- หน้าแรก
- ระบบนักบุญกวนโอ๊ย ปล่อยผี ปล่อยปีศาจ แล้วก้าวสู่วิถีเซียน
- บทที่ 80 - ขโมยท้อ
บทที่ 80 - ขโมยท้อ
บทที่ 80 - ขโมยท้อ
บทที่ 80 - ขโมยท้อ
พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรของจางซิ่วนั้นย่ำแย่จริงๆ แทบจะไม่ต่างอะไรกับพรสวรรค์ในการเรียนหนังสือของเยี่ยนเฟิงเลย
เยี่ยนเฟิงอุตส่าห์หาโอกาสได้สักครั้ง หวังจะเยาะเย้ยจางซิ่วเพื่อแก้แค้นที่เคยถูกเยาะเย้ยว่าสอบไม่ติดซิ่วไฉ แต่ไม่นึกเลยว่าจางซิ่วจะไม่สนใจไยดีแม้แต่น้อย
เรื่องที่ทำให้เขารู้สึกเหนือกว่าได้มากที่สุด กลับไม่สามารถทำให้จางซิ่วโกรธได้ สิ่งนี้ทำให้เขาหงุดหงิดเป็นอย่างมาก
ทว่าเขาหงุดหงิดอยู่ได้ไม่กี่วันก็กลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง เพราะจางซิ่วกำลังเผชิญกับวันแห่งความยินดีปรีดาที่ ‘คนผมขาวส่งคนผมดำ’... นักเรียนรุ่นแรกของสถานศึกษาเขาเรียนจบแล้ว!
เมื่อมองดูจางซิ่วที่ตั้งใจสวมวิกผมขาวเพื่อแสร้งทำเป็นผู้ใหญ่ กำลังกล่าวสุนทรพจน์อยู่บนโพเดียม เยี่ยนเฟิงก็แอบขำอยู่เงียบๆ ด้านล่าง
ไม่นานนัก สุนทรพจน์อันปลุกเร้าจิตวิญญาณของจางซิ่วก็จบลง ในที่สุดเขาก็กวาดสายตามองนักเรียนสองร้อยคนที่จบการศึกษารุ่นแรก รู้สึกว่าได้สวมบทบาทผู้อำนวยการจนพอใจแล้ว ในใจเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ เขายิ้มและกล่าวว่า “พวกเจ้าทุกคนคือผลผลิตจากหยาดเหงื่อแรงกายตลอดหนึ่งปีของข้า ข้าหวังว่าในภายภาคหน้า พวกเจ้าทุกคนจะกลายเป็นคนดีศรีสังคมที่ยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิ! ที่ข้าพูดไป พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่?”
ด้านล่างโพเดียม เด็กชายวัยสิบเอ็ดสิบสองปีที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์กำหมัดแน่น ตะโกนเสียงดังด้วยความตื่นเต้น “เข้าใจแล้วขอรับ ออกไปพวกเราจะทำตามคำสั่งสอนของท่านผู้อำนวยการอย่างเคร่งครัด — ปล้นเงิน! ปล้นเสบียง! ปล้นผู้หญิง!”
จากนั้น ทุกคนก็พลอยได้รับอิทธิพลจากคำพูดของเขา นักเรียนกว่าสองร้อยคนตะโกนพร้อมกันด้วยความตื่นเต้น “ปล้นเงิน! ปล้นเสบียง! ปล้นผู้หญิง!”
เมื่อมองดูรอยยิ้มอย่างพึงพอใจของจางซิ่วบนโพเดียม อารมณ์ดีๆ ของเยี่ยนเฟิงก็มลายหายไปในพริบตา: “@#¥%¥#@...”
พี่จาง ไอ้ยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิที่ท่านว่าเนี่ย หมายถึงให้พวกเขากลายเป็นโจรป่าฆ่าขุนนางก่อกบฏหรือ?
ตอนนี้เขาจะหนี... ช่างเถอะ ดูเหมือนเขาจะลงจากเรือโจรลำนี้ไม่ได้แล้ว
หลังจากไล่นักเรียนสองร้อยคนที่เรียนจบกลับไปด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เยี่ยนเฟิงก็เดินไปหาจางซิ่วด้วยความอ่อนอกอ่อนใจและบ่นว่า “พี่จาง ข้าว่าถ้าสถานศึกษาของท่านยังเปิดต่อไป สักวันหนึ่งท่านคงถูกราชสำนักประหารชีวิตแน่ๆ...”
จางซิ่วได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ กล่าวว่า “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ข้าไม่ได้ก่อกบฏเสียหน่อย อีกอย่าง ผู้อำนวยการในนามของสถานศึกษานี้... คือพี่เยี่ยนนะ!”
เยี่ยนเฟิง: “...”
ข้าจะสู้ตายกับท่าน!
เยี่ยนเฟิงโกรธจนหนวดกระดิกตาขวาง ทั้งสองคนวิ่งไล่จับกันจนมาถึงบนถนนใหญ่ในเวลาไม่นาน
พอเยี่ยนเฟิงจับตัวจางซิ่วได้ ก็เห็นจางซิ่วโบกมือเป็นสัญญาณให้เงียบ
เยี่ยนเฟิงเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นฝูงชนมุงดูกันเป็นวงกลม ตรงลานว่างกลางวง มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งพกเด็กอายุเจ็ดแปดขวบมาด้วย กำลังแสดงมายากลอยู่
ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้น “พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน ตอนนี้เป็นช่วงต้นฤดูหนาว หิมะยังไม่ละลาย มีเพียงสวนท้อสวรรค์ของเจ้าแม่หวังหมู่เท่านั้นที่ยังคงมีฤดูใบไม้ผลิตลอดกาล และมีลูกท้อดกเต็มต้น
ข้าน้อยไม่มีความสามารถอื่นใด จึงขอให้ลูกชายตัวน้อยของข้าขึ้นไปบนสวนท้อสวรรค์ ขโมยลูกท้อมาให้ทุกท่านได้ลิ้มลองก็แล้วกัน!”
พูดจบ ชายวัยกลางคนก็เปิดตะกร้าไม้ไผ่ หยิบเชือกม้วนหนึ่งความยาวหลายสิบจั้งออกมา
เขาคลายปลายเชือกออก แล้วโยนขึ้นไปในอากาศ เชือกนั้นกลับแขวนลอยอยู่กลางอากาศ ราวกับมีอะไรดึงดูดไว้
เมื่อมองดูเชือกที่ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสูงเทียมเมฆ เชือกในมือเขาก็หมดลงพอดี
จากนั้น เขาก็เรียกบุตรชายมาใกล้ๆ แล้วพูดว่า “ลูกเอ๋ย ไปเถอะ ระวังอย่าให้พวกเทพเทวดาบนฟ้าจับได้ล่ะ โทษฐานขโมยลูกท้อสวรรค์ไม่ใช่น้อยๆ ถ้าถูกจับได้ พ่อก็ช่วยเจ้าไม่ได้นะ”
แล้วเขาก็ส่งปลายเชือกให้บุตรชาย พร้อมบอกว่า “จับเชือกเส้นนี้ไว้ ก็สามารถปีนขึ้นไปได้แล้ว”
บุตรชายรับเชือกมา ทำหน้าตาเหมือนลำบากใจ บ่นว่า “ท่านพ่อเลอะเลือนไปแล้วหรือ ถึงได้ให้ข้าปีนเชือกเส้นเล็กๆ แบบนี้ขึ้นไปบนฟ้าสูงหมื่นจั้ง ถ้าเกิดระหว่างทางเชือกขาด ตกลงมาข้าก็ต้องร่างแหลกเหลวแน่ๆ”
ผู้เป็นพ่อทั้งปลอบทั้งขู่ “พ่อตกปากรับคำคนอื่นไปแล้ว จะมาเสียใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ลำบากลูกต้องไปสักเที่ยวเถอะ อย่ากลัวลำบากไปเลย ถ้าขโมยลูกท้อมาได้ เราคงได้เงินรางวัลไม่น้อย ถึงตอนนั้นพ่อจะหาเมียสวยๆ ให้เจ้าสักคน”
บุตรชายทำหน้าจำใจ ใช้มือจับเชือก ปีนป่ายวนเวียนขึ้นไปด้านบน ขาขยับตามมือ ดูราวกับแมงมุมไต่ใย ค่อยๆ หายลับไปในหมู่เมฆจนมองไม่เห็น
สักพัก ก็มีลูกท้อขนาดเท่าปากชามตกลงมาจากฟ้า ทำให้ชาวบ้านที่มุงดูต่างส่งเสียงฮือฮา
“อ้า ลูกท้อจริงๆ ด้วย!”
“นี่คือลูกท้อสวรรค์หรือ? กินแล้วจะเป็นอมตะงั้นหรือ?”
ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง ทันใดนั้น เชือกก็ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ชายวัยกลางคนที่แสดงมายากลร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัว “แย่แล้ว! มีคนบนฟ้าฟันเชือกขาด แล้วลูกชายข้าจะลงมาได้อย่างไร?”
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ก็มีสิ่งของบางอย่างตกลงมาอีก เมื่อมองดู ก็พบว่าเป็นหัวของเด็กชายคนหนึ่ง
ชายวัยกลางคนทรุดตัวลงกับพื้น ประคองหัวของบุตรชายไว้ ร้องไห้ด้วยความโศกเศร้า “ต้องเป็นเพราะตอนขโมยลูกท้อ ถูกเทพยดาที่เฝ้าสวนท้อสวรรค์จับได้แน่ๆ ลูกชายผู้น่าสงสารของพ่อ...
พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน เห็นแก่ลูกชายผู้น่าสงสารของข้า โปรดมีเมตตาบริจาคเงินให้ข้าสักหน่อย เพื่อนำไปทำศพให้ลูกชายด้วยเถิด!”
เมื่อเห็นชายวัยกลางคนกอดหัวบุตรชายร้องไห้ฟูมฟาย ชาวบ้านที่มุงดูก็รู้สึกสงสาร ต่างพากันควักเงินออกมาโยนให้เขาจากระยะไกล
เมื่อจางซิ่วเห็นดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นน่าเกลียด เขาโบกมือใหญ่แล้วตะโกนเสียงกร้าว “พี่เยี่ยนเฟิง จับตัวเขา!”
ร่างของเยี่ยนเฟิงแวบหายไป และปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าชายวัยกลางคน เอื้อมมือคว้าไหล่ของเขาไว้
ขณะที่เยี่ยนเฟิงจับไหล่ของชายวัยกลางคนได้แล้ว ก็ได้ยินเสียง ‘ฟุ่บ’ ชายวัยกลางคนพลันกลายเป็นกลุ่มควัน หายวับไปต่อหน้าต่อตาทุกคน
เยี่ยนเฟิงอึ้งไปเล็กน้อย อุทานด้วยความประหลาดใจ “วิชาพรางตากลายเป็นควัน?”
จางซิ่วแหวกฝูงชนเดินเข้ามาใกล้ หยิบหัวเด็กชายบนพื้นขึ้นมาดูอย่างละเอียด ก็พบว่าไม่ใช่ลูกชายของชายวัยกลางคนคนนั้นเลย เขาหน้าเครียดแล้วพูดว่า “สั่งให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบดู ว่าช่วงนี้มีบ้านไหนเด็กหายบ้าง!”
“เดี๋ยวข้าจะวาดรูปคนทั้งสองคนนี้ให้ ให้พวกเขานำไปใช้ตามจับ! เมืองจินหัวภายใต้การปกครองของข้า ไม่มีที่ยืนให้พวกปีศาจมารร้ายที่ทำเรื่องชั่วช้าเหล่านี้หรอก!”
เยี่ยนเฟิงพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จากนั้นก็กระซิบว่า “พี่จาง มายากลขโมยท้อและวิชาพรางตากลายเป็นควันที่ทั้งสองคนแสดงเมื่อกี้ น่าจะเป็นของสำนักอูซาน”
“สำนักนี้มีคนน้อยมาก มักจะสืบทอดกันแบบพ่อสู่ลูก คนพวกนี้ชอบทำเรื่องปล้นฆ่าชิงทรัพย์ รับจ้างฆ่าคน โลภมาก มายากลเป็นแค่วิธีการที่พวกมันใช้บังตาคนเท่านั้น ข้าคิดว่าพวกมันน่าจะเล็งเป้าไปที่เศรษฐีในเมืองนี้แน่”
จางซิ่วได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว “ปล้นฆ่าชิงทรัพย์หรือ ตอนนี้ใครรวยที่สุดในเมืองจินหัว? หกมหาเศรษฐีกับตระกูลหลี่ก็ถูกข้ากวาดล้างไปหมดแล้ว หรือว่าจะเป็นเศรษฐีหวังอีก? เพิ่งจะถูกคนควักหัวใจไปหยกๆ ดันมาเจอเรื่องแบบนี้อีก ถ้าเป็นเศรษฐีหวังจริงๆ เขาก็ซวยเกินไปแล้วมั้ง?”
เยี่ยนเฟิงมองจางซิ่วด้วยสีหน้าแปลกประหลาด “พี่จาง ท่านว่าคนที่รวยที่สุดในเมืองจินหัว... จะเป็นท่านไปได้ไหม?”
จางซิ่วอึ้งไปเล็กน้อย จากนั้นก็สูดลมหายใจเย็นเยียบ
กวาดล้างหกมหาเศรษฐีกับตระกูลหลี่ไปแล้ว คนที่รวยที่สุดในเมืองจินหัว ก็คือตัวเขาเองไม่ใช่หรือไง!!
[จบแล้ว]