เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 26 ผมคิดว่าผมตายแล้วซะอีก

ตอนที่ 26 ผมคิดว่าผมตายแล้วซะอีก

ตอนที่ 26 ผมคิดว่าผมตายแล้วซะอีก


ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

“ขึ้นรถ มัวรออะไรอยู่?!” ความโกรธถูกเขียนอยู่ชัดเจนบนใบหน้าของกู้เฉิงเซียวแบบไม่ต้องสาธยาย ปกติตอนที่เขาไม่โกรธก็น่ากลัวอยู่แล้ว แต่พอเขาโกรธขึ้นมามันทำให้เขาดูน่ากลัวมาก...อาจจะมากยิ่งกว่าเจอมัจจุราชเลยก็ได้

 

หลินเฉี่ยนรู้สึกขนลุกไม่หยุด เธอหันหน้าไปอีกทางเพื่อเตรียมใส่เกียร์หมาวิ่งหนี แต่จู่ๆ ฉู่โม่เฟิงก็พูดขึ้น “โอ้....”

 

โอ้? โอ้อะไร!

 

หลินเฉี่ยนเงยหน้าขึ้นก่อนที่จะพบว่าฉู่โม่เฟิงเดินไปข้างรถเพื่อพูดกับกู้เฉิงเซียวที่อยู่ด้านใน “อาสองรอแป๊บนึงได้ไหม?”

 

อะ...อาสอง?

 

หลินเฉี่ยนกลายเป็นหินไปอย่างสมบูรณ์อีกครั้งในทันที

 

“ไม่ได้!” กู้เฉิงเซียวมองคนทั้งคู่ อานุภาพความโกรธของเขาพุ่งปะทะทั้งหลานชายของตัวเองและหลินเฉี่ยนด้วย “เร็วเข้า ฉันรีบ!”

 

“แล้วรถผม......”

 

“ยกไปไว้หลังรถ!”

 

ฉู่โม่เฟิงเห็นว่าใบหน้าอาสองของเขาเริ่มจะหมดความอดทนแล้ว เขาจึงยอมฟังแต่โดยดี ท่าทางราวกับเจ้าชายของหนุ่มหล่อที่แสดงต่อหน้าหลินเฉี่ยนได้หายไปหมดแล้ว เมื่ออยู่ต่อหน้ากู้เฉิงเซียวเขากลายเป็นเพียงหนุ่มน้อยน่ารักธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้น

 

ในตอนนี้หลินเฉี่ยนรู้สึกเหมือนเท้าของตัวเองหนักสักสิบตันได้ ขาของเธอแข็งค้างขยับไปไหนไม่ได้ สายตาของเธอถูกตรึงให้มองอยู่แต่ในรถคันใหญ่ ไหล่น้อยๆของเธอสั่น สาวน้อยรู้สึกราวกับวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง

 

เธอเคยขอไม่ให้บอกเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับเขาให้กับคนในมหาลัยรู้ และเขาก็ทำได้จริง เพราะตั้งแต่มาถึงที่นี่เขาไม่เรียกเธอ ไม่พูดกับเธอและไม่ได้มาหาเธอ!

 

เขาและเธอไม่ต่างจากคนที่ไม่เคยรู้จักกัน แต่สายตาของเขากลับดูเหมือนจะกินเธอได้ยังไงยังงั้น

 

ฉู่โม่เฟิงนำรถจักรยานของเขาใส่หลังรถแลนด์โรเวอร์แล้วเดินกลับมาด้านหน้า ก่อนที่เขาจะขึ้นรถเขาก็หันมากระซิบข้างหูหลินเฉี่ยนว่า “เธอกลับไปคิดให้ดีๆล่ะ ฉันจะรอ”

 

“…….” ‘ฮืออออ ดวงถึงฆาตแล้ว….วันตายของฉันใกล้จะถึงแล้วนายรู้บ้างไหมเนี่ย?’

 

ยังไม่ทันที่ฉู่โม่เฟิงจะปิดประตูรถได้สนิท กู้เฉิงเซียวก็กระชากเกียร์และกระทืบคันเร่งจนจมมิดลงไปทันที แลนด์โรเวอร์พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่น่าหวาดเสียวกระแสลมแรงพัดเอาใบเมเปิลแห้งบนต้นร่วงลงมาจำนวนมากพร้อมกับอีกส่วนบนพื้นก็ถูกพัดจนปลิวกระจายขึ้นมาด้วย…

 

การควบคุมรถของกู้เฉิงเซียวรวดเร็วและแม่นยำ เขาใช้เวลาเพียงสองวินาทีในการกลับรถก่อนจะหักเลี้ยวขวา เขาหมุนพวงมาลัยแล้วเหยียบคันเร่งโดยไม่เบรก รถพุ่งออกไปราวกับลูกธนูพุ่งออกจากสายธนู แลนด์โรเวอร์หายลับตาไปปล่อยให้หลินเฉี่ยนยืนอึ้งอยู่ใต้ต้นเมเปิล

 

…..

 

หลินเฉี่ยนยังคงยืนอยู่ที่เดิม แม้ว่ารถจะผ่านไปไกลแล้ว และถึงจะมีใบเมเปิลแห้งที่ยังคงร่วงโรยลงจากต้นเป็นเสมือนเกาะป้องกัน แต่ทว่าเธอก็ยังรู้สึกได้ถึงจุดพายุนับแสนจากกู้เฉิงเซียวกำลังพุ่งเข้าใส่ตัว…..การมาถึงของเขารวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัวและจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้ร่ำลาเช่นกัน

 

หลินเฉี่ยนที่ยังคงยืนตกใจอยู่นั้นเหงื่อชุ่มไปทั่วทั้งแผ่นหลัง...ให้ตายเถอะดูเหมือนเธอต้องไปซื้อโลงศพมาเตรียมไว้แล้วสิ

 

รถแลนด์โรเวอร์คันโตออกมาพ้นเขตมหาวิทยาลัยและกำลังแล่นไปตามท้องถนน ในที่สุดกู้เฉิงเซียวก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “ทำไมไม่ตั้งใจเรียน ไปมัวมั่วมัวยุ่งกับผู้หญิงคนนั้นทำไม?”

 

ในฐานะของอา การที่เขาจะสนใจการเรียนของหลานชายถือเป็นเรื่องปกติ

 

“ผมไม่ได้มั่วซะหน่อย ผมชอบเธอ ผมกำลังตามจีบเธออยู่” ฉู่โม่เฟิงตอบกลับไปโดยไม่ได้สังเกตเห็นอารมณ์และท่าทางของอีกฝ่ายเพราะเขาคิดว่ามันเป็นนิสัยส่วนตัวของกู้เฉิงเซียวอยู่แล้วที่มักจะจริงจังและนิ่งขรึมอยู่ตลอด

 

คำตอบนั้นทำให้กู้เฉิงเซียวโกรธมากซะจนรถที่เขากำลังขับอยู่ส่ายไปมาอย่างเห็นได้ชัด

 

“แล้วจีบติดรึยัง?” เขาถามโดยพยายามสะกดกลั้นอารมณ์โกรธทั้งหมดของตัวเองไว้อย่างยิ่งยวด

 

มันช่างเป็นคำถามที่เจ็บปวดยิ่งนักสำหรับฉู่โม่เฟิง เด็กหนุ่มรู้สึกหัวเสียขึ้นมาทันที  นัยน์ตาเขามีแววขมขื่น เขาส่ายศีรษะก่อนจะตอบ “เธอปฏิเสธ”

 

‘เฮ้อ...โล่งอกไปที’

 

“แต่ผมว่าเธอเองก็ชอบผมเหมือนกัน”

 

รถเอียงวูบและเบี่ยงออกไปจากเลนเดิมอีกครั้งหนึ่ง

 

“ตอนนี้นายยังเรียนอยู่ นายควรจะสนใจเรื่องเรียนเป็นหลัก” ถ้าฉู่โม่เฟิงตั้งใจฟังมากพอ เขาน่าจะสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงของอาสองของเขากำลังสั่นอยู่เล็กน้อย “ในเมื่อเธอปฏิเสธแล้ว นายก็ต้องตัดใจแล้วหันกลับไปตั้งใจเรียนซะ”

 

โชคร้ายที่ฉู่โม่เฟิงไม่ได้เข้าใจบางสิ่งบางอย่างที่แฝงอยู่ในคำเตือนของคนเป็นอาเลย และเขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำความเข้าใจมันด้วย เขายังคงอยู่ในอาการไม่สบอารมณ์อยู่เหมือนเดิม

 

กู้เฉิงเซียวเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบกลับ ความขุ่นเคืองของเขาก็เข้มข้นขึ้น “ได้ยินที่ฉันพูดไหม?”

 

“อาครับ ถ้ามันเลิกชอบกันได้ง่ายๆ มันก็แปลว่าไม่ได้ชอบจริงๆน่ะสิ ความรู้สึกแบบนี้อาไม่เข้าใจหรอก”

 

“……..” กู้เฉิงเซียวเงียบสนิทไปทันที ‘นี่กำลังเยาะเย้ยฉันงั้นเหรอ? นี่กำลังเยาะเย้ยฉันใช่ไหม!’

 

“ผมนั่งเรียนโต๊ะติดกับเธอตั้งแต่ ม.ปลาย แล้วผมก็ชอบเธอมาตั้งแต่ตอนนั้น เธอไม่เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นที่ผมรู้จัก ถึงแม้ว่าเธอจะทำตัวบ้าบอ ไม่สมกับเป็นผู้หญิง แต่เธอก็ยังน่ารัก” ฉู่โม่เฟิงกำลังจมอยู่ในความทรงจำสีชมพูของตัวเองจนไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าดำคล้ำเคร่งเครียดที่เหมือนกับจะระเบิดได้ทุกเมื่อของกู้เฉิงเซียว “แต่ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวก็เลยไม่กล้าที่จะบอกความในใจกับเธอ แต่พอตอนนี้ผมไปบอกชอบเธอ แต่เธอกลับคิดว่าสมองผมมีปัญหาซะงั้น”

 

“…….” ‘นี่ฉันกำลังรู้สึกปวดใจอย่างนั้นเหรอ? เป็นไปได้ยังไงกัน?’

 

“เธอไม่เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นจริงๆนะ เธอไม่ได้เข้าหาผมเพราะรู้ว่าผมมาจากตระกูลยิ่งใหญ่อะไร เธอจะชอบใครก็ตามที่เธอรู้สึกชอบ ไม่ใช่เพราะเหตุผลอย่างอื่น นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมชอบเธอมากที่สุด อาสองครับ อาเข้าใจความหมายที่ผมพูดไหม?”

 

“…….” กู้เฉิงเซียวกดข่มความโกรธที่ปะทุไม่หยุดของเขาไว้อย่างสุดความสามารถ ตอนนี้คงมีแต่พวงมาลัยรถอย่างเดียวเท่านั้นที่จะสัมผัสได้ถึงความโกรธเกรี้ยวนั้นรวมทั้งเสียงคำรามในใจที่ดังจนแทบทะลุออกมาของเจ้าของ เขาพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ไม่-เข้า-ใจ”

 

“ไม่แปลกหรอกครับที่อาไม่เข้าใจ เพราะอาแทบจะไม่ได้เข้าใกล้เพศตรงข้ามเท่าไหร่”

 

“…….” พวงมาลัยของรถแลนด์โรเวอร์แทบจะหลุดออกมาแล้วในตอนนี้

 

แล้วจู่ๆ ฉู่โม่เฟิงก็ทำท่าราวกับเขาได้ทำการตัดสินใจเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เขาพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “ผมไม่มีทางยอมแพ้หรอก ขอแค่ทำให้เธอรับรู้ได้ถึงความจริงใจของผม ผมเชื่อว่าเธอจะต้องรับรักผมแน่”

 

วินาทีนั้นเอง กู้เฉิงเซียวก็หักพวงมาลัยอย่างกะทันหัน ฉู่โม่เฟิงไม่ทันตั้งตัว...เขายังไม่ทันจะได้หาที่ยึดเกาะก็เกิดเสียง ‘ปัง!’ ดังขึ้นซะก่อน รถคันใหญ่ที่มีคนสองคนอยู่ข้างในผสานงานเข้ากับเสาของสะพานข้ามทางรถไฟ

 

อะดรีนาลีนในร่างของฉู่โม่เฟิงพลุ่งพล่าน หัวของเขาเจ็บแปร๊บ เด็กหนุ่มอยู่ในอาการมึนงงจากการปะทะที่รุนแรง

 

ตอนที่รถชนเข้ากับเสาของราวสะพาน กู้เฉิงเซียวเองก็มึนไปชั่วขณะ ถุงนิรภัยภายในรถเด้งออกมาเพื่อป้องกันแรงกระแทก ระบบป้องกันอุบัติเหตุของรถราคาแพงเปิดการทำงานขึ้นมาโดยสมบูรณ์...ซึ่งสิ่งแรกที่กู้เฉิงเซียวนึกถึงคือความปลอดภัยของหลานชายเขา..ฉู่โม่เฟิง

 

“เสี่ยวเฟิง ตื่นๆ เสี่ยวเฟิงเป็นอะไรไหม? เสี่ยวเฟิง...เสี่ยวเฟิง...เสี่ยวเฟิง?”

 

ฉู่โม่เฟิงได้สติขึ้นมาจากอาการช็อก เขากะพริบตาสองครั้งช้าๆ ในตอนที่เขาลืมตาขึ้นมาก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่หน้าอก ตาทั้งข้าง และศีรษะ

 

กู้เฉิงเซียวรีบถอดเข็มขัดนิรภัยออกทันที เขาขยับเบาะ ปลดถุงลมนิรภัยแล้วดันตัวเองออกไปด้านหลังก่อนเพื่อลดความอึดอัดก่อนจะหันกลับไปดูหลานชาย “เสี่ยวเฟิง?”

 

ฉู่โม่เฟิงหน้าซีดเผือด ปากของเขากำลังสั่นอยู่ ตาของเขามีเลือดไหลออกมา ลมหายใจของเขาถี่รัว อาการของเด็กหนุ่มดูไม่ดีนัก

 

“เสี่ยวเฟิง ได้ยินที่ฉันพูดไหม?” กู้เฉิงเซียวยังคงเรียกชื่อหลานชายพร้อมกับสำรวจดูส่วนหัวและลำตัวของเขา

 

ฉู่โม่เฟิงเปล่งเสียงแหบพร่าออกมาแผ่วๆ “ดะ...ได้ยิน...”

 

มันแค่แผ่วเบาเท่านั้นแต่ยังไม่ได้อ่อนแรง

 

กู้เฉิงเซียวรู้สึกโล่งใจขึ้นเขารีบถอดเข็มขัดนิรภัยให้อีกฝ่ายก่อนที่จะดันถุงลมนิรภัยออกให้ “หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ค่อยๆ หายใจออกช้าๆ ยาวๆ ตอนนี้เป็นยังไงบ้างดีขึ้นบ้างไหม?”

 

ฉู่โม่เฟิงรู้สึกดีขึ้นกว่าเมื่อครู่มาก บางทีอาจจะเป็นเพราะถูกถุงนิรภัยกดทับตัวอยู่เลยทำให้เขาคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย

 

เขาพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนที่จะสูดอาการบริสุทธิ์ที่อยู่รอบๆ เข้าไปหอบโตหลายๆ ครั้ง เขายังคงมึนคงอยู่บ้าง “อาสอง...ผมนึกว่าผมจะตายซะแล้ว”

 

กู้เฉิงเซียวลูบหัวคนเป็นหลานพร้อมกับปลอบใจ “จะตายง่ายๆได้ไงเล่า”

 

“เฮ้อ~ เรื่องร้ายๆก็ผ่านมาแล้วหลังจากนี้ก็คงจะต้องมีแต่เรื่องดีๆแน่--ผมต้องจีบหลินเฉี่ยนให้ติดให้ได้!”

“……”

 

ตอนนั้นเองเสียงไซเรนของรถตำรวจก็ใกล้เข้ามา เจ้าหน้าที่ตำรวจเคาะกระจกหน้าต่างของรถอย่างรีบร้อนพร้อมกับส่งเสียงถาม “คนข้างในเป็นอะไรไหมครับ?”

 

กู้เฉิงเซียวที่เรียกสติตัวเองกลับมาได้แล้วเปิดประตูเดินลงจากรถ “หลานผมบาดเจ็บเล็กน้อย คิดว่าคงจะไม่ได้เป็นอะไรมาก รถโรงเรียนที่อยู่ด้านหน้าไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?”

 

ในเวลาเดียวกันกับที่รถของกู้เฉียงเซียวเซอยู่บนถนน ได้มีอุบัติเหตุของรถโรงเรียนเกิดขึ้นด้านหน้าเขากะทันหัน ถ้าหากว่าตอนนั้นประสาทสัมผัสที่รวดเร็วของกู้เฉิงเซียวไม่รู้สึกถึงความผิดปกติได้ทัน หรือเขาตัดสินใจหักพวงมาลัยหลบไม่ทันการณ์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คงยากจะจินตนาการได้

.

.

.

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

จบบทที่ ตอนที่ 26 ผมคิดว่าผมตายแล้วซะอีก

คัดลอกลิงก์แล้ว