ
“นั่นสิ พี่หวังพี่พูดเรื่องอะไรอยู่น่ะ ฉันเองก็ฟังไม่เข้าใจเหมือนกัน”
ชายหนุ่มที่สวมแว่นตากรอบทอง ท่าทางสุภาพเรียบร้อยคนนั้นส่งยิ้มตาหยีพลางปรายสายตามองหวังเจ๋อแวบหนึ่ง ก่อนจะริเริ่มยื่นมือขวาออกมาหาถังอี้: “ถังอี้ พี่หวังคาดว่าช่วงนี้คงจะไปเดินเตร่ฝั่งข้างบ้านบ่อยเกินไปหน่อย ร่างกายเลยใช้พลังงานเกินขีดจำกัดรุนแรงไปนิด สมองเลยมีอาการเอ๋อแดกขึ้นมาเป็นพักๆ ถือเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้น่ะ”
“ขอแนะนำตัวเองหน่อยนะ ฉันชื่อฉู่เว่ยกั๋ว พวกจินพั่งจื่อให้เกียรติเรียกฉันว่าพี่รอง”
..........