- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นยอดจอมยุทธ์อัจฉริยะ
- บทที่ 200 - ทะลวงด่าน?
บทที่ 200 - ทะลวงด่าน?
บทที่ 200 - ทะลวงด่าน?
บทที่ 200 - ทะลวงด่าน?
ยามที่เจียงผิงก้าวเข้าสู่เมืองหลวงของชนเผ่าเป่ยหมาน โลกภายนอกก็กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด มีการคาดเดากันไปต่างๆ นานา
ล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปราชญ์เจียงทั้งสิ้น
"รวบรวมคัมภีร์สายชีวิตทั่วหล้า ปราชญ์เจียงกำลังปฏิบัติเพลงหมัดอายุวัฒนะขั้นที่สี่แห่งเจตจำนงเทวะ เขาคิดจะก้าวเข้าสู่ปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางแล้ว"
"ระดับปราชญ์ยุทธ์นั้นไม่เหมือนกับขอบเขตจินตาน มีด่านใหญ่ด่านเล็กแบ่งแยกอย่างชัดเจน จากแดนสวรรค์ชั้นที่สามไปสู่แดนสวรรค์ชั้นที่สี่ ก็คือด่านใหญ่ด่านหนึ่ง เมื่อใดที่ทะลวงด่านได้สำเร็จ ความแข็งแกร่งก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล สามารถเรียกขานได้ว่าเป็นยอดฝีมือระดับสุดยอด ทว่าปราชญ์เจียงนั้นไม่ธรรมดาเลย ในตอนที่เขาอยู่แดนสวรรค์ชั้นที่สาม ก็สามารถผยองหยิ่งไร้เทียมทานเหนือแดนสวรรค์ชั้นที่เจ็ดได้แล้ว หากเขาทะลวงด่านสำเร็จ ความแข็งแกร่งจะบรรลุถึงระดับใดกัน?"
เฒ่าประหลาดมากมายถึงกับสะท้านใจ
ความแข็งแกร่งของเจียงผิงนั้นเป็นรองเพียงคนเดียวมาตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อใดที่ทะลวงด่านใหญ่สำเร็จ บางที อาจจะสามารถต่อกรกับปราชญ์ยุทธ์อสนีบาตได้เลยทีเดียว
นี่เป็นเรื่องที่น่าตื่นตะหนกตกใจอย่างยิ่ง ปราชญ์เจียงเพิ่งจะฝึกฝนมาได้นานเท่าใดกัน ยังไม่ถึงยี่สิบปีเลยกระมัง ก็จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้วหรือ?
"ไม่ต้องสงสัยเลย เมื่อใดที่ทะลวงด่านสำเร็จ พลังรบย่อมต้องเข้าใกล้อันดับหนึ่งในใต้หล้าอย่างแน่นอน ทว่า เขาจะสามารถทำสำเร็จในระยะเวลาอันสั้นปานนี้ได้หรือ ท่านผู้นี้กำลังกรุยทาง ปฏิบัติจริงนะ ยากลำบากกว่าการฝึกฝนตามแนวคิดที่มีอยู่แล้วมากนัก"
"ยากน่ะยาก ทว่าอย่าลืมสิว่าท่านผู้นี้เป็นบุคคลระดับใด ไม่แน่ว่าอาจจะทะลวงด่านได้จริงๆ ก็ได้"
"ว่าแต่ ปราชญ์เจียงไม่เพียงรวบรวมคัมภีร์สายชีวิตเท่านั้น ทว่ายังเสาะหาคัมภีร์สายความตายด้วย หรือว่า เขาคิดจะย้อนวิถีแห่งชีวิต สร้างสรรค์เคล็ดวิชาสวรรค์สายความตายที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้นมา?"
เมื่อหัวข้อนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด แม้แต่ปราชญ์ยุทธ์ก็ยังรู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ
"สวรรค์ ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าหวาดผวา!" ผู้มีพรสวรรค์กระดูกวิถียุทธ์ท่านหนึ่งยิ่งคิดก็ยิ่งสะท้านใจ
ต้องรู้ไว้ว่า เมื่อมองดูประวัติศาสตร์ทั้งหมดของเกาะเสวียนซิน พรสวรรค์ของปราชญ์เจียงนั้นไม่เคยมีมาก่อนอย่างแน่นอน เหล่าปราชญ์ยุทธ์ต่างก็ยกย่องว่า เขามีคุณสมบัติที่จะเข้าใกล้มรรคา หากถกกันเรื่องพรสวรรค์การเรียนรู้ ยังเหนือล้ำกว่าสิ่งมีชีวิตที่เคยเหยียบย่างเข้าสู่ขอบเขตเข้าใกล้มรรคาเมื่อหมื่นกว่าปีก่อนเสียอีก
หากท่านผู้นี้คิดจะสร้างสรรค์เคล็ดวิชาสวรรค์ด้วยตนเอง ก็มีสิทธิ์ที่จะทำได้จริงๆ
"คงจะไม่ใช่ว่ามีโครงร่างหลักแล้วหรอกนะ" หลายคนรู้สึกตื่นตระหนก
กระทั่งมีคนนึกขึ้นได้ว่า ปราชญ์เจียงเคยฝึกฝนทักษะประหลาดแห่งความร่วงโรยจนถึงขั้นเจตจำนงแห่งเทวะระดับสูงสุดมานานแล้ว บางทีอาจจะเป็นการสั่งสมประสบการณ์เพื่อสร้างสรรค์เคล็ดวิชาสวรรค์ก็เป็นได้
"ข้าคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนั้น เดิมทีก็บรรลุเป็นปราชญ์ยุทธ์ด้วยเพลงหมัดอายุวัฒนะอยู่แล้ว หากฝึกฝนเคล็ดวิชาสวรรค์หลายวิชาพร้อมกัน เวลาจะรัดตัวเกินไป ระดับพลังฝึกปรือจะก้าวหน้าช้าลง"
"ความคิดของปราชญ์เจียง ไหนเลยที่พวกเราจะเข้าใจได้ ข้าคิดว่า เขาคงกำลังเตรียมการสำหรับขอบเขตเข้าใกล้มรรคา การฝึกฝนเคล็ดวิชาสวรรค์ไว้หลายๆ วิชา ภายภาคหน้าก็จะมีทางเลือกเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง"
"ทว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ เคล็ดวิชาสวรรค์ดับสูญของปราชญ์ยุทธ์อสนีบาต เขาก็คงอยากจะขอยืมมาอ่านดูสักครั้งสินะ"
เคล็ดวิชาสวรรค์ดับสูญ ก็จัดอยู่ในสายความตายเช่นกัน
หากเจียงผิงคิดจะนำมาเป็นแบบอย่าง ย่อมต้องอยากเปิดอ่านคัมภีร์เล่มนี้อย่างแน่นอน
ทว่า ปราชญ์ยุทธ์อสนีบาตได้ใช้ชีวิตของครึ่งก้าวแดนสวรรค์ชั้นที่เจ็ดท่านหนึ่งเพื่อบอกให้ผู้คนทั่วหล้ารู้แล้วว่า เคล็ดวิชาสวรรค์วิชานี้ จะไม่นำมาแบ่งปันให้กับผู้ใดเด็ดขาด!
อันดับหนึ่งในใต้หล้าผู้นี้ จะยอมเปลี่ยนใจเพราะปราชญ์เจียงหรือไม่?
......
เมืองหลวงของชนเผ่าเป่ยหมาน
เหล่าปราชญ์ยุทธ์ยืนตระหง่านอยู่บนปุยเมฆ ทอดสายตามองภูเขาสูงตระหง่านลูกหนึ่งที่อยู่บริเวณใกล้เคียง
ทิวทัศน์ฝั่งนั้นค่อนข้างแตกต่างจากทิวทัศน์รอบด้าน
ชนเผ่าเป่ยหมานมีความแห้งแล้ง ฝนตกน้อย ดังนั้น ภูเขาในแถบนี้ส่วนใหญ่จึงประกอบไปด้วยโขดหิน น้อยนักที่จะมีภูมิทัศน์ที่งดงาม
ทว่า หลังจากที่ปราชญ์เจียงมาบำเพ็ญเพียรบนยอดเขาแห่งนั้น ภูมิทัศน์ที่นั่นก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพียงเวลาหนึ่งเดือน ภูเขาหลายลูกที่อยู่รายรอบก็กลายเป็นสีเขียวชอุ่ม ดอกไม้ใบหญ้าอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้สูงนับร้อยจั้งก่อตัวเป็นป่าผืนใหญ่
"นี่ก็คือสภาวะอายุวัฒนะแห่งชีวิตสินะ ช่างน่าสะพรึงกลัวจริงๆ สามารถเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ได้โดยตรง ก่อเกิดพลังชีวิตที่ไม่เคยมีมาก่อน" ปราชญ์ยุทธ์ชนเผ่าเป่ยหมานท่านหนึ่งพึมพำ ใบหน้าเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ
"พอจะประเมินเจตจำนงอายุวัฒนะของปราชญ์เจียงได้หรือไม่?" มีคนเอ่ยถาม
ทว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดกลับดึงสายตากลับมา ส่ายหน้าเอ่ยว่า "ไม่ได้ เขาได้เปลี่ยนแปลงภูมิประเทศภายในภูเขา ดูเหมือนว่าจะสร้างค่ายกลแห่งชีวิตขึ้นมา ต่อให้ข้าจะเข้าใกล้แดนสวรรค์ชั้นที่เจ็ด ก็ไม่อาจล่วงรู้สิ่งที่อยู่ภายในได้"
"เป็นเช่นนั้นหรือ" เหล่าปราชญ์ยุทธ์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ปราชญ์เจียงมาเยือนชนเผ่าเป่ยหมาน ยิ่งได้รับเคล็ดวิชาธาตุไม้อันบริสุทธิ์หมดจดของเผ่าเป่ยหมานไป บำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่มาเกือบเดือนแล้ว
ขณะที่โลกภายนอกกำลังถกเถียงและคาดเดากันไปต่างๆ นานา พวกเขาก็รู้สึกสงสัยเช่นกันว่า ท่านผู้นี้ได้ปฏิบัติเจตจำนงแห่งชีวิตขั้นที่สี่ออกมาได้หรือไม่ และได้หยัดยืนอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางแล้วหรือยัง
หรือว่า ได้สร้างสรรค์เคล็ดวิชาสวรรค์สายความตายที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้นมาจริงๆ แล้ว?
ทว่า ภูเขาที่ปราชญ์เจียงเก็บตัวบำเพ็ญเพียรนั้นกลับถูกสภาวะแห่งชีวิตปกคลุมไว้ ไม่เพียงแต่มองไม่เห็นสถานที่ปิดด่าน ทว่ายังไม่เห็นความตายเลยแม้แต่น้อย
"ช่างเถอะ ไม่ว่าอย่างไร ท่านผู้นี้ก็ไม่ใช่ผู้ที่พวกเราจะล่วงเกินได้ การที่ต้องอยู่ภายใต้ผืนฟ้าเดียวกับเขา ข้ารู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง หวังว่าเขาจะรีบจากไปโดยเร็วเถิด" ปราชญ์ยุทธ์ชนเผ่าเป่ยหมานท่านหนึ่งกล่าว
สายเลือดของพวกเขาล้วนดุร้ายอำมหิต การที่ต้องเผชิญกับยอดฝีมือที่สามารถเข่นฆ่าพวกเขาได้ตามอำเภอใจ ย่อมไม่คุ้นชินเป็นอย่างยิ่ง มักจะรู้สึกอึดอัดอยู่เสมอ
ทว่าก็ไม่อาจขับไล่อีกฝ่ายไปได้ ทำได้เพียงรอให้อีกฝ่ายจากไปเอง
"ไม่ต้องรีบร้อน เขาจะพำนักอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งนานที่สุดก็เพียงเดือนเดียว เชื่อว่าอีกไม่กี่วัน เขาก็คงจะจากไปแล้ว"
หลังจากนั้น เหล่าปราชญ์ยุทธ์ชนเผ่าเป่ยหมานก็แยกย้ายกันไป ไม่ได้ให้ความสนใจทางฝั่งนี้อีก
ทว่าหากย้อนเวลากลับไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อน พวกเขาคงนั่งไม่ติดเช่นนี้
"ที่นี่แห้งแล้ง อาหารการกินก็มีน้อย เขาจะอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหนกัน?" ปราชญ์ยุทธ์ระดับสุดยอดของชนเผ่าเป่ยหมานท่านหนึ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น
ชนเผ่าเป่ยหมานนั้นไม่เหมือนกับที่อื่นๆ มีสายเลือดอันดุร้ายอำมหิต ชื่นชอบที่จะหล่อหลอมความเฉียบคมท่ามกลางสายเลือด
ดังนั้น บริเวณใกล้เมืองหลวงจึงมีลานรบสังหารอยู่แห่งหนึ่ง เพื่อให้บรรดาอัจฉริยะได้เข้าไปห้ำหั่นกัน ผู้กล้าเท่านั้นจึงจะชนะ ผู้ที่รอดชีวิตมาได้เท่านั้น จึงจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นศิษย์ของเขา
และเขาก็ชอบดูอัจฉริยะห้ำหั่นกันเสียด้วย
ทว่า หลังจากที่ปราชญ์เจียงมาเยือน เวลาเปิดลานรบสังหารก็ถูกเลื่อนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า เขาเริ่มรอไม่ไหวแล้ว
"หรือว่ากำลังทะลวงด่านจริงๆ" ปราชญ์ยุทธ์ท่านหนึ่งหนังตาตากระตุก นึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง
เมื่อใดที่เจียงผิงก้าวเข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลาง จะแข็งแกร่งถึงเพียงใดกัน?
"ไม่น่าจะใช่ ข้าให้คนคอยจับตาดูที่นั่นมาตลอด ไม่พบเห็นความผิดปกติใดๆ เลย" ปราชญ์ยุทธ์อีกท่านหนึ่งกล่าวอย่างหนักแน่น
"ก็จริง เพิ่งจะก้าวเข้าสู่แดนสวรรค์ชั้นที่สามมาไม่ถึงปี จะทะลวงด่านอีกได้อย่างไร น่าจะเผชิญกับอุปสรรคในการฝึกฝนมากกว่า ท้ายที่สุดเขากำลังปฏิบัติจริง ถือเป็นการสร้างสรรค์เคล็ดวิชา ซ้ำยังเป็นเคล็ดวิชาสวรรค์ ย่อมไม่มีทางรวดเร็วปานนี้" เหล่าปราชญ์ยุทธ์ชนเผ่าเป่ยหมานเอนเอียงไปทางความคิดที่ว่าปราชญ์เจียงกำลังเผชิญกับคอขวดมากกว่า
เวลาผ่านไปอีกหลายวัน
ปราชญ์ยุทธ์ชนเผ่าเป่ยหมานได้รับข่าวว่าปราชญ์เจียงกำลังจะจากไป จึงดีใจพากันไปส่ง
แครก!
ภายใต้สายตาที่ส่งทอดของบรรดาปราชญ์ยุทธ์ เจียงผิงพาภรรยาและบุตรสาวจากไป
ครั้งนี้ เขาใช้พลังฉีกห้วงมิติ มุ่งหน้าตรงไปยังต้าหลี
เจียงอี้โหรววิ่งเล่นมาหลายเดือน อายุครบสี่ขวบแล้ว ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนหนังสืออ่านเขียน และจะต้องใช้ของวิเศษหายากต่างๆ มาอาบน้ำแร่แช่น้ำนม เพื่อให้สามารถเริ่มต้นเส้นทางวิถียุทธ์ได้เร็วขึ้น
"คนทั่วไปร่างกายจะเติบโตเต็มที่ตอนอายุสิบหก ถึงจะสามารถสัมผัสวิถียุทธ์ได้ บุตรสาวของเราอาจจะสามารถเริ่มได้เร็วกว่านั้นสองปี" เฉินชิงเหยียนกล่าว
ตัวนางเองก็เพิ่งจะเริ่มฝึกยุทธ์ตอนอายุสิบหกเช่นกัน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบุตรสาวที่มีพรสวรรค์สูงกว่านาง จะสามารถเริ่มต้นได้เร็วกว่า เพื่อปูพื้นฐานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในช่วงอายุทอง
......
กลับมาถึงเมืองหลวง เจียงผิงอยู่เป็นเพื่อนภรรยาและบุตรสาวสองวัน ก็ออกเดินทางเพียงลำพังอีกครั้ง
ครั้งนี้ เขาเตรียมตัวจะไปราชวงศ์อันรุ่งโรจน์
เคล็ดวิชาสวรรค์ดับสูญวิชานั้น เขาต้องได้มาครอบครองให้จงได้
"อะไรนะ เจ้าจะไปราชวงศ์อันรุ่งโรจน์หรือ?" เมื่อทราบจุดประสงค์ของเจียงผิง ปราชญ์แซ่เจียงและปราชญ์ยุทธ์อีกหลายท่านก็ยังคงรู้สึกนั่งไม่ติดอยู่บ้าง
ทว่าพวกเขาไม่ได้ตามไปด้วย เพียงแต่กำชับว่า "ทำอะไรก็ให้สงบเสงี่ยมเข้าไว้ ราชวงศ์อันรุ่งโรจน์นั้นไม่เหมือนต้าเว่ย อันดับหนึ่งถึงสามของใต้หล้า ล้วนมาจากอาณาจักรนี้ ล้วนกล่าวกันว่าการทะลวงด่านของซางหมิงหย่วนในครั้งนั้น สามารถติดอันดับสามคนแรกได้ ทว่านอกจากปราชญ์ยุทธ์อสนีบาตแล้ว อีกสองท่านก็ไม่ได้ลงมือมากว่าร้อยปีแล้ว ไม่มีใครรู้เลยว่า พวกเขาได้เหยียบย่างเข้าสู่แดนสวรรค์ชั้นที่เจ็ดไปแล้วหรือไม่"
"แมัเจ้าจะเป็นความหวังของเกาะเสวียนซิน ทว่าปราชญ์ยุทธ์อสนีบาตกลับไม่ใช่คนใจกว้าง มิเช่นนั้นเขาคงไม่สังหารอันดับห้าในใต้หล้าที่ค้นพบเคล็ดวิชาเดียวกัน เพียงเพื่อผูกขาดเคล็ดวิชาสวรรค์หรอก"
"ใช่แล้ว มู่หรงไปขอเข้าพบก็ยังไม่ได้เหยียบผ่านธรณีประตูเลย เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ค่อนข้างจะเย็นชา ไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อน เจ้าระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน ชั่วคราวอย่าเพิ่งไปขัดแย้งกับเขาเลย"
บรรดาผู้อาวุโสหลายท่านกล่าวตักเตือนด้วยความห่วงใย
"วางใจเถิด ผู้น้อยรู้ขอบเขตดี" เจียงผิงสีหน้าราบเรียบ จากนั้นก็ฉีกห้วงมิติจากไป
(จบแล้ว)