บทที่ 14 ปะทะ
บทที่ 14 ปะทะ
บทที่ 14 ปะทะ! เชียนเริ่นเสวี่ย: หลินเย่ นายเคยฆ่าคนไหม?
"ใครกล้ามาขวางทางข้า รนหาที่ตายนักใช่ไหม!"
ภายในรถม้าคันซ้าย
เด็กหนุ่มผมทองวัยสิบเอ็ดปีผู้หนึ่งก้าวเดินออกมา พร้อมกับบรรยากาศของความเย่อหยิ่งจองหอง
ส่วนรถม้าคันขวา เด็กชายผมทองวัยหกขวบอีกคนก็ก้าวตามลงมาเช่นกัน
ใบหน้าของทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง
พวกเขาไม่ใช่ขุนนางธรรมดาสามัญ แต่เป็นสายเลือดของตระกูลไต้แห่งราชวงศ์ซิงหลัว ได้แก่ องค์ชายใหญ่ไต้วีซือ และองค์ชายสามไต้มู่ไป๋
ทั้งสองเพิ่งจะเดินทางออกจากป่าซิงโต่วหลังจากได้วงแหวนวิญญาณมาหมาดๆ ไต้วีซือมีพลังวิญญาณระดับ 21
ส่วนไต้มู่ไป๋มีพลังวิญญาณระดับ 11
ไต้วีซือเอ่ยถามด้วยสีหน้ารำคาญใจ "ใครเป็นคนทำ"
"องค์ชาย เป็นไอ้เด็กนี่พ่ะย่ะค่ะ มันเตะกระหม่อมกระเด็นไปไกลหลายเมตรในทีเดียว มันน่าจะเป็นวิญญาจารย์!"
"วิญญาจารย์เรอะ? หึ" หลินเย่และเชียนเริ่นเสวี่ยยังเด็กมาก อย่างมากก็คงมีวงแหวนวิญญาณแค่วงเดียว อัศวินหุ้มเกราะครบมือเป็นร้อยนายย่อมเกินพอที่จะจัดการพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
ไต้วีซือไม่ได้เห็นพวกเขาสองคนอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย เขาออกคำสั่งทันที "จัดการพวกมัน! หักขาไอ้เด็กนี่ซะ แล้วโยนมันทิ้งไปข้างทาง"
"พ่ะย่ะค่ะ!"
"เดี๋ยวก่อน!" ไต้มู่ไป๋ตะโกนห้ามขึ้นมา
เขาพินิจพิเคราะห์หลินเย่อย่างละเอียด "ไอ้เด็กนี่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับข้า แต่กลับเป็นวิญญาจารย์งั้นรึ? ดูเหมือนมันจะเพิ่งได้วงแหวนวิญญาณมาเหมือนกันสินะ นี่มันโอกาสเหมาะเจาะที่จะได้ทดสอบความแข็งแกร่งของข้าในตอนนี้เลยนี่นา!"
ไต้มู่ไป๋เพิ่งจะได้วงแหวนวิญญาณวงแรกมา เขาจึงอยากหาวิญญาจารย์สักคนมาประลองทดสอบพลังฝีมือ มุมปากของเขายกยิ้มขึ้น "พวกเจ้าทุกคน ถอยออกไป!"
เหล่าอัศวินต่างพากันล่าถอยออกไป
ไต้มู่ไป๋เดินตรงเข้าไปหาหลินเย่ด้วยสีหน้าหยิ่งผยอง "ไอ้หนู เจ้ารู้หรือเปล่าว่าพวกข้าเป็นใคร? บังอาจมากที่กล้ามาขวางทาง! แกหาเรื่องใส่ตัวชุดใหญ่แล้ว รู้ตัวไหม!"
"เอาล่ะ นายน้อยอย่างข้าจะให้โอกาสแกสักครั้ง มาสู้กับข้าตัวต่อตัว ถ้าแกเอาชนะข้าได้ พวกข้าจะยอมหลีกทางปล่อยพวกแกไป"
"ใครหาเรื่องใส่ตัวก็ยากจะพูดอยู่นะ แต่ที่แน่ๆ นายไม่ใช่คู่มือของฉันหรอก" หลินเย่จำไม่ได้ว่าคนตรงหน้าคือใคร แต่การต่อสู้กับคนรุ่นราวคราวเดียวกันก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นสนุกของเด็กๆ สำหรับเขา
"ข้าไม่ใช่คู่มือของแกงั้นเรอะ? ฮ่าฮ่าฮ่า! ไอ้หนู แกนี่มันมั่นใจเกินไปแล้ว!" ไต้มู่ไป๋แค่นเสียงเยาะ
เขาคืออัจฉริยะที่มีพลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับ 8 ผู้ครอบครองวิญญาณยุทธ์สายสัตว์ระดับแนวหน้าอย่างพยัคฆ์ขาวเนตรปีศาจ
การใช้ชีวิตท่ามกลางการแย่งชิงบัลลังก์อันโหดร้ายของราชวงศ์ซิงหลัว ทำให้ไต้มู่ไป๋เริ่มฝึกฝนทักษะทางกายภาพมาตั้งแต่เด็ก ถึงแม้เขาจะเพิ่งกลายเป็นวิญญาจารย์วงแหวนเดียว แต่เขาก็ไม่เคยพบเจอคู่มือในวัยเดียวกันมาก่อน
เขาเอ่ยด้วยสีหน้าภาคภูมิใจในตนเอง "ก็ได้! งั้นเรามาลองดูกัน ข้าหวังว่าอีกเดี๋ยวแกจะยังคงความมั่นใจแบบนี้เอาไว้ได้นะ"
"พยัคฆ์ขาวเนตรปีศาจ!"
"โฮก!"
เงาร่างพยัคฆ์ครึ่งคนปรากฏขึ้นเบื้องหลังไต้มู่ไป๋ พร้อมกับแผ่กลิ่นอายอันทรงพลังออกมา
"วิญญาณยุทธ์แบบนี้... เขาคือไต้มู่ไป๋งั้นเหรอ!" สีหน้าของหลินเย่เปลี่ยนไปเมื่อในที่สุดเขาก็จำได้
"ถ้างั้นคนพี่นั่นก็คือไต้วีซือสินะ?"
"นึกว่าเป็นแค่พวกขุนนางธรรมดา ที่แท้ก็เป็นคนของราชวงศ์ซิงหลัวนี่เอง"
"หึ เด็กเมื่อวานซืนอย่างแก นายน้อยอย่างข้าใช้แค่หมัดเดียวก็ซัดให้ร่วงได้แล้ว!" ไต้มู่ไป๋พุ่งหมัดออกไปอย่างดุดัน รอยยิ้มแห่งความมั่นใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
"อย่างนั้นเหรอ"
เมื่อเห็นดังนั้น หลินเย่ก็ปลดปล่อยกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ทูตสวรรค์ออกมาในพริบตาและตวัดฟันออกไปเบื้องหน้า
ปัง!
"อ๊าก!" ไต้มู่ไป๋แผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดทันที ร่างของเขากระเด็นลอยละลิ่วไปตามแรงปะทะของกระบี่
"มีน้ำยาแค่นี้เองเหรอ? นึกว่าจะแน่สักแค่ไหน!" หลินเย่เย้ยหยัน
"เป็นไปได้ยังไง!" ไต้มู่ไป๋ตกตะลึงงัน
ในการปะทะกันด้วยพละกำลังซึ่งๆ หน้า วิญญาณยุทธ์พยัคฆ์ขาวเนตรปีศาจของเขากลับถูกซัดกระเด็นไปเนี่ยนะ!
ไต้วีซือหัวเราะเยาะ "ฮ่าฮ่าฮ่า! น้องชายผู้โง่เขลาของข้า ขนาดได้เป็นวิญญาจารย์วงแหวนเดียวแล้ว แกก็ยังเป็นแค่เศษสวะอยู่ดี!"
"สามหาว!" ไต้มู่ไป๋โกรธจัด แววตาโหดเหี้ยมปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา "ไอ้หนู! แกรนหาที่ตายแล้ว!"
"ทักษะวิญญาณแรก เกราะพยัคฆ์ขาว!"
ไต้มู่ไป๋เปิดใช้งานทักษะเสริมพลังและพุ่งเข้าปล่อยหมัดอีกครั้ง
หลินเย่เบี่ยงตัวหลบหมัดนั้นได้อย่างง่ายดาย ประกายแสงเย็นเฉียบวาบผ่าน พร้อมกับคมกระบี่ที่ทาบลงบนลำคอของไต้มู่ไป๋
"โอ้? ตอนนี้ ใครกันแน่ที่รนหาที่ตาย ฉันหรือนาย" หลินเย่จ้องมองไต้มู่ไป๋ด้วยสีหน้าเย็นชา
ปลายกระบี่จ่อชิดติดลำคอ ตรงตำแหน่งเส้นเลือดใหญ่พอดิบพอดี!
หากขยับเข้าไปใกล้อีกเพียงนิดเดียว เขาต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย!
ร่างของไต้มู่ไป๋แข็งทื่อ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เหงื่อเย็นแตกพลั่ก หากนี่เป็นการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายจริงๆ ป่านนี้เขาคงกลายเป็นศพไปแล้ว
"ข้าสู้ไอ้เด็กนี่ไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว..."
หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลรินลงมาตามกรอบหน้าของไต้มู่ไป๋ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากแล้วเอ่ยปาก "แก... แก! เอากระบี่นั่นออกไปจากข้าเดี๋ยวนี้นะ รู้ไหมว่าข้าเป็นใคร!"
"ฉันไม่สนหรอกว่านายจะเป็นใคร นายแพ้แล้ว ตอนนี้ช่วยเปิดทางแล้วไสหัวไปซะ"
หลินเย่เตะไต้มู่ไป๋กระเด็นออกไปอย่างรวดเร็วไร้ความปรานี
"ไต้มู่ไป๋ แกนี่มันสวะจริงๆ! จัดการแค่วิญญาจารย์วงแหวนเดียวก็ยังทำไม่ได้ แกทำให้ราชวงศ์ซิงหลัวของเราต้องเสื่อมเสียเกียรติหมดแล้ว!" ไต้วีซือยังคงยืนดูเรื่องสนุกและเอ่ยเยาะเย้ยต่อไป
คำพูดเหล่านั้นทำให้ไต้มู่ไป๋รู้สึกอัปยศอดสูในทันที องค์ชายผู้มีศักดิ์ศรีอย่างเขาเคยต้องมาทนรับความอัปยศเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ประกายจิตสังหารวาบผ่านดวงตาของเขา "บัดซบ! ไอ้หนู วันนี้แกอย่าหวังว่าจะได้ไปจากที่นี่ง่ายๆ เลย ทหาร! ตัดแขนมันทิ้งข้างนึง! แล้วก็หักขามันด้วย!"
"โมโหซะแล้วเหรอ? โลกภายนอกนี่มันอันตรายจริงๆ เอะอะก็สั่งตัดแขนตัดขา"
หลินเย่เก็บกระบี่เข้าฝักและถอยหลังไปหลบอยู่ด้านหลังเชียนเริ่นเสวี่ย "ถึงตาเธอต้องออกโรงจัดการเรื่องนี้แล้วล่ะ เธอเป็นคนหาเรื่องใส่ตัวนะ ฉันไม่ขอเล่นด้วยแล้ว"
"ลุย!"
อัศวินนับร้อยนายแห่กันพุ่งเข้ามาเพื่อล้อมกรอบสังหารพวกเขาทั้งสอง
ในที่สุดเชียนเริ่นเสวี่ยก็ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ของเธอออกมา แสงสว่างแห่งทูตสวรรค์หกปีกสาดส่องเจิดจ้าบาดตาฝ่าความมืดมิดในยามพลบค่ำ
"อัคราจารย์วิญญาณสามวงแหวน! นี่... นี่มันวิญญาณยุทธ์ทูตสวรรค์!!"
"พวกมันเป็นคนของสำนักวิญญาณยุทธ์!!"
อัศวินรอบด้านเกิดความตื่นตระหนกหวาดกลัวขึ้นมาทันที พวกเขาจ้องมองเชียนเริ่นเสวี่ยด้วยความระแวดระวังอย่างลึกซึ้ง และไม่กล้าผลีผลามขยับตัว
"อะไรนะ! ทูตสวรรค์..."
สีหน้าของไต้วีซือและไต้มู่ไป๋พลันแปรเปลี่ยนไป ความตื่นตระหนกพาดผ่านใบหน้าของพวกเขาในเสี้ยววินาที
ทูตสวรรค์คือสัญลักษณ์แห่งขุมอำนาจของสำนักวิญญาณยุทธ์
ทันทีที่ทูตสวรรค์หกปีกปรากฏกายขึ้น ร้อยละเก้าสิบเก้าของผู้คนบนทวีปแห่งนี้ในปัจจุบันล้วนต้องยอมสยบให้!
แม้แต่ราชวงศ์ของพวกเขาก็ไม่มีข้อยกเว้น!
ไต้มู่ไป๋เริ่มปอดแหก เขาคิดว่าตัวเองดันไปเตะแผ่นเหล็กเข้าให้แล้ว
แต่จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นว่า วิญญาณยุทธ์ทูตสวรรค์เบื้องหลังเชียนเริ่นเสวี่ยมีเพียงแค่สองปีกเท่านั้น ความหวาดหวั่นบนใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นความโหดเหี้ยมอย่างรวดเร็ว "นางไม่ใช่คนของตระกูลทูตสวรรค์หกปีกนี่!"
"ทูตสวรรค์หกปีกมันต้องมีหกปีกสิ แต่นางมีแค่สองปีก! นางก็เป็นแค่ทูตสวรรค์ธรรมดาๆ เท่านั้น!"
"แย่แล้ว สถานการณ์ไม่ค่อยดีเลยเชียนเริ่นเสวี่ย เตรียมตัวเผ่นเถอะ ดูเหมือนพวกนั้นจะคิดว่าเธอเป็นแค่ทูตสวรรค์ธรรมดาซะแล้ว"
หลินเย่รู้ดี นอกจากทูตสวรรค์หกปีกแล้ว สำนักวิญญาณยุทธ์ยังมีกลุ่มคนที่มีวิญญาณยุทธ์ทูตสวรรค์สองปีกอยู่ด้วย ซึ่งก็คือกองทัพทูตสวรรค์ ทุกคนในกองทัพล้วนมีวิญญาณยุทธ์ทูตสวรรค์กันทั้งนั้น
"มีอะไรให้ต้องกลัวกัน" เชียนเริ่นเสวี่ยไม่มีทีท่าว่าจะถอยหนี ร่องรอยของความมั่นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าจางๆ ขณะที่จู่ๆ เธอก็เอ่ยถาม "หลินเย่ นายเคยฆ่าคนไหม"
"เดี๋ยวก่อนคุณหนู พวกเขาเป็นคนของราชวงศ์ซิงหลัวนะ ใครจะไปรู้ล่ะว่ามีผู้เยี่ยมยุทธ์คอยคุ้มกันอยู่ลับๆ หรือเปล่า ตอนนี้อาจารย์ก็ไม่ได้อยู่กับเรา อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย!"
"ไม่ต้องห่วง พวกเราจะไม่เป็นไรหรอกน่า" เชียนเริ่นเสวี่ยส่งยิ้มอย่างมั่นใจ
ไต้มู่ไป๋คำรามลั่น "บุก! บุกเข้าไป! จัดการพวกมันซะ!"
"บุก!"
อัศวินทั้งร้อยนายพุ่งทะยานไปข้างหน้าเพื่อล้อมกรอบสังหารพวกเขาทันที
ที่ฝั่งตรงข้าม วิญญาจารย์อีกสองคนก็ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ของตนออกมาเช่นกัน ทั้งสองล้วนเป็นปรมาจารย์วิญญาณระดับสี่วงแหวน
"ปล่อยปรมาจารย์วิญญาณสองคนนี้ให้เป็นหน้าที่ฉัน ส่วนนายจัดการพวกอัศวินที่เหลือก็แล้วกัน" เชียนเริ่นเสวี่ยลงมือในทันที
เมื่อเห็นดังนั้น หลินเย่ก็ชูกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ทูตสวรรค์ในมือขึ้นในพริบตาและพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางวงล้อม