- หน้าแรก
- เดิมพันหมดหน้าตัก ขอแค่ได้ก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียน
- ตอนที่ 467 ทุกคนต่างงัดสารพัดวิธีออกมาใช้
ตอนที่ 467 ทุกคนต่างงัดสารพัดวิธีออกมาใช้
ตอนที่ 467 ทุกคนต่างงัดสารพัดวิธีออกมาใช้
ตอนที่ 467 ทุกคนต่างงัดสารพัดวิธีออกมาใช้เพื่อพยายามหลบหลีกก้อนหินที่ร่วงหล่นลงมาจากที่สูง
ในขณะที่พวกกบหินกลายพันธุ์ซึ่งคุ้นชินกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่แล้ว อาศัยความชุลมุนเข้าโจมตีเหล่านักเรียนทหาร
ฮั่วเซวียนซานไม่ได้ร่อนลงพื้น แต่กางปีกบินทะยานขึ้นไปข้างบนโดยตรง ปีกหุ่นรบของเขาไม่ใช่เล็กๆ เมื่อกางออก ความกว้างระหว่างปีกทั้งสองข้างอาจยาวกว่าสิบเมตร ขณะทะยานขึ้นไป ปีกทั้งสองข้างเหยียดตรงเป็นเส้นเดียว หลบหลีกก้อนหินที่ร่วงหล่นลงมานับไม่ถ้วน บางครั้งก็หุบปีกข้างหนึ่งเพื่อลอดผ่านช่องแคบๆ
ทหารเดี่ยวประเภทเบาส่วนใหญ่ยังคงทะยานขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่สามารถค้างตัวอยู่กลางอากาศได้นานนัก เนื่องจากขีดจำกัดด้านความสูงในการกระโดด
เว่ยซานร่อนลงจอดพร้อมกับก้อนหินที่เธอเหยียบอยู่ ทันทีที่ทรงตัวได้ เธอก็เห็นทหารเดี่ยวทีมสถาบันคนหนึ่งอยู่ใกล้ๆ ซึ่งเท้าถูกก้อนหินทับจนแหลก ความเร็วในการหลบหลีกของเขาได้รับผลกระทบอย่างหนัก และในเวลาเดียวกัน ก้อนหินอีกหลายสิบก้อนก็ยังคงร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบน
เว่ยซานพุ่งพรวดเข้าไปหาและยื่นมือไปดึงตัวคนผู้นั้นมา ในเสี้ยววินาทีนั้น ก้อนหินมากมายยังคงร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ เธอไม่ได้หลบก้อนหินที่อยู่เหนือหัว ทว่ากลับกำใบมีดรูปพัดของตนไว้แน่น ชูมันขึ้นสูง แล้วฟันก้อนหินเหล่านั้นจนแตกกระจายเป็นชิ้นๆ อย่างรวดเร็วและดูสบายๆ
ก้อนหินมีจำนวนมากและตกลงมาอย่างหนาแน่น ทำให้นักเรียนทหารได้รับบาดเจ็บกันไม่น้อย เว่ยซานออกคำสั่งให้คนเจ็บทุกคนมารวมตัวกันที่เธอ บางคนที่หุ่นรบได้รับความเสียหายอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว ก็ถูกคนอื่นที่อยู่ใกล้เคียงหามเข้ามา
"กางโล่" เว่ยซานเอ่ยกับเหล่านักเรียนทหารที่อยู่ข้างๆ
แม้พวกเขาจะเคลื่อนไหวอย่างยากลำบาก แต่ก็ยังสามารถยกโล่ที่แขนขึ้นมาได้ เว่ยซานใช้โล่เหล่านั้นเป็นจุดวางเท้า เหยียบพวกมันเพื่อเตะก้อนหินที่พอจะเตะให้พ้นทางได้ ส่วนก้อนไหนที่เตะไม่ทัน เธอสลัดมือเบาๆ ใบมีดรูปพัดก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นดาบผสานในทันที เธอกระโดดขึ้นกลางอากาศและฟันก้อนหินขนาดใหญ่จนแตกละเอียด
ผู้คนเริ่มมารวมตัวกันรอบๆ เธอมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่เหล่าทหารเดี่ยวประเภทเบาทรงตัวได้แล้ว พวกเขาก็เข้ามาร่วมด้วยเช่นกัน โดยเตะก้อนหินเหล่านี้ออกไปรอบๆ เหมือนที่เว่ยซานทำ
วงล้อมนี้แทบจะกลายเป็น 'พื้นที่สุญญากาศ' ไปแล้ว
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ก้อนหินทั้งหมดก็ร่วงหล่นลงสู่พื้น ป่าหินลอยฟ้าไม่มีอีกต่อไปแล้ว มันได้กลายเป็นดินแดนแห่งซากหินถล่ม
เว่ยซานเก็บดาบแล้วร่อนลงสู่พื้น เธอเหลือบมองสมาชิกทีมสถาบันที่อยู่ด้านหลัง จากนั้นก็กวาดสายตามองไปรอบๆ แต่กลับไม่เห็นจินเคอกับอิงเฉิงเหอ เธอขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถามเหลียวหรูหนิงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สองคนนั้นก่อนหน้านี้
เหลียวหรูหนิงหันขวับไปชี้กองหินสองกองที่สูงผิดปกติทางด้านหลัง "...พวกเขาอยู่ข้างในนั้น"
เว่ยซานเดินเข้าไปเตะกองหิน "ยังไม่ตายใช่ไหม"
"...ยังรอดอยู่" เสียงของจินเคอดังมาจากข้างใน
จากนั้น กองหินทั้งสองก็เริ่มกลิ้งตัวตกลงไปด้านข้างอย่างช้าๆ แล้วจินเคอกับอิงเฉิงเหอก็ค่อยๆ ตะเกียกตะกายออกมาจากกองหิน
ทั้งสองคนรู้ซึ้งถึงนิสัยของเต่าอมตะเป็นอย่างดี ในเมื่อไม่ต้องวิ่งหนี พวกเขาก็แค่ล้มตัวลงนอนปล่อยให้หินหล่นทับ เพราะรู้ดีว่ายังไงก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอยู่แล้ว
เว่ยซานกับเหลียวหรูหนิงต่างยื่นมือไปดึงทั้งสองคนขึ้นมา
"ปกติแล้วลมจะหยุดพัดไม่เกิน 20 นาที เราต้องเร่งความเร็วในการเดินทางในช่วง 20 นาทีนี้" จินเคอเอ่ยพลางลุกขึ้นยืนแล้วปัดเศษหินกรวดออกจากตัว
"เกรงว่าเราจะไปไหนไม่ได้แล้วล่ะตอนนี้" เว่ยซานมองไปยังทิศทางที่พวกเขาเพิ่งจากมาแล้วเอ่ยอย่างเนิบช้า
หลายคนมองตามสายตาของเธอไป และเพิ่งจะได้เห็นว่ามีสถาบันการทหารแห่งหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาหาจากแต่ไกล
—สถาบันการทหารหนานพาซี
ณ สถานที่ถ่ายทอดสด
"สองสถาบันนี้ดันมาเจอกันก่อนซะได้ ได้ยินมาว่าช่วงก่อนการแข่งขัน ซานกงปัวเริ่นบอกว่าเขาหวังจะได้สู้กับเว่ยซานจริงๆ นะ" ซีฮ่าวเทียนเอ่ยขณะมองดูหน้าจอแสงสองบานที่ซ้อนทับกัน "ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเปิดศึกกันตอนนี้เลย หรือจะรีบพุ่งตัวไปที่เส้นชัยก่อนกันแน่"
"สถาบันอื่นก็กำลังตามมาติดๆ ถ้าสองสถาบันนี้เปิดศึกกันตอนนี้ เกรงว่าจะได้ไม่คุ้มเสียนะ" อวี๋เทียนเหอกล่าว
"ก็จริง"
ทว่าความจริงแล้ว ภายในสนามแข่งขัน ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวินาทีถัดไป
สองพี่น้องจากหนานพาซีแยกตัวออกจากทีมสถาบันของตัวเอง แล้วพุ่งตรงดิ่งเข้าหาเว่ยซาน พร้อมใจกันเปิดฉากโจมตีเธอ
ไม่ต้องพูดถึงกลุ่มสถาบันการทหารต๋าโมเค่อซือที่พากันด่ากราดว่าพวกนี้มันบ้าไปแล้ว แม้แต่หัวหน้าผู้บัญชาการของหนานพาซีอย่างเกาถังอินก็ยังตกตะลึง เธอรู้ดีว่าซานกงปัวเริ่นต้องการจะประลองกับเว่ยซาน ท้ายที่สุดแล้ว ในช่วงการฝึกซ้อมร่วมกัน เขาก็แสดงออกอย่างชัดเจนมานับครั้งไม่ถ้วน
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่สองพี่น้องเพิกเฉยต่อคำสั่งของหัวหน้าผู้บัญชาการอย่างสิ้นเชิง
การแยกตัวออกจากทีมไปดื้อๆ แบบนี้มันหมายความว่ายังไงกัน
ต่อให้เกาถังอินจะเป็นคนอารมณ์ดีแค่ไหน เธอก็อดไม่ได้ที่จะสบถด่าในใจ แต่เพื่อรักษาศักดิ์ศรีในฐานะหัวหน้าผู้บัญชาการเอาไว้ เธอจำต้องกัดฟันสงบสติอารมณ์ และแสร้งทำเป็นว่าทุกอย่างยังอยู่ภายใต้การควบคุม
ทว่ามันสายเกินไปแล้ว ทางฝั่งนั้น แส้ของซานกงปัวเริ่นตวัดออกไปแล้ว และเข้าปะทะกับเว่ยซาน
"สองรุมหนึ่งมันไม่ค่อยจะเหมาะเท่าไหร่มั้ง" เหลียวหรูหนิงเอ่ยพลางขวางทางซานกงหย่งหนานเอาไว้
ซานกงหย่งหนานแค่นหัวเราะเยาะเบาๆ "นายไม่ใช่คู่มือฉันหรอก"
คุณชายเหลียวเอ่ยอย่างหมดความอดทน "ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะว่าปากนายจะเสียขนาดนี้" เป็นระดับซูเปอร์เอสแล้วมันวิเศษวิโสหนักหนาหรือไง
เขายอมรับแค่เว่ยซานคนเดียวเท่านั้น บางที... อิงซิงเจวี๋ยจากสถาบันตี้กั๋วก็พอไหว อย่างน้อยหมอนั่นก็ยังมีความรับผิดชอบสมกับที่เป็นระดับซูเปอร์เอสล่ะนะ
ไม่เหมือนสองคนนี้ ที่พอเปิดเผยตัวว่าเป็นระดับซูเปอร์เอสปุ๊บ ก็อยากจะท้าทายทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อโอ้อวดความแข็งแกร่งของตัวเองปั๊บ
อีกด้านหนึ่ง ฮั่วเซวียนซานร่อนลงพื้นและตั้งใจจะเข้าไปจัดการทั้งคู่ด้วยกัน แต่กลับถูกหัวหน้าผู้บัญชาการหนานพาซีที่เพิ่งมาถึงขวางเอาไว้
"ผู้บัญชาการจิน ปล่อยให้พวกเขาประลองกันไปไม่ดีกว่าเหรอคะ ถ้าเปิดศึกกันหมดทุกคน มันจะสิ้นเปลืองทรัพยากรมากเกินไป แถมเรายังไปไม่ถึงเส้นชัยด้วย" เกาถังอินเอ่ยอย่างสุภาพ
"ในเมื่อคุณคิดว่ามันสิ้นเปลืองทรัพยากร แล้วทำไมคุณไม่สั่งให้สองคนนั้นหยุดล่ะ" จินเคอเอ่ยด้วยความโกรธเล็กน้อย ในมุมมองของเขา การเปิดศึกในตอนนี้เป็นการกระทำที่โง่เขลาอย่างยิ่ง
เกาถังอินรู้สึกผิด แต่ในเมื่อตอนนี้เธอไม่สามารถควบคุมพี่น้องซานกงได้ เธอจึงทำได้แค่ปั้นหน้าสู้เสือ "พวกเขากำลังสู้กันอยู่ค่ะ"
ท้ายที่สุด ฮั่วเซวียนซานก็ถูกจินเคอห้ามเอาไว้อยู่ดี ทางฝั่งนั้นยังมีคุนหลี่อีไลอยู่อีกคน การให้ทหารเดี่ยวทีมกำลังหลักทั้งหมดเข้าปะทะกันในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องฉลาดอย่างแน่นอน ยังไม่ต้องพูดถึงกบหินกลายพันธุ์ที่ซุ่มซ่อนอยู่รอบๆ และจ้องมองพวกเขาอย่างหิวโหยอีกต่างหาก
ทีมสถาบันการทหารทั้งสองแห่งไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ และทำได้เพียงยืนดูพวกเขาทั้งสี่คนต่อสู้กันอยู่ที่นี่
ซานกงปัวเริ่นไม่มีท่าทีเก้ๆ กังๆ เหมือนตอนเริ่มการฝึกซ้อมร่วมกันอีกต่อไป แส้ในมือดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งที่งอกเงยออกมาจากร่างกายของเขาเอง เพียงแค่เว่ยซานยืนอยู่ภายในรัศมีแส้ของเขา เธอก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกถูกจองจำอย่างท่วมท้น ราวกับจะไม่มีวันหลุดพ้นจากมันไปได้
ความรู้สึกนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าตอนเผชิญหน้ากับซานกงหยางหลิงในตอนนั้นเสียอีก