- หน้าแรก
- ระบบเศรษฐีนักเขียน พาหวานใจสายลุยท่องโลกกว้าง
- บทที่ 13: ถวายดอกไม้แทนธูป
บทที่ 13: ถวายดอกไม้แทนธูป
บทที่ 13: ถวายดอกไม้แทนธูป
บทที่ 13: ถวายดอกไม้แทนธูป
เมื่อก้าวผ่านประตูภูเขาเข้ามา จะพบกับเส้นทางแยกไปทางซ้ายและขวา
ทางหนึ่งสำหรับเดินเท้าขึ้นเขา ส่วนอีกทางเป็นทางไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้า
ฝั่งที่ไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้าค่อนข้างเนืองแน่น เมื่อมองออกไปไม่ไกลก็จะเห็นว่าแถวของคนที่รอขึ้นกระเช้ายาวเหยียดจนล้นออกมานอกจุดพักคอยแล้ว
ทว่าฝั่งทางเดินเท้าก็มีคนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจากเส้นทางสายนี้มุ่งตรงสู่วัดก่านทงและสำนักชีจี้จ้าว ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาเยือนด้วยชื่อเสียงอันโด่งดัง
แน่นอนว่าทั้งสองคนเลือกที่จะเดินเท้าขึ้นเขา เขาชางซานได้รับการพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวมานานแล้ว ตลอดเส้นทางไปจนถึงยอดเขาจึงมีการปูพื้นหินและทำบันไดไว้อย่างดีแทบจะไม่มีอันตรายใดๆ
"คุณเดินป่าบ่อยไหมครับ?" หลินจื่อหานเอ่ยถามขณะมองอวี๋ซีเสวียนที่หยิบเสื้อแจ็กเก็ตกันลมออกจากกระเป๋ามาสวม ดูเหมือนว่าอุปกรณ์ของเธอจะเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดีทีเดียว
"บ่อยค่ะ พ่อฉันชอบปีนเขา สมัยเรียนมัธยมปลายท่านก็พาฉันมาด้วยบ่อยๆ" อวี๋ซีเสวียนตอบกลับ
หลินจื่อหานพยักหน้ารับแล้วก้มมองโทรศัพท์มือถือ ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ระดับความสูงสองพันสองร้อยเมตรเหนือระดับน้ำทะเล
ตอนนี้เป็นเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พืชพรรณอุดมสมบูรณ์ที่สุด สองข้างทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินเต็มไปด้วยไม้พุ่มเตี้ยและไม้ยืนต้นสูงใหญ่ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความเขียวขจีชอุ่มตา
"รับช็อกโกแลตสักชิ้นไหมครับ?" หลินจื่อหานเอ่ยถาม
"ยังดีกว่าค่ะ เราเพิ่งจะเริ่มเดินกันเอง แต่คิดว่าเดี๋ยวอีกสักพักคงได้กินแน่ๆ" อวี๋ซีเสวียนพูด
"โอเคครับ"
เนื่องจากเพิ่งเริ่มต้นการเดินทาง ทั้งสองคนจึงยังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ และสามารถเดินคุยกันไปได้อย่างสบายๆ
อวี๋ซีเสวียนถึงกับยังมีแก่ใจหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายวิดีโอเก็บไว้ได้อีกด้วย
ทว่าหลังจากที่ไปเที่ยวเมืองโบราณต้าหลี่ด้วยกันเมื่อคืน หลินจื่อหานก็สังเกตเห็นว่า อันที่จริงแล้วอวี๋ซีเสวียนใช้เวลาถ่ายวิดีโอไม่นานเลย เธอไม่ได้ถือโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายตลอดทาง
เพราะต้องถ่ายทำและตัดต่อด้วยตัวเองมาโดยตลอด เธอจึงรู้ดีว่าต้องการฟุตเทจแบบไหนตั้งแต่แรก ทำให้เธอสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการออกมาได้แทบจะในทันที
เดินไปไม่กี่ก้าวก็จะเจอกับบันไดสองสามขั้น บันไดเหล่านี้ไม่ได้ชันมากนัก ทำให้เดินขึ้นไปได้อย่างไม่ยากลำบาก
หลังจากเดินมาได้ประมาณสิบนาที พวกเขาก็เจอกับซุ้มประตูหินขนาดเล็ก บนป้ายสลักตัวอักษรแนวตั้งสามตัวว่า "วัดก่านทง" ด้านหลังป้ายสีดำเป็นภาพแกะสลักนูนต่ำรูปภูเขาและท้องทะเลที่ดูงดงามประณีตเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อมาถึงจุดนี้ เท่ากับว่าพวกเขาได้เข้าสู่เขตของเขาชางซานอย่างแท้จริงแล้ว ต้นไม้สูงใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาบดบังท้องฟ้ามีให้เห็นอยู่ทุกหนทุกแห่ง แสงแดดที่สาดส่องทะลุช่องว่างระหว่างใบไม้ลงมาเกิดเป็นปรากฏการณ์ทินดอลล์ ทำให้มองเห็นลำแสงเป็นริ้วๆ อย่างชัดเจน
ทั้งสองคนเดินมุ่งหน้าต่อไปท่ามกลางนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังสำนักชีจี้จ้าว
"ตอนแรกผมคิดว่าจะไม่ค่อยมีคนมาปีนเขาเสียอีก นึกไม่ถึงเลยว่าคนจะเยอะขนาดนี้" หลินจื่อหานเอ่ยขึ้น ด้วยความเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์แบบ พละกำลังของเขาจึงอยู่ในระดับยอดเยี่ยม
"การเดินป่าปีนเขาเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากนะคะ ตอนอยู่มหาวิทยาลัยฉันก็มักจะไปเดินป่าปีนเขากับเพื่อนร่วมห้องบ่อยๆ พอกลับบ้านช่วงปิดเทอม ฉันก็ไปปีนเขากับครอบครัวเหมือนกัน" ลมหายใจของอวี๋ซีเสวียนยังคงสม่ำเสมอ เธอรักษารังหวะการเดินได้เป็นอย่างดี
"คุณเรียนจบจากมหาวิทยาลัยไหนเหรอครับ?" หลินจื่อหานถาม
"มหาวิทยาลัยซื่อชวนค่ะ" อวี๋ซีเสวียนตอบ
"ถ้าอย่างนั้นเวลากลับบ้านช่วงปิดเทอมคงสะดวกมากเลยนะครับ ไม่เหมือนผมที่ไปเรียนไกลถึงมหาวิทยาลัยเซินเจิ้น ทั้งที่บ้านเกิดอยู่ตงเป่ย เลยกลับบ้านได้แค่ช่วงปิดเทอมฤดูหนาวกับฤดูร้อนเท่านั้นเอง" หลินจื่อหานรู้สึกอิจฉาอยู่เล็กน้อย
ในช่วงชีวิตมหาวิทยาลัย การต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปเรียนหนังสือตามลำพังในเมืองที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่รู้สึกคิดถึงบ้าน
ตอนนั้นเขามักจะคิดเสมอว่า หากตนเองทำคะแนนสอบเกาเข่าได้ดีกว่านี้อีกสักนิด แล้วสอบติดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีฮาร์บินได้ก็คงจะดีไม่น้อย
"ก็จริงค่ะ แต่มันก็ไม่ได้ดีไปเสียทั้งหมดหรอกนะคะ การเรียนมหาวิทยาลัยในมณฑลบ้านเกิดตัวเองทำให้ฉันรู้สึกเหมือนขาดประสบการณ์อะไรบางอย่างไป ราวกับว่าไม่ได้สัมผัสกับความรู้สึกของการ 'ไปใช้ชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยต่างถิ่น' อย่างแท้จริงน่ะค่ะ"
ระหว่างที่เดินเท้าขึ้นเขา ทั้งสองก็พูดคุยทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
หลินจื่อหานเป็นคนที่เชื่อในรักแรกพบ นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นอวี๋ซีเสวียน เขาก็รู้สึกได้ทันทีว่าเธอคือผู้หญิงในสเปกของเขาทุกประการ ดังนั้นเขาจึงอยากจะทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้รู้สึกปุบปับอยากจะรีบร้อนตกลงปลงใจคบหากันในทันทีก็ตาม
เขาเชื่อในความรักแรกพบ ไม่ใช่ความรักแบบวันไนต์สแตนด์ชั่วข้ามคืน
ทางด้านอวี๋ซีเสวียนเองก็มีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน เธอไม่ได้รู้สึกรำคาญใจกับคำถามของหลินจื่อหานเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เธอรู้สึกยินดีที่จะเปิดเผยเรื่องราวของตัวเองให้เขาฟังด้วยซ้ำ
ไม่นานนักทั้งคู่ก็เดินทางมาถึงสำนักชีจี้จ้าว ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป พวกเขาก็พบกับดอกไม้และต้นไม้อวบน้ำที่ละลานตาอยู่ทุกหนทุกแห่ง สีสันอันสดใสของดอกไม้ตัดสลับกับสีเขียวอ่อนของต้นไม้อวบน้ำ ช่วยลดทอนความเคร่งขรึมของสำนักชีแห่งนี้ลง และแทนที่ด้วยความมีชีวิตชีวารวมถึงความร่มรื่นเบิกบานตา
ในอากาศไร้ซึ่งกลิ่นควันธูป มีเพียงกลิ่นหอมกรุ่นของมวลดอกไม้ที่อบอวลไปทั่วบริเวณ
นั่นเป็นเพราะว่าสำนักชีจี้จ้าวเป็นวัดที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร ที่นี่ไม่มีการจุดธูปบูชา แต่จะใช้การถวายดอกไม้แทนเท่านั้น
"คุณบอกว่าที่นี่ไม่มีการจุดธูป แล้วเงินบริจาคของวัดมาจากไหนล่ะคะ?" อวี๋ซีเสวียนหันไปถามหลินจื่อหาน
"ทั้งหมดนี่ก็เงินทั้งนั้นไม่ใช่หรือไงครับ?" หลินจื่อหานพยักพเยิดหน้าไปยังกระถางดอกไม้ที่วางเรียงรายอยู่บนพื้น
"หืม?" อวี๋ซีเสวียนชะงักไปชั่วครู่
"ป้ายตรงนั้นก็มีเขียนบอกไว้ไม่ใช่เหรอครับ? ดอกไม้ก้านละยี่สิบหยวน ถ้าเป็นแบบกระถางก็หกสิบแปดหยวน" หลินจื่อหานชี้ไปที่ป้ายบนกำแพง "พูดกันตามตรง ราคานี้ก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่นะครับ"
"ถ้าอย่างนั้น... เราจะถวายดอกไม้กันไหมคะ?" อวี๋ซีเสวียนเอ่ยถาม
"ในเมื่อมาถึงแล้ว ก็ถวายสักคนละก้านเถอะครับ" หลินจื่อหานตอบ
อุตส่าห์ดั้นด้นมาตั้งไกล หากไม่ได้ถวายดอกไม้สักหน่อยก็คงน่าเสียดายแย่
ทั้งสองคนควักเงินซื้อดอกไม้มาถวายเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นพวกเขาก็เหลือบไปเห็นว่าที่นี่มีจุดให้เขียนป้ายอธิษฐานขอพรแขวนไว้ด้วย
ถวายดอกไม้ไปแล้ว จะไม่เขียนป้ายขอพรแขวนไว้สักหน่อยได้อย่างไร?
ราคาแผ่นละหกสิบแปดหยวน จัดไป!
หลินจื่อหานไม่ได้ขอพรให้พ่อแม่มีสุขภาพแข็งแรง เพราะระบบได้ให้การรับประกันเรื่องนั้นไปเรียบร้อยแล้ว
สิ่งที่เขาอธิษฐานขอพรก็คือ ขอให้หลุดพ้นจากความโสดโดยเร็วที่สุด
หลังจากได้มาพบกับอวี๋ซีเสวียน เขาก็ชักจะไม่อยากใช้ชีวิตอิสระเสรีในฐานะ 'หนุ่มโสดผู้สูงส่ง' แบบเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว
"คุณอธิษฐานขออะไรไปเหรอคะ?" อวี๋ซีเสวียนชะโงกหน้าเข้ามาใกล้หลินจื่อหาน พยายามชะเง้อมองสิ่งที่เขาเขียนลงไป
หลินจื่อหานรีบคว่ำแผ่นไม้ลงเพื่อไม่ให้เธอเห็น "ดูไม่ได้นะครับ ถ้าให้คนอื่นเห็นเดี๋ยวพรจะไม่สมหวังเอานะ"
"นี่ไม่ใช่การอธิษฐานเป่าเค้กวันเกิดเสียหน่อย ทำไมจะไม่สมหวังล่ะคะ? เอาน่า ให้ฉันดูหน่อยเถอะ" อวี๋ซีเสวียนรบเร้า
"ถ้าอย่างนั้น คุณก็ต้องเอาของคุณมาให้ผมดูเหมือนกันนะครับ" หลินจื่อหานแบมือออกไป
"อ่ะ นี่ค่ะ" อวี๋ซีเสวียนยื่นแผ่นไม้ขอพรของเธอให้หลินจื่อหาน
ข้อความที่เขียนอยู่บนนั้นเป็นคำขอพรพื้นฐานทั่วไป: ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงและสมปรารถนาในทุกสิ่ง
ทว่าบรรทัดสุดท้ายกลับมีตัวอักษรสี่ตัวเขียนกำกับไว้ว่า: "สละโสดไวๆ"
"พวกเรานี่ใจตรงกันจังเลยนะครับ" หลินจื่อหานยิ้มและส่งแผ่นไม้คืนให้อวี๋ซีเสวียน ก่อนจะสังเกตเห็นว่าพวงแก้มของเธอได้ซับสีเลือดแดงระเรื่อขึ้นมาเสียแล้ว
มุมปากของหลินจื่อหานยกยิ้มขึ้น อาการขัดเขินของหญิงสาวช่างดูมีเสน่ห์น่าหลงใหลเสียจริง
ทั้งสองนำแผ่นไม้ขอพรของตัวเองไปแขวนไว้ เห็นแก่เงินหกสิบแปดหยวนที่จ่ายไป พระพุทธองค์ก็คงจะทรงเมตตาประทานพรให้พวกเขาอย่างแน่นอน
"คุณอยากลองทานอาหารเจของที่นี่ดูไหมครับ?" หลินจื่อหานเอ่ยถาม
"ฉันเพิ่งทานมื้อเช้าที่โรงแรมมา ตอนนี้ก็เลยยังไม่หิวเลยค่ะ ขืนสั่งมากินทิ้งกินขว้างคงไม่ดีแน่" อวี๋ซีเสวียนส่ายหน้าปฏิเสธ
ดังนั้นทั้งสองคนจึงเดินชมบรรยากาศรอบๆ สำนักชีจี้จ้าวกันต่ออีกสักพัก พื้นที่พวกเขาย่ำเดินปูด้วยอิฐหินสีเทาอมฟ้า กำแพงโบราณที่ตั้งตระหง่านทิ้งร่องรอยแห่งกาลเวลาเอาไว้ ทว่าตามมุมต่างๆ กลับถูกประดับประดาไปด้วยกระถางต้นไม้อวบน้ำนับไม่ถ้วนที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
บนกำแพงมีตัวอักษรคำว่า "เซน" ขนาดใหญ่เขียนเอาไว้ หลินจื่อหานเอื้อมมือไปสัมผัสดูก็พบว่ามันไม่ใช่สติกเกอร์ แต่ดูเหมือนจะเป็นการใช้พู่กันตวัดเขียนขึ้นมาด้วยมือจริงๆ
อวี๋ซีเสวียนใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายวิดีโอเก็บภาพตอนที่หลินจื่อหานกำลังแตะสัมผัสตัวอักษร "เซน" เอาไว้
หลังจากเที่ยวชมสำนักชีจี้จ้าวจนทั่วแล้ว ทั้งคู่ก็ออกเดินทางขึ้นเขากันต่อ ระยะทางที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของการเดินทางเท่านั้น อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องเดินไปให้ถึงจุดกระดานหมากเจินหลงให้จงได้