- หน้าแรก
- โต้วหลัว ระบบเทพสวรรค์จุติกำเนิดใหม่พร้อมเพลิงสุริยัน
- ตอนที่ 332 จักรวรรดิซิงหลัวตะลึง ทหารสองหมื่นนายตายเกลี้ยง?
ตอนที่ 332 จักรวรรดิซิงหลัวตะลึง ทหารสองหมื่นนายตายเกลี้ยง?
ตอนที่ 332 จักรวรรดิซิงหลัวตะลึง ทหารสองหมื่นนายตายเกลี้ยง?
เย่มู่และพรหมยุทธ์กระดูกร่วมมือกันสังหารทหารระดับหัวกะทินับหมื่นนายจนหมดสิ้น
ในที่เกิดเหตุแทบจะไม่มีรอยเลือดให้เห็น ซ้ำยังแทบจะมองไม่เห็นซากศพเลยด้วยซ้ำ ภายใต้แผดเผาของเพลิงสุริยัน ซากศพจำนวนมหาศาลได้ระเหยกลายเป็นไอจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่เศษซากธุลีใดๆ ทิ้งไว้
แม้ฉากตรงหน้าจะไม่ได้ดูน่าสยดสยองเลือดสาด แต่วิญญาณจารย์ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าที่นี่เคยมีกองกำลังทหารนับหมื่นนายประจำการอยู่
ทว่าบัดนี้... พวกมันถูกสังหารจนหมดสิ้นแล้ว!
เมื่อนับรวมกับก่อนหน้านี้ เท่ากับว่าจักรวรรดิซิงหลัวต้องสูญเสียกองกำลังทหารชั้นยอดไปถึงสองหมื่นนาย
ในขณะที่ฝ่ายของพวกเขา กลับไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่คนเดียว
นี่แหละคือความน่ากลัวของยอดฝีมือระดับแนวหน้า
เหตุใดผู้ใช้วิญญาณยุทธ์ระดับสูง ถึงตกเป็นที่ต้องการของทุกขั้วอำนาจ? ก็เพราะเพียงแค่พวกเขาก็สามารถพลิกโฉมหน้าของสงครามได้อย่างง่ายดาย
เย่มู่มองทอดสายตาไปยังทิศทางที่เป็นใจกลางของจักรวรรดิซิงหลัว ก่อนจะเอ่ยขึ้น
"อีกไม่นานคนของจักรวรรดิซิงหลัวคงส่งคนมาสอดแนมเป็นแน่ พวกเรากลับกันก่อนเถอะ"
ทุกคนพยักหน้ารับ และเดินตามเขาจากไป
ไม่มีความจำเป็นต้องรั้งอยู่ที่นี่อีกต่อไป และไม่มีความจำเป็นต้องบุกเข้าไปถึงใจกลางของจักรวรรดิซิงหลัวเพื่อเปิดฉากต่อสู้ ทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ คือการกลับเข้าไปในเขตแดนของจักรวรรดิเทียนโต่ว แล้วจัดการทำลายอุโมงค์ลับแห่งนี้ทิ้งซะ!
เมื่อกลับเข้ามาในอุโมงค์ เย่มู่ปล่อยให้นิ่งเฟิงจื้อและคนอื่นๆ นำกองพลวิญญาณยุทธ์ออกไปก่อน ส่วนตัวเขาเลือกรั้งอยู่ด้านหลัง
การทำลายอุโมงค์ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลย กระบี่เทียนตี้ถูกอัญเชิญออกมา ปราณกระบี่สีทองนับหมื่นสายพวยพุ่งออกมาระเบิดทำลายอุโมงค์จนพังทลายลงมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็กลับมายังกระโจมแม่ทัพในค่ายทหารเมืองเฮยเสีย
ในเวลานี้ เหยียนเฉิงจวิ้นและพรรคพวกฟื้นคืนสติแล้ว พวกมันกำลังนั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เมื่อเห็นเก้าอี้ตำแหน่งแม่ทัพถูกเลื่อนออกไป มันก็รู้ทันทีว่าความลับถูกเปิดโปงแล้ว ใบหน้าของมันซีดเผือดไร้สีเลือดราวกับคนตาย
"กลับมาแล้วหรือ?"
"อืม ข้าจัดการพวกหนูสกปรกในอุโมงค์จนหมดแล้ว แถมยังแวะไปกวาดล้างค่ายทหารฝั่งจักรวรรดิซิงหลัวมาอีกค่ายหนึ่งด้วย"
เย่มู่เอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ บนมุมปาก เหยียนเฉิงจวิ้นได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งสิ้นหวัง ในเมื่อผู้บัญชาการจางและคนอื่นๆ ได้รับการช่วยเหลือออกมาแล้ว สิ่งที่เย่มู่พูดก็ย่อมเป็นความจริง
ใครจะไปคาดคิด ว่าทหารชั้นยอดระดับหัวกะทิถึงสองหมื่นนาย จะถูกกวาดล้างไปอย่างง่ายดายเช่นนี้?
"ลำดับต่อไปคือการกวาดล้างไส้ศึกที่หลงเหลืออยู่ในค่ายทหาร แม่ทัพอาวุโสเซียว ท่านช่วยประสานงานกับผู้บัญชาการจางจัดการเรื่องนี้ที"
"ขอรับ!"
แม่ทัพอาวุโสเซียวรับคำสั่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม การให้เขาเป็นคนจัดการเรื่องนี้นับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว
เชียนเริ่นเสวี่ยเอ่ยขึ้นว่า "ข้าเขียนจดหมายรายงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานเสด็จพ่อคงจะส่งคนมารับช่วงต่อในการดูแลเมืองเฮยเสีย"
"ท่านผู้นำเย่ แล้วทางด้านของเจ้าเมืองล่ะ?"
"ข้าจะไปจัดการเอง!"
เย่มู่ตอบกลับอย่างเด็ดขาด เจ้าเมืองผู้นั้นก็มีปัญหาเช่นกัน เมื่อคืนมันถึงกับส่งคนมาจับตาดูพวกเขา! คาดว่าคงจะถูกจักรวรรดิซิงหลัวเกลี้ยกล่อมให้แปรพักตร์ไปนานแล้ว หรือไม่ก็อาจจะเป็นคนของจักรวรรดิซิงหลัวตั้งแต่แรกเลยด้วยซ้ำ
บุคคลที่แสนจะอันตรายเช่นนี้ จะปล่อยเอาไว้ไม่ได้ ต้องรีบกำจัดทิ้งโดยเร็วที่สุด!
การกวาดล้างไส้ศึกภายในค่ายทหารใช้เวลาเพียงไม่นานก็สงบลง เมื่อพวกไส้ศึกได้เห็นหน้าผู้บัญชาการจางและคนอื่นๆ พวกมันก็รู้ทันทีว่าความแตกแล้ว แต่ละคนพยายามจะฝ่าวงล้อมหนีออกจากค่ายทหาร ซึ่งนั่นกลับยิ่งทำให้แม่ทัพอาวุโสเซียวระบุตัวตนของพวกไส้ศึกได้ง่ายขึ้น เขาจึงสั่งให้กองพลวิญญาณยุทธ์ออกโรงทันที แน่นอนว่าทหารธรรมดาย่อมไม่ใช่คู่มือของผู้ใช้วิญญาณยุทธ์ เพียงไม่นาน พวกมันก็ถูกจับกุมตัวไว้ได้ทั้งหมด
หลังจากสถานการณ์ภายนอกสงบลง เชียนเริ่นเสวี่ยจึงเดินออกไปอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทหารในค่ายฟัง ทำเอาเหล่าทหารตาดำๆ ต่างพากันตกตะลึงจนตาค้าง
แม่ทัพของพวกเขา... แท้จริงแล้วเป็นไส้ศึกของจักรวรรดิซิงหลัวงั้นหรือ?
บ้าไปแล้ว!
เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะ!
ทางฝั่งของจวนเจ้าเมือง เย่มู่ลงมืออย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว พอถึงช่วงพลบค่ำ เขาก็เดินออกมาจากจวนเจ้าเมืองอย่างสบายอารมณ์
ส่วนคนในจวนเจ้าเมืองทั้งหมด... สิ้นใจตายเกลี้ยง!
แม้ระดับพลังการบ่มเพาะของเจ้าเมืองจะอยู่ในระดับราชันย์วิญญาณ ซึ่งถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเย่มู่ มันกลับรับมือไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
"ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว องค์รัชทายาท ท่านจะรอจนกว่าแม่ทัพที่ฝ่าบาทส่งมาจะมาถึง หรือจะเสด็จกลับก่อนพ่ะย่ะค่ะ?"
แม่ทัพอาวุโสเซียวเอ่ยถามด้วยความกังวลใจ กว่าแม่ทัพที่ฝ่าบาทส่งมาจะเดินทางมาถึง คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองถึงสามวัน หากในช่วงเวลานี้พวกเขาทิ้งค่ายไป ใครจะเป็นคนดูแลค่ายทหารแห่งนี้? หากไร้ซึ่งผู้บัญชาการ ค่ายทหารย่อมเกิดความวุ่นวายได้ง่าย
เชียนเริ่นเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"เช่นนั้นข้าจะรั้งอยู่ที่นี่ก่อน รอจนกว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วค่อยกลับ"
นางรู้ดีว่า นี่คือโอกาสทองในการซื้อใจคน
"องค์รัชทายาททรงพระปรีชายิ่งนัก!"
ดวงตาของแม่ทัพอาวุโสเซียวเป็นประกาย สมกับเป็นองค์รัชทายาทผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถ การกระทำของพระองค์ช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก หากมีองค์รัชทายาทประทับอยู่เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในค่าย ทหารพวกนั้นย่อมไม่กล้าก่อความวุ่นวายแน่นอน อีกทั้งชื่อเสียงและบารมีของพระองค์ในกองทัพก็ไม่เลว การจะกำราบพวกทหารหน้าใหม่ย่อมไม่ใช่ปัญหา
เย่มู่เห็นสถานการณ์เช่นนี้ ก็รู้ทันทีว่าคงต้องรั้งอยู่ที่นี่ต่ออีกสักสองสามวัน โชคดีที่ตอนนี้ยังมีเวลาเหลือเฟือ ไม่เช่นนั้นคงได้เสียการเสียงานในภายหลังแน่
แม้ว่าเรื่องการฝึกฝนของเสี่ยวอู่และพวกพ้อง เขาจะปล่อยวางไม่ต้องคอยเป็นห่วงแล้วก็ตาม แต่การไม่ได้อยู่จับตาดูด้วยตัวเอง ก็ยังทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่ลึกๆ
……
สองวันผ่านไป ภายในพระราชวังของจักรวรรดิซิงหลัว
จักรพรรดิซิงหลัวเพิ่งจะเสด็จกลับมาจากตำหนักของไต้มู่ไป๋ ก้นยังไม่ทันจะแตะเก้าอี้ให้หายเมื่อย เสนาบดีคนสนิทผู้รับผิดชอบด้านข่าวกรองก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา
"ฝ่าบาท เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น?"
จักรพรรดิซิงหลัวขมวดคิ้วมุ่น เป็นถึงเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ แต่กลับทำตัวลุกลี้ลุกลนเช่นนี้ ช่างไม่รู้จักสำรวมเอาเสียเลย!
แต่เสนาบดีผู้นั้นไม่มีเวลามาสนใจเรื่องกิริยามารยาทอีกต่อไป เขารีบกราบทูลทันที
"ฝ่าบาท สายลับที่เราส่งไปแฝงตัวอยู่ในเมืองเฮยเสียถูกเปิดโปงแล้วพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้กองกำลังชั้นยอดหนึ่งหมื่นนายที่ประจำการอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินเมืองเฮยเสีย ถูกกำจัดจนหมดสิ้นแล้ว"
"และ... และทหารอีกหนึ่งหมื่นนายที่ตั้งค่ายซุ่มอยู่ในหุบเขาด้านนอก ก็ตายเกลี้ยงหมดแล้วเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ!"
"อะไรนะ?!"
จักรพรรดิซิงหลัวผุดลุกขึ้นยืนพรวดพลางจ้องหน้าเสนาบดีเขม็งด้วยสายตาดุดัน พระองค์แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
นั่นมันทหารระดับชั้นยอดถึงสองหมื่นนายเลยนะ! แถมยังหลบซ่อนตัวมาได้อย่างแนบเนียนตลอด แล้วจู่ๆ จะถูกจับได้แถมยังตายเกลี้ยงได้อย่างไร?
"ฝ่าบาท ได้ยินมาว่าอ๋องเสวี่ยซิงของจักรวรรดิเทียนโต่วถูกลอบสังหาร จักรพรรดิเสวี่ยเยี่ยจึงส่งองค์รัชทายาทเสวี่ยชิงเหอมาที่ชายแดนเพื่อปลอบขวัญทหาร แล้วองค์รัชทายาทก็บังเอิญจับสังเกตเห็นความผิดปกติของเหยียนเฉิงจวิ้น ผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์เมืองเฮยเสียพอดีพ่ะย่ะค่ะ"
"พวกมันสืบสาวราวเรื่องจนไปเจออุโมงค์ใต้ดินนั่นเข้า"
เสนาบดีเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงอัดอั้นตันใจ
เพื่อที่จะส่งเหยียนเฉิงจวิ้นเข้าไปแฝงตัว พวกเขาต้องสูญเสียทั้งกำลังคนและทรัพยากรไปมากมายมหาศาล กว่าจะสร้างสถานการณ์ให้เหยียนเฉิงจวิ้นได้รับความไว้วางใจจากอ๋องเสวี่ยซิง จนสามารถแทรกซึมเข้าไปในเมืองเฮยเสียได้อย่างราบรื่น
การขุดอุโมงค์ใต้ดินนั่น ก็ต้องใช้เวลานานโข ยิ่งไปกว่านั้น การโยกย้ายทหารชั้นยอดนับสองหมื่นนายก็ต้องทำอย่างลับๆ เพื่อไม่ให้ใครจับได้ พวกเขาต้องค่อยๆ ทยอยส่งทหารไปทีละกลุ่มๆ ซึ่งใช้เวลาถึงสามปีเต็มกว่าจะครบตามจำนวน
นั่นหมายความว่า พวกเขาได้วางแผนเรื่องเมืองเฮยเสียมาตั้งแต่สามปีก่อน และคอยปูทางให้เหยียนเฉิงจวิ้นมาโดยตลอด หากวันใดที่เหยียนเฉิงจวิ้นยังไม่ได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารรักษาการณ์เมืองเฮยเสีย อุโมงค์ใต้ดินเส้นนั้นก็ไม่มีทางที่จะสร้างเสร็จสมบูรณ์ได้
"บัดซบ! ทหารสองหมื่นนายตายไปง่ายๆ แบบนี้เนี่ยนะ?!"
จักรพรรดิซิงหลัวกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น
ทหารเหล่านั้นล้วนเป็นหัวกะทิที่ราชวงศ์คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน จุดประสงค์ก็เพื่อใช้พวกมันเป็นไพ่ตาย ในยามคับขันจะได้มอบบาดแผลฉกรรจ์ให้กับจักรวรรดิเทียนโต่ว
แต่ผลสุดท้าย พวกมันกลับต้องมาตายก่อนจะได้สร้างผลงานเสียอีก!
แผนการที่ราชวงศ์อุตส่าห์ทุ่มเทวางหมากมาตลอดสามปี พังทลายลงไม่เป็นท่า! ไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรกลับมาเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังต้องมาสูญเสียอย่างหนักหน่วงอีก!
"ฝ่าบาท หรือเราจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง ในการกดดันจักรวรรดิเทียนโต่วดีพ่ะย่ะค่ะ?"
เสนาบดีเสนอแนะความคิดเห็น
ทว่าจักรพรรดิซิงหลัวกลับแค่นเสียงเย็นชา
"ไอ้โง่เอ๊ย!"
"เจ้าอยากจะประกาศให้คนทั้งโลกรู้หรืออย่างไร ว่าพวกเราเป็นฝ่ายขุดอุโมงค์มุดหัวเข้าไปในอาณาเขตของจักรวรรดิเทียนโต่วก่อน อุตส่าห์ลงแรงไปตั้งหลายปี สุดท้ายกลับถูกจักรวรรดิเทียนโต่วตลบหลังทำลายแผนการได้อย่างง่ายดายเนี่ยนะ?"
"จักรวรรดิเราทนแบกรับความอัปยศเช่นนั้นไม่ไหวหรอก และราชวงศ์ก็ไม่อาจขายหน้าได้ถึงเพียงนี้!"
เมื่อได้ยินดังนั้น เสนาบดีก็รีบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา เขาไม่ได้คิดถึงผลกระทบในแง่นี้เลย คิดเพียงแค่ว่าจะหาทางระบายความแค้นอย่างไรดีเท่านั้น
"จงทำตัวราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น รีบไปจัดการเยียวยาครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตให้เรียบร้อย และที่สำคัญที่สุด... ไปปิดปากผู้ที่เกี่ยวข้องซะ! อย่าให้มีข่าวลือใดๆ เล็ดลอดออกไปได้เด็ดขาด!"