- หน้าแรก
- เกมล่าระดับโลก: เริ่มต้นด้วยการแหกคุกระดับห้าดาว
- ตอนที่ 475 นายไปเอาบ้านหลังนี้มาจากไหน อยากกินชานมจัง
ตอนที่ 475 นายไปเอาบ้านหลังนี้มาจากไหน อยากกินชานมจัง
ตอนที่ 475 นายไปเอาบ้านหลังนี้มาจากไหน อยากกินชานมจัง
ตอนที่ 475 นายไปเอาบ้านหลังนี้มาจากไหน อยากกินชานมจัง
ชินแล้วล่ะ
คำพูดเพียงประโยคเดียวของ 008 ทำให้ทุกคนต้องใช้เวลาแปลความหมายอยู่นานสองนาน
ผ่านไปพักใหญ่ พวกเขาถึงจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงได้
ชินแล้วงั้นเหรอ?
พริบตานั้น สายตาที่ทุกคนมองไปที่ 008 ก็เริ่มจะแปรเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ธรรมดาเสียแล้ว
ถึงกับสามารถทำตัวให้ชินชากับกลิ่นเหม็นของระเบิดอีเทนไทออลได้เนี่ย...
นี่มันลูกผู้ชายตัวจริงเสียงจริงเลยนะเว้ย!
ในห้องถ่ายทอดสด ผู้ชมจำนวนนับไม่ถ้วนก็เริ่มจะหัวเราะชอบใจกันอีกแล้ว
[น่าสงสาร น่าสงสารจริง ๆ เลยนะ พี่แปดนี่น่าสงสารจริง ๆ ถึงกับชินไปแล้วเนี่ยนะ]
[คำว่าชินแล้วประโยคเดียว มันแฝงไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวและความสิ้นหวังมากมายขนาดไหนกันล่ะ]
[พี่แปดน่าสงสารจังเลย ใครก็ได้ ช่วยจุดธูปไว้อาลัยให้พี่แปดทีสิ]
[สุดยอดไปเลยจริง ๆ!]
ในห้องถ่ายทอดสด ผู้ชมจำนวนนับไม่ถ้วนต่างพากันตื่นเต้นดีใจ
ส่วนในสถานที่จริง
หลังจากที่บรรยากาศเงียบสงัดลงไปชั่วขณะ ซ่างกวนเยว่ก็กวาดสายตามองไปที่บรรดาเจ้าหน้าที่ไล่ล่าที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้น
“พาพวกเขาไปนอนพักไกล ๆ หน่อยเถอะ จะได้สูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง”
“รับทราบครับ!”
เจ้าหน้าที่ไล่ล่าคนอื่น ๆ ก็เริ่มลงมือปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอีกครั้ง
แต่ทว่า ทุกคนก็ยังคงสวมหน้ากากกันแก๊สพิษเอาไว้ตลอดเวลา
ก็ช่วยไม่ได้นี่นา กลิ่นเหม็นนั่นมันช่าง...
แม้แต่ซ่างกวนเยว่ในตอนนี้ ก็ยังต้องสวมหน้ากากกันแก๊สพิษเพื่อพูดคุยกับพวกหวังเทาเลย
เธอรู้สึกหวาดกลัวมากจริง ๆ...
สำหรับเรื่องนี้ หวังเทาก็ย่อมเข้าใจดีว่าเพราะอะไร
แต่เขาก็ชินกับสายตาแปลก ๆ ที่คนอื่นมองมาที่เขาแล้วล่ะนะ
“แล้วเรื่องของซูอวี่ จะเอายังไงกันต่อดีล่ะ?”
หวังเทาเอ่ยถาม
คำถามนี้ ทำให้ซ่างกวนเยว่ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดีเหมือนกัน
แล้วทีนี้จะเอายังไงกันต่อดีล่ะ?
ตอนนี้พวกเธอก็หมดหนทางแล้วจริง ๆ นะ
หมอนั่นพาตัวน้องสาวของเธอหนีไปแล้วจริง ๆ ด้วย
ถึงแม้ซ่างกวนเยว่จะอยากให้หลี่ข่ายตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อตามรอยไป แต่เธอก็ทำได้แค่ตัดใจเท่านั้นแหละ
ไม่มีใครรู้เลยว่า การหลบหนีของซูอวี่ในครั้งนี้ เป็นการหนีไปจริง ๆ หรือแกล้งทำเป็นหนีกันแน่
ถ้าเกิดนี่เป็นแผนการที่เขาจัดฉากขึ้นมาอีกล่ะก็ มันก็คงจะเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไม่น้อยเลยล่ะ
“กลับกันก่อนเถอะ”
ซ่างกวนเยว่มองดูบรรดาเจ้าหน้าที่ไล่ล่าที่เริ่มจะทยอยกันฟื้นคืนสติขึ้นมา สุดท้ายเธอก็ทำได้เพียงออกคำสั่งเช่นนี้
เมื่อได้ยินคำสั่งของซ่างกวนเยว่ หวังเทาก็ไม่ได้พูดอะไรโต้แย้งออกมา
หลังจากหยุดพักผ่อนอยู่กับที่เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ในที่สุดบรรดาเจ้าหน้าที่ไล่ล่าทุกคนก็เริ่มจะทยอยกันฟื้นคืนสติขึ้นมาจนหมด
และในที่สุด ทีมเจ้าหน้าที่ไล่ล่าก็ต้องถอนกำลังกลับไปก่อน
ส่วนทางด้านซูอวี่ เมื่อมองดูทีมเจ้าหน้าที่ไล่ล่าพากันเดินทางกลับไปผ่านทางกล้องวงจรปิด สีหน้าของเขาก็ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
พวกนั้นไม่ได้ตามมาแล้วล่ะ
ซูอวี่คิดอยู่ในใจ
กล้องวงจรปิดตัวนี้ เขาเพิ่งจะแอบนำไปติดตั้งไว้เมื่อกี้นี้เอง
สัญญาณภาพสามารถส่งไปได้ไกลในรัศมีหนึ่งกิโลเมตร
ซึ่งเขาก็กะระยะห่างเอาไว้พอดีเป๊ะเลย เพื่อเอาไว้ใช้สังเกตความเคลื่อนไหวของพวกเจ้าหน้าที่ไล่ล่า
ถ้าหากพวกเขายังคงดึงดันที่จะไล่ตามมาอีกล่ะก็ ซูอวี่ก็ไม่ขัดข้องที่จะเล่นงานพวกเขากลับไปอีกสักตั้งหรอกนะ
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว พวกนั้นก็ดูจะรู้ตัวดีว่าอะไรเป็นอะไร จึงไม่ได้ดึงดันที่จะไล่ตามมาอีก
“ซูอวี่ คราวนี้แกคงจะพอใจแล้วสินะ?”
ยัยหนูโลลิที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จ้องมองซูอวี่ด้วยความโกรธแค้นพลางเอ่ยถาม
ซูอวี่พยักหน้ารับอย่างจริงจังเป็นอย่างมาก
“ก็พอใจอยู่นะ เธออยากจะลองสัมผัสความรู้สึกนี้ดูบ้างไหมล่ะ?”
พูดจบ ซูอวี่ก็หยิบกระป๋องสีดำออกมาใบหนึ่ง
ยัยหนูโลลิ: ......
เธอรีบหดตัวถอยหนีด้วยความหวาดกลัวทันที
“ซูอวี่ ฉันขอเตือนนายไว้ก่อนเลยนะ ถ้านายกล้าเอาไอ้ของพรรค์นี้มาใช้กับฉันล่ะก็... ฉันจะเกลียดนายไปตลอดชีวิตเลยคอยดู!”
ยัยหนูโลลิตะโกนร้องลั่น
ทว่าน้ำเสียงของเธอกลับฟังดูไม่ค่อยจะมีเรี่ยวแรงสักเท่าไหร่นัก
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ซูอวี่ก็หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะเก็บระเบิดอีเทนไทออลกลับคืนไป
ตอนแรกเขาก็แอบคิดอยากจะให้เธอลิ้มลองรสชาติของมันดูสักลูกเหมือนกันนั่นแหละ
แต่พอเห็นท่าทีหวาดกลัวของเธอในตอนนี้แล้ว ซูอวี่ก็หมดอารมณ์อยากจะแกล้งเธอไปซะดื้อ ๆ
และเมื่อเห็นว่าซูอวี่เก็บระเบิดอีเทนไทออลไปแล้ว ยัยหนูโลลิก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
“แล้วตอนนี้พวกเราจะไปไหนกันต่อล่ะ? โรงแรมเหรอ? วิลล่าเหรอ? หรือว่าจะหาใต้สะพานที่ไหนสักแห่งนอนค้างคืนล่ะ?”
ยัยหนูโลลิเอ่ยถาม พยายามจะสืบเสาะหาตำแหน่งที่ตั้งของที่กบดานของซูอวี่ให้รู้แน่ชัด
สำหรับเรื่องนี้ ซูอวี่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาทำเพียงแค่เหยียบคันเร่งจนมิดไมล์
หึ!
แกล้งทำเป็นหยิ่งยโสไปได้!
ยัยหนูโลลิแค่นเสียงขึ้นจมูก นั่งลงบนเบาะอย่างสงบเสงี่ยม แล้วก็เริ่มจดจำเส้นทางไปพลาง ๆ
เธอตั้งใจจดจำเส้นทางอย่างละเอียด เผื่อว่าตอนขากลับ เธอจะได้สามารถนำทางพี่สาวและคนอื่น ๆ ให้บุกมาจับกุมตัวไอ้หมอนี่ได้ถึงที่กบดานเลยไงล่ะ!
นี่คือความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวของยัยหนูโลลิ
ทว่าซูอวี่กลับไม่ได้ใส่ใจอะไรเลยแม้แต่น้อย
ความคิดของยัยเด็กนี่น่ะ มันก็ดีอยู่หรอกนะ แต่ปัญหาคือ พอถึงเวลานั้น
เธอจะสามารถเดินทางกลับไปได้หรือเปล่า มันก็ยังเป็นเรื่องที่น่าสงสัยอยู่ดี
และต่อให้เธอจะเดินทางกลับไปได้ ที่กบดานแห่งนี้ เขาก็คงจะไม่ได้พักอาศัยอยู่อีกต่อไปแล้วล่ะ
ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกน่า
หลังจากที่ขับรถพายัยหนูโลลิวนเวียนไปมาอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ซูอวี่ก็จอดรถลงที่หน้าหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง
“นี่มัน... โครงการทอมสันริเวียร่างั้นเหรอ?!”
เมื่อมองดูป้ายชื่อหมู่บ้าน ยัยหนูโลลิก็ถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลยทีเดียว
โครงการทอมสันริเวียร่าเนี่ยนะ?!
นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันเนี่ย?
ซูอวี่ไปเอาบ้านที่นี่มาจากไหนล่ะ?
เป็นไปไม่ได้หรอกน่า ตอนนี้เขาไม่มีแม้แต่บัตรประจำตัวประชาชนด้วยซ้ำ แล้วเขาจะไปซื้อบ้านได้ยังไงล่ะ?
หรือว่าเขาจะเช่ามางั้นเหรอ?
เช่าก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ ตอนที่พวกเจ้าหน้าที่ไล่ล่ามาสืบข้อมูลที่นี่ พวกเธอก็ได้ตรวจสอบดูแล้วว่า ที่นี่ไม่มีบ้านเช่าเลยแม้แต่หลังเดียว
บ้านทุกหลังล้วนมีเจ้าของทั้งสิ้น!
และสำหรับข้อสงสัยของยัยหนูโลลินั้น ซูอวี่ก็ไม่ได้มีความคิดที่จะอธิบายให้ฟังเลยแม้แต่น้อย เขาเดินนำหน้าเธอเข้าไปข้างในทันที
ผลจากการสะกดจิตก่อนหน้านี้ยังคงไม่เสื่อมคลาย พนักงานรักษาความปลอดภัยจึงไม่ได้ขัดขวางซูอวี่แต่อย่างใด พวกเขายอมปล่อยให้ซูอวี่เดินเข้าไปข้างในราวกับว่าเขาเป็นเจ้าของบ้านตัวจริง
หลังจากเดินเข้ามาภายในหมู่บ้าน ซูอวี่ก็พายัยหนูโลลิขึ้นลิฟต์ไป
“เธอไม่เคยมาพักอาศัยในบ้านที่มีราคาแพงหูฉี่แบบนี้ล่ะสิ?”
เมื่อมองดูสีหน้าตกตะลึงของยัยหนูโลลิ ซูอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวขึ้นมา
สิ่งนี้ ทำเอายัยหนูโลลิถึงกับเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์
“ใครบอกว่าฉันไม่มีปัญญามาพักอาศัยล่ะ ครอบครัวฉันรวยจะตายไป ฉันก็แค่สงสัยว่านายเข้ามาพักที่นี่ได้ยังไงก็เท่านั้นเองแหละ หรือว่านาย... จะแอบฆ่าเจ้าของบ้านคนก่อน แล้วก็ฮุบบ้านของเขามาเป็นของตัวเองน่ะ?”
ยัยหนูโลลิตั้งข้อสันนิษฐานอย่างกล้าหาญ
ซูอวี่เป็นผู้หลบหนีคดีนะ
การที่ผู้หลบหนีคดีจะฆ่าใครสักคนเพื่อแย่งชิงบ้านของเขามา มันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วนี่นา
ทว่าสำหรับคำพูดของยัยหนูโลลินั้น ซูอวี่ก็ทำได้เพียงแค่หัวเราะออกมาเบา ๆ
เขาจะโง่เง่าเต่าตุ่นถึงขนาดไปฆ่าคนตายเพื่อแย่งบ้านของเขามางั้นเหรอ?
อย่าว่าแต่เขาไม่สามารถลงมือฆ่าคนได้จริง ๆ เลยนะ
ต่อให้เขามีวิธีที่จะซ่อนศพคนคนนั้นเอาไว้ได้อย่างมิดชิด แต่การที่บุคคลที่มีทรัพย์สินระดับมหาเศรษฐีหายตัวไปจากสังคมอย่างไร้ร่องรอยแบบนี้
คนรอบข้างก็ต้องสังเกตเห็นถึงความผิดปกติได้อย่างแน่นอนอยู่แล้ว
แล้วพอพวกเขาสืบสาวราวเรื่องไปมา สุดท้ายก็ต้องมาตกอยู่ที่เขาอยู่ดี แล้วเขาจะทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้ไปทำไมล่ะ?
พักอาศัยอยู่ได้แค่สองสามวัน ก็ต้องถูกพวกเจ้าหน้าที่ไล่ล่าตามมาเจอตัวเข้าจนได้
ไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ซูอวี่ก็ได้เดินมาถึงหน้าประตูห้องพักแล้วล่ะ
“เข้ามาสิ”
ซูอวี่สแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อกประตู ก่อนจะผลักประตูเปิดออก
หลังจากที่ใช้รหัสผ่านเพื่อปลดล็อกในตอนแรก ซูอวี่ก็จัดการเปลี่ยนข้อมูลการยืนยันตัวตนให้เป็นลายนิ้วมือของเขาเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
และเมื่อประตูเปิดออก ยัยหนูโลลิก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างใน
เมื่อมองดูการตกแต่งภายในอันหรูหราอลังการ แล้วก็นึกเปรียบเทียบกับห้องพักอันคับแคบของเธอในศูนย์บัญชาการ
ยัยหนูโลลิก็รู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาทันที
“ซูอวี่ นายนี่มันช่างเสวยสุขเก่งจริง ๆ เลยนะ”
“ขอบคุณที่ชม เชิญนั่งตามสบายเลยนะ”
ซูอวี่จัดการดึงผ้าม่านหน้าต่างให้เปิดออก
ยัยหนูโลลิทอดสายตามองดูวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนเบื้องนอก ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา
“บอกมาได้แล้ว ว่าตกลงนายต้องการจะทำอะไรกันแน่?”
ยัยหนูโลลิจ้องมองซูอวี่พลางเอ่ยถาม
พูดตามตรง จนถึงป่านนี้เธอก็ยังไม่เข้าใจเลยว่า
จุดประสงค์ในการที่ซูอวี่ลักพาตัวเธอมา คืออะไรกันแน่
ไอ้หมอนี่จะลักพาตัวเธอมาทำไมเนี่ย?
ถ้าหากเขารู้สึกว่าเธอเป็นภัยคุกคามต่อเขา เขาก็แค่ฆ่าเธอทิ้งไปซะก็สิ้นเรื่องไม่ใช่หรือไง?
แล้วจะลักพาตัวฉันมาทำไมล่ะ?
ยัยหนูโลลิรู้สึกสับสนงุนงงเป็นอย่างมาก
ทว่าสำหรับเรื่องนี้ ซูอวี่ก็ทำเพียงแค่ยิ้มรับเบา ๆ
ลักพาตัวเธอมาทำไมน่ะเหรอ?
ข้อแรก ก็เพื่อสั่งสอนเธอให้หลาบจำซะบ้าง
ส่วนข้อสอง ก็เพื่อให้มีตัวประกันอยู่ในมือนั่นแหละ
นี่แหละคือจุดอ่อนสำคัญของพวกเจ้าหน้าที่ไล่ล่า
พวกเขาไม่มีทางกล้าลงมือทำอะไรบุ่มบ่ามอย่างแน่นอน
ดีไม่ดี ก็อาจจะต้องยอมทำตามคำสั่งของเขาทุกอย่างเลยด้วยซ้ำไป
นี่แหละคือข้อดีของการลักพาตัวยัยหนูโลลิมา
แน่นอนว่า เงื่อนไขสำคัญก็คือ ทางฝั่งทีมเจ้าหน้าที่ไล่ล่าจะต้องไม่ยอมแพ้และทอดทิ้งยัยหนูโลลิไปซะก่อนนะ
ถ้าหากพวกเขายอมแพ้และทอดทิ้งเธอไป ซูอวี่ก็คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องจัดการปลิดชีพเธอทิ้งซะ
“เธออยากจะดื่มอะไรไหมล่ะ?”
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ซูอวี่ก็ไม่ได้ตอบคำถามของเธอ เขาเดินไปเปิดตู้เย็นพลางเอ่ยถาม
สำหรับเรื่องนี้ หลังจากที่ยัยหนูโลลิจ้องมองซูอวี่อยู่นานสองนาน ในที่สุดเธอก็เอ่ยปากพูดออกมาประโยคหนึ่ง
“ฉันอยากกินชานม”
ซูอวี่: ?