- หน้าแรก
- ข้ามโลกมาอยู่สำนักหญิงล้วน แต่ดันอ่านตำราเทพออกแค่คนเดียวซะงั้น
- บทที่ 1,610 ท่านยังไม่ตายรึ?
บทที่ 1,610 ท่านยังไม่ตายรึ?
บทที่ 1,610 ท่านยังไม่ตายรึ?
บทที่ 1,610 ท่านยังไม่ตายรึ?
"นังหนู กลับมานี่!"
หลังจากตะลึงงันไปพักใหญ่ จู่ๆ ฉีเหมี่ยวก็ได้สติ นัยน์ตาสาดแสงอำมหิต ตวาดลั่นใส่อิลยา
ทว่า เด็กสาวผมทองที่เมื่อครู่ยังว่านอนสอนง่าย กลับยังคงหลงใหลอยู่กับรสจูบอันดูดดื่มของจงเหวิน ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเขาสักนิด
จูบแรกของเด็กสาว ทั้งอบอุ่น หวานล้ำ ละมุนละไม และหอมกรุ่น ราวกับได้รวบรวมสิ่งดีงามที่สุดในโลกหล้าเอาไว้ทั้งหมด
ความงดงามนี้สร้างกำแพงที่มองไม่เห็นขึ้นมารอบตัวทั้งสอง กีดกันสรรพสิ่งรอบกายออกไปจนหมดสิ้น ในสายตาของแต่ละฝ่ายนอกจากอีกคนแล้ว ก็ไม่มีใครอื่นอีกต่อไป
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ริมฝีปากทั้งสี่ถึงได้ค่อยๆ ผละออกจากกัน แต่ในดวงตาของทั้งคู่ยังคงเปี่ยมไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
"ข้าบอกแล้วไง"
จงเหวินจ้องมองแก้มเนียนละเอียดที่แดงระเรื่อของอิลยา หายใจหอบถี่เล็กน้อย "ระวังจะเผลอใจมารักข้าเข้าล่ะ"
"ส... สายไปแล้วล่ะ"
อิลยากระชับวงแขน โอบกอดเขาแน่นขึ้น นัยน์ตาสาดแสงอ่อนโยนหาใดเปรียบ หอบหายใจแผ่วเบา "ใครใช้ให้เจ้ามาช่วยข้าล่ะ อยากทำตัวเป็นฮีโร่นัก ก็ต้องเป็นไปตลอดชีวิตเลยนะ"
แววตาของเด็กสาวช่างอ่อนโยนจนสามารถหลอมละลายทุกสรรพสิ่ง น้ำเสียงก็ช่างออดอ้อนหวานหูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำเอาจงเหวินหัวใจเต้นรัว ความคิดเตลิดเปิดเปิงไปไกล
"อย่าเพิ่งด่วนสรุปสิ ที่เจ้าเป็นแบบนี้ ก็เพราะข้าใช้เคล็ดวิชาบางอย่างอยู่เท่านั้นแหละ"
จงเหวินพยายามอย่างหนักเพื่อข่มไฟปรารถนาในใจ บังคับเสียงให้เป็นปกติที่สุด "รอข้าคลายมนต์เมื่อไหร่ เจ้าก็คงจะได้สติ แล้วก็พบว่าทุกอย่างมันเป็นแค่ภาพลวงตา..."
ยังพูดไม่ทันจบ อิลยาก็แหงนหน้าขึ้นมา ริมฝีปากอวบอิ่มประทับจูบลงบนริมฝีปากของเขาอีกครั้ง
นางจูบอย่างเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ เปิดเผย และไร้ซึ่งความเกรงกลัว ราวกับลืมไปสิ้นว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนนับไม่ถ้วน
"ยัยหนู เจ้า..."
ผ่านไปเนิ่นนาน จงเหวินลูบริมฝีปากตัวเองเบาๆ จ้องมองใบหน้างดงามของอิลยาที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมด้วยความตกตะลึง
"ต่อให้เป็นแค่ความฝัน"
อิลยาสายตาหวานเยิ้ม ลมหายใจหอมกรุ่น ทำตัวเหมือนแมวเปอร์เซียแสนสวยราคาแพง ออดอ้อนเสียงหวาน "ก็อย่าปลุกข้าให้ตื่นเลยนะ"
"เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"
จงเหวินชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าค่อยๆ อ่อนโยนลง "ขยับตัวได้อิสระแล้วใช่ไหม?"
"อืม"
อิลยาหน้าแดงระเรื่อยิ่งขึ้น ราวกับแอปเปิลสุกงอม ชวนให้ลิ้มลอง นางครางตอบในลำคอเบาๆ
"ลองเดินดูหน่อยสิ เดินสักสองก้าวซิ" จงเหวินยังคงไม่วางใจ
อิลยาพยักหน้าอย่างว่าง่าย ค่อยๆ ผละออกจากอ้อมอกของเขาอย่างอ้อยอิ่ง ลุกขึ้นยืน เหยียดแขนเหยียดขา แล้วเดินไปเดินมาซ้ายทีขวาที รู้สึกได้ว่าร่างกายขยับเขยื้อนได้ดั่งใจนึก ไม่มีความอึดอัดขัดข้องใดๆ ดวงตาของนางก็เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นดีใจ
ข้าเป็นอิสระแล้วรึ?
นี่หรือคือความรู้สึกของการเป็นอิสระ?
ช่างดีเหลือเกิน!
เสียงน่ารำคาญที่คล้ายกับเสียงของฉีเหมี่ยวในหัวหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่อิลยาตระหนักว่า การได้ขยับตัวอย่างอิสระเสรีนั้น เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าเพียงใด
วินาทีนี้ ท้องฟ้าดูเหมือนจะสดใสขึ้น อากาศบริสุทธิ์ขึ้น แม้แต่สีสันรอบกายก็ดูสดใสมีชีวิตชีวากว่าเดิม
"เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!"
ภาพตรงหน้าทำเอาฉีเหมี่ยวตาค้าง หน้าซีดเผือด เหงื่อเย็นแตกพลั่กเต็มหน้าผาก ปากก็พึมพำกับตัวเองไม่หยุด "ตราประทับแม่ลูกคือพันธนาการทางจิตวิญญาณ จะถูกทำลายง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง?"
ตลอดสี่หมื่นปีที่ผ่านมา ความล้มเหลวทั้งหมดที่เขาเคยเจอรวมกัน ยังไม่สู้ความล้มเหลวในวันนี้เพียงวันเดียวเลย
เมื่อของวิเศษชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูกจงเหวินทำลายลงทีละชิ้น ความมั่นใจของยอดนักประดิษฐ์ผู้นี้ก็ร่วงหล่นลงสู่จุดต่ำสุด ถึงขนาดเริ่มสงสัยว่านี่คือความจริงหรือความฝันกันแน่
เขาเบิกตากว้างมองดูอิลยายกแขนยกขา ขยับตัวไปมาเพื่อปรับตัวให้เข้ากับร่างกายที่ได้รับอิสระกลับคืนมา แล้วก็ต้องมองดูนางรีบวิ่งไปคุกเข่าร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างศพของไบล์
ทุกอย่างเป็นไปอย่างธรรมชาติ ไหลลื่น ราวกับตราประทับแม่ลูกไม่เคยมีอยู่จริง
"กริ๊ง~ กริ๊ง~"
สิบกว่าอึดใจต่อมา จู่ๆ ฉีเหมี่ยวก็ได้สติ เขายังคงไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง กัดฟันกรอด ล้วงเอากระดิ่งสีเงินเมื่อครู่ออกมาเขย่าอย่างบ้าคลั่ง เสียงกระดิ่งใสกังวานดังขึ้นทันที สะท้อนก้องไปทั่วฟ้าดิน
แต่กระดิ่งที่เคยทรมานอิลยาจนเจียนตาย มาคราวนี้กลับไม่มีผลใดๆ เลยแม้แต่นิดเดียว
เด็กสาวที่อยู่ท่ามกลางเสียงกระดิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด นางเอาแต่จดจ่ออยู่กับการมองร่างไร้วิญญาณของบิดาผู้ล่วงลับ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองเลยด้วยซ้ำ
"ม... ไม่มีทาง!"
ถึงกระนั้น ฉีเหมี่ยวก็ยังดูเหมือนจะทำใจยอมรับความจริงที่ว่าตราประทับแม่ลูกถูกทำลายไปแล้วไม่ได้ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว กุมขมับกรีดร้องเสียงหลง "ตราประทับแม่ลูกเป็นของสมบูรณ์แบบ! ไม่มีใครทำลายมันได้!"
"เตรียมตัวลงนรกได้หรือยัง?"
เมื่อเห็นท่าทางอุจาดตาของเขา จงเหวินก็ปรายตามองด้วยความสมเพช แค่นเสียงหัวเราะเยาะ ค่อยๆ ชูกระบี่ในมือขึ้น
"เจ้าคิดว่าตัวเองชนะแล้วรึ?"
ฉีเหมี่ยวเงยหน้าขวับ สีหน้าเปลี่ยนเป็นดุร้ายน่ากลัว นัยน์ตาสาดแสงอำมหิต "รู้ไว้ซะ ในเมื่อไม่มีตราประทับแม่ลูกแล้ว ยัยหนูนี่ก็หมดประโยชน์แล้ว!"
จงเหวินหน้าเปลี่ยนสี ใจหายวาบ
"ฆ่านางซะ!"
จู่ๆ ฉีเหมี่ยวก็ชี้มือไปที่อิลยา ตวาดสั่งเสียงกร้าว
"ปัง!"
ร่างสีขาวร่างหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากกองซากปรักหักพัง พุ่งตรงไปยังเด็กสาวผมทอง รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ดุดันราวกับพายุ
เป็นคนไร้หน้าที่ถูกเสิ่นเสี่ยวหว่านต่อยกระเด็นไปเมื่อครู่นี้นั่นเอง
เพียงครึ่งอึดใจ ระยะห่างระหว่างมันกับอิลยาก็เหลือไม่ถึงสองจั้ง มันง้างหมัดขวาขึ้นสูง แฝงพลังทำลายล้างมหาศาล หมายจะซัดเข้าใส่เด็กสาวผมทองเต็มแรง
'แย่แล้ว!'
จงเหวินหน้าเปลี่ยนสี เตรียมจะพุ่งเข้าไปช่วย แต่ภาพเหตุการณ์ต่อมา กลับทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด
จังหวะที่คนไร้หน้ากำลังจะลอบโจมตีเด็กสาว จู่ๆ ร่างของไบล์ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ก็เด้งพรวดขึ้นมานั่ง แล้วซัดฝ่ามือออกไป ปะทะกับหมัดของคนไร้หน้าอย่างจัง
"ตู้ม!"
เสียงระเบิดดังกึกก้อง คนไร้หน้ากระเด็นถอยหลังไปอีกครั้ง ส่วนไบล์ก็ไถลครูดไปกับพื้นหลายจั้ง ชนเข้ากับเสาหินที่หักโค่นดัง 'ปัง'
"ท่านพ่อ ท่านยังไม่ตายรึ?"
อิลยาทั้งตกใจและดีใจสุดขีด ร้องอุทานออกมาเสียงหลง
"โฮก! โฮก! โฮก!"
ทว่า ไบล์ที่ตื่นขึ้นมากลับไม่ได้ตอบรับคำเรียกขานของลูกสาวเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าของเขาดูดุร้าย แววตาอำมหิต แผดเสียงคำรามใส่คนไร้หน้าที่อยู่ไกลๆ ท่าทางไม่เหมือนมนุษย์ แต่เหมือนสัตว์ป่าที่คลุ้มคลั่งสูญเสียสติสัมปชัญญะไปแล้วมากกว่า
'นี่มัน... ซากศพหุ่นเชิด!'
จงเหวินสมองแล่นปรู๊ด กวาดสายตามองไปรอบๆ ถึงได้สังเกตเห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้ถูกควันสีเทาเงินลึกลับปกคลุมไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และต้นตอของควันนี้ ก็มาจากจูหม่า เด็กสาวในชุดหลากสีนั่นเอง
เห็นได้ชัดว่า พอจูหม่าเห็นอิลยาตกอยู่ในอันตราย ก็เลยใช้ไหวพริบดึงเอาพลังวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไปใส่ในร่างของไบล์ หวังจะควบคุมอดีตฮ่องเต้ระดับความโกลาหลผู้นี้
เนื่องจากนางอยู่แค่ระดับรูปวิญญาณ จึงไม่ค่อยมั่นใจนักว่าจะสามารถสร้างซากศพหุ่นเชิดระดับความโกลาหลขึ้นมาได้หรือเปล่า
แต่ใครจะไปคิด ว่าพอลองทำดู ไบล์กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาจริงๆ แถมยังทำตามคำสั่งนาง พุ่งเข้าโจมตีคนไร้หน้าอีกด้วย
และจากการปะทะกันเมื่อครู่ ถึงแม้ไบล์จะยังไม่ได้ฟื้นคืนพลังตบะกลับมาเต็มร้อย แต่เวลาสู้กับคนไร้หน้า เขาก็ไม่ได้เพลี่ยงพล้ำเลยแม้แต่น้อย แถมยังดูจะได้เปรียบกว่านิดหน่อยด้วยซ้ำ
'ทำแบบนี้ก็ได้ด้วยรึ?'
'ถ้าข้าหาศพยอดฝีมือระดับความโกลาหลมาได้สักสามสี่ศพ ข้าก็ไร้เทียมทานในปฐพีเลยสิ?'
เมื่อเจอกับเรื่องเซอร์ไพรส์แบบนี้ นอกจากจะตกใจแล้ว จูหม่าก็อดไม่ได้ที่จะคิดฟุ้งซ่านไปไกล
"น้องจูหม่า ฝีมือเจ้าใช่ไหม?"
ในตอนนั้นเอง อิลยาก็ตั้งสติได้ ภาพของดยุกเวลลิงตันที่ 'ฟื้นคืนชีพ' กลับมา ผุดขึ้นในหัว ทำให้พอจะเดาออกแล้ว ริมฝีปากสั่นระริก แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
แม้ในใจจะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่นางก็หวังลึกๆ ว่าจะได้ยินคำปฏิเสธจากปากจูหม่า
"ขอโทษนะพี่อิลยา เมื่อกี้มันจวนตัวจริงๆ ข้าก็เลยต้องยืมศพของเสด็จพ่อท่านมาใช้หน่อย"
จูหม่าหันไปยิ้มเจื่อนๆ ให้นาง "ช่วยชีวิตลูกสาวตัวเองได้แบบนี้ วิญญาณของท่านลุงบนสวรรค์ คงไม่โกรธเคืองข้าหรอกมั้ง?"
"ข... ขอบใจนะ"
แววตาของอิลยาหม่นลง ความดีใจเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น ความรู้สึกสูญเสียและผิดหวังถาโถมเข้ามาอีกครั้ง นางได้แต่พึมพำขอบคุณเสียงแผ่ว
"ยัยหนู คนตายไปแล้วฟื้นกลับมาไม่ได้หรอกนะ"
จงเหวินตบไหล่นางเบาๆ ชูกระบี่ชี้ไปทางฉีเหมี่ยว "สิ่งที่เจ้าทำได้ในตอนนี้ คือเข้มแข็งเข้าไว้ มีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี แล้วก็... ล้างแค้นให้เขาซะ!"
คำว่า "ล้างแค้น" เพิ่งหลุดออกจากปาก เจตจำนงกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นก็ปะทุออกจากร่างของเขา กวาดล้างไปทั่วทุกสารทิศ
ในวินาทีนั้น กระบี่ในมือของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง พร้อมกับส่งเสียงร้องดังกังวานก้อง ราวกับราชาแห่งกระบี่ทั้งมวล กำลังประกาศศักดาความยิ่งใหญ่เหนือกระบี่ใดๆ ในโลกหล้าให้เป็นที่ประจักษ์
กระบี่ยังไม่ทันฟาดฟันออกไป ฉีเหมี่ยวก็ใจสั่นสะท้าน หน้าซีดเผือด สัมผัสได้ถึงอันตรายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
"วันนี้พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน"
เมื่อรู้ตัวว่าขืนอยู่ต่อ ก็คงไม่แคล้วต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ เขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด แค่นเสียงเย็นชา "หวังว่าคราวหน้าเจอกัน พวกเจ้าจะยังดวงดีแบบนี้อยู่นะ"
พูดจบ ในฝ่ามือของเขาก็ปรากฏลูกแก้วสีฟ้าใสแจ๋วส่องแสงแวววาวขึ้นมาอีกครั้ง
"เป๊าะ!"
ทันทีที่ลูกแก้วสีฟ้าแตกละเอียด กลุ่มแสงสีขาวก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศอีกครั้ง รูปร่างหน้าตาเหมือนกับกลุ่มแสงที่ใช้เรียกคนไร้หน้าออกมาก่อนหน้านี้เป๊ะๆ
"ไป!"
เมื่อเรียกกลุ่มแสงออกมาแล้ว ฉีเหมี่ยวก็ไม่รอช้า ร้องเรียกคนไร้หน้าคำหนึ่ง แล้วหันหลังก้าวเข้าไปในกลุ่มแสงนั้นทันที
คนไร้หน้าพยักหน้ารับ ดีดตัวขึ้นกลางอากาศ ตามฉีเหมี่ยวไปติดๆ หวังจะหนีไปพร้อมกัน
"กระบี่เดียวเบิกนภา!"
ในขณะที่คนไร้หน้ากำลังจะก้าวเข้าไปในกลุ่มแสงสีขาว เสียงตวาดกร้าวก็ดังขึ้นจากบนท้องฟ้า ตามมาด้วยแสงกระบี่อันดุดันไร้เทียมทาน พุ่งลงมาด้วยความเร็วแสง ฟาดฟันลงตรงกลางระหว่างคนไร้หน้ากับกลุ่มแสงสีขาวอย่างจัง
ที่แท้ก็เป็นเฝยเปียวนั่นเอง ที่แอบซุ่มรวบรวมพลังอยู่มุมเงียบๆ อยู่นาน รอจนสบโอกาสเหมาะ จึงปล่อยท่าไม้ตายออกมาได้อย่างทันท่วงที
"ตู้ม!"
แม้คนไร้หน้าจะตอบสนองได้เร็ว แต่ก็ยังถูกแรงสะท้อนกลับกระแทกจนกระเด็นถอยหลังไปหลายจั้ง ไม่สามารถหนีผ่านกลุ่มแสงไปได้ทัน
"คิดจะหนีรึ? ฝันไปเถอะ!"
ขณะที่มันกำลังจะลองใหม่อีกครั้ง แสงสีขาวก็สว่างวาบขึ้นตรงหน้า พร้อมกับการปรากฏตัวของจงเหวินที่มีใบหน้าหล่อเหลาและสายตาคมกริบ "ทิ้งอัญมณีไว้ซะดีๆ!"
พูดยังไม่ทันขาดคำ ทั่วร่างของเขาก็เปล่งประกายแสงสีขาวอันบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เป็นแสงจากอัญมณีวิญญาณดารา!
[จบตอน]