- หน้าแรก
- ฟ่านอี หนึ่งเนตรครอบจักรวาล
- ตอนที่ 233 เข้าสู่อี้โจว
ตอนที่ 233 เข้าสู่อี้โจว
ตอนที่ 233 เข้าสู่อี้โจว
ตอนที่ 233 เข้าสู่อี้โจว
เมื่อฟ่านอีเดินออกจากตำหนักชิงอี๋ รอยยิ้มยินดีที่ปรากฏขึ้นเมื่อครู่เพราะได้รับคำชมก็พลันเลือนหายไปจนหมดสิ้น
สีหน้าของเขาในยามนี้ ย่ำแย่เสียจนแทบจะบีบน้ำขื่นออกมาได้
ครั้งนี้ ภารกิจที่ชิงเฉินมอบหมายให้พวกเขาทั้งสาม คือการแทรกซึมเข้าสู่ใจกลางอีโจว
เล่ากันว่า 【หน่วยลับมี่เจิน】 สืบทราบมาว่า ในเดือนที่ผ่านมา เหล่าสำนักต่างๆ ทั่วอีโจว ล้วนมีกระแสใต้น้ำแฝงเร้น ราวกับกำลังเตรียมพร้อมเพื่อทำเรื่องใหญ่บางอย่าง
ทว่ากลับไม่มีผู้ใดปริปาก บรรดาสำนักในอีโจวต่างปิดปากเงียบ ไม่มีข่าวลือเล็ดลอดออกมา แม้แต่หน่วยลับมี่เจินเองก็ยังไม่อาจสืบสาวราวเรื่องได้แน่ชัด
ดังนั้น ชิงเฉินจึงตัดสินใจส่งฟ่านอีและพวกอีกสองคนเข้าไปในอีโจว
แน่นอนว่า การเรียกพวกเขาทั้งสามไป ย่อมไม่ใช่เพื่อให้ไปสืบสาวเรื่องนี้
ขนาดคนของหน่วยลับมี่เจินที่แฝงตัวอยู่หลายปียังสืบไม่ได้ ชิงเฉินย่อมไม่คิดว่าผู้บ่มเพาะขอบเขตก่อตั้งรากฐานช่วงต้นสามคนอย่างพวกเขาจะสืบได้
ที่เรียกไปครานี้ แท้จริงแล้วเพียงเพื่อให้พวกเขาคอยช่วยเหลือคนของหน่วยลับมี่เจิน ส่งต่อข่าวสารภายในเขตแดนอีโจว
เนื่องจากเรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญ ทำให้ทั่วทั้งอีโจวเวลานี้จับตามองกันอย่างเข้มงวด
คนของหน่วยลับมี่เจินในอีโจวล้วนเป็นหน้าเก่า ไม่สะดวกที่จะลงมือบ่อยครั้ง จึงต้องอาศัยหน้าใหม่ๆ ช่วยดึงดูดความสนใจของอีโจว ให้หน่วยลับมี่เจินลงมือได้สะดวกขึ้น
หากจะว่ากันให้ชัดเจน ก็คือต้องการคนที่เก่งกาจสักสองสามนาย เสี่ยงอันตราย ทำหน้าที่เป็นเหยื่อล่อ
คนเช่นนี้ ขอบเขตไม่ควรสูงเกินไป เพราะจะตกเป็นเป้าสายตาคนได้ง่าย
แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรต่ำเกินไป เพราะหากถูกจับได้ จะไม่มีกำลังพอหนีรอด
ดังนั้น ภารกิจนี้จึงตกลงมาอยู่ที่พวกเขาทั้งสาม
ผู้บ่มเพาะขอบเขตก่อตั้งรากฐานช่วงต้น ต่อให้ก่อความวุ่นวายในอีโจว ก็ยังไม่ถึงขั้นทำให้พวกสำนักในอีโจวต้องทุ่มสุดกำลังมาล้อมสังหาร
อย่างมากก็แค่ส่งผู้บ่มเพาะขอบเขตเดียวกันมาขัดขวาง
ผู้บ่มเพาะขอบเขตก่อตั้งรากฐาน ไม่ได้มากมายเหมือนผู้บ่มเพาะขอบเขตหลอมรวม ขอเพียงจัดการให้ดี คนที่ไปก็มีโอกาสที่จะหนีรอดได้ เมื่อถูกจับได้แล้ว
ดังนั้นแล้ว คนอย่างฟ่านอีทั้งสาม ซึ่งเมื่อเทียบกับผู้บ่มเพาะขอบเขตก่อตั้งรากฐานช่วงต้นทั่วไปแล้ว ค่อนข้างจะแข็งแกร่งกว่า ย่อมกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
เพียงแต่ว่า ถึงแม้จะอธิบายเหตุผลได้แจ่มชัดแล้ว ฟ่านอีกลับรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง
เขาคิดในใจว่า เหตุใดเพียงเพราะตนโดดเด่น ถึงต้องไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเช่นนี้ แทนที่จะอยู่ในสำนักเงียบๆ ยกระดับขอบเขต
ในความคิดของเขา ก็เพราะตนโดดเด่นถึงเพียงนี้ ไม่ควรจะยิ่งต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ตั้งหน้าบ่มเพาะอย่างเดียว ยกระดับให้สูงขึ้นหรอกหรือ
ทว่าเขาไม่รู้เลยว่า หากอยู่แต่ในสำนัก ความคิดนี้ของเขาจะตรงกับความคิดของฉืออวิ๋นและคนอื่นๆ
ดังนั้นแล้ว คนอย่างฉืออวิ๋นจึงรู้สึกว่าฟ่านอีมีจิตสังหารรุนแรงเกินไปสร้างความเสียหายแก่กำลังคนของสำนัก จึงเกิดความรังเกียจเขา
แต่ในกองวิญญาณพิทักษ์ แนวคิดกลับตรงกันข้าม
ฮ่าวต้าจงและชิงเฉินในยามที่ผมแดง ต่างเห็นพ้องว่า หยกหากไม่เจียระไนก็ไร้ค่า คนที่โดดเด่นเพียงใด ยิ่งสมควรออกไปเผชิญอุปสรรคนานา
เช่นนั้น เมื่อคนคนนั้นอยู่รอดจนถึงที่สุด จึงจะเติบโตเป็นกำลังที่สำนักพึ่งพาได้อย่างแท้จริง
ดังนั้นแล้ว หลังจากชิงเฉินได้ทราบถึงผลงานในสนามรบของฟ่านอีเมื่อวานนี้ จึงเป็นคนแรกที่ลงชื่อเขาไว้ในภารกิจนี้
จุดประสงค์คือต้องการฝึกฝนเขาอย่างถึงที่สุด ให้เขาเติบโตเป็นคนเก่งกาจที่สุดของสำนัก
“เฮ้อ.. วันหลังจะโดดเด่นอีกไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นไม่ช้าก็เร็วต้องตายข้างนอก..”
“ข้าเพียงอยากเป็นเซียนอิสระเงียบๆ ไฉนต้องมาทรมานข้าเช่นนี้..”
ระหว่างทางกลับ ฟ่านอีเอาแต่บ่นในใจไม่หยุด
เพียงแต่ว่า เมื่อรับภารกิจมาแล้ว ต่อให้ไม่เต็มใจเพียงใด เขาก็ต้องไปทำจนสำเร็จ
ใครใช้ให้เขาเป็นศิษย์ของฮ่าวต้าจง จะมาทำเรื่องหลบหนีเอาตัวรอด ให้อีกฝ่ายเสียหน้าไม่ได้
ตามความหมายของชิงเฉิน ครั้งนี้ฟ่านอีต้องรอให้หน่วยลับมี่เจินที่อยู่ในอีโจว ส่งคำสั่งมา จึงจะกลับเมืองชางโจวได้
ดังนั้น เขาเองก็ไม่รู้ว่า การไปครั้งนี้จะต้องอยู่ในอีโจวนานเพียงใด
เขาจึงรีบไปที่ตลาดการค้าอีกครั้ง ซื้อวัสดุและของรักษาชีวิตบางอย่าง ก่อนกลับมายังกระโจม
เนื่องจากพรุ่งนี้ทั้งสามคนจะต้องแยกย้ายออกเดินทางจากสถานที่ต่างกัน
ดังนั้น เขาจึงไม่มีเวลาหลอมโอสถก่อตั้งรากฐานอีกแล้ว ได้แต่ฝึกฝน【ก้าววายุใบไม้】ต่อ เพื่อให้ตนหลบหนีในอีโจวได้คล่องแคล่วขึ้น
ค่ำคืนผ่านไปอย่างเงียบงัน
วันรุ่งขึ้น ณ เส้นทางเล็กๆ ไกลจากด่าน
ฟ่านอีนั่งอยู่บนรถม้าสามัญชนคันหนึ่ง ในมือถือหน้ากากแปลงกายที่ได้มาจากการทดสอบหุบเขาคร่ำครวญ นั่นคือหน้ากาก【เงามายา】 พลางคลึงเล่นไปมา
จากนั้นเขาก็หยิบหน้ากากอีกชิ้นหนึ่งออกมาสวมใส่ลงบนใบหน้า
ทันใดนั้น รูปร่างและหน้าตาของเขาทั้งหมดก็พลันเปลี่ยนไป กลายเป็นชายร่างเตี้ยล่ำสัน
ปราณวิญญาณทั่วร่างถูกเก็บงำจนสิ้น เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
นี่คือของที่ชิงเฉินมอบให้ทั้งสามคนเมื่อวานนี้ เพื่อใช้ในการแปลงกายขณะแทรกซึมเข้าสู่อีโจว
หน้ากากนี้ หากผู้ใช้ยังอยู่ในขอบเขตใหญ่ขั้นเดียวกันกับผู้พบเห็น จะไม่สามารถถูกมองทะลุได้
แต่ทว่า หน้ากากนี้เปลี่ยนได้เพียงรูปลักษณ์เดียวเท่านั้น ไม่สามารถทำได้เหมือน【เงามายา】ของเขาที่สามารถบันทึกรูปลักษณ์ของผู้คนได้
“แม้จะหลอกได้แค่คนที่อยู่ในขอบเขตใหญ่ขั้นเดียวกันเช่นกัน แต่【เงามายา】ของข้าเอง ก็ยังดีกว่าอยู่ดี..”
ฟ่านีเก็บ【เงามายา】 พลางพึมพำกับตนเอง
เขาตัดสินใจแล้วว่า เมื่อก้าวเข้าสู่เขตแดนอีโจว จะใช้【เงามายา】จำลองรูปลักษณ์ของคนท้องถิ่นสักคน แล้วสานต่อด้วยสถานะผู้บ่มเพาะเดินทางในอีโจว
หน้ากากที่ชิงเฉินให้ แม้จะปกปิดปราณวิญญาณได้ดีกว่า แต่เขาก็ยังรู้สึกว่า สถานะมนุษย์ธรรมดานั้น ถึงจะอำพรางตัวได้ง่าย แต่ก็ไม่สะดวกที่จะเดินทางในหมู่ผู้บ่มเพาะ
ทว่าระหว่างช่วงแรกที่เข้าสู่อีโจวนั้น เขาก็ยังตัดสินใจใช้หน้ากากมนุษย์ธรรมดาใบนี้ก่อน เพราะจะช่วยลดความยุ่งยากลงได้มาก
เป็นเช่นนี้ คลอไปกับเสียงล้อไม้ดัง “เอี๊ยดอ๊าด” ฟ่านอีถูกเขย่าโยนมาตลอดทาง กว่าจะเข้าสู่เขตอีโจวก็ปาเข้าไปครึ่งเดือนเต็ม
หลังจากแยกตัวจากนายสารถีแล้ว ฟ่านอีก็เดินลำพังเพียงผู้เดียวบนเส้นทางเล็กกลางขุนเขา ก้าวไปช้าๆ
เขาปล่อยผีเสื้อเร้นราตรี ลาดตระเวนไปเบื้องหน้าครู่หนึ่ง แล้วแน่ใจว่าใกล้ๆ ไม่มีผู้บ่มเพาะ จึงเร่งฝีเท้าพุ่งทะยานไป
สามวันต่อมา เขามาถึงเมืองที่ชื่อว่า【เมืองจิ้นหลิง】 เดินวกไปวนมาอยู่ในเมืองนานสองนาน จึงหาจนพบแผงขายขนมเปี๊ยะแผงหนึ่ง
เขาทำหน้าเรียบเฉยเดินเข้าไปหาแผงลอย มองดูขนมเปี๊ยะด้านใน ก่อนเอ่ยกับเจ้าของแผงว่า
“เจ้าของแผง ขอขนมเปี๊ยะสองชิ้น”
“ได้เลยขอรับ! ท่านคอยระวังร้อนนะขอรับ ราคาสี่อีแปะขอรับ”
เจ้าของแผงเห็นลูกค้ามา ก็รีบยิ้มกว้างเต็มใบหน้า หยิบขนมเปี๊ยะสองชิ้นส่งให้
ฟ่านอีรับขนมมา แต่ไม่ได้จ่ายเงินทันที กลับเพ่งมองอีกสองสามตา ก่อนถามต่อว่า
“ขนมเปี๊ยะนี่ กินแล้วอิ่มหรือไม่..”
“ท่านกล่าวอันใดนั่น ไม่ให้อิ่มแล้วจะเรียกว่าขนมเปี๊ยะได้อย่างไรขอรับ ต้องอิ่มสิขอรับ”
“ในใต้หล้านี้ ไม่มีขนมเปี๊ยะที่กินแล้วไม่อิ่มดอกขอรับ”
เมื่อได้ฟังคำนี้ เจ้าของแผงก็หัวเราะร่า รีบตอบกลับไป
“อ้อ..? เช่นนั้นหากข้ากินแล้ว แต่รู้สึกว่ายังไม่อิ่มเล่า จะว่าอย่างไร..”
ฟ่านอีพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้มเย้ยขึ้นที่มุมปาก แล้วเอ่ยถาม
(จบตอน)