เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 12 เหมือนได้เกิดใหม่

ตอนที่ 12 เหมือนได้เกิดใหม่

ตอนที่ 12 เหมือนได้เกิดใหม่


ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

เป็นธรรมดาที่ข่าวลือจะแพร่สะพัดออกไปเร็วกว่าโรคระบาด และดังยิ่งกว่าเสียงออดเปลี่ยนคาบเรียนของโรงเรียนมัธยม คนมากมายต่างก็พูดถึงเรื่องของ ‘คุณชายเฉี่ยนมีเสี่ยเลี้ยง’ กันอย่างสนุกปาก

 

และแน่นอนว่ามันก็ดังมาถึงหูของฉู่โม่เฟิงด้วย

 

เมื่อเวลาพักกลางวันมาถึง ทุกคนในห้องเรียนต่างกรูกันออกนอกห้องเพื่อไปจับจ้องที่นั่งในโรงอาหาร หลินเฉี่ยนยกมือขึ้นเช็ดน้ำลายตรงข้างแก้วที่ไหลยืดตอนเธอฟุบหลับในคาบก่อนจะหยิบกระเป๋าเพื่อเตรียมตัวออกจากห้อง

 

“เดี๋ยวก่อน”

 

หลินเฉี่ยนขยี้ตาแล้วหันไปตามเสียงเรียกด้วยท่าทางสลึมสลือ เธอพบว่าฉู่โม่เฟิงนั้นอยู่ห่างจากเธอแค่สามก้าวและกำลังจ้องมองเธออยู่

 

“เรียกฉัน?”

 

คนตัวโตก้าวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก่อนจะถาม “แผลบนหน้าเธอไม่ได้เป็นอะไรมากใช่ไหม?”

 

“ไม่หนิ”

 

ฉู่โม่เฟิงก้มลงมองหน้าหลินเฉี่ยนใกล้ๆ ก่อนที่จะพบว่าใบหน้าฝั่งซ้ายของเธอดูบวมเป่งมากกว่าฝั่งขวาเสียอีก เมื่อนึกถึงสาเหตุที่ทำให้เธอต้องเป็นแบบนี้ เขาก็รู้สึกผิดขึ้นมา “เมื่อวานเธอน่าจะบอกฉัน เธอก็มีเบอร์ฉันไม่ใช่เหรอ?”

 

“บอกแกทำไมอ่ะ? ฉันก็ไม่ได้แพ้พวกนั้นซะหน่อย”

 

“ก็ใช่ที่เธอไม่ได้แพ้คนพวกนั้น แต่ที่ทำให้มีคนต้องเข้าโรง’บาลถึงสามคน เธอต้องถูกเรียกไปอบรมนะ”

 

“อบรมก็อบรมไปดิ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อย ฉันชินแล้วแหละ”

 

“เดี๋ยวฉันจะไปอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นเอง”

 

หลินเฉี่ยนหัวเราะแล้วถามขึ้นอย่างสงสัย “ฮ่าฮ่าฮ่า แกจะอธิบายอะไร? ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยซะหน่อย”

 

“หนานอินทำแบบนั้นก็เพราะฉันไม่ใช่เหรอ?”

 

หลินเฉี่ยนยิ้มปนหัวเราะ แล้วส่ายหน้า “มันเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีของสาวๆอย่างพวกฉัน ผู้ชายไม่ต้องเข้ามายุ่งหรอกหน่า”

 

“......” ฉู่โม่เฟิงได้ยินเช่นนั้นก็เงียบไปเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่หลินเฉี่ยนยอมรับว่าเธอเป็นผู้หญิงโดยไม่ปฏิเสธอะไร

 

“ถอยไปๆ ฉันจะไปกินข้าวแล้ว ช้ากว่านี้เดี๋ยวก็ไม่มีที่นั่งกันพอดี”

 

แต่หลังจากก้าวเท้าไปได้แค่ก้าวเดียว ฉู่โม่เฟิงก็เดินมาขวางทางเธอไว้

 

“เมื่อวานที่เธอถามฉัน ฉันกลับไปคิดมาแล้วนะ เอาเป็นว่าฉันตกลง”

 

“หือ? ถามอะไร?” หลินเฉี่ยนถามด้วยสีหน้างุนงง

 

ช่วงสองวันที่ผ่านมานี้มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายและมันก็วุ่นวายเสียจนทำให้เธอเองก็ยังจดจำรายละเอียดอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

 

ฉู่โม่เฟิงไม่ได้ตอบคำถามหลินเฉี่ยนแต่กลับเปลี่ยนเรื่องคุย “ข่าวลือของเธอวันนี้ ฉันไม่เชื่อหรอกนะเพราะฉันเชื่อว่าเธอไม่ได้เป็นแบบนั้น”

 

หลินเฉี่ยนงุนงงอีกครั้ง “หือ? ข่าวลืออะไร?”

 

“เน้~ ฉู่โม่เฟิง…เป็นเอ๋อเหรอจ๊ะ? ฮ่าๆๆๆๆ” เธอหรี่ตามองเพื่อนขอเธอพร้อมกับพูด หลังจากนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเหมือนไม่ใส่ใจอะไรทั้งนั้น

 

“วันนี้สมองแกไปกระแทกกับอะไรมารึเปล่าวะเนี่ย? เพี้ยนๆนะแกอ่ะ ฉันว่าแกรีบไปกินยาเถอะ น่าเสียดายที่ฉันไม่มียาให้แกกินอ่านะ ไปล่ะ”

 

หลินเฉี่ยนหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นมาสะพายก่อนที่จะเดินอ้อมอีกฝ่ายไป

 

ทว่าก่อนที่จะก้าวผ่านตัวเขา ฉู่โม่เฟิงก็ยื่นมือออกมายึดแขนของเธอไว้พร้อมกับมองดูเธอ สีหน้าของเขาดูใจเย็นและอบอุ่นมากกว่าทุกครั้ง...มันติดจะอ่อนโยนเลยด้วยซ้ำ

 

เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้หญิงสาว “คำถามที่เธอเป็นคนถามฉันแม้แต่เธอเองก็ไม่รู้งั้นเหรอ?” เขาพูดขึ้นอีกครั้ง “เมื่อวานเธอเป็นคนถามฉันเองตอนที่เธอขี่หลังฉัน”

 

คนตัวโตค่อยๆขยับหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้น ในขณะที่หลินเฉี่ยนก็ค่อยๆเอนตัวไปด้านหลังเรื่อยๆเพื่อถอยห่าง

 

ฉู่โม่เฟิงไม่รอให้อีกฝ่ายถามอะไรต่อจากนั้นก็พูดต่อว่า “เธอถามฉันว่าจะเป็นแฟนกับเธอได้ไหมไง”

“……”

 

“ฉันกลับไปคิดมาแล้ว และตอนนี้ฉันก็ได้คำตอบแล้ว... ฉันตกลง”

 

“…….” ‘เดี๊ยววววว...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย?’

 

“แค่กๆๆๆๆ” หลินเฉี่ยนรีบดึงแขนของเธอออกจากมือของคนร่างสูงก่อนที่จะถอยหลังออกไปอีกสองก้าว “วันนี้ไม่ใช่วันเมษาหน้าโง่นะเว้ย อย่ามาล้อฉันเล่นดิวะ”

 

ฉู่โม่เฟิงยังคงแสดงสีหน้าจริงจัง “หน้าฉันดูเหมือนกำลังล้อเล่นงั้นเหรอ?”

 

“โอเคๆ เอาเป็นว่าฉันเนี่ยแหละที่ล้อแกเล่น ขอทางหน่อยฉันจะไปหาไรกินแล้ว” ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะตอบอะไรกลับมา หลินเฉี่ยนก็รีบวิ่งปรู๊ดออกไปด้วยความเร็วสูง

 

“.......”

 

ฉู่โม่เฟิงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ความคิดหมุนวนอยู่ในหัวของเขา ใบหน้าหล่อเหลาเวลานี้เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย เขาจินตนาการเอาไว้ว่าหลังจากที่เขาตอบตกลงเรื่องนั้นไปแล้ว หลินเฉี่ยนอาจจะโผล่เข้ากอดเขาด้วยความดีใจ หรือไม่ก็อาจจะจับมือเขาแล้วเขย่าไปมาด้วยท่าทางตื่นเต้น แต่เขาไม่คิดเลยว่าเธอจะบ่ายเบี่ยงแล้ววิ่งหนีเขาออกไปแบบนี้

 

เขาได้รับความรักจากสาวๆมากมาย มีคนมาสารภาพรักกับเขาแทบทุกวันเว้นวัน ไม่ว่าเขาจะเดินไปที่ไหนก็สามารถดึงดูดสายตาของผู้หญิงทุกคนได้ แต่ถึงแม้ว่าจะตกเป็นเป้าสายตาของคนจำนวนมากและถูกสาวๆมองมาด้วยสายตาหลงใหลคลั่งไคล้อยู่ทุกวัน แต่เขากลับมีแต่ความรู้สึกชินชากับสายตาของคนเหล่านั้น

 

เขาไม่เคยรับรักใครมาก่อนเพราะภายในใจของเขา—มีคนที่เขารักแต่แรกอยู่แล้ว

 

การถูกปฏิเสธในครั้งนี้ เขาไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเกิดขึ้นได้ ‘คิดไม่ถึง คิดไม่ถึงเลยจริงๆ’

 

—นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอเรื่องแบบนี้—

 

หลินเฉี่ยนวิ่งออกมานอกห้องอย่างรวดเร็วก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเดินลงบันได เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีเสียงของฉู่โม่เฟิงวิ่งตามมาเธอก็สบายใจขึ้น แต่ทว่าไม่นานนักเธอกลับได้ยินเสียงฝีเท้ามากมายเดินตามมา—เสียงรองเท้าส้นสูง—ผู้หญิง? หลินเฉี่ยนหันไปเห็นว่ามีนักศึกษาสาวกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามาหา คนพวกนั้นชี้มาที่เธอแล้วพูดกันเสียงดัง

 

“ดูนั่นสิ นั่นหลินเฉี่ยนหนิ เธอดูออกไหมว่านั่นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ ฮ่าๆๆๆ”

 

“ดูกับตาคงดูไม่ออกหรอก แต่ถ้าแก้ผ้าก็คงจะรู้แน่ๆว่าเป็นเพศอะไร ไร้ยางอายชะมัดถึงได้กล้าทำเรื่องอุบาทว์แบบนั้นได้”

 

“ยัยนั่นชกลูกชายของเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองบีจนเข้าโรงพยาบาลด้วยนะ มาดูสิว่าเสี่ยรสนิยมแปลกประหลาดนั่นจะกล้าออกหน้ามาช่วยไหม”

 

“ฉันว่า ถ้าในหัวพอจะมีสมองอยู่บ้าง ก็คงไม่กล้าไปมีเรื่องกับคนระดับนั้นหรอก จริงไหม?”

 

คำพูดของผู้หญิงหลุ่มนั้นดังเข้าถึงหูของหลินเฉี่ยน มันเต็มไปด้วยคำพูดที่น่ารังเกียจและมีเจตนาดูถูกเหยียดหยามเธอ หลินเฉี่ยนรู้สึกโกรธเป็นอย่างหนัก อยู่บ้านตระกูลหลินเธอก็ถูกเอาเปรียบมากพอแล้ว ต่อไปนี้เธอจะไม่ยอมเสียเปรียบใครหรือให้ใครมาเอาเปรียบเธอได้อีกต่อไปแล้ว!

 

หลินเฉี่ยนตวัดสายตามองไปที่คนกลุ่มนั้น แต่ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไร เสียงของหลินหยีก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง

 

“รู้ไม่จริงแต่ก็ยังเอามาพูดลับหลัง แถมเป็นเรื่องของคนอื่นอีก แบบนี้มันไม่น่ารังเกียจมากกว่าเหรอ! มีคนอย่างพวกเธอที่นี่เหมือนเมืองนี้มีแต่มลพิษเลยว่ะ”

 

เมื่อหญิงสาวกลุ่มนั้นได้ยินเสียงของหลินหยี ก็หันมองหน้ากันก่อนที่จะรีบเดินหนีไป

 

หลินหยีมองตามตาแข็งพร้อมกับส่งเสียงด่าตามหลังก่อนจะหันกลับมาหาหลินเฉี่ยน “ชิ!พวกปากปีจอ ไม่แน่จริงนี่หว่า...นี่หลินเฉี่ยนเธอรู้ตัวบ้างไหมเนี่ยว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว”

 

หลินเฉี่ยนไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นและเธอก็เพิ่งจะได้ยินเรื่องแปลกๆจากผู้หญิงเหล่านั้นเมื่อกี้นี้เอง

 

“ฉันจะบอกให้ก็ได้…ว่าแต่ว่า เมื่อวานเธอไปมีเรื่องกับไอ้พวกหมาบ้าพวกนั้นมาใช่ไหม? แล้วยังจะมาตอแหลฉันว่าสะดุดล้มอีก นี่คิดว่าฉันโง่นักเหรอไง?”

 

หลินเฉี่ยนยิ้ม “ก็เธอโง่จริงๆหนิ”

 

หลินหยีหยิกแขนของหลินเฉี่ยนก่อนที่จะกระทืบเท้าด้วยท่าทางโมโห “ยัยบ้า ยังจะมีหน้ามาล้อเล่นอีก เธอรู้หรือเปล่าว่าหนึ่งในคนที่เธอซัดเละจนเข้าโรง’บาลไปน่ะ เป็นถึงลูกชายของเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองบีเลยนะ”

 

“อ๋อ เมื่อกี้ได้ยินยัยพวกนั้นพูดแล้วแหละ ว่าแต่คนไหนล่ะ? ไอ้คนที่หูเหมือนหมูนั่นเหรอ? หรือว่าไอ้ลิงปากแหลมนั่น?”

 

“หลินเฉี่ยน นี่ยังจะเล่นอีกนะ! รู้ตัวบ้างไหมเนี่ยว่ามันเป็นเรื่องใหญ่แล้วก็ร้ายแรงมาก! เธอทำร้ายคนอื่นเกือบถึงชีวิตขนาดนั้นอาจจะถึงขั้นถูกไล่ออกจากมหา’ลัยก็ได้นะ”

 

หลินหยีอายุมากกว่าหลินเฉี่ยนแค่สองเดือนเท่านั้น เธอเป็นลูกคนเล็กของบ้าน ด้วยอิทธิพลจากคนอื่นๆในครอบครัวทุกครั้งที่เธอทะเลาะกับคนในบ้านหรือไม่สบายใจเรื่องอะไรเธอก็มักจะแสดงอารมณ์โมโหใส่หลินเฉี่ยนเสมอ แต่ถ้าหากหลินเฉี่ยนเกิดเรื่องอะไรขึ้นเธอเองก็มักจะเป็นกังวลแทนอีกฝ่ายเสมอเช่นกัน

 

บางทีคำพูดที่ว่า ‘รักมากเกลียดมาก’ อาจจะใช้อธิบายการกระทำแบบนี้ของหลินหยีได้ดีที่สุดก็เป็นไปได้

 

ทั้งสองคนเป็นทั้งเพื่อนสนิท เป็นทั้งพี่น้อง ในเวลาเดียวกันก็เป็นศัตรูของกันและกันด้วย

 

ความรู้สึกของหลินเฉี่ยนที่มีต่อหลินหยีสำคัญมากขอเพียงแค่เธอมีความสุข ฉันยังไงก็ได้อยู่แล้ว

 

ส่วนความรู้สึกที่หลินหยีมีต่อหลินเฉี่ยนก็คือ ‘นี่คนของฉัน ฉันจะรังแกจะด่าทอหรือตบตียังไงก็ได้ แต่ฉันไม่ยอมให้คนอื่นทำแบบนั้นกับคนของฉันเป็นอันขาด’ ซึ่งที่เป็นแบบนี้ก็อาจจะเป็นเพราะความผูกพันของทั้งสองทำให้หลินหยีค่อนข้างเข้าใจความรู้สึกของหลินเฉี่ยนเป็นอย่างดี

 

เมื่อได้เห็นขอบตาแดงก่ำของศัตรูที่เป็นห่วงเธอที่สุดอย่างหลินหยีแล้วหลินเฉี่ยนก็ยื่นมือมาจับบ่าของคนตรงหน้าเอาไว้ “ไม่ต้องห่วงหรอก คนพวกนั้นรุมฉัน ยังไงก็ต้องถูกไล่ออกด้วยเหมือนกันนั่นแหละ ฉันก็แค่ป้องกันตัวเองแค่นั้นเอง”

 

ถึงแม้หลินหยีจะยังคงไม่สบายใจกับเรื่องนี้ แต่เธอก็เลือกที่จะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปพูดถึงกู้เฉิงเซียวอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้หลินเฉี่ยนเป็นกังวลไปกับเธอ “ว่าแต่หัวหน้ากู้ดูแลเธอดีไหม? เขาจะออกหน้าแทนเธอได้รึเปล่า? แล้วข่าวลือที่ว่าเธอเป็นเด็กเสี่ยน่ะมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

.

.

.

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

จบบทที่ ตอนที่ 12 เหมือนได้เกิดใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว