- หน้าแรก
- หมอเทวะฝังเข็ม สะท้านเมือง
- บทที่ 906 - คนไข้เด็กเพิ่มขึ้น
บทที่ 906 - คนไข้เด็กเพิ่มขึ้น
บทที่ 906 - คนไข้เด็กเพิ่มขึ้น
บทที่ 906 - คนไข้เด็กเพิ่มขึ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น เปียนมู่ออกตรวจที่คลินิกตามปกติ แต่สิ่งที่ต่างไปจากทุกวันคือ จำนวนคนไข้เด็กเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เปียนมู่รู้อยู่เต็มอกว่า การเล่นหุ้นคือการเก็งกำไรจากความคาดหวัง การขึ้นลงในระยะสั้นๆ จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร ทว่า... เขาลงทุนไปตั้งล้านกว่าหยวนแล้ว ในใจมันก็อดตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่ได้ คอยแต่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กดูอยู่เรื่อย
ด้วยเหตุนี้ เปียนมู่จึงเสียสมาธิไปบ้างเวลาตรวจคนไข้ ไม่ได้จดจ่อเหมือนปกติ
"คนไข้เด็กเยอะไปหน่อยแล้วนะ ทำไมกัน? ข่าวลือมันแพร่กระจายไปเร็วขนาดนี้เชียว! นี่ไม่ใช่ทางถนัดของฉันเลย ต้องระวังให้มากหน่อยแล้ว" คิดได้ดังนั้น เปียนมู่ก็พยายามรวบรวมสมาธิเพื่อรับมืออย่างจริงจัง
เด็กผู้หญิง อายุ 1 ขวบ 7 เดือน ร้องงอแงทั้งวันทั้งคืน รักษายังไงก็ไม่หาย
คุณแม่เป็นคนอุ้มเด็กน้อยมา โดยมีคุณยายเดินตามหลังมาติดๆ ดูจากหน้าตาและบุคลิกของครอบครัวนี้แล้ว ไม่น่าจะใช่คนพื้นที่เมืองหลีจิน ถ้าเปียนมู่เดาไม่ผิด พวกเขาน่าจะเป็นแรงงานต่างถิ่น
คุณแม่ของเด็กดูอายุประมาณสามสิบต้นๆ เส้นผมสุขภาพดีมาก แค่ขาดความเงางามไปหน่อย ผมก็หนามาก ชนิดที่ผู้หญิงวัยเดียวกันในเมืองหลีจินส่วนใหญ่ยังสู้ไม่ได้เลย ตามหลักแล้ว เด็กที่เกิดจากแม่ที่มีลักษณะแบบนี้มักจะมีสุขภาพค่อนข้างแข็งแรง
"คนนี้คนที่สองใช่ไหมครับ?"
"ใช่ค่ะ! คนโตเป็นผู้ชาย อายุ 9 ขวบ อยู่ ป.3 แล้ว! มีลูกคนเดียวกลัวเขาจะเหงา ก็เลยมีน้องไว้เป็นเพื่อนเขา" พอพูดถึงตรงนี้ คุณแม่ของคนไข้เด็กก็ส่งยิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความสุข
"ดีเลยครับ! แล้วตอนนี้แกก็ดูเรียบร้อยดีนี่ครับ ไม่งอแงเลย" พูดพลาง เปียนมู่ก็โบกมือทักทายเด็กผู้หญิงคนนั้นอย่างเป็นมิตร
แววตาของเด็กผู้หญิงดูเชื่องช้าไปหน่อย เธอมองเปียนมู่แวบหนึ่ง ก่อนจะหลบตาต่ำ แล้วยื่นมืออวบๆ ไปจับผมแม่เล่น
เปียนมู่คาดเดาว่า เด็กผู้หญิงตรงหน้าน่าจะมีพัฒนาการช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันเล็กน้อย
"ก็แปลกเหมือนกันค่ะ ตอนเพิ่งลงจากรถเมล์ยังร้องงอแงอยู่เลย พอเดินมาถึงหน้าคลินิกคุณหมอ จู่ๆ ก็เงียบไปซะอย่างนั้น ใครๆ ก็บอกว่าที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มาก ตอนนี้พวกเราเชื่อสนิทใจเลยค่ะ"
"ฮ่าฮ่า... ไม่ได้เว่อร์ขนาดนั้นหรอกครับ ขอผมจับชีพจรหน่อยนะครับ!" พูดพลาง เปียนมู่ก็หยิบตุ๊กตาบาร์บี้ตัวเล็กๆ จากลิ้นชักส่งให้เด็กน้อย พอเด็กน้อยกำลังอารมณ์ดี เปียนมู่ก็ถือโอกาสทั้งหลอกล่อทั้งหยอกเล่นจนจับชีพจรให้เด็กน้อยได้สำเร็จ
...
พอได้ของเล่น เด็กน้อยก็ดูร่าเริงขึ้นเยอะ เห็นได้ชัดว่ารู้สึกดีกับเปียนมู่ขึ้นมาก
ตอนที่เด็กยังไม่งอแง เปียนมู่ก็รีบล้างมือฆ่าเชื้อ สวมถุงมือตรวจโรคแบบใช้แล้วทิ้ง แล้วหลอกล่อให้เด็กยอมให้ตรวจทั้งดวงตา เปลือกตา ลักษณะแววตา... จนครบถ้วน
"เด็กไม่ได้เป็นอะไรหรอกครับ ใจเย็นๆ นะครับ รออีกปีกว่าๆ พอแกอายุครบสามขวบ อาการร้องงอแงก็จะหายไปเอง ขอแค่ระวังอย่าให้เสียงดังรบกวนเพื่อนบ้านก็พอ จะได้ไม่ผิดใจกัน ว่าแต่... ทำไมพวกคุณถึงนึกอยากมาตรวจกับผมล่ะครับ?" เปียนมู่เอ่ยถามด้วยความอยากรู้
"อ้อ... บ้านเรามีญาติทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กในบ้านเศรษฐีน่ะค่ะ เธอบอกว่าคุณหมอเก่งเรื่องโรคแบบนี้มาก พอดีสามีฉันขับรถรับจ้าง ก็เลยแวะมาส่งพวกเราที่นี่พอดีเลยค่ะ" คุณแม่ของคนไข้เด็กตอบตามตรง
ที่แท้ก็แม่บ้านคนที่เจอเมื่อวานเป็นคนแนะนำมานี่เอง
"หัวไวดีจริงๆ ฮ่าฮ่า..." เปียนมู่คิดในใจ
"เด็กเดินได้ปกติแล้วใช่ไหมครับ?" เปียนมู่ถามยิ้มๆ
"เดินได้แล้วค่ะ เดินได้คล่องเลย! ไม่ถึง 11 เดือนก็เดินได้แล้ว ยายเขาบอกว่าเด็กหัดเดินเร็วไปมันไม่ดี โตไปจะไม่อยู่ติดบ้าน จะแต่งงานไปไกลๆ! แกก็เลยเอาหมอนใบใหญ่ไปผูกไว้ที่หลังเด็ก แต่ถึงอย่างนั้น แกก็ยังดื้อดึงเกาะกำแพงหัดเดินจนได้ ดื้อสุดๆ เลยค่ะ!" ตอนที่พูด แววตาของคุณแม่ก็ฉายแววภูมิใจออกมาเล็กน้อย
"งั้นเหรอครับ? กระดูกพัฒนาได้เร็ว ไม่ขาดแคลเซียม หายากนะเนี่ย หายากจริงๆ! มา! หนูจ๊ะ แม่อุ้มจนเหนื่อยแล้ว ลงมาเดินให้หมอดูหน่อยสิลูก" เปียนมู่แนะนำให้คุณแม่ปล่อยลูกลงเดิน โดยให้เด็กผู้หญิงหันหลังให้โต๊ะตรวจแล้วเดินไปข้างหน้า
"อ้อ... ขาโก่งนิดหน่อย ขาซ้ายดูอ่อนแรงกว่า จุดศูนย์ถ่วงเทไปข้างหน้าและเอียงขวา... เฮ้อ! เด็กบ้านจน ก็ต้องค่อยๆ โตไปแบบนี้แหละ..." คิดมาถึงตรงนี้ เปียนมู่กอดอกมองแผ่นหลังที่เดินเตาะแตะของเด็กน้อยด้วยความรู้สึกเศร้าใจอยู่ลึกๆ
ตอนเด็กๆ ครอบครัวเปียนก็ยากจนเหมือนกัน โชคดีที่เปียนมู่มีคุณตาคอยดูแล เขาจึงรอดพ้นจาก "หลุมพราง" ในการเติบโตมาได้หลายอย่าง พอคิดแบบนี้แล้ว เปียนมู่ก็อดคิดถึงคุณตาสุดที่รักไม่ได้
"เด็กไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกครับ อาจจะยังไม่ค่อยชินกับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ พอโตขึ้นอีกหน่อยก็จะดีขึ้นเอง ไม่ต้องฝังเข็ม ไม่ต้องกินยา ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติดีที่สุดครับ ถ้าเพื่อนบ้านเขามาบ่น ก็ค่อยๆ อธิบายให้เขาฟัง อดทนหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไปครับ" พูดจบ เปียนมู่ก็เชิญครอบครัวผู้ป่วยเด็กทั้งสามคนกลับไปอย่างสุภาพ
เช้าวันนี้ เถิงไต้ลี่มาช่วยงานตั้งแต่เช้าตรู่ เธอไม่เคยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคนไข้คนไหนเลย แต่พอครอบครัวสามคนนั้นเดินออกไปไกลแล้ว เธอก็ถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม
"เมื่อกี้เด็กผู้หญิงคนนั้นดูเหมือนจะขาดแคลเซียมชัดเจนเลยนะ แถมพัฒนาการทางสมองก็ดูช้าไปนิด ไม่ควรจะเสริมสังกะสีให้แกหน่อยเหรอ? การที่แกร้องงอแงทั้งวันทั้งคืนแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะขาดแร่ธาตุบางอย่าง หรือสูญเสียแร่ธาตุไป หรือไม่ก็ร่างกายไม่สมดุลหรือเปล่า?"
"ที่คุณพูดมามันก็ถูก แต่... ไม่เห็นเหรอว่าบ้านเขาลำบากแค่ไหน? เห็นเด็กชอบตุ๊กตา คนเป็นแม่ก็ไม่เกรงใจเลยสักนิด ปล่อยให้เรายกตุ๊กตาให้ฟรีๆ ซะงั้น ถ้าเราจัดแผนการรักษาแบบครบวงจรให้เขา ต่อให้รายได้ต่อเดือนของบ้านนี้เพิ่มขึ้นอีก 10 เท่า ก็ไม่มีปัญญาจ่ายหรอก เด็กเล็กๆ น่ะ! ปล่อยให้ไปเล่นทรายเล่นดินอาบแดดเยอะๆ พออายุสักสามขวบก็จะหายเป็นปกติเองแหละ" เปียนมู่อธิบายอย่างใจเย็น
"เป็นแบบนี้นี่เอง... แต่นายก็ไม่ได้เตือนพวกเขาเลยนี่นา? ให้ไปรับแสงแดดเยอะๆ เพื่อเพิ่มแคลเซียมน่ะ"
"เมื่อกี้คุณก็น่าจะสังเกตเห็นนะ เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่มีของเล่นอะไรเลย แถมแม่แกยังต้องรับจ้างทำงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัวอีก ตอนทำงาน ก็ต้องกระเตงลูกไปด้วยแน่ๆ! ตามง่ามนิ้ว ซอกเล็บ หลังใบหู... ของเด็กคนนั้นเต็มไปด้วยร่องรอยของการใช้ชีวิตทั้งนั้น แร่ธาตุที่คุณพูดถึง เดี๋ยวแกก็ได้มาครบเองแหละ ถ้าเราไปย้ำกับพวกเขามากเกินไป เผื่อพวกเขาเกิดมักง่าย เอาเด็กไปโยนทิ้งไว้ที่กองทรายแล้วไม่สนใจใยดีขึ้นมา ถึงตอนนั้น มันจะยิ่งส่งผลเสียหนักกว่าเดิมอีกนะ!" เปียนมู่อธิบายยืดยาวพร้อมกับรอยยิ้ม
"โอ้โห! พอมาคิดดูดีๆ มันก็จริงอย่างที่คุณพูดเลย มิน่าล่ะคุณถึงมีชื่อเสียงตั้งแต่ยังหนุ่ม... พวกเราเทียบไม่ติดเลยจริงๆ ต้องขอเรียนรู้จากคุณบ้างแล้ว!"
"เกรงใจไปแล้วครับ! เชิญคนต่อไปเลยครับ!" พูดจบ เปียนมู่ก็นั่งตัวตรงรอรับคนไข้รายต่อไป
เถิงไต้ลี่เองก็รู้หน้าที่ รีบลุกขึ้นไปที่โซนรอคิว เรียกคุณลุงวัยหกสิบกว่าๆ มารับการตรวจอย่างสุภาพ...
...
หลังจากส่งคนไข้ผู้ใหญ่ออกไปได้หลายคน เปียนมู่ก็รับคนไข้เด็กอีกราย เป็นเด็กผู้ชายอายุ 2 ขวบ 3 เดือน อาการเดียวกันเป๊ะ ร้องงอแงไม่มีสาเหตุทั้งวันทั้งคืน บางครั้งก็ร้องไม่หยุดทั้งคืน จนเพื่อนบ้านทนไม่ไหวโทรแจ้งตำรวจอยู่บ่อยๆ พอรู้ว่าเปียนมู่เก่งเรื่องนี้ ครอบครัวทั้งห้าคนก็รีบพาเด็กมาหาเขาทันที
(จบแล้ว)