- หน้าแรก
- อัจฉริยะราชาหยางฉี
- 23-ไม่อยากเสี่ยงให้เสียประวัติ!!!
23-ไม่อยากเสี่ยงให้เสียประวัติ!!!
23-ไม่อยากเสี่ยงให้เสียประวัติ!!!
เสียงเพลงเร้าใจดังสลับกับเสียงชนแก้ว ภายในห้องคาราโอเกะบรรยากาศกำลังคึกคักถึงขีดสุด
“พี่ฉี แล้วหวังซินล่ะ?” สือตงกระซิบถามขึ้นมาเบา ๆ
หวังซินก็เป็นหนึ่งในเพื่อนผู้หญิงในห้องเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นคนที่สือตงแอบชอบด้วย แต่เขาไม่เคยกล้าเข้าไปจีบเธอเลย เพราะหวังซินเป็นเด็กเรียนเรียบร้อย ส่วนเขากับหยางฉีก็แค่พวกที่เรียนได้พอผ่าน และตอนนี้หวังซินก็สอบติดตำแหน่งงานราชการในธนาคารของเมืองชิงโจวแล้ว ส่วนสือตงยังหางานไม่ได้ด้วยซ้ำ แบบนี้จะไปกล้าสารภาพรักได้ยังไง เรื่องนี้เพื่อน ๆ ในห้องต่างก็รู้กันดี ทุกคนก็เข้าใจว่าทั้งสองคนจะคบกันได้ยากมาก
“น่าจะออกไปข้างนอกแล้วมั้ง” หยางฉีตอบกลับ
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ใช้พลังภายใน แต่ด้วยการฝึกฝนร่างกาย ทำให้เขาแข็งแรงและมีสัมผัสว่องไว เขาเห็นว่าหวังซินเดินไปห้องน้ำ แต่ห้องน้ำในห้องถูกใช้หมด เธอจึงออกไปข้างนอกแทน ถึงห้องจะมีห้องน้ำ แต่สำหรับคนสิบกว่าคนก็ถือว่าไม่พอใช้อยู่ดี
“งั้นเราก็ออกไปข้างนอกด้วยดีกว่า” สือตงยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะลุกออกไป
หยางฉีเห็นสือตงแอบตามออกไปก็อดส่ายหัวไม่ได้ ถ้าเพื่อนคนนี้ทุ่มเทกับเรื่องความรักเหมือนเวลาเล่นเกมหรือตีไพ่ ป่านนี้หวังซินคงเป็นแฟนไปนานแล้ว ต่อให้ตามออกไปตอนนี้ หยางฉีก็มั่นใจว่าสือตงคงแค่แกล้งทำเป็นบังเอิญเจอ แล้วคุยเล่นนิดหน่อยแล้วก็กลับมา
“พี่ฉี ถึงตานายร้องแล้ว” เสียงเฉินเชากล่าวขึ้น ขณะที่เพลงในห้องเริ่มจบลง
หยางฉีรับไมโครโฟน เดินมายืนกลางห้อง เตรียมร้องเพลง แต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงเอะอะดังขึ้นจากด้านนอก
“มึงกล้าตบกูเหรอ ไอ้เวร!”
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย แม้จะฟังไม่ชัด แต่หยางฉีก็จำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของสือตง
“สือตงมีเรื่อง!” หยางฉีรีบพูดขึ้น
ทันทีที่พูดจบ ทุกคนในห้องก็เหมือนสร่างเมาทันที ต่างรีบวิ่งตามเขาออกไปจากห้อง พอถึงห้องโถงด้านนอก ก็เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนกำลังล้อมสือตงและหวังซินอยู่
“สือตง เกิดอะไรขึ้น?” หยางฉีรีบวิ่งเข้าไปถาม
“ไอ้พวกนี้มันเมาแล้วลากหวังซินจะพาเข้าไปในห้องของพวกมัน ดีที่ฉันมาเจอเลยเข้าไปห้าม มันเลยตบฉันหนึ่งที” สือตงพูดด้วยความโกรธ
เขาออกมาข้างนอกแล้วบังเอิญเห็นผู้ชายกลุ่มหนึ่งกำลังลากหวังซิน เขาเลยรีบเข้าไปขัดขวาง แต่กลับโดนตบหน้าแทน
พอเพื่อน ๆ ได้ยินเรื่องนี้ สีหน้าทุกคนก็เปลี่ยนเป็นโกรธทันที โดยเฉพาะผู้หญิงที่รีบเข้ามาปลอบหวังซินที่กำลังร้องไห้อย่างตกใจ
“พี่ชาย พวกเราก็แค่มาเที่ยวด้วยกัน จะให้เรื่องจบยังไงดี?” เสิ่นเผิงเดินขึ้นไปถามด้วยท่าทีสุภาพ
เสิ่นเผิงเป็นคนอัธยาศัยดีในห้อง เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ในกลุ่ม ไม่ว่าเป็นกิจกรรมอะไรก็มักจะมีเขาเป็นคนจัดการ ดังนั้นเมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้ เขาจึงเป็นคนแรกที่ออกหน้า
“ยังจะมาถามว่าทำยังไง? มึงกล้าดีมากนะที่มาหาเรื่องกู เรื่องนี้พวกมึงต้องรับผิดชอบ!” ชายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเมา ๆ มองดูพวกนักศึกษาอย่างไม่เกรงกลัว
“ไอ้เวร พูดแบบนี้มันเกินไปแล้ว!” ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น พวกผู้ชายในกลุ่มหยางฉีก็ของขึ้น แม้พวกเขาจะเรียนมหาลัยมาแล้ว มีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แต่เลือดนักศึกษาก็ยังคงเดือดอยู่ จะให้ทนโดนย่ำยีแบบนี้ไม่มีทาง
“ไอ้พวกนักศึกษาไร้ค่า กล้าดียังไงมาหาเรื่องกู!” ชายเมาคนนั้นแสยะยิ้ม ก่อนจะยกเท้าเตะไปที่เสิ่นเผิง
"ปึ้ง!"
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งพุ่งเข้าใส่ เตะชายเมาคนนั้นกระเด็นไปนั่งบนโซฟา
“ไอ้เหี้ย! มึงกล้าตีเพื่อนกู!” พวกเพื่อนของชายเมาเห็นแบบนั้นก็กรูกันเข้าใส่หยางฉี
“พี่ฉี! เดี๋ยวผมช่วย!” สือตงรีบวิ่งเข้ามาสมทบ
หยางฉีขยับเท้าอย่างรวดเร็ว เตะรัวใส่พวกนั้นจนล้มระเนระนาดกับพื้น นี่แค่เขายั้งมือไว้ ถ้าเล่นจริงคงเจ็บหนักไม่ต่างจากตอนเจอพวกโจรปล้นรถบัส
“โอ้โห! พี่ฉี แม่งโคตรเทพ!” เสิ่นตงตะลึงมองเพื่อนของเขา ส่วนเสิ่นเผิงก็ตกใจเช่นกัน
“ไม่คิดเลยว่านายจะสู้เก่งขนาดนี้”
“แล้วพวกนายล่ะ! ไหงวิ่งช้ากันจังวะ?” สือตงหันกลับไปตะโกนหาเพื่อนคนอื่นที่เพิ่งมาถึง
หยางฉีเองก็อดถอนหายใจไม่ได้ พวกเพื่อนที่มาทีหลังนั้น บางคนก็แค่ทำท่าจะมา แต่ไม่แม้แต่จะขยับตัว ทั้งหมดเป็นนักเรียนเก่ง สอบเข้าราชการได้บ้าง ได้ตำแหน่งงานมั่นคงบ้าง พวกเขาไม่อยากเสี่ยงให้มีประวัติในแฟ้มงาน ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคต
แต่ที่ทำให้หยางฉีรู้สึกดีคือ กลุ่มเพื่อนที่สนิทจริง ๆ กลับเป็นฝ่ายที่ยืนเคียงข้างเขาเสมอ รวมถึงเฉินเชาและเพื่อนจากต่างจังหวัดด้วย
ขณะนั้นเอง…
"ใครมันกล้าเหิมเกริมในถิ่นของกู! ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่มั้ย?"
เสียงเย็นเยียบดังมาจากทางเดิน ก่อนที่ชายกลุ่มหนึ่งจะเดินเข้ามาเจ็ดแปดคน นำโดยชายร่างใหญ่หน้าดุ
“พี่ต้าฟัย ผมเองครับ อาเฉียง จำได้มั้ย พี่เพิ่งกินเหล้ากับผมเมื่อสองวันก่อน”
ชายที่นั่งอยู่บนโซฟารีบร้องเรียกเมื่อเห็นมีคนมา
“อ้อ อาเฉียงเองเหรอ แล้วใครมันกล้ามาหาเรื่องในถิ่นของพี่ต้าฟัยวะ?” ต้าฟัยแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา
“พี่ฉี ทำไงดี น่าจะเป็นพวกดูแลที่นี่” สือตงกระซิบอย่างกังวล
คนพวกนี้ไม่ใช่เล่น ๆ พวกเขาขึ้นชื่อว่าโหดและอันตราย ถ้าต้องปะทะกัน พวกเรามีแต่เสียเปรียบ
“ไอ้พวกนักศึกษาไม่มีหัวน่ะเหรอ กล้ามีเรื่องใน…” ต้าฟัยยังพูดไม่ทันจบ ก็เบิกตาโตทันทีเมื่อเห็นหน้าหยางฉีในแสงสลัว
“พี่ฉี! ไม่เจอกันนานเลย…”
หยางฉียิ้มเล็กน้อย “โอ้? เจอกันอีกแล้วนะต้าฟัย”
ต้าฟัยหน้าเปลี่ยนสีทันที เหงื่อเย็นไหลพราก เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายโหดแค่ไหน นี่มันวันซวยของเขาจริง ๆ ทำไมถึงได้เจอพญายมคนนี้อีกแล้ว!
“เฮ้ย… พี่! ตั้งแต่เมื่อไหร่นายมีพี่แบบนี้วะ?” อาเปียวที่หัวโล้นมองต้าฟัยด้วยความงุนงง แต่พอเห็นหน้าหยางฉีชัด ๆ เขาก็หน้าเสียทันที รู้เลยว่าทำไมต้าฟัยถึงต้องเรียกคนคนนี้ว่าพี่
ทันทีที่เห็นหยางฉี เขารู้สึกเหมือนหัวโล้นของตัวเองแสบร้อน และนิ้วเท้าก็ปวดจี๊ดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
“ทำไม? ไม่ต้อนรับฉันเหรอ?” หยางฉีพูดเสียงเรียบ
“ยินดีต้อนรับครับพี่! ยินดีมาก!” ต้าฟัยตอบเสียงอ่อย ในใจอยากร้องไห้ อยากจะหนีให้ไกล แต่ก็ต้องฝืนยิ้มแบบไม่เต็มใจที่สุดในชีวิต…