- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นต้นไม้ใหญ่ ข้าจะสร้างอาณาจักรเทพอมตะ!
- บทที่ 557 สายเลือดมังกรบรรพกาล ตื่นขึ้น (ฟรี)
บทที่ 557 สายเลือดมังกรบรรพกาล ตื่นขึ้น (ฟรี)
บทที่ 557 สายเลือดมังกรบรรพกาล ตื่นขึ้น (ฟรี)
บทที่ 557 สายเลือดมังกรบรรพกาล ตื่นขึ้น
สถานการณ์คับขัน ซูมู่ไม่กล้าออมมือ
เขารีบบอกข้อมูลเกี่ยวกับร่างโคลนที่ได้มาให้หวังซวีหมิงทราบ
หวังซวีหมิงตกตะลึงอย่างยิ่ง
แม้แต่จวนเจี้ยวซู่ยังไม่รู้ข้อมูลเหล่านี้เกี่ยวกับร่างโคลน แล้วซูมู่ไปได้มาจากไหน
ดูท่า ซูมู่คงมีช่องทางข้อมูลที่เขาไม่รู้
แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ช่างเป็นสายฝนในยามแล้ง
"เมื่อวาน ความรู้สึกไม่ปกติในร่างข้าเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากไม่มีข้อมูลที่เจ้ามอบให้ ข้าว่าข้าคงไม่รอดถึงวันนี้แน่"
หวังซวีหมิงเอ่ยด้วยความหวาดผวา
ทันใดนั้น เขาก็ทำตามวิธีที่ซูมู่บอก ผลลัพธ์คือความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างเบาบางลงมาก
"ได้ผล"
หวังซวีหมิงแสดงสีหน้าดีใจ
ขณะเดียวกัน
รังจันทรา
ในเขตรักษาความปลอดภัยย่อยของหวังซวีหมิง
"นายท่านทำไมถึงยังไม่กลับมาอีก"
สตรีผู้มีเสน่ห์คนหนึ่งขมวดคิ้ว
นางเป็นหนึ่งในสตรีที่หวังซวีหมิงพากลับมาจากภายนอก ปกติได้รับความโปรดปรานจากเขา
"ลองออกไปดูเถอะ บางทีเขาอาจอยู่ข้างนอกก็ได้"
ดวงตาสตรีผู้มีเสน่ห์เป็นประกายแวววาว
แม้นางจะได้รับความโปรดปราน แต่ก็ไม่ได้ถูกโปรดปรานเพียงผู้เดียว
โดยปกติ นางต้องแข่งขันกับสตรีคนอื่นไม่น้อย
และเมื่อวานหวังซวีหมิงก็ส่งยันต์สื่อสารบอกนางว่าเขากลับมาแล้ว
แต่จนถึงตอนนี้ นางยังไม่เห็นหวังซวีหมิงเลย
นี่ทำให้นางระแวดระวังขึ้น กลัวว่าหวังซวีหมิงจะถูกหญิงเจ้าเล่ห์คนอื่นล่อลวงไป
แน่นอน หวังซวีหมิงเคยเตือนนางกับคนอื่นไว้ว่า หากไม่มีเขาอยู่เฝ้า ห้ามออกไปข้างนอกโดยเด็ดขาด
"ข้าแค่ออกจากเขตรักษาความปลอดภัยย่อย ข้างนอกยังมีเขตรักษาความปลอดภัยใหญ่ของรังจันทราอยู่ ตราบใดที่ข้าไม่ออกจากเขตใหญ่ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร"
สตรีผู้มีเสน่ห์คิดในใจ
สำหรับเรื่องที่หวังซวีหมิงอาจลงโทษภายหลัง นางคิดว่าอาศัยความโปรดปรานของเขาที่มีต่อนาง คงไม่ใช่เรื่องใหญ่
นางรู้ถึงรสนิยมบางอย่างของหวังซวีหมิง
หากถึงเวลานั้นจำเป็น นางก็ยินดีเสียสละเพื่อตอบสนองรสนิยมของเขา
สตรีผู้มีเสน่ห์จึงแอบออกจากเขตรักษาความปลอดภัยย่อยโดยไม่ให้ใครรู้
"ข้างนอกนี่อากาศดีจริงๆ"
เมื่อมาถึงภายนอก สตรีผู้มีเสน่ห์ก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจลึกๆ
เขตรักษาความปลอดภัยย่อยมีพื้นที่จำกัด เป็นเพียงวิหารหลังหนึ่ง
แต่เขตรักษาความปลอดภัยของรังจันทราภายนอกกลับเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง
จากนั้นนางก็เริ่มสำรวจไปรอบๆ
ทั้งดูว่าจะเจอหวังซวีหมิงหรือไม่ ทั้งถือโอกาสออกมาเดินเล่น
ขณะบินไปเรื่อยๆ นางก็รู้สึกประหลาดบางอย่าง
นางมองดูร่างของตนเอง
ทั้งที่เป็นร่างของตนเองแท้ๆ แต่กลับรู้สึกแปลกแยกนิดๆ อย่างบอกไม่ถูก
ข้างๆ นางมีลำธารสายหนึ่ง
สายตาสตรีผู้มีเสน่ห์กวาดไปทางผิวน้ำโดยไม่ตั้งใจ
ในน้ำสะท้อนใบหน้าของนางเอง
ในทันที สตรีผู้มีเสน่ห์รู้สึกขนลุกซู่
ทั้งที่แน่ใจว่านางไม่ได้ยิ้ม แต่ใบหน้าของนางในน้ำกลับยิ้มอยู่
สตรีผู้มีเสน่ห์ตกใจจนรีบหนีกลับเขตรักษาความปลอดภัยย่อย
นางไม่กล้าไปเจอกับคนอื่นเพื่อไม่ให้ความผิดพลาดเปิดเผย
เมื่อกลับมาถึง สิ่งแรกที่นางทำคือหลบเข้าไปในห้องของตนเอง แล้วรีบหยิบยันต์สื่อสารทั้งหมดออกมา
ดูเหมือนยันต์สื่อสารเหล่านี้จะสามารถมอบความรู้สึกปลอดภัยให้นางได้บ้าง
หนึ่งก้านธูปต่อมา
ยันต์สื่อสารทั้งหมดข้างกายของสตรีผู้มีเสน่ห์แตกสลายกลายเป็นผงละเอียด
จากนั้น ข้างเตียงของสตรีผู้มีเสน่ห์ก็ปรากฏสตรีผู้มีเสน่ห์อีกคนหนึ่งขึ้นมา
สตรีผู้มีเสน่ห์คนนี้กำลังยิ้ม
ถัดมา สตรีผู้มีเสน่ห์ที่อยู่บนเตียงก็หายไปอย่างรวดเร็ว
กลางสุญญะปรากฏระลอกคลื่นสีดำซ้อนทับเป็นชั้นๆ สตรีผู้มีเสน่ห์ที่ยิ้มอยู่จมหายเข้าไปในระลอกคลื่นสีดำเหล่านั้นทันที
สตรีผู้มีเสน่ห์จึงหายตัวไปอย่างสิ้นเชิง
เขตหมอกมายา
หวังซวีหมิงสีหน้าผ่อนคลายลงมาก
อย่างน้อยแม้ภัยชีวิตจะยังไม่ถูกขจัดโดยสมบูรณ์ แต่ก็ไม่จ่ออยู่ตรงหน้าอีกต่อไป
หลังจากผ่อนคลายลง เขาก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มเป็นห่วงรังจันทรา
“ไม่รู้ว่าเซียนลั่วพวกนางเป็นยังไงบ้าง”
หวังซวีหมิงกล่าว
“เราควรอย่าเพิ่งติดต่อพวกนาง ร่างโคลนมีความสามารถแพร่กระจายที่น่ากลัวเกินไป เกรงว่าแม้แต่การส่งยันต์สื่อสารไปหา อาจถ่ายทอดพลังประหลาดของร่างโคลนไปด้วยก็ได้”
ซูมู่เตือน
หวังซวีหมิงกล่าว “หากส่งยันต์สื่อสารไม่ได้ ก็ส่งเต๋าลั่วไปก็ยังดี อย่างน้อยต้องเตือนพวกนางบ้าง ไม่งั้นพวกนางอาจไม่รู้ความร้ายแรงของสถานการณ์”
ซูมู่คิดแล้วก็เห็นด้วย
แม้การติดต่อผ่านเต๋าลั่วจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าลดความเสี่ยงลงได้มากที่สุดแล้ว
“ตกลง”
ซูมู่จึงใช้เต๋าลั่วติดต่อหวังเซียนลั่วในทันที
“ผู้อาวุโสซู”
เสียงของหวังเซียนลั่วดังมาด้วยความดีใจ
ซูมู่พูดอย่างจริงจัง “เซียนลั่ว ข้ามีเรื่องต้องบอกเจ้า”
แล้วเขาก็เล่าความเกี่ยวกับร่างโคลนให้ฟัง “จำไว้นะ ห้ามออกไปเด็ดขาด อย่าว่าแต่เขตรักษาความปลอดภัยย่อย แม้แต่ห้องของตัวเองก็อย่าออกไปเลยจะดีที่สุด”
“ข้ารู้แล้ว”
หวังเซียนลั่วกล่าว “เพียงแต่เมื่อวาน พี่อวี้เฟยน่าจะเคยออกไปข้างนอก”
ซูมู่ได้ยินดังนั้นก็ใจสะท้าน “แล้วตอนนี้นางอยู่ไหน”
“เมื่อวานนางกลับเข้าห้อง แล้วก็ไม่ออกมาอีกเลย”
หวังเซียนลั่วกล่าว
“เจ้าห้ามเข้าใกล้ห้องของนางโดยเด็ดขาด”
ซูมู่กล่าวทันที
“ได้”
หวังเซียนลั่วตอบรับ
ซูมู่ยังพอรู้จักนิสัยของหวังเซียนลั่วอยู่บ้าง
เด็กสาวคนนี้ไม่ได้ถูกหวังซวีหมิงตามใจจนเสียคน นิสัยของนางเชื่อฟังและสุขุมมาก
ได้ยินนางตอบรับ ซูมู่จึงวางใจได้บ้าง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
พริบตาเดียวก็ผ่านไปเจ็ดวัน
ในช่วงเจ็ดวันนี้ ความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างของซูมู่และหวังซวีหมิงก็อ่อนลงเรื่อยๆ
จนถึงวันนี้แทบจะหายไปหมดแล้ว
ทั้งสองดูเหมือนจะกลับมาเป็นปกติ
“ซูมู่”
หวังซวีหมิงกล่าว “ข้าต้องกลับรังจันทราแล้ว เดิมทีก็จากไปนานเกินไป ตอนนี้ก็อีกเจ็ดวันที่ไม่ได้กลับไป ข้ากังวลเรื่องเซียนลั่วมากจริงๆ
อีกอย่าง ข้ารู้สึกว่าความรู้สึกประหลาดในร่างข้าหายไปแล้ว บางทีพลังประหลาดของร่างโคลนอาจจางหายไปแล้วก็ได้”
ซูมู่ขมวดคิ้ว
เขาไม่เห็นด้วยนักกับการกลับไปของหวังซวีหมิง
แต่เขาก็รู้ดีว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหวังซวีหมิงกับหวังเซียนลั่วนั้นลึกซึ้งยิ่งนัก
“ช่างเถอะ ข้าจะไปกับเจ้าที่รังจันทราด้วย”
ซูมู่ถอนหายใจกล่าว
มัวถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ แบบนี้ก็ไม่ใช่ทางออก
หวังซวีหมิงแววตาเป็นประกาย
จากนั้น ทั้งสองก็มุ่งหน้าบินไปยังรังจันทรา
ระหว่างทาง ทั้งคู่หลีกเลี่ยงไม่พบเจอกับผู้อื่นในจักรวรรดิต้าหวง ไม่ติดต่อกับใครเลย
หลังจากออกจากจักรวรรดิต้าหวงแล้ว ซูมู่ก็ไม่ได้เร่งเดินทาง
ตลอดทางเขาสำรวจโดยรอบอย่างต่อเนื่อง ดูว่าส่วนอื่นๆ ของโลกเสวียนเทียนเกิดความผิดปกติอะไรหรือไม่
แต่ดูเหมือนว่าส่วนอื่นยังคงเป็นปกติในตอนนี้
ส่วนหวังซวีหมิงไม่มีความอดทนขนาดนั้น รีบเร่งกลับรังจันทราอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้า
ไม่นานหลังจากที่หวังซวีหมิงจากไป ซูมู่ก็รู้สึกสัมผัสถึงบางสิ่ง
ความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นกลับมาอีกครั้ง
จากหางตาของเขา เขาจับภาพได้ว่ามีคลื่นไหวเล็กๆ ในอากาศข้างๆ
ครั้งนี้ไม่ต้องใช้กระจก ซูมู่ก็เห็นเงาเลือนสายหนึ่ง
เงานั้นมีรูปร่างหน้าตาเหมือนซูมู่เป๊ะ และกำลังยิ้มให้เขา
ดวงตาของซูมู่หดแคบลงในทันใด
ร่างโคลนไม่ได้ถูกขจัดออกไป แถมความรุนแรงยังทวีขึ้น
ก่อนหน้านี้เขาต้องใช้กระจกถึงจะเห็นฝ่ายนั้น แต่ตอนนี้ฝ่ายนั้นกลับโผล่ออกมาตรงๆ
แม้ตอนนี้ฝ่ายนั้นยังเป็นเพียงเงาเลือน
ซูมู่รู้สึกในใจว่า หากปล่อยให้ฝ่ายนั้นจับต้องได้เป็นรูปธรรมเมื่อใด นั่นคงเป็นเวลาที่เขาถูกกลืนกิน
เมื่อเห็นใบหน้าที่เหมือนตนเองกำลังยิ้มให้ ซูมู่ก็โกรธขึ้นมาในใจ
เขาระเบิดพลังจุดด่างดำออกมาอย่างบ้าคลั่ง
พลังจุดด่างดำถาโถมใส่เงาเลือนตรงหน้าเสมือนกระแสน้ำหลาก
เงาเลือนสั่นไหว แต่กลับไม่สลายจากพลังจุดด่างดำ
เห็นได้ชัดว่า ต่อให้พลังจุดด่างดำมากเพียงใด ก็ไม่อาจฆ่าเงานี้ได้
“ปราณเสวียนหวง!”
ทั่วร่างของซูมู่ถูกห่อหุ้มด้วยปราณเสวียนหวง แล้วพุ่งใส่เงาเลือน
ตูมมมม!
แรงปะทะครั้งนี้ทำให้พื้นที่โดยรอบระเบิดออก ภูเขาหินในรัศมีหนึ่งร้อยลี้กลายเป็นผุยผง
พอจะเห็นได้ว่าซูมู่โกรธเพียงใด
ในการพุ่งเข้าใส่ครั้งนี้ เงาเลือนสั่นสะเทือนรุนแรง แล้วสลายหายไปเหมือนฟองสบู่
แต่สีหน้าของซูมู่ก็ยังไม่ดีขึ้น
หลังจากเหตุการณ์นี้ เขาก็หมดอารมณ์จะไปที่รังจันทราแล้ว
เขาส่งยันต์สื่อสารไปถึงหวังซวีหมิงว่า “ร่างโคลนยังไม่ถูกขจัด”
แล้วเขาก็มุ่งหน้ากลับสู่จักรวรรดิต้าหวง
เห็นได้ชัดว่า ผนังแห่งเต๋าของจักรวรรดิต้าหวงยังคงมีผล
ในจักรวรรดิต้าหวง ร่างโคลนพัฒนาได้ช้ากว่าชัดเจน
แต่เพิ่งออกมาไม่นาน ร่างโคลนกลับเริ่มเหิมเกริมถึงเพียงนี้
เพราะฉะนั้น ซูมู่จึงต้องกลับไปในทันที
เมื่อเขามาถึงประตูสวรรค์ฝั่งตะวันออกของจักรวรรดิต้าหวง ก็เห็นเงาเลือนที่มีหน้าตาคล้ายเขาอีกครั้ง ปรากฏอยู่ไม่ไกล
บริเวณขอบสุดของไผ่แห่งความทุกข์กำลังแห้งเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นฉากนี้ ซูมู่ก็ใจแข็ง ตัดสินใจทุ่มโชคชะตาสามแสนสายใส่ไผ่แห่งความทุกข์โดยตรง
ด้วยโชคชะตาจำนวนมากเช่นนี้ ความสามารถในการแพร่ขยายของไผ่แห่งความทุกข์เพิ่มขึ้น สามารถรักษาขนาดพื้นฐานของป่าไผ่ไว้ได้อย่างหวุดหวิด
ต่อจากนั้น ซูมู่ก็เห็นชัดเจนว่า เงาเลือนนั้นถูกสกัดไว้ที่นอกป่าไผ่ ไม่สามารถเข้าไปได้
“พอจะได้ผลบ้างจริงๆ”
ซูมู่เบาใจลงเล็กน้อย แล้วกลับเข้าสู่เขตหมอกมายา
ซิ้งงง!
และในเวลาเดียวกัน
พื้นดินทั่วทั้งจักรวรรดิต้าหวงก็สั่นสะเทือนอย่างชัดเจน
แรงสั่นสะเทือนนั้นกินเวลาเพียงหนึ่งลมหายใจ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อระเบียบของจักรวรรดิต้าหวงแต่อย่างใด
แต่ซูมู่รู้ดีว่า ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว”
บนใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้ม
สายเลือดมังกรบรรพกาลซึ่งเป็นผลล้มเหลวจากการทดลอง ได้ก้าวขึ้นสู่ระดับเซียนสวรรค์ขั้นสูง ด้วยการเติมโชคชะตาอย่างต่อเนื่องของเขา
ในขณะเดียวกัน สายเลือดมังกรบรรพกาลและความสามารถในการเสริมพลังของโลก ก็ได้ตื่นขึ้นในที่สุด
เวลานี้ สายเลือดมังกรบรรพกาล ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นผลล้มเหลวอีกต่อไป
มันได้กลายเป็นผลงานสมบูรณ์ที่แท้จริงแล้ว!
ซูมู่ได้นำสายเลือดมังกรบรรพกาล ไปฝังไว้ลึกลงไปใต้ดินของเขตหมอกมายา ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ โดยให้หลอมรวมเข้ากับเส้นชีพจรของดินแดนแห่งนี้
ตอนนี้ เมื่อสายเลือดมังกรบรรพกาลตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เส้นชีพจรของแผ่นดินก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ไม่ได้สร้างความปั่นป่วนอย่างรุนแรง
นอกจากการสั่นสะเทือนอย่างแรงในช่วงแรกแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่เหลือก็เกิดขึ้นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป อย่างเงียบงัน
แม้จะดูสงบ แต่ในความจริง การเปลี่ยนแปลงในแต่ละลมหายใจนั้นล้วนแล้วแต่น่าตกตะลึงทั้งสิ้น
พลังอันไม่ธรรมดาค่อยๆ แทรกซึมออกมาจากสายเลือดมังกรบรรพกาล ไหลหลอมรวมเข้าสู่พื้นดินของจักรวรรดิต้าหวง
ผืนดินดูดซับพลังส่วนใหญ่ไว้ แล้วพลังที่ยังไม่ได้ถูกดูดซับก็แผ่กระจายไปในอากาศ
พลังของสายเลือดมังกรบรรพกาลไม่ใช่พลังวิญญาณ
แต่มันเป็นพลังชนิดหนึ่งที่คล้ายคลึงกับรสชาติแห่งเต๋า สามารถเสริมสร้างจิตวิญญาณและสติปัญญาของสิ่งมีชีวิต
ไม่เพียงเท่านั้น ซูมู่ยังรู้สึกว่าจิตใจของตนปลอดโปร่งขึ้นมาก ราวกับอิทธิพลจากร่างโคลนที่เคยกดดันตนลดลงไปอีกขั้น
“พลังของสายเลือดมังกรบรรพกาล ยังสามารถต่อต้านความประหลาดได้ในระดับหนึ่งด้วย”
ดวงตาของซูมู่เป็นประกาย “สิ่งมีชีวิตในจักรวรรดิต้าหวง หากได้รับพลังชนิดนี้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ความต้านทานต่อความประหลาดย่อมสูงขึ้นเรื่อยๆ”
นอกจากนี้ แม้แต่พลังของผนังแห่งเต๋า ก็ถูกเสริมพลังขึ้นด้วย
ซูมู่เข้าใจแล้วว่า อะไรคือการเสริมพลังของโลก
เขากำหนดขอบเขตของผลกระทบจากสายเลือดมังกรบรรพกาลไว้เฉพาะในจักรวรรดิต้าหวงเท่านั้น
บัดนี้ ทั้งพื้นดินและสุญญะในจักรวรรดิต้าหวง กำลังได้รับการเสริมพลังอย่างรวดเร็ว
นี่มันช่างเหลือเชื่อจริงๆ
รังจันทรา
หวังซวีหมิงรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
เขาได้รับข้อความจากซูมู่แล้ว รู้ว่าร่างโคลนยังไม่ได้ถูกขจัด
หากรู้เช่นนี้ตั้งแต่ต้น เขาย่อมไม่กลับมายังรังจันทรา
แต่ตอนนี้เขาก้าวเข้ามาในรังจันทราแล้ว และยังเข้าสู่เขตรักษาความปลอดภัยย่อยอีกด้วย
**(靈符[หลิงฝู] = ยันต์สื่อสาร แต่อ่านบางบริบท เหมือนจะเป็น หยวนฝู แต่คำนี้ก็ใช้จริงๆ ตอนใช้สื่อสาร ทำให้งงๆว่า ใช้คำผิดหรือยังไง)